Masuk“คุณ อย่าโกรธลูกไปเลยนะ มีเรื่องอะไรก็ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จากัน”
ฮุ่ยหนิงไม่รู้ว่าลูกสาวของหล่อนกำลังคิดที่จะทำอะไรอยู่ แต่ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ลูกสาวของหล่อนไม่ควรกลับมาที่นี่
“คราวที่แล้วฉันก็ได้บอกลูกไปแล้วมีอะไรก็เก็บไว้ในใจไม่ต้องต่อปากต่อความกับทางนู่น วันนี้ลูกสาวของคุณกลับวิ่งแจ้นกลับมาที่นี่อีกแล้ว ไม่รู้ว่าในหัวกำลังคิดอะไรอยู่ เอาแต่ทำตัวไร้เหตุผลแบบนี้ ไม่แปลกหรอกที่ทางนู่นจะโกรธ”
คำพูดที่ออกมาจากปากของแม่ ได้ยินผ่าน ๆ ดูเหมือนจะเป็นห่วงเธอ แต่ถ้าคิดดูให้ดีแล้ว แม่กำลังต่อว่าโทษเธออยู่ต่างหากล่ะที่ทำตัวไม่ดีกับแม่สามี ซื่อหงดูเหมือนจะทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว สายตาเธอจ้องหน้าคนเป็นแม่ไม่กะพริบตา
“ทุกคนต่างก็ต้องออกไปทำงานแลกแต้มกันหมด พวกเขากลับมาต่างก็ได้พักผ่อนกัน ส่วนฉันกลับต้องเข้าครัวทำอาหาร นำเสื้อผ้าของพวกเขาไปซัก กลับมาเก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน สิ่งดี ๆ ไม่เคยตกถึงฉันหรอกนะคะแม่ แต่งานทุกอย่างกลับตกเป็นของฉันหมด ตอนที่พี่สะใภ้คลอดลูกก็มีแค่ฉันเนี่ยแหละที่คอยดูแล ฉันทำดีก็ถูกด่า ทำไม่ดีก็ถูกด่า ฉันแค่ถอนหายใจก็ผิดแล้วค่ะ ใคร ๆ ก็บอกว่าฐานะทางบ้านเหอดี แต่เงินที่ฉันหามาได้ไม่เคยได้ใช้เลยสักหยวน ถ้าชาตินี้ฉันต้องมาทนกับอะไรแบบนี้อีก ชีวิตฉันก็ไร้ค่าไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปแล้วค่ะแม่!!”
ซื่อหงเป็นคนที่จิตใจดี ใจเย็น พูดจาอ่อนน้อม ใคร ๆ ต่างก็รักและเอ็นดู ไม่เคยพูดจาว่าร้ายใครมาก่อน คำพูดจากปากของซื่อหงเมื่อครู่ทำให้ทุกคนประหลาดใจกันมาก บรรยากาศภายในบ้านตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ซื่อหลินไม่รู้ว่าพี่สาวใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านสามีเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนี้หล่อนเห็นพี่สาวต่างจากเมื่อก่อนก็ดีใจมาก เมื่อก่อนซื่อหลินบอกให้พี่สาวหย่ากับสามีจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้ กลับถูกแม่ดุด่าต่อว่าไม่หยุด ตอนนี้ซื่อหลินถึงไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรอีก
‘หยางจินเกอ’ ส่งเสียงไอเบา ๆ มองไปที่ซื่อหง “ซื่อหง ทำไมถึงได้พูดกับแม่แบบนั้นล่ะ? แม่แค่ไม่อยากให้เธอหย่ากับเจียวหมิงแล้วถูกคนอื่นนินทาต่อว่าน่ะ”
ซื่อหงปรายตามองพี่ชายเพียงคนเดียวของเธอไม่พูดไม่จาอะไร ฮุ่ยหนิงรู้ว่าลูกสาวต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน แต่หล่อนจะช่วยอะไรลูกสาวได้ ตระกูลหยางมีเงินไม่มากคือตระกูลเหอ ลูกสาวของหล่อนมีลูกให้กับเจียวหมิงไม่ได้เองจะโทษใครได้ เพราะแบบนี้...หล่อนถึงไม่มีเหตุผลที่จะไปโต้งเถียงกับคนบ้านนั้นได้
“แกมาบอกแม่ทำไม? เราไม่มีทางเลือกอื่นนิ ถ้าโทษก็โทษแกที่มีลูกให้เจียวหมิงไม่ได้”
คำนี้อีกแล้ว! ถ้าซื่อหงไม่รู้ว่าเธอคือตัวประกอบในนิยาย เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะมีวันรู้ว่าเจียวหมิงเป็นหมันหรือไม่? เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต เธอผ่านอะไรมามาก ไม่อยากจะทนอีกต่อไปแล้ว มือเล็กกำตะเกียบในมือแน่น กัดฟันดังกรอด ในแววตาเต็มไปด้วยแรงอาฆาตแค้น
“ฉันไม่ได้ผิดอะไร!! คนที่มีลูกไม่ได้คือเจียวหมิงต่างหาก!! ไม่ใช่ฉัน!!”
