LOGINจังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร
"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา
ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ
"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"
เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก
"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."
ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้
ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา
"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"
หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลา
ตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯ
ความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจที่สุดในชีวิต
นั่นคือสมาธิในการทำงาน ปกติฉันเป็นเลขาฯ ที่ละเอียดมาก ไม่เคยมีอะไรหลุดตาไปได้ แต่ช่วงหลังมานี้ ฉันเริ่มรวน ในหัวชอบเผลอนึกถึงแชตกวนประสาท หรือไม่ก็รอยจูบที่เขาชอบทิ้งไว้แถวคอกับหน้าอก
"คุณเคท!"
เสียงตบโต๊ะดังลั่น พร้อมเสียงตวาดของภัทรดึงฉันให้หลุดจากความคิด
"เอกสารวาระการประชุมของมิสเตอร์พอลทำไมยังมีจุดผิด? แล้วนัดคุณสมพงษ์วันที่ยี่สิบแปด ทำไมเวลาถึงชนกับประชุมฝ่ายผลิต?!"
ภัทรโยนแฟ้มลงบนโต๊ะทำงานอย่างหงุดหงิด สายตาดุคู่นั้นจ้องฉันเขม็ง เหมือนรอจังหวะที่ฉันพลาดมานานเพื่อจะเหยียบซ้ำ
"อาทิตย์หน้าต้องกลับกรุงเทพฯ แล้วนะเคท... ทำงานให้มันคุ้มเงินเดือนกับตำแหน่งหน่อย อย่าให้ผมคิดว่าการที่คุณไปหมกมุ่นกับเรื่องไร้สาระ มันทำให้สมองคุณทึบลง!"
ฉันยืนนิ่ง หลังตรง ไม่ได้หลบตา
แต่ในใจรู้สึกชาด้วยความหงุดหงิดตัวเอง ตลอดสี่ปี ฉันไม่เคยเปิดช่องให้ภัทรเอาเรื่องงานมาด่าฉันได้เลยสักครั้ง แต่วันนี้ฉันพลาดจริง และมันเกิดขึ้นเพราะฉันปล่อยให้ใจลอยไปคิดถึงเด็กคนนั้น
ฉันเดินไปหยิบแฟ้มขึ้นมาเปิดดู พยายามทำเสียงให้นิ่งที่สุด
"เคทลงคิวชนกันเองค่ะ... อีกยี่สิบนาทีเคทจะแก้นัดใหม่แล้วส่งเข้าเมลบอส รวมถึงแก้วาระการประชุมของมิสเตอร์พอลให้เรียบร้อย"
ฉันมองหน้าภัทรตรง ๆ ไม่ได้มีความกลัวเลยสักนิด
"ข้อผิดพลาดครั้งนี้เคททำพลาดเอง เคทยอมรับค่ะ... แต่เรื่องงานของเคท ไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว บอสไม่ต้องเอามาปนกัน"
พูดจบฉันก็หันหลังเดินกลับออกมาที่โต๊ะทำงานทันที
ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ หลับตาแน่น ถอนหายใจออกมาอย่างหัวเสีย
...บ้าเอ๊ย
ฉันเอามือกดขมับ ความเหนื่อยจากงานไม่ได้ทำให้ฉันเสียหลักขนาดนี้ แต่เป็นเพราะฉันกำลังปล่อยให้ความรู้สึกที่มีต่อปราณเข้ามาคุมตัวเองมากเกินไปต่างหาก และถ้าฉันยังดึงสติตัวเองกลับมาไม่ได้ ฉันนี่แหละที่จะพังเอง
สนามบินสุวรรณภูมิคนเยอะและวุ่นวาย ต่างจากความเงียบที่เชียงใหม่ลิบลับ บรรยากาศรอบตัวดึงฉันกลับเข้าสู่โลกความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความกดดันทันที
ฉันลากกระเป๋าเดินทางออกมาถึงจุดนัดพบ รถสปอร์ตคันเดิมจอดรออยู่แล้ว ปราณในเสื้อยืดสีดำลงมาจากฝั่งคนขับ
"หน้าบูดเป็นตูดเลยนะพี่..."
เขาทักกวน ๆ เหมือนเดิม ก่อนจะดึงกระเป๋าเดินทางจากมือฉันไปยกขึ้นท้ายรถ แล้วเปิดประตูฝั่งข้างคนขับรอไว้
"เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว อย่าเพิ่งกวน" ฉันบ่นแล้วขึ้นไปนั่งบนรถ
พอนั่งในรถ บรรยากาศก็เงียบลงทันที กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ฉันเอนหลังพิงเบาะ หลับตาพักสายตา
รถวิ่งออกมาได้ไม่นาน เขาก็พูดขึ้นมา
"พี่เคท..."
"หือ?"
"อาทิตย์หน้าผมต้องบินกลับเมกาว่ะ... มีเรื่องด่วนต้องไปเคลียร์"
ประโยคเดียว ทำเอาใจฉันหายวูบไปเฉย ๆ เหมือนก้าวตกบันได
ภาพตอนอยู่เชียงใหม่ ทั้งเสียงหัวเราะ รอยจูบ ความเอาใจใส่ที่เขาให้ตลอดหนึ่งเดือน มันผุดขึ้นมาซ้อนกับคำพูดของภัทรที่เคยเตือนไว้ในหัวทันที
'เดี๋ยวมันเบื่อ มันก็บินกลับแอลเอ'
ฉันรู้สึกชาไปทั้งตัว ความคิดสั่งให้ฉันดึงสติตัดอารมณ์ออกเดี๋ยวนั้น ฉันไม่ลืมตา ไม่หันไปมองเขา มือเอื้อมไปปรับเบาะเอนลงอีกนิด แกล้งทำเป็นง่วงเต็มทน
"อืม... ไปสิ งานสำคัญก็ต้องไป"
ฉันตอบเสียงนิ่ง นิ่งจนตัวเองยังแปลกใจ
"ไปนานแค่ไหนล่ะ?"
"ยังไม่แน่ใจว่ะ อาจจะสองอาทิตย์ หรือเป็นเดือน ต้องดูงานก่อน"
"โอเค..." ฉันตัดบทสั้น ๆ
"ถึงคอนโดแล้วปลุกด้วยนะ เพลียมาก"
ฉันหลับตาแน่น หันหน้าเข้าหาเบาะ หลบสายตาที่รู้ว่าเขากำลังมองมา
ข้างในใจมันเจ็บแปลบจนอึดอัด แต่อีโก้ของคนที่เกลียดความพ่ายแพ้กำลังเตือนสติในหัว
‘ดีแล้วเคท... ดีแล้ว’
เขาไม่อยู่ก็ดี ฉันจะได้เคลียร์สมอง ดึงตัวเองออกจากความหลงบ้า ๆ นี้สักที กลับไปเป็นเลขาฯ ที่คุมเกมได้ทุกอย่างเหมือนเดิม
แต่ยิ่งพยายามบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร กลับยิ่งทำให้ฉันรู้สึกเหมือนจะทนไม่ไหวอยู่ตรงนั้น
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







