Masukตอนที่ 13 ผู้มีพระคุณ
สองสามีภรรยาเดินทางมาที่ตลาดมืดตั้งแต่เช้าเพื่อเตรียมจัดร้าน รั่วซีคือคนที่เข้าออกเพื่อหยิบสิ่งของที่เตรียมกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ส่วนสามีคือคนจัดร้าน แยกทุกอย่างให้ง่ายในการหยิบขาย ทั้งสองช่วยกันอย่างขะมักเขม้นเพื่อเร่งให้ทันเวลา คนส่วนมากจะเข้ามาหาซื้อของที่ตลาดมืดในช่วงเวลาสายหลังกินมื้อเช้าแล้ว ทั้งสองต้องรีบเตรียมทุกอย่างให้พร้อม
เมื่อคืนจือหยวนได้บอกภรรยาว่าวันนี้ขายเยอะได้ แต่วันหลังจะไม่ขายเยอะแบบนี้อีก วันนี้สามารถอ้างได้ว่าเอาของมาเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน จือหยวนคิดหาวิธีป้องกันไว้ก่อน เพราะทั้งสองเดินผ่านคนเฝ้าประตูเข้ามาโดยไม่มีอะไรติดตัวมาเลย หากมีของขายเยอะอาจทำให้คนพวกนั้นสงสัยได้ วันนี้ทำได้เพราะเมื่อวานคนพวกนั้นเห็นเขามาเช่าร้านแล้ว สามารถหาข้ออ้างได้ แต่ครั้งต่อไปอาจไม่ง่ายและอาจถูกจับตาดูอีกด้วย
การที่คนเรามีกินมีใช้มากกว่าคนอื่นก็จะถูกจับตามอง ถูกจ้องจับผิด ทางที่ดีอย่าเพิ่งทำอะไรที่มันเกินตัวเป็นดีที่สุด วันนี้ขายเท่าที่เตรียมก็พอ จนกว่าจะหาคนมาหนุนหลังหรืออาจหาคู่ค้าที่มีอำนาจได้ แล้วค่อยขยับขยายทีหลัง นี่คือสิ่งที่สองสามีภรรยาปรึกษากันไว้
รั่วซีเข้าออกพื้นที่หลายรอบ เพื่อนำสิ่งของที่เตรียมไว้ออกมาจนครบ ไม่ว่าจะเป็นของที่ไว้ขายเองหรือของที่ลูกค้าสั่งไว้ วันนี้เธอมีความคิดที่จะหาคนมาขาย... โดยที่ตัวเองจะเป็นคนส่งของให้ มันน่าจะปลอดภัยมากกว่า และสามารถกระจายสินค้าได้ด้วย เงินก็อยากได้ แต่หากทำให้ครอบครัวต้องมาเสี่ยงอันตราย เธอเลือกได้เงินน้อยแต่ปลอดภัยดีกว่า
"หมดคือหมดนะครับ อย่าเพิ่งเสี่ยงดีกว่า" เพิ่งจะเริ่มขายเลยไม่อยากเสี่ยงอะไรมากนัก
จือหยวนได้สอบถามเพื่อนมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก คนดูแลตลาดมืดมีหลายคน ส่วนมากจะเป็นชายที่รูปร่างใหญ่หรือทหารเก่ามารับหน้าที่ตรงนี้ แต่คนที่คุมบังเหียนนั้นไม่รู้ว่าคือใคร เพื่อนของเขาทำงานที่นี่มานานแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าใครคือนายใหญ่
"ค่ะ จริง ๆ แล้วฉันอยากขายส่งมากกว่า แต่ไม่รู้ว่าขายให้ใครดี เราไม่สามารถไว้ใจใครได้มากนัก" แต่ก่อนก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหน รู้แต่ว่ามีอาหารจำนวนมากก็มีอันตราย ครอบครัวเธอไม่มีกำลังมากพอ ค่อยเป็นค่อยไปน่าจะดีกว่า
"เราก็มาขายบ่อย ๆ ขายทีละน้อยก่อน ให้รู้เส้นสายหรือลู่ทางค่อยขยับขยาย" จือหยวนบอกภรรยา เคยมาแต่ซื้อของ ไม่เคยมาขาย