คำพูดของเธอไม่ได้ทำให้ฮุ่ยหนิงประหลาดใจ หล่อนคิดแค่ว่าลูกสาวของหล่อนนั้นกำลังเสียใจถึงได้โยนความผิดให้เจียวหมิงแบบนั้น เรื่องนี้มันคือหน้าที่ของผู้หญิง จะโทษผู้ชายแบบนั้นได้อย่างไร
“แกพูดอะไรของแก เจียวหมิงเป็นผู้ชายจะมีลูกไม่ได้ได้อย่างไร? ถ้าเจียวหมิงมีลูกไม่ได้จริง ๆ ยิ่งหย่าไม่ได้ ถ้าแกช่วยคนในบ้านเหอเลี้ยงดูหลาน ๆ บางทีพวกเขาอาจจะเปลี่ยนใจมาเอ็นดูแกก็ได้นะซื่อหง”
ซื่อหงเธอสิ้นหวังแล้วจริง ๆ เธอไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายให้แม่ของเธอได้เข้าใจได้แล้ว เรื่องที่เธอได้ย้อนเวลากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เธอบอกให้แม่รู้ไม่ได้ เรื่องที่เจียวหมิงมีชู้เธอก็บอกให้แม่รู้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะซื่อหงรู้ว่าแม่ของเธอเป็นคนอย่างไร พูดไปแม่เธอก็ไม่ฟังอยู่ดี ก็เหมือนตอนนี้ เธอพยายามอธิบายแล้ว แต่แม่ก็ยังโยนความผิดให้เธออยู่ดี ซื่อหลินไม่รู้ว่าทำไมพี่สาวถึงได้พูดแบบนั้น แต่หล่อนได้รับการศึกษาก็พอจะเข้าใจได้
“แม่คะ ฉันคิดว่าเรื่องลูกคือเรื่องของคนสองคนนะคะแม่” ซื่อหลินยังพูดไม่ทันจบ ฮุ่ยหนิงก็รีบเอ่ยแทรก
“ผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่ ลูกจะออกความคิดเห็นทำไม? รีบกินข้าวซะ ถ้าไม่อยากกินก็ไปให้อาหารหมูนู่น”
ซื่อหลินเม้มปากแน่น แอบครุ่นคิดอยู่คนเดียว ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องการหย่าของพี่สาว หล่อนอยากจะเอ่ยถามสักสองสามคำแต่แม่ก็ไม่ให้หล่อนพูดอะไร ไม่ว่าอย่างไรหล่อนก็จะอยู่ข้างพี่สาว
“หยางซื่อหง อย่าคิดที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย แม่จะบอกอะไรให้แกรู้นะ การแต่งงานครั้งนี้แกจะหย่าไม่ได้ ถ้าแกไม่เชื่อฟังที่ฉันบอก แกก็ไม่ต้องกลับมาเหยียบที่บ้านหลังนี้อีก อย่างไรเสียแกก็ไม่ฟังสิ่งที่ฉันบอกอยู่แล้วนิ จะกลับมาที่นี่ทำไม”
เห็นสีหน้าและแววตาของแม่แล้ว ซื่อหงก็รู้สึกปวดใจมาก เมื่อหลายวันก่อน...แม่สามีได้พูดถึงเรื่องหย่า เธอก็ได้กลับมาที่บ้าน แม่ก็ได้บอกกับเธอแล้วว่าถ้าเธอมีลูกให้เจียวหมิงไม่ได้ก็ห้ามหย่า ถ้าเธออยากจะหย่าจริง ๆ ห้ามกลับมาที่บ้านหยางอีก ตอนนั้นเธอก็คิดว่าจะทำตามอย่างที่แม่บอก
แต่...ตอนนี้ซื่อหงรู้ทุกอย่างได้แจ่มชัดแล้ว ถ้าเธอหย่าแล้วจะทำไม? หย่ากับเจียวหมิงแล้วเธอจะไม่ใช่คนในตระกูลหยางอย่างนั้นหรือ? เธอกลับมาที่นี่ไม่ได้อย่างนั้นหรือ? เมื่อคราก่อนพี่ชายของเธอเกิดอุบัติเหตุขาหักนอนป่วยนานหลายเดือน เธอต้องทิ้งการเรียนกลับมาดูแลพี่ชาย ซื่อหงออกไปทำงานแลกแต้มที่ทุ่งเหมือนคนอื่นเขา ออกจากบ้านแต่เช้ามืด กลับมาที่บ้านอีกทีพระอาทิตย์ก็ลับฟ้าแล้ว
