LOGIN"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง
"ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"
ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"
ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น
"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"
ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา
"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"
ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว
"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"
ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า
"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้
"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแบบเดิมเถอะ"
ฉันยืนหันหลังให้เขา นิ่งอยู่อย่างนั้น รอฟังเสียงเดินออกจากห้อง แต่สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นเสียงฝีเท้าที่เดินตรงเข้ามาหาอย่างเร็ว
ยังไม่ทันได้หันไปมอง สองแขนเขาก็กอดรัดเอวฉันจากข้างหลัง ดึงฉันเซเข้าไปชนอกเขาเต็มแรง แรงกอดที่แน่นจนเจ็บทำให้ฉันเริ่มดิ้น
"ปล่อย! ปราณ... บอกให้ปล่อยไง!"
ฉันทุบแขน ศอกใส่เอวเขาไม่ยั้ง แต่เขากลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด ยิ่งกอดฉันแน่นขึ้นแล้วซุกหน้าลงกับซอกคอฉัน ลมหายใจร้อน ๆ ที่รดผิวทำให้ฉันเผลอขนลุกไปทั้งตัว
"ไม่ปล่อย" เสียงเขาแหบสั่น แต่ชัดเจนอยู่ข้างหู
"พี่จะไล่ยังไง ผมก็ไม่ไปไหนทั้งนั้น"
"นายมันเห็นแก่ตัว!"
ความอึดอัดทั้งหมดที่เก็บไว้เป็นเดือนระเบิดออกมา ฉันหันกลับมาประจันหน้ากับเขา สองมือผลักอกเขาเต็มแรง แต่มันกลับขยับตัวเขาไม่ได้เลย น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้มาตลอดเริ่มไหลออกมาจนตาเบลอไปหมด
"รู้ไหมว่าการที่พี่ต้องมารอข้อความจากนาย... มันทำให้พี่แทบเป็นบ้าขนาดไหน! พี่ต้องก้มหัวให้พี่สาวนาย ต้องทนให้ผัวมันจิกใช้ แล้วนายหายหัวไปไหนมาวะปราณ!" ฉันตะคอกใส่หน้าเขา เสียงสั่นจนคุมไม่อยู่
"ไอ้ความรู้สึกบ้านี่... มันกำลังพังชีวิตพี่!"
สุดท้ายน้ำตามันไหลออกมาจนได้ เกลียดที่กลั้นความอ่อนแอไว้ไม่ไหว แต่ปราณไม่หลบตา เขาไม่แม้แต่จะแก้ตัวเรื่องที่หายไป
สายตาที่เคยมั่นใจและอวดดีคู่นั้นตอนนี้กลับแดงก่ำ ก่อนจะยกมือขึ้นมาแตะแก้มฉันเบาๆ นิ้วโป้งของเขาปาดน้ำตาให้จนใจฉันวูบ
"ผมรู้... ผมผิดเอง"
เสียงเขาแหบ เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินน้ำเสียงยอมแพ้แบบหมดรูปจากเด็กอย่างเขา
"ที่ผมบินไปเคลียร์เรื่องที่บ้าน ที่ต้องวิ่งวุ่นเรื่องเปิดบริษัทของตัวเองจนแทบไม่ได้นอน ก็เพราะไม่อยากให้พี่ต้องไปทำงานให้ใครอีกไงวะพี่เคท"
เขาโน้มหน้าลงมาเอาหน้าผากแตะกับหน้าผากฉัน สบตากันใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจเขาถี่และร้อนจัด
"พี่จะด่าว่าผมเป็นตัวปัญหา หรือด่าว่าผมทำชีวิตพี่พังก็ได้... แต่อย่าผลักผมออกไปเลยนะ"
มือที่จับแก้มฉันเลื่อนลงมากุมมือฉันไว้แน่น
"ถ้าชีวิตที่พี่พยายามคุมมันไว้คนเดียวมันเหนื่อยขนาดนั้น... ก็ปล่อยมันเถอะ แล้วมาอยู่กับผม ผมจะดูแลพี่เอง"
คำพูดห้วนๆ ที่ไม่มีคำหวานประดิดประดอย แต่จริงใจสุดๆ ของผู้ชายตรงหน้า พังกำแพงในใจฉันจนหมด ฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แล้ว และไม่ได้คิดจะผลักเขาออกอีก ฉันคว้าคอเสื้อยืดเขาไว้แน่นแล้วซบหน้าลงกับอกเขา ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาต่อหน้าคนที่ฉันพยายามปฏิเสธมาตลอด
เช้าวันต่อมา บรรยากาศในออฟฟิศตึงเครียดตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าตึก
วันนี้คือวันปิดดีลโปรเจกต์ขยายโรงงาน เป็นนัดเซ็นสัญญากับตัวแทนกองทุนจากอเมริกา ภัทรเดินเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน แต่ก็พยายามคุมท่าทีให้ดูนิ่งที่สุด
"บอสคะ มิสเตอร์แอนเดอร์สันเข้าห้องประชุมแล้วค่ะ เอกสารเคทเตรียมไว้ให้ครบทุกชุดแล้ว"
"ดี... วันนี้ห้ามพลาดเด็ดขาดนะเคท ดีลนี้ชี้ชะตาผมเลย"
เขาจัดเสื้อสูท สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะผลักประตูห้องประชุมใหญ่เข้าไป
ฉันเดินตามหลังเขาเข้าไป แต่แล้วก็ต้องชะงัก ลมหายใจสะดุด ตรงหัวโต๊ะประชุม มีผู้ชายสองคนนั่งอยู่ คนหนึ่คือนักธุรกิจต่างชาติวัยกลางคนแต่งตัวดูดี... แต่อีกคนที่นั่งพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่สุด คือคนที่ฉันเพิ่งกอดและร้องไห้ใส่เมื่อคืน
ปราณ...
เขาใส่สูทสีเทาเข้มคัตติ้งเนี้ยบ เสื้อเชิ้ตขาวปลดกระดุมบน ผมที่เคยปล่อยเซอร์ถูกเซตเปิดหน้าจนดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แต่สิ่งที่ทำให้ฉันอึ้งที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่เขาดูดีขึ้นผิดตา... มันคือสายตานิ่งสนิทแบบคนที่รู้ตัวว่าคุมเกมได้ทั้งหมดต่างหาก
ภัทรชะงักไปทันที รอยยิ้มที่ตั้งใจปั้นมาทักทายแข็งค้างไปต่อไม่ได้
"ปราณ? นาย... มานั่งทำอะไรตรงนั้น?"
เสียงของภัทรต่ำลง ชัดเจนว่ากำลังสับสนและเริ่มไม่พอใจ เขากวาดตามองสูทของน้องเมียแล้วพยายามวางท่าข่ม
"นี่มันประชุมบอร์ดเรื่องเงินทุน ออกไปรอข้างนอกก่อน ถ้าปูเป้รู้ว่านายเข้ามายุ่งเรื่องงาน—"
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







