Masukเธอรีบเก็บจดหมายนั้นไว้ในถุง จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องนอน บังเอิญเห็นแม่สามีกำลังยืนคุยกับป้าข้างบ้าน ‘เทียนลู่ลี่’ ทันทีที่เห็นซื่อหงเดินออกจากบ้านมา เฟยเทียนและลู่ลี่ก็หยุดชะงักหันมามองที่เธอ เฟยเทียนเห็นซื่อหงกว่าจะออกมาจากห้องได้ก็โกรธหน้าดำหน้าแดง
“ทำไมถึงได้เปลี่ยนเสื้อผ้านานขนาดนั้นล่ะ? ทำอะไรก็ชักช้า น่าเบื่อจริง ๆ เลย”
ได้ยินเสียงแหลมของแม่สามีอีกครั้ง ซื่อหงก็ปวดหัวมาก เธอไม่อยากเสวนากับแม่สามีอีก ไม่อยากจะเอ่ยตอบก่อนจะปิดประตูห้องดังปัง เฟยเทียนเห็นลูกสะใภ้เมินตนก็ยิ่งโกรธมากกว่าเดิม
“นี่ซื่อหง เธอเป็นใบ้หรือหูหนวกกันแน่ ห้ะ!! ฉันกำลังคุยกับเธออยู่นะ เธอกล้าเมินฉันได้ยังไง”
ลู่ลี่เห็นอะไรผิดแปลกไป ก็รีบคว้าแขนเฟยเทียน จากนั้นก็มองไปที่ซื่อหงก่อนจะเหยียดยิ้มที่มุมปาก
“ซื่อหง นำของติดตัวไปเยอะแบบนั้น จะไปไหนหรือ” ครู่นั้นเฟยเทียนถึงเห็นถุงผ้าที่ซื่อถงถืออยู่
“นี่เธอจะไปไหน? ในถุงผ้ามีอะไร? ” ซื่อหงชำเลืองตามองไปที่แม่สามีและป้าข้างบ้าน
ลู่ลี่นอกจากที่จะเป็นคนปากมากแล้วยังเป็นแม่สื่อด้วย ถ้าเป็นซื่อหงในเมื่อก่อนคงคิดว่าแม่สามีกับป้าข้างบ้านกำลังยืนคุยกันเล่น ๆ อยู่ แต่ตอนนี้...เธอรู้แล้วว่าแม่สามีกำลังขอให้ลู่ลี่ทาบทามลูกสาวบ้านอื่นให้เจียวหมิงแต่งงานใหม่
“กลับไปที่บ้านแม่น่ะ รอพี่เจียวหมิงกลับมาฉันจะหย่ากับพี่เขา”
คำว่าหย่าที่ซื่อหงเอ่ยบอก ทำให้เฟยเทียนและลู่ลี่ประหลาดใจอ้าปากค้าง บ้านลู่ลี่อยู่ข้าง ๆ บ้านเฟยเทียน มีเรื่องอะไรหล่อนจะรู้ก่อนใครเขา ตระกูลเหออยากจะให้ซื่อถงรีบ ๆ หย่ากับเจียวหมิง แต่ซื่อหงกลับไม่ยอมหย่าสักที ทำไมวันนี้ถึงอยากจะหย่าขึ้นมาได้ล่ะ เฟยเทียนไม่อยากจะเชื่อ แค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ
ซื่อหงแต่งงานกับเจียวหมิงเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ก็สามปีแล้ว แม่สามีเป็นคนอย่างไรนั้นเธอย่อมรู้ดีกว่าใคร เธอขอกลับไปเยี่ยมแม่ที่บ้านที่ไร แม่สามีเอาแต่พูดถึงเรื่องหย่า พอกลับมาเธอก็ต้องอดทนอดกลั้นน้อมรับผิดอีก
“ถ้าเธอยังมีความเป็นคนอยู่ก็รีบหย่ากับเจียวหมิงซะ อย่าเอาแต่พูดลอย ๆ พอรู้ว่าตัวเองทำผิดก็แสร้งร้องห่มร้องไห้ขอให้ฉันยกโทษให้ ทำเหมือนกับพวกเรารังแกเธออย่างนั้นแหละ!!”
