Mag-log inเส้นทางกลับสู่จวนอ๋องภายในรถม้าคันใหญ่ กั๋วอ๋องนั่งมองบุตรสาวกำลังหลับหนุนตักภรรยา ยิ่งมองเขาก็รู้สึกว่าจวิ๋นเอ๋อร์กำลังกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง ทว่าเมื่อสบเข้ากับสายตาของภรรยา ทำให้กั๋วอ๋องรีบเบนสายตาไปทิศทางอื่นในทันทีฮี่ ๆ รถม้าที่วิ่งไม่เร็วมากนัก โคลงเคลงไปมาทันที เมื่อม้าลากเกิดแตกตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก่อนจะมีเสียงอาวุธกระทบกันจากด้านนอก กั๋วอ๋องรีบคว้าอาวุธที่วางอยู่ข้างกายมาถือไว้อย่างรวดเร็ว“รอข้าอยู่ที่นี่ ดูแลลูกด้วย!”กั๋วอ๋องพุ่งออกจากรถม้า เพื่อรับมือกับคนที่บังอาจลอบทำร้ายครอบครัวของเขา กั๋วเจี่ยจวิ๋นที่ถูกมารดาเลี้ยงโอบกอดเอาไว้แนบกาย ทำเพียงนิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด ไป่ไป่ที่รู้หน้าที่ของตนเองดี หญิงสาวเปิดกล่องไม้ที่ผู้เป็นนายให้นำติดมาด้วยทันที“อยู่กับท่านแม่ ข้าจะออกไปช่วยท่านพ่อ” กั๋วเจี่ยจวิ๋นออกคำสั่งกับสาวใช้ ก่อนจะขยับกายออกจากอ้อมแขนของผู้เป็นมารดา“จวิ๋นเอ๋อร์”ฟ่านหลินส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงห้ามปราม แววตาที่สะท้อนแสงตะเกียง ทำให้กั๋วเจี่ยจวิ๋นเข้าใจความรู้สึกของมารดาเลี้ยงได้เป็นอย่างดี“วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่เป็นไรอย่างแน่นอน ไป่ไป่จะดูแลท่านแม่รอข้ากับท่า
ระหว่างทางเดินไปสวนดอกไม้ “ฮูหยิน แบบนี้ดีแล้วหรือเจ้าคะ” “สาวน้อยช่างถามนี่! ไยมักสงสัยในสิ่งที่ข้าทำนักนะ แบบนี้ดีแล้ว! การให้โอกาสมิใช่จะทำได้ทุกคนนะ พระชายารองเคยทำผิดแต่ไม่ได้ทำให้ผู้ใดถึงตาย ฉะนั้นนางสมควรได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่ หรือเจ้าคิดว่าข้าทำผิดเช่นนั้นรึ” “บ่าวไม่กล้าตำหนิความคิดของฮูหยินหรอกเจ้าค่ะ แต่เราจะเชื่อใจพระชายารองได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ก็ในเมื่อนางทำให้ฮูหยินต้องถูกรังแก” ไป่ไป่พูดตามสิ่งที่เห็นมาตลอด นางเป็นสาวใช้ของท่านหญิงมาตั้งแต่ยังเล็ก มีหรือจะไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งนางในฐานะสาวใช้ข้างกาย ก็รับผลนั้นพร้อมกับผู้เป็นนายมาโดยตลอด “นี่ล่ะเขาเรียกตำหนิ เด็กคนนี้นี่ช่างน่าตีนัก จำไว้นะไป่ไป่ความเชื่อใจไม่อาจเห็นได้ในวันเดียว ทุกอย่างย่อมต้องใช้เวลา นับจากนี้ไม่ใช่เราที่ต้องพิสูจน์ แต่เป็นนางที่ต้องกระทำมันให้เราเห็น” “บ่าวจะพยายามเข้าใจเจ้าค่ะ” “ฮ่า ๆ เด็กน้อยนี่น่าชังนัก” กั๋วเจี่ยจวิ๋นหัวเราะร่า เมื่อได้ยินคำพูดของสาวใช้ ไป่ไป่ต้องเรียนรู้ชีวิตอีกมาก เร่งรัดสอนไป