"คนที่นี่เยอะ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร อาจไม่มีใครสังเกตก็ได้ค่ะ" รั่วซีพยายามพูดให้มันไม่น่ากลัวเกินไป แต่จริง ๆ เธอก็กังวลตั้งแต่เมื่อคืนที่สามีบอกแล้ว ตอนแรกอยากได้เงินจนลืมคิดเรื่องนี้ หากสามีไม่เตือน เธอก็ยังไม่รู้
เมื่อถึงเวลาก็เริ่มมีคนทยอยเดินเข้าออกตลาดมืด ลูกค้าของรั่วซีก็ทยอยมาทีละครอบครัว เพราะเมื่อวานเธอได้นัดเวลาไว้ เพราะเธอไม่อยากให้มาพร้อมกัน คนจะเยอะมากเกินไป ถึงจะอยู่มุมลับตาคน แต่หากมีคนมุงที่ร้านเยอะ ๆ ก็ใช่ว่าจะดี
ทั้งสองต่างช่วยกันขายของจนแทบไม่มีเวลาพัก เวลาผ่านไปเพียงสองชั่วโมง ทุกอย่างภายในร้านก็หมดไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีแม้แต่จะขายให้ลูกค้ารายย่อย ทั้งสองคนต่างมองหน้ากัน ตอนแรกกลัวว่าจะมีคนมามุงเยอะ ขายของเยอะไปจะทำให้คนอื่นสงสัย แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่มาซื้อต่างก็ปิดบังตัวตน และปิดบังของที่ซื้อไปด้วย ยิ่งซื้อเยอะยิ่งปิดปากเงียบ เพราะพวกเขากลัวคนอื่นจะมาแย่ง แล้วทำให้อาหารไม่พอตามที่ตัวเองอยากได้
"เมื่อวานตอนที่พวกเขาเดินมาซื้อของกับเรา... แล้วบอกว่าได้ยินคนซื้อบอกต่อ ๆ กันไป แต่ทำไมวันนี้ต่างคนต่างรีบมา รีบกลับ รีบซ่อนสิ่งของละคะ" รั่วซีไม่ค่อยเข้าใจ เมื่อวานคนที่มาซื้อบอกเธอมาแบบนั้น
"ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่จริง ๆ หากคนเราหาแหล่งซื้อและได้สินค้าคุณภาพดี ไม่มีใครเขาพูดหรือบอกต่อหรอกครับ" หรือพอเจออาหารสดสะอาด เนื้อชั้นดี ข้าวชั้นดี ทุกคนเลยต้องปิดปากเงียบ เพราะเมื่อวานพวกเขายังไม่ได้เห็นของทั้งหมด พอมาเห็นก็กลัวมีคนมาแย่ง
"ก็อาจจะเป็นแบบที่คุณพูด แล้วอย่างนี้ลูกค้ารายย่อยของเราละคะ บางคนจะมาก็สาย ๆ " ไม่รู้สามีจะให้ไปเอาของมาขายอีกไหม
"คุณไปเอาออกมาอีกก็ได้ครับ เพราะจากที่ผมสังเกตดูแล้ว ไม่มีใครมาสนใจพวกเราเลย" ตอนขายของ เขาก็สังเกตดูรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ อาจเพราะนัดเวลาลูกค้าเข้ามา พอเสร็จแล้วก็เดินออกไปตามปกติ และแต่ละคนก็ปกปิดสิ่งของที่ตัวเองซื้อได้เป็นอย่างดี
"เอาออกมาทั้งหมดที่เราเตรียมเลยไหมคะ" จริง ๆ แล้วเมื่อคืนเตรียมของไว้เยอะพอสมควร แต่เพราะสามีบอกให้ระวังเลยเอาออกมาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
"ครับ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่พอขาย แต่ครั้งนี้เราจะต้องจำกัดจำนวน ไม่อย่างนั้นไม่มีทางพอแน่นอน" จือหยวนบอกภรรยา จะได้รู้ว่าต้องทำยังไงตั้งแต่เนิ่น ๆ ครั้งแรกที่ขายอาจถือว่าขายดี ได้เงินจำนวนมาก แต่ยังมีข้อผิดพลาดที่เห็นได้ชัดเจน คือคนที่มาก่อนต้องการของเพิ่ม คนขายก็อยากได้เงิน จนลืมว่าต้องเก็บไว้ให้คนที่มาทีหลัง อาจเพราะเพิ่งเริ่มขายเลยลืมนึกถึงตรงนี้