ทุกครั้งที่แม่สามีบังคับให้ซื่อหงหย่า เธอจะเศร้าใจทุกครั้งและมักจะกลับไปที่บ้านแม่ แต่...กลับไปที่บ้านทีไรแม่ก็เอาแต่โทษแต่ดุด่าต่อว่าเธอ แม่บอกว่าเธอเป็นคนผิดที่ไม่สามารถมีลูกให้เจียวหมิงได้ ถึงต้องมาทนกับอะไรแบบนี้ แม่ไล่ให้เธอกลับไปที่บ้านสามียอมรับผิด จะได้มีชีวิตที่ดีได้ ซื่อหงเองก็คิดว่าเธอเป็นหมันไม่สามารถมีลูกให้เจียวหมิงได้ ถึงได้ทุกใจจนถึงลมหายใจสุดท้าย
อยู่ที่บ้านแม่สองวันก็ต้องกลับมาที่บ้านสามียอมรับผิดทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้ทำผิดอะไร มือเล็กกำหมัดแน่น ตอนนี้เธอโกรธจนพูดอะไรไม่ออก ซื่อหงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ไม่สนใจแม่สามีอีกก่อนจะเดินออกจากบ้านมา เธอเดินออกจากบ้านมาได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินแม่สามีพูดคุยกับป้าข้างบ้านว่า
“เธอดูลูกสะใภ้ฉันสิ ไม่รู้ว่าที่ผ่านมามีเรื่องอะไรทำให้ลูกสะใภ้ฉันเป็นแบบนี้ ตัวลูกสะใภ้ฉันเองที่มีลูกให้ลูกชายฉันไม่ได้ ฉันจะทนอยู่ในบ้านหลังนี้ได้อย่างไร”
ตอนแรกซื่อหงไม่อยากจะต่อปากต่อความกับแม่สามีให้มากความ แต่พอได้ยินแม่สามีเอาแต่โทษโยนความผิดให้เธอทุกอย่าง ไฟแค้นในอกก็ลุกโชนขึ้น ใบหน้าเรียวสวยหันกลับไปมองลู่ลี่ ก่อนจะกวาดสายตาไปมองแม่สามี
“แม่สามีที่แสนดีคะ ฉันจะบอกความจริงบางอย่างให้แม่รู้นะคะ คนที่ไม่สามารถมีลูกได้ก็คือลูกชายสุดที่รักของแม่ค่ะไม่ใช่ฉัน ลูกชายของแม่เป็นหมันฉันถึงมีลูกไม่ได้อย่างไรล่ะคะ!!”
คำพูดจากปากของซื่อหงไม่ต่างจากสายฟ้าผ่า ทำให้แม่สามีและป้าข้างบ้านถึงกับนิ่งไป แววตาของเฟยเทียนพลันกระตุกวูบเมื่อได้ยินแบบนั้น ที่ผ่านมาซื่อหงไม่เคยพูดแบบนี้กับหล่อนมาก่อน ตอนนี้กลับกล้าพูดจาใส่ร้ายลูกชายหล่อนต่อหน้าลู่ลี่ได้อย่างไร
“แกอยากจะสร้างความร้าวฉานให้ครอบครัวฉันใช่ไหม? แกนั่นแหละที่เป็นหมันมีลูกไม่ได้ น่าไม่อายกล้าโทษลูกชายฉันได้ยังไง!!” ลู่ลี่เองก็ไม่อยากจะเชื่อหันไปถามเฟยเทียน
“ที่ซื่อหงบอก หมายความว่ายังไง? ” เฟยเทียนรู้ว่าลู่ลี่เป็นคนอย่างไร ก็รีบอธิบาย
“เธออย่าไปเชื่อสิ่งที่นังนั่นพูดนะ นังนั่นไร้ยางอายถึงได้ใส่ร้ายป้ายสีลูกชายฉันแบบนั้น”