พี่ชายอยากจะแต่งงาน น้องสาวอยากจะเรียนต่อ ที่บ้านไม่มีเงิน เธอยอมแต่งงานกับเจียวหมิงเพื่อนำเงินสินสอดมาเป็นค่าสินสอดให้พี่ชายและค่าเรียนให้กับน้องสาว หลังจากที่แต่งงานออกเรือนไปแล้ว หลายครั้งที่เธอทำอาหารหาเงินส่งมาให้ทางบ้านไม่ใช่หรือ? ตอนนี้...เพราะเรื่องหย่าเพียงเรื่องเดียว ทุกคนในบ้านถึงกับต้องเกลียดเธอขนาดนี้เลยหรือ? ยิ่งคิดซื่อหงก็ยิ่งปวดใจ
“เอาละ ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว” ซุนเย่ไม่อยากให้ทุกคนในบ้านมีปากเสียงกันจึงได้เอ่ยเตือนสติ
“ซื่อหง ทำตามที่แม่บอกเถอะนะ แม่ก็แค่เป็นห่วงลูกน่ะถึงได้พูดแบบนั้น ถ้าลูกหย่าคนอื่นจะมองลูกไม่ดี ถ้าลูกแต่งงานใหม่ก็เป็นได้แค่แม่เลี้ยงเท่านั้น ชีวิตลูกคงไม่ดีเท่ากับอยู่ที่บ้านเหอหรอกนะ ขอแค่ลูกไม่หย่ากับเจียวหมิง พวกเขาก็บังคับลูกไม่ได้ รับเด็ก ๆ ญาติของพวกเขามาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมสักคนสิ ชีวิตก็มีแค่นี้แหละ อดทนใช้ชีวิตผ่านไปแต่ละวันก็พอ”
ซื่อหงได้ยินพ่อบอกแบบนั้นก็เม้มปากแน่น บ้านหยางลำบากยากจนมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายแล้ว ซุนเย่ลำบากมากกว่าจะทำให้ฮุ่ยหนิงยอมแต่งงานด้วยได้ เพราะแบบนี้...พ่อของเธอถึงได้เชื่อฟังแม่เธอมากอย่างไรล่ะ พี่ชายของเธอเองก็ไม่ต่างจากพ่อเลยสักนิด เชื่อฟังภรรยาทุกอย่าง ซื่อหงจึงไม่คาดหวังอะไรในตัวพ่อกับพี่ชายมาก
ตอนนี้...ใจของเธอด้านชาไปแล้ว ความจริงอยู่ในใจของพวกเขา เธอมีลูกให้เจียวหมิงไม่ได้หรือเจียวหมิงมีลูกไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว พวกเขาเห็นเรื่องหย่ามันน่าอาย ไม่ยอมให้เธอหย่ากับเจียวหมิงง่าย ๆ
“ฉันรู้แล้วค่ะพ่อ” ซื่อหงไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว ไม่อยากโต้เถียงกับคนที่ไร้เหตุผลอย่างแม่ของเธอ เธอจะไม่พูดถึงเรื่องหย่าต่อหน้าพ่อกับแม่อีก รอได้ใบหย่ามาเธอถึงจะนำมาให้พ่อกับแม่ดู
“วันนี้ลูกก็พักอยู่ที่บ้านของเราก่อน รอแม่หายาบำรุงร่างกายมาได้ก่อนแล้วค่อยกลับไปที่นั่น บางทีครั้งนี้ลูกอาจจะท้องก็ได้นะ”
แม่ของเธอเอาแต่พูดเรื่องนี้ไม่หยุด ซื่อหงก็ไม่อยากจะพูดอะไรให้มากความ ทนนั่งฟังอยู่อย่างนั้น เธอยังอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ หลังจากที่กินข้าวเสร็จเธอก็รีบนำจานไปล้าง ฮุ่ยหนิงเห็นลูกสาวใจเย็นกลับมาเป็นปกติแล้ว ถึงอุ่นใจออกไปทำงาน ก่อนที่จะออกไปทำงานที่ทุ่ง ซื่อหลินก็ได้วิ่งมาหาซื่อหงที่ครัว