การขายในรอบหลังมีข้อห้ามที่สองสามีภรรยาตั้งขึ้นมา เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และเพื่อทุกคนที่มาซื้อจะได้มีอาหารกลับไปด้วย ยังดีที่ลูกค้าเข้าใจ ถึงจะอยากได้เพิ่ม แต่ถ้าให้เลือกมาซื้อบ่อย ๆ แล้วได้อาหารกลับไปด้วย ดีกว่ามาแล้วไม่ได้อะไรกลับไปเลย พวกเขาเลยต้องแบ่ง ๆ กันไปก่อน
รั่วซีเข้ามาเก็บของที่อยู่ด้านใน ทำความสะอาดให้เรียบร้อย เพราะตอนนี้ไม่มีสินค้าหลงเหลือแล้ว หมดในระยะเวลาอันรวดเร็ว ให้เอาออกมาอีกก็คงไม่ได้ เพราะเธอยังไม่ได้จัดเตรียมอะไรเลย สิ่งของหลายอย่างจึงต้องลงมือทำเอง บางอย่างก็กดที่หน้าจอสั่งงานได้เลย แต่ทุกอย่างก็ต้องเข้าไปในพื้นที่เสียก่อนถึงจะทำได้
"สวัสดีครับ ผมได้ยินว่าที่นี่มีเนื้อชั้นดีกับข้าวสารขาย ผมขอซื้อ และอยากทำการค้าด้วยได้ไหมครับ" เสียงดังมาจากหน้าร้านทำให้รั่วซีหันไปมอง พอเห็นว่าสามีเธอกำลังพูดคุยอยู่หน้าร้านอยู่แล้ว เลยปล่อยให้สามีเป็นคนจัดการเอง เผื่อจะได้ลูกค้าเพิ่ม ส่วนเธอหันกลับมาจัดเตรียมกระเช้า เพื่อไปขอบคุณเพื่อนของสามีที่แนะนำให้มาเช่าร้านนี้ บางอย่างก็ต้องมีสินน้ำใจให้พวกเขา เพื่อวันข้างหน้าจะได้ค้าขายได้สะดวก
"คุณคะ... " ตอนแรกรั่วซีนึกว่าสามีอยู่คนเดียว ไม่มีลูกค้าแล้ว เลยจะเรียกให้เขามาเอากระเช้าไปให้เพื่อนของเขา แต่พอออกมาข้างนอกก็ทำให้เธอถึงกับชะงัก เพราะเจอกับคนที่ไม่คาดคิดว่าชาตินี้จะได้เจอ...
"คุณต้องการอาหารมากน้อยแค่ไหนคะ" พอรู้แล้วว่าเขามาหาซื้ออาหาร รั่วซีเลยหันไปพูดกับคนที่ยืนอยู่ข้างนอก ไม่ได้พูดกับชายที่คุยกับสามี
"คุณมีเท่าไร ผมรับซื้อทั้งหมด" เสียงคนที่อยู่ด้านนอกตอบกลับมา
"หากคุณไม่ถามหาที่มา และคุณรับประกันความปลอดภัยของเรา และทุกอย่างต้องเป็นความลับ ฉันยินดีขายให้คุณค่ะ" รั่วซีตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม
ชายหนุ่มมองผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ช่างกล้าเจรจาต่อรอง.... นั่นหมายถึงผู้หญิงคนนี้รู้ว่าเขาคือใคร จากตอนแรกไม่สนใจก็หันมามองอย่างเต็มตา และใช่ เธอไม่หลบสายตา ทั้งที่ปกติแล้ว หากเขาจ้องมองใครด้วยสายตาแบบนี้ ทุกคนต้องหลบสายตาไม่ว่าจะชายหรือหญิง
"ซีซีเข้าไปอยู่ข้างในก่อน เดี๋ยวผมคุยเอง" จือหยวนเห็นสายตาที่จ้องมาแบบนั้นก็เดินเข้าไปขวางไว้ สายตาดุร้ายแบบนี้ไม่น่าไว้วางใจ
"ไม่เป็นไรค่ะ หากต้องการเป็นลูกค้าเรา พวกเขาก็ต้องทำตามกฎของเรา" ซีซียิ้มให้สามีเพื่อยืนยันเธอว่าไม่เป็นไร
"ได้... แต่สินค้าต้องมีคุณภาพดี และมีจำนวนมากพอตามที่ทางเราต้องการ" ชายที่เข้ามาถามคนแรกเป็นคนพูดขึ้น หลังจากที่คนตัวสูงด้านนอกเป็นคนพยักหน้า เหมือนยอมรับเงื่อนไขที่สองสามีภรรยาบอกก่อนหน้านี้แล้ว...
