LOGINสุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้
คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงาน
การไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุด
วันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
บอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ
"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"
ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ
"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบครอบครัวค่ะ คุณเคทคงต้องปรับตัวหน่อยนะ"
ฉันก้มมองกองกระดาษตรงหน้าด้วยสายตานิ่ง ๆ ความรู้สึกแย่ที่มีอยู่มันกลายเป็นความอึดอัดที่กดทับอยู่ในใจ เป็นช่วงที่ฉันรู้สึกดิ่งที่สุดแล้ว
ไม่ใช่เพราะงานเยอะ และไม่ใช่เพราะคำพูดจิกกัดของปูเป้... แต่เป็นเพราะฉันรู้ตัวดีว่ากำลังเดินกลับมาติดกับดักเดิม วงจรอุบาทว์ที่เกิดจากความอยากได้อยากมี วงจรที่ต้องคอยก้มหัวให้เงิน และที่แย่ที่สุดคือ คราวนี้มันแย่และเหงากว่าเดิมมาก เพราะไม่มีปราณคอยอยู่ข้าง ๆ อีกแล้ว
หลายสัปดาห์ในที่ทำงานใหม่... มันไม่ใช่ออฟฟิศ แต่มันคือนรกที่สูบพลังฉันไปจนเกลี้ยง งานที่รุมเข้ามาบวกกับความกดดันจากทั้งภัทรและปูเป้ ทำให้ฉันหมดแรงจนไม่อยากไปเบียดคนบนบีทีเอสเหมือนเดิม
ฉันลงจากแท็กซี่หน้าคอนโด ขาสองข้างที่ยืนบนส้นสูงมาทั้งวันสั่นจนแทบก้าวไม่ไหว เท้าชาไปหมด ได้แต่ฝืนลากตัวเองเดินเข้าล็อบบี้ช้า ๆ ในหัวมีแต่งานที่ต้องส่งบอร์ดพรุ่งนี้ ไม่มีกระจิตกระใจจะคิดเรื่องอื่นแล้ว
จนกระทั่ง...
"สภาพดูไม่จืดเลยนะพี่..."
เสียงห้วน ๆ ที่คุ้นหูแต่ไม่ได้ยินมาเกือบสองเดือนดังขึ้นตรงโซฟา
ฉันชะงัก ลมหายใจสะดุด ใจหล่นวูบจนจุก ค่อย ๆ หันไปมอง...
ปราณยืนกอดอกพิงเสาอยู่ตรงนั้น เสื้อยืดดำตัวเดิม ยีนส์เข้ม ผ้าใบ เขายืนมองฉันนิ่ง ๆ ไม่มีรอยยิ้ม มีแต่สายตาที่มองหน้าโทรม ๆ ใต้เมคอัพหนาเตอะของฉัน
สายตาของคนที่รู้ทันว่าฉันไปเจออะไรมา ฉันพยายามดึงสติตัดอารมณ์ออกทันที ทรงตัวบนส้นสูงให้นิ่งที่สุด ตีหน้านิ่งมองหน้าเขากลับเหมือนไม่รู้สึกอะไร
"มาทำไม" ฉันถามเสียงแข็ง นิ่งจนเหมือนคนไม่เคยรู้จักกัน
ปราณไม่ตอบ เขาเลิกคิ้วนิดหน่อยก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมกับกลิ่นตัวอุ่น ๆ ของเขาลอยมาแตะจมูกจนฉันเกือบหลุดโฟกัส
หมับ!
เขาเอื้อมมือมาดึงถุงเอกสารพะรุงพะรังกับกระเป๋าโน้ตบุ๊กจากมือฉันไปถือหน้าตาเฉย ปลายนิ้วอุ่น ๆ โดนหลังมือฉันจนสะดุ้ง
"กินข้าวยัง?"
เขาถามสั้น ๆ มองหน้าฉัน สายตาคู่นั้นยังดื้อรั้นเหมือนเดิม เหมือนพร้อมจะจับผิดฉันตลอดเวลา
"เดินไม่ไหวแล้วยังจะทำเป็นเก่งอีก... ไป ขึ้นห้อง"
พอประตูปิดลง ห้องก็เงียบจนอึดอัด ฉันเดินเลี่ยงไปที่โต๊ะทำงานทันที วางกระเป๋าแล้วเปิดโน้ตบุ๊ก แกล้งทำเป็นเช็กตารางงานเพื่อหนีจากเขาที่ยืนอยู่ข้างหลัง แต่กลิ่นน้ำหอมของเขาเริ่มกวนสมาธิฉันจนหงุดหงิด
พรึ่บ!
มือเขาเอื้อมมากดพับหน้าจอโน้ตบุ๊กลง
"ทำบ้าอะไรเนี่ย!" ฉันเงยหน้าขึ้นมาทันที
ปราณไม่สนใจ เขายืนค้ำโต๊ะ วางมือสองข้างลงบนที่วางแขนเก้าอี้ แล้วก้มมองหน้านิ่ง ๆ
"กินข้าวก่อน" เขาพูดเสียงจริงจัง
"งานมันไม่หนีไปไหนหรอก แต่สภาพพี่ตอนนี้ อีกนิดก็จะวูบแล้ว"
เขาไม่รอให้ฉันเถียง คว้าข้อมือฉันแล้วดึงให้ลุกขึ้น กึ่งลากกึ่งพาเดินมาที่โต๊ะกินข้าว กับข้าวแกะใส่จานวางไว้พร้อมแล้ว เขาเลื่อนเก้าอี้ให้ฉันนั่ง ก่อนจะไปนั่งฝั่งตรงข้าม กอดอกมองฉัน
ฉันหยิบช้อนตักข้าวเข้าปากได้แค่คำเดียว ก็ฝืนกลืนแทบไม่ลง ยิ่งเห็นเขานั่งนิ่ง คอยดันจานกับข้าวมาให้โดยไม่พูดอะไร ฉันยิ่งอารมณ์เสีย
ความนิ่งของเขาไม่ได้ดูน่าสงสาร... แต่มันกำลังทำให้ฉันอึดอัดจนแทบบ้า
เคร้ง!
ฉันวางช้อนกระทบจานเสียงดัง หมดอารมณ์จะฝืนกินต่อ
"กลับมาทำไม" ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น
"นึกว่าติดใจสาวที่แอลเอจนลืมทางกลับแล้วซะอีก"
ปราณจ้องตากลับ หน้านิ่ง ไม่สะทกสะท้านกับคำประชด
"ผมมีเรื่องต้องไปจัดการ... แต่ตอนนี้ผมกลับมาแล้ว กลับมาหาพี่"
ฉันหัวเราะในคอ ยิ้มสมเพชทั้งตัวเองทั้งเขา
"กลับมาหาพี่?" ฉันเอียงคอ กอดอกพิงพนักเก้าอี้
"มาในฐานะอะไรล่ะปราณ? น้องชายเจ้าของบริษัทที่พี่ต้องคอยเอาใจ?" หรือแค่อยากกลับมาดูว่าของเล่นเก่ายังอยู่ดีไหม?"
ตาปราณแข็งขึ้นมาทันที เขากัดฟันแน่น
"พี่เคท..." เขาพูดเสียงต่ำเหมือนเตือน
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