“มีเรื่องอะไรจะคุยกับพี่หรือ? ” ซื่อหลินคลี่ยิ้ม
“ถ้าอยู่ไปแล้วไม่มีความสุข พี่ก็หย่ากับพี่เจียวหมิงเถอะค่ะ ฉันอยู่ข้างพี่นะคะ”
ซื่อหงได้ยินน้องสาวบอกแบบนั้นก็หยุดชะงักไป เมื่อชาติที่แล้วซื่อหลินก็อยู่ข้างเธอแบบนี้ เห็นดีที่อยากจะให้เธอหย่ากับเจียวหมิง แต่ตอนนั้นเธอรู้สึกว่าเรื่องหย่ามันน่าอายเหมือนกับแม่ของเธอ เธอมีลูกให้เจียวหมิงไม่ได้ อยากจะแต่งงานใหม่ก็ไม่ง่าย เพราะแบบนี้...ตอนนั้นเธอถึงไม่ได้นึกเรื่องหย่า ไม่คิดว่าย้อนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ซื่อหลินกลับยังเหมือนเดิมกับเธอไม่เปลี่ยน
เมื่อชาติที่แล้ว...หลังจากที่เธอหย่ากับเจียวหมิงแล้ว เธอไม่มีอะไรติดตัวกลับมาเลยนอกจากถุงเสื้อผ้า ตอนนี้ได้ย้อนกลับมามีชีวิตอีกครั้งเธอจะไม่โง่เขลาเหมือนชาติที่แล้วอีก แต่...ซื่อหงแค่สงสัยว่า เธอย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ได้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่? ไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ชื่อโม่วหลียังทำงานอยู่ที่เขตชุมชนหรือไม่นะ?
ด้วยเหตุนี้...ก่อนที่เจียวหมิงจะกลับมาถึงที่บ้าน เธอจะต้องไปที่เขตชุมชนตามสืบเรื่องของโม่วหลีก่อน เวลานี้เพิ่งจะบ่ายสอง จากบ้านไปที่เขตชุมชนใช้เวลาราว ๆ 1 ชั่วโมง ก่อนที่แม่จะออกจากบ้านไปทำงานที่ทุ่งได้บอกกับเธอว่าตอนเย็นมีงานต้องทำ ซื่อหงไม่อยากจะสร้างความวุ่นวายอีก จึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้ค่อยไปที่เขตชุมชน
ซื่อหงล้างจานทำความสะอาดบ้านเสร็จก็นำเสื้อผ้าของทุกคนไปซักที่ริมธาร ฮุ่ยหนิงกลับมาที่บ้านเห็นลูกสาวทำงานบ้านเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วอยากจะสั่งสอนลูกสาวสักหน่อย แต่ตอนนี้หล่อนไม่มีแรงเหลือเลย
15 ปีต่อมา“พ่อครับ แม่ครับ ผมสอบติดแล้วครับ ผมจะได้ไปเรียนที่ปักกิ่งแล้ว ~ ”จางหมิ่นเด็กชายอ้วนท้วนในตอนนั้นกลายเป็นหนุ่มเต็มวัยในวัย 20 เขาวิ่งเข้ามาในร้านพร้อมกับกระดาษใบหนึ่ง“พี่จางหมิ่น พี่สอบติดมหาลัยชื่อดังจริง ๆ เหรอคะ ? ” ซูฮวากำลังตรวจสมุดรายได้อยู่ ได้ยินพี่ชายเพียงคนเดียวของเธอบอกว่าตนสอบติดมหาลัยชื่อดังได้ก็ดีใจมาก เธอรีบวางปากกาในมือลง ก่อนจะวิ่งไปแย่งเอากระดาษในมือของพี่ชายมาดู“พี่สอบติดมหาลัยจริง ๆ ด้วย สอบได้ตั้ง 475 คะแนนแน่ะ สอบได้คะแนนเยอะกว่าแม่ซะอีก”“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะพี่เก่งไง เธอว่าพี่เก่งใช่ไหม ?”