รั่วซีได้ยินแบบนั้นก็เดินเข้าไปในร้านเพื่อหยิบกระเช้าที่จัดไว้ เป็นตัวอย่างสินค้าออกมาหนึ่งกระเช้า ตอนแรกจะเอาไปให้คนที่เป็นหัวหน้าที่ดูแลตลาดมืด แต่ตอนนี้เธอจะเอาให้กับผู้มีพระคุณที่อยู่ข้างนอก คนที่มอบมีดเล่มนั้นให้เธอ เขาอาจไม่รู้จักเธอ แต่เธอรู้จักเขา... เขาคือคนที่ช่วยเธอไว้...
"นี่คือตัวอย่างสินค้าของเราค่ะ ฉันยกให้คุณเป็นการขอบคุณ" รั่วซีพูดกับชายร่างเล็ก หากให้เดาคงเป็นลูกน้อง แต่คำขอบคุณเธอส่งไปถึงอีกคนที่ยืนอยู่ห่างออกไป
"ฉันจะคืนให้ ในวันที่คุณมาช่วยฉัน หากคุณไม่มาช่วย... คุณก็จะไม่ได้มีดคืน"
"หลักประกันสินะ... ฉันไม่เคยผิดคำพูด แต่หากอยากเอาไว้เป็นหลักประกัน ก็เอาไป"
"ขอบคุณ... "
นี่คือประโยคที่เธอได้พูดคุยกับเขา ไม่รู้แซ่... ไม่รู้นาม.. เวลานั้นรั่วซีกำลังถูกทุบตีเพราะไม่ยอมรับแขก ส่วนเขาเข้ามาเพื่อตามหาคน... และเขาได้ช่วยเธอไว้ และก่อนที่เขาจะจากไป เขาบอกจะมาช่วยทุกคนที่ถูกขังให้หลุดพ้นจากที่นี่ รั่วซีจึงได้เอ่ยปากขอมีดพกที่เขาพกติดตัวมา...
ตลอดระยะเวลาที่ถูกขังในที่แห่งนั้น ทุกเหตุการณ์สอนให้เธอต้องช่วยเหลือตัวเองก่อนที่จะรอให้คนอื่นมาช่วย... และมีดเล่มนั้นก็ทำให้เธอหลุดพ้นจากสถานที่แห่งนั้น...
รั่วซีจะกลัวคนที่ช่วยเธอได้อย่างไร...
เธอมั่นใจว่าเขาต้องมีอำนาจมากพอสมควร ไม่อย่างนั้นเขาไม่พาคนบุกไปตามล่าหาคนในสถานที่แห่งนั้นแน่นอน ฝั่งหนึ่งของสถานที่แห่งนั้น พังราบเป็นหน้ากลองในระยะเวลาไม่นาน แต่เขาไม่สามารถช่วยพวกเธอได้ในตอนนั้น
ไม่รู้ว่าเขาจะมาช่วยตามที่เขาพูดไหม เพราะเธอเลือกทางเดินของตัวเองแล้ว... เพราะรู้ตัวดีว่าถึงออกมาได้ก็คงใช้ชีวิตอยู่ต่ออีกไม่ได้ ตัวเธอแปดเปื้อนจนแม้แต่ตัวเองยังไม่ให้อภัยตัวเองเลย... ทางเดียวที่คิดว่าตัวเองจะหลุดพ้นได้ นั่นคือความตาย...