“ท่านพ่อ” กั๋วอ๋องชะงักเท้าทันที ใบหน้าที่ทะมึนตึงในคราแรก พลันแย้มยิ้มอย่างยินดี เมื่อเห็นใบหน้าที่เขาสุดแสนจะคิดถึง “จวิ๋นเอ๋อร์ มาแล้วรึลูกพ่อ” “จวิ๋นเอ๋อร์คารวะท่านพ่อ ท่านแม่รอง” กั๋วเจี่ยจวิ๋นยังคงไม่ลืมมารยาทอันดี หญิงสาวย่อกายอย่างงดงาม ให้กับบิดาและมารดาเลี้ยง นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางได้พบหน้าพระชายารอง เพราะปกติแล้วบิดาจะไม่เคยให้มารดาเลี้ยง ได้ย่างกรายไปให้นางพบเห็น ในยามที่นางมาเยี่ยมเยียน พอนางได้ยินว่าบิดาอยู่ที่เรือนนี้ นางจึงฉวยโอกาสนี้ ดำเนินตามความตั้งใจหญิงสาวมองสำรวจมารดาเลี้ยงเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ดูหน้าเกลียดจนเกินไปนัก นี่หรือ! สตรีผู้อาจหาญวางยาบุรุษ เพื่อแต่งเข้ามาเป็นภรรยาน้อยรอวันช่วงชิงตำแหน่งเมียเอกแม้ว่าอีกฝ่ายจะสามารถก้าวเข้าจวนมาได้ แต่ความหวังที่รอมานานก็ไม่เคยเป็นจริง จะว่าไปนางก็นับถือความรักของบิดาที่มีต่อมารดา อีกความรู้สึกหนึ่ง นางก็นับถือน้ำใจของมารดาเลี้ยงอยู่ไม่น้อย ที่ใช้เพียงมารยาของสตรีเพื่อเอาชนะใจบิดา แต่มิได้ลงมือทำร้ายมารดาของนางจนถึงชีวิต เช่นภรรยาน้อยบ้านอื่น ถึงกระนั้นก็
ยามบ่าย ณ จวนกั๋วอ๋อง สายตาดุดันของกั๋วอ๋อง กำลังมองคาดโทษภรรยาด้วยอารมณ์ ที่เต็มไปด้วยโทสะ เขากลับจากวังหลวงมิทันนั่งให้หายเหนื่อย ก็ต้องมาอยู่ตรงนี้เพื่อชำระความกับนางเสียก่อน “กี่ครั้งแล้วฟ่านหลิน กับเรื่องที่เจ้าทำโดยไร้การไตร่ตรอง” กั๋วอ๋องเอ่ยถามภรรยา ด้วยน้ำเสียงที่ข่มกลั้นโทสะเอาไว้อย่างที่สุด เขาไม่เคยอยากมานั่งอยู่ตรงนี้ โดยมีสตรีไร้จิตสำนึกเช่นนาง มาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จให้เขารับฟัง ตลอดหลายปีที่เขาทนนิ่งเฉยกับการมีอยู่ของนาง มันก็มากจนเกินพอแล้ว แต่เขาไม่คิดว่าวันนี้ฟ่านหลินจะล้ำเส้นเขา ถึงขั้นเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับสิ่งของในเรือนของบุตรสาว “ข้าทำสิ่งใดผิดไปเจ้าคะ ไยท่านอ๋องต้องโกรธกริ้วถึงเพียงนี้ด้วยเล่าเจ้าคะ” “เจ้ายังมีหน้ามาย้อนถามข้า อีกเช่นนั้นรึ!” “ก็ข้ามิรู้นี่เจ้าคะ” “เก็บมารยาของเจ้ากลับไปใช้ที่อื่น ข้ามิใช่หมูที่จะเชื่อภาพลวงของคนเช่นเจ้า จะเสแสร้งต่อหน้าใครก็ได้แต่มิใช่ข้า” “ท่านอ๋อง! ข้าเป็นชายาของท่านนะเจ้าคะ ไยจึงได้พูดจาไร้ไม่ตรีกับข้าถึงเพียงนี้ด้วยเ
“ฮูหยินเจ้าคะ”ไป่ไป่เรียกเบา ๆ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการรบกวนความคิดของผู้เป็นนาย หญิงสาวค่อย ๆ วางชาดอกเหมย ที่มีก้อนน้ำแข็งวางเรียงอยู่รอบถ้วยชา เพื่อเพิ่มความเย็นจากด้านนอก แทนการใส่ในถ้วยชาโดยตรง จะได้ไม่ทำให้เสียรสชาติ“มาแล้วรึ! ขอบใจเจ้ามากไป่ไป่”กั๋วเจี่ยจวิ๋นยกถ้วยชาขึ้นดื่ม หญิงสาวรู้สึกว่าทุกสิ่งที่นางได้สัมผัสมาตลอดหลายเดือน มันให้ความคลาสสิกไปอีกแบบ ขนาดน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ พวกนี้ หากมิร่ำรวยจริงหรืออาศัยในแถบหิมะ ยากนักจะได้ลิ้มลองมันสักก้อนนางไม่ได้สุขล้นหรือทุกข์จนทนไม่ไหว กับชีวิตใหม่ที่นางไม่คิดมาก่อนว่าจะได้สัมผัส แม้แต่การร่ำเรียนวิชาการต่อสู้ในยุคนี้ ซึ่งนางได้เรียนรู้โดยบังเอิญ แม้จะไม่ได้ชื่นชอบ แต่นางต้องฝึกฝนเพื่อเอาไว้ป้องกันตัวยิ่งชีวิตที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง นางยิ่งต้องผลักดันตนเองให้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าศัตรูเท่านั้น จึงจะอยู่รอดในสภวะเช่นนี้ ทุกอย่างรอบตัวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ กับการมีชีวิตให้สงบได้ในแต่ละวัน“ฮูหยิน ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมหรือไม่เจ้าคะ”“ไปอุ่นน้ำแกงที่จะนำไปจวนอ๋องเถอะ ข้าจะไปอาน้ำสักหน่อย”“เช่นนั้นบ่าวจะไปเตรียมน้ำร้อนให้นะเจ้าคะ”