เห็นสีหน้าและแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อของลู่ลี่ ซื่อหงก็กระตุกยิ้มร้ายที่มุมปาก ตอนแรกเธอคิดว่าจะรอเจียวหมิง กลับมาก่อนถึงจะบอกเรื่องนี้ให้เขารู้ ใครบอกให้แม่สามีปากมากเองล่ะ ตอนนี้ลู่ลี่ได้ยินทุกอย่างชัดเจนแล้ว ลู่ลี่จะต้องนำเรื่องนี้ไปซุบซิบนินทากับผู้คนในพื้นที่แน่ อีกไม่นานทุกคนก็จะรู้ว่าเจียวหมิงนั้นเป็นหมันไม่อาจมีลูกได้ เมื่อชาติที่แล้วเธอทนกับคำนินทามามากพอแล้ว ครานี้เจียว หมิงและคนในบ้านเหอจะได้รู้สึกเสียบ้าง
“ฉันไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสีพี่เจียวหมิงนะคะ แต่ฉันพูดความจริงต่างหากล่ะ ที่ผ่านมาเพราะว่าฉันอยากรักษาหน้าคนในบ้านเหอหรอกนะถึงไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ แต่ตอนนี้ฉันไม่อยากทนอีกต่อไปแล้ว ลูกชายของแม่นั่นแหละเป็นหมันมีลูกไม่ได้ ชาตินี้ตระกูลเหอไม่มีทางมีผู้สืบสกุลได้ อย่ามาโทษฉันอีก เพราะฉันไม่ได้เป็นหมัน!!” เฟยเทียนโกรธอยากจะกระโจนเข้าใส่
“นังนี่!! ฉันจะโทรตามลูกชายฉันกลับมาหย่ากับแกให้ได้!! ต่อให้แกมาคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนต่อหน้าฉัน!! ฉันก็จะไม่มีวันยกโทษให้แก!! จำไว้นังซื่อหง!!” ตอนนี้ซื่อหงอยากจะให้เจียวหมิงรีบ ๆ กลับมา เธออยากจะหย่าใจจะขาดแล้ว
“ดีเลยค่ะ พี่เจียวหมิงกลับมาเมื่อไรอย่าลืมให้คนไปบอกฉันด้วยนะคะ ฉันจะรีบกลับมาลงนามในใบหย่าให้”
สิ้นประโยค ซื่อหงก็รีบสาวเท้าออกมาจากบ้านเหอ ชาติที่แล้วเธอต้องทนทุกข์ทรมานมานาน ชาตินี้เธอไม่อยากจะกลับมาเหยียบที่บ้านหลังนี้อีก ต่อแต่นี้ไปเธอจะมีชีวิตที่ดี จะตั้งใจเรียน จะพัฒนาฝีมือการทำอาหารของตัวเอง จะหาผู้ชายดี ๆ แต่งงานด้วยแล้วจะมีลูกให้พวกเขาเห็น ว่าเธอไม่ได้เป็นหมันอย่างที่พวกเขาพูดกัน
หมู่บ้านหนานจิงอยู่ติดกับภูเขา บ้านหยางห่างจากบ้านเหอไม่ไกลมากนัก เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางรัฐได้สร้างถนนให้แต่ละหมู่บ้านเดินทางไปมาได้อย่างสะดวกสบาย จากบ้านเหอมาที่บ้านหยางใช้เวลา 40 นาที ถ้าโชคดีจะมีรถโดยสารวิ่งผ่าน แต่วันนี้ไม่ใช่วันที่ชาวบ้านนำของไปขายที่ตลาด
ด้วยเหตุนี้...ซื่อหงจึงไม่ได้คิดที่จะรอรถโดยสารวิ่งผ่าน ยังดีที่ถนนหนทางดีไม่ขรุขระ เธอเดินช้า ๆ พลางคิดอะไรไปเรื่อย ใช้เวลา 1 ชั่วโมงก็เดินมาถึงที่บ้าน พอเปิดประตูเข้าไปข้างใน ก็เห็นทุกคนกำลังจะทานข้าวกันอยู่ ‘หลูฮุ่ยหนิง’ ตกใจมากเมื่อเห็นลูกสาวกลับมาที่บ้านพร้อมกับถุงผ้าใบใหญ่ ฮุ่ยหนิงเหมือนจะรู้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรนักว่า
“กลับมาที่นี่อีกแล้วหรือ? แม่สามีว่าอะไรลูกอีก? ” ซื่อหงได้ยินคำว่า ‘กลับมาที่นี่อีกแล้วหรือ’ จากปากของแม่ เธอก็รู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ แต่เธอก็พูดอะไรมากไม่ได้