"มีของให้เราเลยไหม" เมื่อดูแล้วว่าเจ้านายจะยอมตกลงก็ต้องถามหาสินค้า
"ไม่เกิน 3 วัน หากคุณยอมทำตามที่พวกเราบอกไป" หากสามารถเจรจาทำการค้ากับคนคนนี้ได้ เธอจะมีคนหนุนหลังอย่างแน่นอน
"คุณเชื่อใจผมเหรอ" ชายที่อยู่ด้านนอกเป็นคนถามกลับมา
"3 วันที่ว่านั้น... คือหลังจากวันที่เราตกลงกันเรียบร้อยไม่ใช่ 3 วันหลังจากนี้... ส่วนเชื่อใจไหม นั่นคือสิ่งแรกที่คุณต้องทำ เพราะหากเรายังไม่เชื่อใจ เราก็จะไม่ตกลง" จือหยวนเป็นคนพูดขึ้น เพราะดูจากท่าทางแล้ว คนคนนี้น่าจะมีอำนาจมากพอสมควร
"เหมาชิงนัดหมายไปที่บ้านได้เลย" คนที่เป็นเจ้านายสั่งลูกน้องก่อนจะเดินออกไป
อยากได้ความเชื่อใจ... สิ่งแรกที่ต้องทำก็แค่เปิดเผยตัวตนทั้งสองฝ่าย... ถึงจะทำการค้าร่วมกันได้.
ตอนที่ 51 ตอนพิเศษจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดรั่วซีนั่งเหม่อมองออกไปข้างอย่างไร้จุดหมาย บางครั้งเธอยังคงคิดไปถึงเรื่องราวในอดีตของชีวิตก่อน คิดถึงเหตุผลการตัดสินใจทิ้งสามีและลูก เพื่อไปใช้ชีวิตในเมืองที่แสนสุขสบาย ตามที่อีกคนเชิญชวน คิดไปถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด...การพูดคุยกับกัวเหลียงนั้นแทบนับครั้งได้ แต่ทุกครั้งเขาแสดงออกอย่างสุภาพ เขามีน้ำใจกับครอบครัวของเธอ ลูกของเธอได้เสื้อผ้าใหม่ ได้ของเล่นและยังมีอาหารดี ๆ มากมายหลายอย่างที่เขาซื้อมาฝาก ทั้งที่บางครั้งเธอกับเขาแทบไม่ได้พบหน้ากันเลย แต่เขาก็มีของฝากมาให้ลูกของเธอเป็นประจำการพบเจอกันโดยบังเอิญทำให้เธอได้พูดคุยกับเขาบ้าง แต่ส่วนมากเขาจะพูดคุยกับลูกของเธอ จากตอนแรกเด็ก ๆ ไม่เข้าหาจนตอนนี้ทั้งสองจะชอบยิ้มทักทายและตอบกลับ มันเลยทำให้รั่วซีค่อนข้างที่จะไว
ตอนที่ 50 บทส่งท้ายสองปีต่อมา ข่าวการเสียชีวิตของกัวเหลียงพร้อมกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนที่บ่อนการพนันในเมืองหลวงกลายเป็นข่าวครึกโครม ทุกคนต่างรู้เรื่องนี้กันดี ไปที่ไหนก็มีแต่คนพูดถึง จริง ๆ แล้วคนไม่ได้พูดถึงกัวเหลียงคนเขาพูดถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าของบ่อนการพนันกลางเมืองตามข่าวแล้ว มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้าไปทลายบ่อนก่อน แล้วมีเจ้าหน้าที่ทหารอีกกลุ่มเข้าไปจับกุม สถานที่แห่งนั้นมีครบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการพนัน สารเสพติดหลายชนิด การค้าขายบริการ และคนที่เป็นเจ้าของมียศเป็นถึงท่านนายพล เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสอบสวนอย่างละเอียด เนื่องจากมีคนใหญ่คนโตเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะเสียชีวิตทั้งหมดในที่เกิดเหตุแล้วก็ตาม"ข่าวที่ออกมาให้ประชาชนรับรู้นั้น มันไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด พวกเขาขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์ จึงนำพามาสู่เหตุการณ์ฆ
