LOGIN"อื้อ... แรงอีกนิด... อ๊า ใช่เลย..."
"ดี... ดีมากเลย... โอ๊ย..."
ฉันเผลอร้องครางออกมาอย่างสบายตัว ห้องเงียบจนได้ยินเสียงชัดเจน แสงไฟสลัวพอมองเห็นแค่เงามัว ๆ ของหมอนวดที่กำลังทิ้งน้ำหนักตัวกดลงมา
กร๊อบ... กร๊อบ...
เสียงดัดกระดูกดังลั่น ช่วยคลายเส้นที่ตึงไปทั้งตัว
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ไฟในห้องเปิดสว่างขึ้น ฉันนอนคว่ำหน้าอยู่บนเบาะ ถอนหายใจยาวอย่างโล่งตัว
"เป็นไงครับพี่... สบายตัวไหม?"
"อื้อ ขอบใจมากนะที่พามา... โคตรดีเลย"
ฉันดันตัวลุกขึ้น นวดคอตัวเองเบา ๆ ความเครียดจากเรื่องบอสที่สะสมมาทั้งอาทิตย์แทบจะหายหมด เพราะการนวดสปาดี ๆ ที่เขาแอบจองไว้ให้
"พี่เคท เมื่อกี้ตอนนั่งรอ พนักงานแนะนำร้านอาหารญี่ปุ่นซอยถัดไปตรงหัวมุม บอกว่าราเมนเด็ดมาก ไปลองกันไหมครับ"
"ได้ดิ... วันนี้พี่ตามใจนายวันนึงเลย"
ลมหนาวที่เชียงใหม่พัดโดนหน้า แต่ในใจฉันกลับรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก
ตลอดสี่ปีที่ทำงานกับภัทร ฉันต้องเป็นคุณเคทที่เพอร์เฟกต์ทุกเรื่อง คอยดูสีหน้าและรองรับอารมณ์บ้าอำนาจของเจ้านายตลอดเวลา แต่พออยู่กับเด็กนี่... ฉันแทบไม่ต้องมานั่งกังวลอะไรทั้งนั้น
ฉันจะเป็นอีเคทที่ปากหมา เอาแต่ใจ หรือประสาทแดกแค่ไหน ปราณก็ไม่เคยกลัว ไม่เคยพยายามกดให้ฉันต้องยอมเหมือนที่ภัทรทำ เต็มที่ก็แค่หัวเราะกวนตีน ยักคิ้ว แล้วดึงฉันเข้าไปกอดแน่น ๆ จนดิ้นไม่หลุด
ความโสดที่เคยหวงนักหวงหนา... สรุปคือโดนเด็กนี่รวบหัวรวบหางยึดไปเฉยเลย น่าหงุดหงิดจริง ๆ... แต่ดันปฏิเสธไม่ได้เต็มปากว่ารู้สึกดี
ฉันหยุดเดินตรงหน้าร้านราเมนตรงหัวมุมถนน มองผ่านกระจกเข้าไปเห็นแผ่นหลังคุ้นตา ชายเสื้อเชิ้ตพับแขนที่นั่งอยู่โต๊ะเดี่ยวด้านในสุดทำให้ฉันต้องเพ่งมองอีกรอบ
"ปราณ ดูนั่นดิ โต๊ะในสุดใช่บอสพี่ป่ะ?"