“ฉันนำของไปเก็บไว้ในห้องก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวฉันตักข้าวให้พี่นะ” ‘หยางซื่อหลิน’ เอ่ยบอก ก่อนจะรีบเดินไปตักข้าวให้ซื่อหง
เธอมองไปที่น้องสาวพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นก็รีบเดินนำถุงผ้าไปเก็บไว้ข้างใน ฮุ่ยหนิงเห็นสีหน้าของลูกสาวก็รู้ได้ทันทีว่าแม่สามีจะต้องพูดถึงเรื่องหย่าแน่ ๆ หล่อนรู้ว่าลูกสาวของหล่อนใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านสามีนั้นลำบากมากแค่ไหน ลูกสาวหล่อนผิดเองที่มีลูกให้เจียวหมิงไม่ได้ ถ้าลูกสาวของหล่อนมีลูกให้เจียวหมิงได้ ชีวิตของคนในบ้านหยางคงไม่ลำบากยากจนแบบนี้
แม่สามีที่รู้ว่าลูกสะใภ้มีหลานให้ตนไม่ได้ต่างก็โกรธก็ผิดหวังกันทั้งนั้น อาจจะมีคำไม่ดีหลุดออกมาจากปากบ้าง ฮุ่ยหนิงไม่เห็นด้วยกับซื่อหงที่ทุกครั้งมีเรื่องอะไรก็เอาแต่วิ่งกลับมาที่บ้านแม่แบบนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นความสัมพันธ์สามีภรรยาจะต้องจบลงอย่างแน่นอน ฮุ่ยหนิงคิดเห็นภาพที่ลูกสาวหย่ากับเจียวหมิง ก็รู้สึกว่าอาหารที่อยู่บนโต๊ะไม่อร่อยเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ทันทีที่เห็นซื่อหงเดินออกมาจากห้อง ฮุ่ยหนิงก็อดไม่ได้ที่จะหันไปต่อว่าเธอชุดใหญ่
“ลูกเป็นอะไรอีก อดทนแค่นี้ไม่ได้หรือ? แม่สามีอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปสิ ลูกก็อย่าได้ไปสนใจเลย ถูกต่อว่าแค่นั้นไม่ตายหรอก ทำไมทุกครั้งที่มีเรื่องถึงได้วิ่งกลับมาที่นี่ก็ไม่รู้”
อดทนอย่างนั้นหรือ? คำนี้เธอได้ยินจากปากของแม่เธอบ่อยมาก แม่รู้ทั้งรู้ว่าทางบ้านสามีของเธออยากจะให้เธอหย่าขาด แต่แม่กลับเอาแต่บอกให้เธออดทนอดกลั้นต่อไป ต่อให้ทางนู่นดุด่าต่อว่ารุนแรงแค่ไหน แม่ก็อยากให้เธออดกลั้นไม่โต้ตอบ เมื่อชาติที่แล้วเธออดทนมาโดยตลอด แต่แม่สามีกลับไม่เคยเห็นหัวเธอเลย เจียวหมิงมีชู้ข้างนอก เธอไม่จำเป็นต้องอดทนอดกลั้นอีกต่อไปแล้ว ซื่อหงเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามพ่อกับแม่ กวาดสายตามองดูรอบ ๆ ตัว ก่อนจะเอ่ยบอกออกไปว่า
“ฉันไม่อยากทนอยู่ที่นั่นอีกต่อไปแล้วค่ะ” ฮุ่ยหนิงได้ยินลูกสาวบอกแบบนั้นก็ยิ่งเดือด
“ถ้าทนไม่ได้ก็จะถูกเฉดหัวออกจากบ้าน ถ้าแกหย่าแล้วจะมีใครอยากจะแต่งงานกับแก แกอยากแต่งงานเป็นแม่เลี้ยง เลี้ยงลูกของคนอื่นอย่างนั้นหรือ?!!”