“พี่ชายของฉันเก่งและใจดีที่สุดเลยค่ะ ยินดีด้วยนะคะพี่จางหมิ่น เดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้พี่ทานนะคะ”“พ่อกับแม่ล่ะอยู่ไหน ?” จางหมิ่นกวาดสายตามองดูรอบ ๆ ร้านก็ไม่เห็นใคร“พ่อกับแม่ตรวจงานอยู่ในครัวน่ะ พี่รีบไปหาพ่อกับแม่สิ”“เสียงดังอะไรกัน ? ทะเลาะกันอีกแล้วหรือ ?” มู่เหยียนเดินออกมาจากในครัวด้วยสีหน้าที่นิ่งขรึม จางหมิ่นเห็นพ่อกับแม่เดินมาก็รีบวิ่งเข้าไปหา“พ่อครับ ผมสอบติดมหาลัยชื่อดังแล้ว”“อืม แล้วยังไง ?”“พ่อไม่ดีใจเหรอครับ ?” จางหมิ่นทำหน้างุนง
“พ่อคะ แม่คะ พี่ซื่อหงเขาไม่อยากให้พ่อกับแม่ตามไปวอแวพี่เขาอีก พ่อกับแม่รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าได้ไปเจอพี่เขาเลยนะ ปล่อยให้พี่เขาได้ใช้ชีวิตตามที่พี่เขาต้องการเถอะค่ะ พี่เขาลำบากมามากแล้ว ให้พี่เขาได้มีความสุขบ้าง”“แกคิดว่าฉันไม่ลำบากเลยหรือ ?ฉันลำบากมากกว่าจะเลี้ยงดูแกกับพี่สาวแกโตได้ แกสองคนกลับไม่คิดที่จะตอบแทนบุญคุณฉันกับพ่อแก พวกแกหายหน้าหายตาไปนานหลายปี ไม่คิดที่จะกลับมาเหยียบที่นี่เลย เงินสักหยวนก็ไม่ส่งกลับมา แกรู้บ้างไหมว่าฉันกับพ่อแกลำบากแค่ไหน อดมื้อกินมื้อบางวันก็ไม่มีข้าวให้กิน ดูชีวิตของพวกแกสองคนตอนนี้สิกลับสุขสบาย มีเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ใส่ แกเคยย้อนกลับมามองดูพ่อกับแม่ของตัวเองบ้างไหม ซื่อหลิน !!”ฮุ่ยหนิงต่อว่าลูกสาวคนเล็กด้วยความอัดอั้นใจ หลายปีที่ผ่านมาตนพยายามที่จะหาที่อยู่ หมายเลขโทรศัทพ์เพื่อติดต่อหาพวกเขา แต่...ชาวบ้านที่นี่ไม่มีใครรู้หนังสือ ถามไปก็ไม่ได้ข่าวอะไร หมายเลขโทรศัพท์ที่ได้มา ตนโทรไปแค่ครั้งเดียว ซื่อหงก็ไม่ยอมรับสาย พอรู้ว่าเป็นตนโทรไป ซื่อหงก็วางสายใส่ไม่ยอมคุยด้วยซื่อหลินกลับมาคราวนี้กลับอยากจะได้ทะเบียนบ้านไป ลูกสาวทั้งสองที่ตนหวังจะฝากชีวิตไว้กลับท
ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็ประหลาดใจมาก ไม่คิดว่าอดีตแม่สามีของเธอจะมีจุดจบเช่นนี้ พอย้อนกลับไปคิดดู...เธอก็ไม่แปลกใจที่อดีตแม่สามีของเธอจะมีจุดจบแบบนั้น อดีตแม่สามีเคยทำอะไรไว้กับทุกคนบ้างเธอรู้ดีกว่าใคร แต่...การจากไปของอดีตแม่สามี ทำให้เธอหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่วันที่เจียวหมิงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวไป บ้านเหอตกต่ำลงทุกวันเมื่อปีก่อน...