ฉันสะกิดแขนปราณแล้วพยักหน้าให้ดู ปราณหยุดเดิน มองตาม สีหน้ากวน ๆ เปลี่ยนเป็นนิ่งสนิททันที
"พี่ภัทรจริงด้วย..." ปราณหัวเราะในคอ เลิกคิ้ว
"มานั่งกินราเมนข้างทางเนี่ยนะ? ปกติเห็นแดกแต่อาหารหรูในโรงแรม"
คนอย่างภัทร ตลอดสี่ปีที่ฉันเป็นเลขาฯ ร้านระดับนี้ไม่มีทางอยู่ในสายตาเขาแน่ ๆ แต่ที่แปลกกว่าร้านคือสายตาเขา... ภัทรไม่ได้สนใจชามราเมนตรงหน้าเลย เขากำลังมองไปที่เคาน์เตอร์ด้านใน
เรื่องที่เขาแอบมีเด็กหรือมีมุมลับอะไร ฉันไม่สนหรอก และถึงเมื่อคืนปราณจะเพิ่งรับสายเขาไปจนหน้าหงาย แต่ฉันก็ไม่อยากเข้าไปคุยให้เสียอารมณ์
"ไปเหอะปราณ" ฉันดึงแขนเสื้อเขา
"ขี้เกียจเห็นหน้าบอส เสียเวลาพักผ่อน"
ปราณยังไม่ละสายตาทันที เขามองตามสายตาภัทรไปหยุดอยู่ที่พนักงานเสิร์ฟผู้หญิงน่ารักคนหนึ่งที่กำลังยกชามอาหาร
ปราณยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ดูเย็นชาจนฉันรู้สึกได้
"นึกว่ามีอะไรดี ที่แท้ก็..."
เขาพึมพำคนเดียว ก่อนจะหันมามองฉัน แล้วจับมือฉันไว้แน่น สีหน้ากลับมากวนเหมือนเดิม
"ครับ ไปกันเถอะ... เราไปหาอย่างอื่นกินกันดีกว่า"
เขาจูงมือฉันเดินออกจากหน้าร้าน แต่จังหวะเดินกับแรงบีบมือที่แน่นผิดปกติ บอกชัดเจนว่าเด็กแสบข้างตัวฉัน... จับพิรุธพี่เขยตัวเองได้แล้ว
เราย้ายมาร้านอาหารเหนือร้านลับนอกเมือง บรรยากาศเงียบกว่าเดิมเยอะ อาหารตรงหน้าเกลี้ยงแทบทุกจาน เพราะทั้งฉันทั้งเด็กตรงหน้าใช้พลังงานไปเยอะมากตั้งแต่บ่าย
ฉันเคี้ยวไส้อั่วชิ้นสุดท้ายแล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เจอสายตาของปราณที่กำลังนั่งกอดอก เท้าคางมองฉันอยู่ก่อนแล้ว
สายตามันดูขำ ๆ ปนอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมา
"มองอะไร?" ฉันเลิกคิ้วถาม ปรับเสียงให้นิ่ง
"มองพี่เคทคนเก่ง..." ปราณยิ้มมุมปาก กวนประสาทเหมือนเดิม
"...หมดสภาพจนกินไม่ห่วงสวยเลยนะวันนี้"
"ปากดีนะมึง" ฉันเบะปากใส่ วางช้อนลงบนจาน
"ใครใช้ให้พาไปทรมานเส้นขนาดนั้นล่ะ ตัวจะหักอยู่แล้ว"
"ก็เห็นร้องลั่นห้องนวด นึกว่าชอบ"
คำพูดหน้าตายของมันทำเอาฉันแทบสำลักน้ำ ฉันตวัดตามองดุใส่ทันที แต่ปราณไม่สะท้านสักนิด เขาโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้ขึ้น สายตากวน ๆ เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา
"แต่แบบนี้ก็ดีนะ..."
"อะไรดี?"
"หน้าพี่ตอนอยู่กับผมเนี่ย..." ปราณเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ จ้องตาฉันนิ่ง
"...ไม่ต้องมานั่งเกร็งหลังตรง ไม่ต้องคอยปั้นหน้ายิ้มเป็นเลขาฯ ดีเด่น ดูเป็นตัวเองขึ้นเยอะ"
ใจฉันกระตุกไปนิดนึง มันพูดแทงใจดำจนฉันต้องแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน
"อย่ามารู้ดีไปหน่อยเลยปราณ... พี่ก็แค่เหนื่อย ไม่อยากเปลืองแรงมานั่งเก๊กใส่นายต่างหาก"
ฉันหยิบทิชชู่มาเช็ดปาก พยายามคุมเสียงให้นิ่ง
"อีกอย่าง... อย่าคิดว่าได้เป็นแฟนแล้วจะมารู้ทันพี่ทุกเรื่องนะ เป็นได้ ก็เลิกได้เหมือนกัน"
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