“เป็นแม่เลี้ยงเลี้ยงลูกของคนอื่นก็ไม่เห็นเป็นไรนิคะ ถ้าเด็ก ๆ ไม่ชอบฉัน กลายเป็นเด็กมีปัญหา ความผิดคงอยู่ที่ฉันจริง ๆ นั่นแหละ” ‘หยางซุนเย่’ ได้ยินน้ำเสียงของผู้เป็นลูกสาวก็รู้สึกแปลก ๆ
ซื่อหงเดินช้า ๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนเป็นแม่ นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง“ตอนที่พี่จินเกอประสบอุบัติเหตุ ฉันต้องหยุดเรียนเพื่อมาดูแลพี่เขา ฉันช่วยงานพ่อกับแม่ดูแลพี่จินเกอและซื่อหลิน ฉันตามพ่อกับแม่ไปทำงานที่ทุ่ง เรือนที่เราอยู่ตอนนี้ฉันก็มีส่วนร่วมหาเงินมาช่วยสร้างเรือนหลังนี้ เพราะเหตุใดกัน? ฉันหย่ากับเจียวหมิงแม่ถึงตัดขาดความสัมพันธ์กับฉัน ฉันควรจะได้อยู่ที่เรือนหลังนี้สิ”เมื่อคราที่เธอยังเด็ก พี่ชายโชคไม่ดีประสบอุบัติเหตุ ซื่อหงคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ เมื่อชาติที่แล้วใครพูดอะไรเธอก็เชื่อฟังไม่เคยขัด เธอทำดีคอยช่วยเหลือทุกคนในบ้าน ทำไมตอนนี้เธอถึงอาศัยอยู่ในเรือนนี้ไม่ได้กันเล่า?“ถ้าแม่รู้สึกว่าการที่ฉันหย่ากับเจียวหมิงทำให้ตระกูลหยางอับอายขายขี้หน้า ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันกับแม่ก็ไปป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าแม่อยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันเหมือนอย่างที่แม่ต้องการ!!”ซื่อหงไม่ได้ประชดประชันแม่แต่อย่างใด เพราะเธอรู้ว่าผู้ชายในบ้านหลังนี้อ่อนแอปวกเปียกแค่ไหน พ่อกับพี่ชายไม่มีความเป็นผู้นำและยังเป็นคนโลภมากชอบเอาแต่ได้ ก่อนหน้านั้นแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยได้กลับม
ผู้คนที่นี่ต่างก็กลัวอับอายขายขี้หน้ากันหมด พวกเขาจะไม่สนว่าลูกสาวจะรู้สึกอย่างไร ตอนนี้ซื่อหงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับแม่ พูดไปแม่ก็ไม่มีวันฟังคำพูดจากปากเธออยู่แล้ว เพราะเธอได้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรในบ้านหลังนี้อีกต่อไป การหย่าร้างเป็นเรื่องใหญ่ ลูกสาวบ้านไหนแต่งงานออกเรือนไปแล้วเกิดหย่ากับสามีจะทำให้ตระกูลอับอายขายขี้หน้าต่อให้พวกเธออธิบายเหตุผลก็ไม่มีใครฟัง ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนเหล่านั้นได้ เมื่อชาติที่แล้วเธอก็เคยอธิบายให้ผู้คนที่นี่ฟังแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคนเดียว ซื่อหงสูดหายใจเข้าลึก ๆ นึกถึงคำพูดของแม่เมื่อชาติที่แล้วที่ได้พูดไว้กับเธอ“คนอื่นนำเรื่องนี้ไปนินทาแล้วทำไมเหรอคะ? อดทนแล้วทุกอย่างจะผ่านไป อย่างไรเสียคำพูดของคนพวกนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราแย่ลงได้ นี่คือคำพูดก่อนหน้านั้นที่แม่ได้พูดกับฉัน แม่ไม่อยากให้ฉันหย่ากับเจียวหมิงถึงได้บอกแบบนั้น วันนี้ฉันจะใช้คำพูดที่แม่เคยพูดไว้กับฉันเตือนสติแม่ค่ะ”“นี่แก!!” คำพูดจุกอยู่ที่คอทำให้ฮุ่ยหนิงถึงกับพูดไม่ออก ก่อนหน้านั้นหล่อนได้พูดกับลูกสาวแบบนั้นจริง ๆ แต่...ตอนนี้กับตอนนั้นมีอะไรที่ไ