เธอได้ยินซื่อหลินบอกว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวเจียวหมิงไปทำงานที่เหมือง ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับออกมา นี่คงจะเป็นเหตุผลที่ทำให้อดีตแม่สามีของเธอล้มป่วย เฟยเทียนรับความจริงนี้ไม่ได้ ไม่ยอมทานข้าวทานปลา คิดว่าตนทำแบบนี้แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสงสารปล่อยตัวเจียวหมิงให้ออกมาดูแลตนแต่...ความเป็นจริงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้สนใจเลยว่าเฟยเทียนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ก่อนที่เฟยเทียนจะสิ้นใจตาย เฟยเทียนยังสาปแซ่งให้ซื่อหงทำมาหากินไม่ขึ้น ชีวิตพังพินาศเหมือนกับพวกเขา แต่...ดูเหมือนคำสาปแซ่งจะย้อนกลับเข้าตัวเฟยเทียน เพราะวันที่เฟยเทียนจากโลกนี้ไป ไม่มีชาวบ้านคนไหนแวะมาที่บ้านเหอเลยสักคนชาวบ้านตีตัวออกห่าง ต่างก็สาปส่งเฟยเทียนกันหมด ถ้าเฟยเทียนไม่เอารั
หลายปีต่อมา...เจ้าแฝดหน้าหงิกหน้างอหลบอยู่ในมุมห้อง ซื่อหงพยายามเรียกแค่ไหนเจ้าแฝดก็ไม่ยอมโผล่หน้าออกมา วันนี้เป็นวันแรกที่เจ้าแฝดต้องไปเรียน แต่...เจ้าแฝดกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ เอาแต่หลบอยู่ในห้อง ใครเข้าไปเกลี้ยกล่อมก็ไม่ยอมเดินออกมาจากห้อง เพราะเจ้าแฝดกลัวว่าพ่อกับแม่จะทิ้งพวกเขาที่โรงเรียน“ผมไม่อยากไปเรียนฮะ ที่โรงเรียนไม่มีของอร่อยให้ผมกับน้องกิน พ่อกับแม่ไม่รักพวกเราแล้ว”“หนูก็ไม่อยากไปเรียนค่ะแม่ หนูอยากอยู่ที่บ้านกับย่า” ให้ตายยังไงเจ้าแฝดก็ไม่ยอมไปโรงเรียนซื่อหงได้ยินแบบนั้นได้แต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความจนใจ ปีนี้เจ้าแฝดอายุได้ 5 ขวบแล้ว ถึงวัยที่ต้องไปเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ เขา โรงเรียนที่เด็ก ๆ จะต้องไปเรียนอยู่ใกล้ ๆ กับที่เธออยู่พอดี เมื่อวานเจ้าแฝดรู้ว่าพ่อกับแม่จะให้พวกเขาไปเรียน เจ้าแฝดงอแงไม่ยอมนอน ต้องพามานอนด้วยเจ้าแฝดถึงยอมนอนแต่โดยดี“ที่โรงเรียนมีของอร่อย มีเพื่อนใหม่ มีของเล่นด้วยนะคะ แม่รู้ว่าพวกหนูกลัวอะไร แม่สัญญาว่าพอถึงเวลาเลิกเรียนแม่กับพ่อจะไปรับนะคะ”“ไม่เอา ผมไม่ไป ผมจะอยู่ที่บ้านกับย่า ฮือ ๆ~ ” เจ้าจางหมิ่นแฝดพี่ร้องไห้เสียงดังไม่ยอมออกมาจากห้อง ผู้เ