มิติคู่ขนาน “หากไม่มีคำสั่งจากข้า ใครก็ห้ามพบนาง” ร่างสูงก้าวออกจากห้องบรรพชนไปในทันที ปล่อยกั๋วเจี่ยจวิ๋นยืนอยู่เพียงลำพัง หญิงสาวทำได้เพียงนั่งคุกเข่าหน้าป้ายบรรพชน ตามคำสั่งของสามี ความผิดที่นางไม่ได้ก่อ ทำไมนางต้องรับมันไว้คนเดียวตลอดด้วยเล่า หญิงสาวมองไปยังแผ่นป้ายของบรรพชนสกุลหยวน หากนางไร้ลมหายใจก็ไม่อยากถูกรวมชื่อไว้ที่นี่เลยสักนิด ไม่รักนางมิถือสา แต่ทำไมเขาต้องลงโทษทั้งที่ไม่สืบหาความกระจ่างเสียก่อนเล่า “แค่ก ๆ” กั๋วเจี่ยจวิ๋นไอถี่ เมื่ออยู่ ๆ นางก็รู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมา ทั้งที่ทั่วทั้งห้องก็ไม่มีควัน หรือฝุ่นที่เป็นต้นเหตุให้ละคายเคืองสักนิด จะมีก็แค่ธูปหอมที่มีเพียงกลิ่นหอมจาง ๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นอะไรที่นางคุ้นชินดีอยู่แล้วดวงตาที่เคยมองทุกอย่างชัดเจน บัดนี้เริ่มพล่ามัวลงทุกขณะ สิ่งของโดยรอบดูบิดเบี้ยวอย่างไรไม่รู้ หญิงสาวพยายามยันกายลุกขึ้นยืน เพียงสองก้าวเท่านั้นร่างบางกลับทรุดฮวบลงกับพื้น กั๋วเจี่ยจวิ๋นพยายามที่จะพาร่างที่เริ่มสิ้นเรี่ยวแรง ไปที่ประตูเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านนอกทว่าความพยายามของนาง หาได้เป็นอย่างที่ต
ละครฉากใหญ่ของพวกเขา จบลงอย่างสวยงาม แม้ว่าบางเรื่องมันคือสิ่งที่เป็นความจริงหาใช่การแสดงไม่ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาคือชัยชนะเท่านั้น สงครามใดบ้างที่มิเกิดการสูญเสีย ย่อมไม่มีอย่างแน่นอน เพียงแค่จะเสียมากหรือน้อยเท่านั้นเองร่างบางยืนมองบุรุษทั้งสองจากด้านล่าง นางไม่อาจที่จะเอื้อยเอ่ยบอกผู้ใดได้ ถึงเรื่
“พี่เยี่ยรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ ว่ามิใช่เรื่องจริง” “ท่านอ๋องน้อย ยังไม่แนบเนียนพอสำหรับเรื่องนี้ขอรับ” “แต่ท่านพี่ก็ตบตาสกุลหลิวได้นะเจ้าคะ” “นั่นเพราะท่านอ๋องไม่ต้องออกหน้าอันใดมากมายนี่ขอรับ เพราะคนที่จัดการทุกอย่างคือท่านแม่ทัพหยางเค่อ ทั้งยังมีเรื่องของท่านหญิง
เพียงรถม้าหยุดลง เสียงถกเถียงกันจากด้านนอก ก็ทำให้อวี้เหยาลืมตัว พุ่งพรวดออกไปในทันที ‘ตาเฒ่าอวี้ตามมาถึงนี้จนได้’“เหยาเหยาหลานรัก ไยเจ้าใจดำอำมหิตถึงเพียงนี้”เสียงโอดครวญของชายชรา ทำให้ชายหนุ่มที่เร่งตามภรรยาลงมาดูเหตุการณ์ ได้แต่ยืนขมวดคิ้วจนเป็นปม ด้วยความสงสัย ก่อนจะได้รับคำตอบจากองครักษ์ ที่
“อืม...เรื่องนี้ข้าคงอยากที่จะปฏิเสธได้สินะ” อวี้เหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หากเจ้ามิเต็มใจ...” อวี้หยวนจำต้องหยุดคำพูดลง เมื่อบุตรสาวยื่นม้วนผ้าส่งคืนแก่เขา พร้อมการส่ายหน้าน้อย ๆ “ข้ามิใช่คนเห็นแก่ตัว หากเขาคิดจะส่งข้าไปตาย ภายใต้ความอำมหิตของอ๋องผู้นั้น ข้าจะกล้ามิทำ