มู่เหยียนเป็นคนที่รูปร่างสูงใหญ่ ภายนอกดูเย็นชาน่ากลัว มองยังไงก็เหมือนคนไม่น่าเข้าใกล้ แต่...พอเขาได้ยิ้มแล้วละก็ ใบหน้าที่เยือกเย็นนั้นก็จะมีความอ่อนโยนขึ้น ทำให้เขาดูไม่ได้แย่ในสายตาของเธอ ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้ม ดูเหมือนเรื่องที่เธอขอร้องเขานั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ซื่อหงเห็นเขาแตกต่างจากเมื่อครู่ก็รู้สึกโล่งอก เขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด“เอาเป็นว่าคุณเห็นด้วยกับฉันนะคะ” นัยน์ตาเรียวคมมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เป็นประกายเหมือนกับดวงดาวในยามค่ำคืน หัวใจของเขาพลันเต้นแรงรัวเร็ว“คุณไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ผมคือทหารทำงานในค่าย ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่”ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนว่ามู่เหยียนเขาคงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ภายในใจก็แอบเป็นกังวลเล็กน้อย“แล้ว...คุณจะเอายังไงต่อคะ? จะเปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคนเหรอคะ? ”มู่เหยียนแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาจะไม่เปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคน เขาอยากจะเห็นโม่วหลีและเจียวหมิงแต่งงานกัน อยากจะให้สองคนนั้นได้รู้ซึ้งถึงความรักที่พวกเขาปรารถนา มู่เหยียนอยากจะเห็นเจียวหมิงตกอยู่ในสภาพที่ลำบากใจเมื่อเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ มีเพียงความวิตกกังวลและความกลัวเท
เมื่อเช้านี้...เธอเพิ่งจะเจอมู่เหยียนที่อำเภอ พอกลับมาที่นี่ก็รู้ว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นนอกจากมู่เหยียนแล้ว เธอนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นฝีมือใคร ตอนแรก...ซื่อหงคิดว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้แล้วเสียอีก ใครจะไปคิดว่าเขาก็รู้เรื่องนี้เหมือนกันและเขาก็คิดที่จะไม่ปล่อยเจียวหมิงไปตั้งแต่แรกได้ยินว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย เธอก็ดีใจมาก อย่างน้อยคนคนนั้นก็ได้ช่วยเอาคืนเจียวหมิงให้เธอ แต่พอได้ยินว่าเจียวหมิงแขนขาหักต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกนานหลายวัน ซื่อหงก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา ถ้าเจียวหมิงนอนที่โรงพยาบาลแล้วเรื่องหย่าล่ะ?ซื่อหงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ สิ่งที่เธอจนใจคือเรื่องเงินต่างหากล่ะ ถ้าเกิดมู่เหยี่ยนนำเรื่องนี้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องของเจียวหมิงถูกเปิดเผย แล้วเงินที่เหลือของเธอล่ะ? เมื่อนึกถึงเงินที่เหลือที่ยังไม่ได้จากเจียวหมิงแล้ว ซื่อหงไม่ไปเยี่ยมเจียว หมิงที่โรงพยาบาลอีก ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านจงโหวแทนซื่อหงรู้แค่ว่าหมู่บ้านจงโหวอยู่ห่างจากเขตชุมชนไม่ไกลเท่าไรนัก แต่เธอก็ไม่เคยไปที่หมู่บ้านจงโหวมาก่อน เธอวิ่งจากเขตมาที่นี่ก็นานเกือบครึ่งชั่