ซื่อหงได้ยินสิ่งที่แม่สามีเล่า เธอก็แปลกใจไม่น้อย แต่...เธอก็ไม่ได้สนใจ เพราะสิ่งที่บ้านหยางต้องเจอเป็นผลของการกระทำของพวกเขาเอง สิ่งที่เธอให้ความสำคัญในตอนนี้มีแค่เรื่องกิจการแล้วก็ลูก ๆ เท่านั้น ซื่อหงไม่ได้ถามอะไรมาก เปลี่ยนเรื่องคุยแทน“แล้ว...เรื่องร้านเป็นอย่างไรบ้างคะ ?พี่มู่หยางบอกไหมคะว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรถึงจะซ่อมแซมร้านเสร็จ ?”“ร้านเราหาได้แล้ว มู่หยางบอกว่าซ่อมแซมร้านไม่เกิน 7 วัน หนูอย่าเป็นกังวลไปเลยนะ ระยะเวลาที่รอมู่หยางซ่อมแซมร้าน แม่จะช่วยสอนงานหนิงซวนเอง”“ค่ะแม่ ฝากแม่ดูแลร้านทางนู่นแทนฉันด้วยนะคะ ต้องการเงินเท่าไรให้รีบโทรมาบอกฉัน”หลังจากที่วางสาย...รั่วซีก็รีบกลับไปที่บ้านเตรียมตัวสอนงานให้กับหนิงซวน ทางด้านซื่อหง...หลังจากที่คุยกับแม่เสร็จ เธอก็รีบพาเจ้าแฝดไปที่ร้าน เห็นลูกค้าภายในร้านแวะเวียนมากินบะหมี่ที่ร้านแล้ว เธอก็รู้สึกดีไม่น้อย ตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว ผู้คนแถวนี้เริ่มรู้จักร้านบะหมี่เธอมากขึ้น ทางสื่อเองก็เริ่มให้ความสนใจกับกิจการของเธอซื่อหงคิดว่า...เธอจะไม่มีทางหยุดอยู่แค่นี้ เธออยากจะเปิดร้านอาหารเพิ่ม อยากจะปูทางให้ลูก ๆ ได้สานต่อกิจ
เด็ก ๆ พอรู้ว่าซือซือจะกลับไปที่บ้านหลิว พวกเขาก็ไม่อยากจะตามหล่อนกลับไปที่นั่นอีก รั่วซีเห็นซือซือเดินออกจากบ้านไป ก็ลอบถอนหายใจแรง ตนเกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ปีใหม่ปีนี้พวกเขาจะได้มีความสุขด้วยกันจริง ๆ สักที แม้ว่าเด็ก ๆ จะไม่มีแม่คอยอยู่ข้าง ๆ แต่...อย่างน้อย เด็ก ๆ ก็ไม่ต้องไปทนลำบากที่บ้านหลิวหนิงซวนกับซือซือแต่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลี่มานานหลายปี หนิงซวนไม่อยากจะเชื่อว่าซือซือจะเป็นคนแบบนั้น ไม่รู้ว่าความคิดนั้นเข้ามาครอบงำซือซือตั้งแต่เมื่อไร หรือว่าเป็นเพราะข่าวลือของซื่อหง ถึงได้ทำให้ซือซือเปลี่ยนไปเป็นคนละคน พอนึกถึงซื่อหงแล้ว หนิงซวนพลันนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมา“แม่คะ เราควรจะบอกให้ซื่อหงรู้ดีไหมคะ ?ให้ซื่อหงมาเปิดร้านบะหมี่ที่นี่ดีไหมคะแม่ ? ฉันกับมู่หยางจะเป็นคนงานให้กับซื่อหงเองค่ะ”ตอนนี้...ทางรัฐได้จัดสรรแบ่งที่ดินให้ชาวนาอย่างพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่ต้องลำบากไปงานหนักที่ทุ่งอีก ขอแค่แต่ละปีพวกเขาปลูกข้าวตามจำนวนที่รัฐกำหนดไว้ก็พอ ผู้คนที่นี่เริ่มออกไปทำงานหาเงินที่เมืองหยางเฉิงกันแล้ว แต่...พวกเขากลับไม่ได้ออกไปไหนเลย เอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในหมู่บ้านนี้ หนิงซวนเห็นชาวบ้านเริ