“ผมก็ต้องไปทำธุระของผมเหมือนกันครับ หวังว่าเรื่องของพวกเราสองคนจะราบรื่นนะครับ”ซื่อหงจะต้องทำสมุดเงินเก็บพอดี ไม่รู้ว่าจะบอกลาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร ดีที่เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากบอกลาเธอก่อน“ค่ะ หวังว่าเรื่องของพวกเราจะราบรื่น” เห็นร่างบางเดินจากไปแล้ว มู่เหยียนถึงถอนหายใจโล่งอกเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอแล้ว นัยน์ตาดำขลับก็พลันหม่นแสง หลังจากนั้นมู่เหยียนก็มุ่งหน้าไปที่ที่เจียวหมิงเดินหายไปเมื่อครู่ เส้นทางตรงหน้าไปที่คณะปฏิวัติที่เขาคุ้นเคย สำนักงานใหญ่ต่างรวมอยู่ที่นั่นหมด เจียวหมิงอยากจะยื่นหนังสือสำคัญจะต้องไปที่นั่นมู่เหยียนเดินเข้าไปในคณะปฏิวัติ เขาเดินดูรอบ ๆ ถึงเห็นเจียวหมิงไปยืนที่แผนกจราจร เขาไม่อาจเดินเข้าไปลากเจียว หมิงออกมาได้ ได้แต่ยืนรออยู่ตรงนั้น สุดท้าย...มู่เหยียนก็เห็นเจียวหมิงเดินออกมาพร้อมกับกระดาษสำคัญในมือ ริมฝีปากหนาผลิยิ้มไม่หุบ เขาเดินไปหยิบเอากระสอบที่หาได้แถวนั้นติดมือมาด้วยมู่เหยียนเห็นว่า...หลังจากที่เจียวหมิงเดินออกมาจากอาคารคณะปฏิวัติ เขาไม่ได้ไปหาโม่วหลีในทันที แต่กลับเดินไปที่ร้านอาหารรัฐซื้อข้าวมาสองกล่อง ไม่ต้องบอกก็รู้ได้แล้วว่าเ
เจียวหมิงยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ซื่อหงก็รีบเอ่ยแทรก “เรื่องนั้นพวกเราสองคนคุยกันแล้วค่ะ พวกเราจะแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรม ในอนาคตพวกเราจะไม่นำเรื่องนี้มารบกวนอาหรอกนะคะ อาไม่ต้องห่วงค่ะ”เจียวหมิงได้ยินคำว่ายุติธรรม เขาก็โกรธซื่อหงมาก เธอหน้าด้านหน้าทนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน รีดไถเงินจากเขาตั้ง 1200 หยวน หน้าไม่อายกล้าพูดว่าแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรมได้อย่างไร ต่อให้โกรธมากแค่ไหนก็ตาม เจียวหมิงก็พูดอะไรไม่ได้ จางหย่งซักถามพวกเขาสองคนไม่หยุด เขาเริ่มจะหมดความอดทนก็ได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีเท่าไร“ทีนี้อาประทับตราได้หรือยัง? ” จางหย่งถามพวกเขานานเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้รู้ว่าพวกเขาอยากจะหย่ากันจริง ๆ ไม่ได้มีใครบังคับ ต่อให้พยายามเตือนให้พวกเขาปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตาม ก็คงจะเตือนพวกเขาสองคนไม่ได้ จางหย่งได้แต่ถอนหายใจแรง“เอาละ ที่ผ่านมาฉันก็เตือนพวกเธอสองคนมาโดยตลอด พวกเธอสองคนทะเลาะกันมานานเป็นปีแล้ว ก็คงคิดมาดีแล้วสินะ ในเมื่อพวกเธอสองคนอยากจะหย่า ฉันก็ไม่มีความคิดเห็นใด ๆ อีก” พูดจบ จางหย่งก็เปิดลิ้นชักนำตราประทับออกมา“เรื่องทรัพย์สิน ถ้าตอนนั้นพวกเธอสองคนอยากจะให้คนไปเป็