ตอนที่ 49 ปลอบใจ NCเมื่อพูดคุยและตกลงกันได้แล้วว่าสมควรช่วยเหลือแค่เพียงเบื้องต้นเท่านั้น และเลือกที่จะช่วยเหลือแค่บางคน หากคนไหนมีปัญหาหรือเรียกร้องมากนักก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทุกคนเต็มใจจะรับ แต่ปากก็ยังต่อว่าเมื่อไม่ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ จนเพื่อนของรั่วซีแทบตบตีกับชาวบ้าน คนที่ต้องการความช่วยเหลือไม่มีปัญหา ส่วนมากเป็นญาติมากกว่าที่มีปัญหา เรียกร้องมากมายจนคนที่อยากช่วยนั้นถอดใจ"ไม่ช่วยแล้วครับ"ประโยคที่สามีของรั่วซีบอกออกมานั้น หมายถึงเขาไม่ช่วยใครแล้ว แต่หากมีคำสั่งแจ้งเตือนจากหน้าจอ เขาก็ให้คนอื่นทำให้ โดยที่ออกค่าใช้จ่ายหรือวัตถุดิบเพียงเท่านั้น และเหมือนหน้าจอจะรู้ ไม่มีคำสั่งช่วยเหลืออีกเลย มีเพียงครั้งแรกครั้งเดียวตอนนี้ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้วหลังจากที่สาว ๆ กลับมา ส่วนข่าวคนอื่น ๆ ก็ยั
ตอนที่ 48 ช่วยเหลือข่าวที่สาว ๆ กลับมานั้นรู้กันทุกคน ไม่สามารถเก็บเป็นความลับได้ เพราะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มาที่หมู่บ้านเพื่อสอบถามข้อมูลต่าง ๆสาว ๆ ไม่ได้กลับมาพร้อมกันทั้งหมด บางคนก็เสียชีวิตไปแล้วเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ทำให้บรรยากาศของหมู่บ้านมีแต่ความหดหู่และเศร้าโศกกับการจากไปของเด็กสาวบางคน และยังจะมีเด็กสาวอีกหลายคนที่ยังหาไม่เจอ บางคนได้ไปทำงานใช้แรงงานไม่ได้หยุด ไม่ได้ค่าแรง และบางวันแทบไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยด้วยซ้ำที่น่าเศร้าใจคือ พ่อแม่พี่น้องบางคนพอรู้เรื่องราวกลับไม่ต้อนรับ ไม่ให้เข้าบ้าน ซึ่งมองแล้วยิ่งทำให้หดหู่ใจ และยังมีบางคนที่ยังตามหาตัวไม่เจอ แต่ละคนจะถูกจับแยกให้ไปทำงานแตกต่างกัน ไม่รู้ข่าวคราวความเป็นมามากเท่าไร หากอยากรู้ว่าทุกคนอยู่ที่ไหนต้องตามหากัวเหลียงที่เป็นคนชักจูงพาไป และตอนนี้กัวเหลียงกำลังหลบหนี เลยทำให้ตามหาตัวได้ยากมากกว่าเดิม
ตอนที่ 47 การกลับมาของสาว ๆผ่านไปสองเดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่สุ่ยหลิงนำข่าวของสาว ๆ มาเล่าให้ฟัง ตั้งแต่ตอนนั้นก็เหมือนจะไม่มีอะไรคืบหน้า จะไปถามญาติ ๆ ก็ไม่ได้ เพราะทุกคนเก็บตัวเงียบ ไม่สุงสิงกับใคร เลยทำให้ไม่ได้ข่าวอะไรมากนัก รั่วซีเองไม่มีกำลังมากพอที่จะช่วยเหลือและที่สำคัญมากกว่ากำลังนั้นคือ ทางญาติ ๆ ยังปิดทุกอย่างไม่ยอมปริปากพูด ใครถามก็ด่าทันที ชาวบ้านเลยต้องปล่อยเลยตามเลย ให้พวกเขาจัดการกันเอง"คิดอะไรอยู่ครับ" จือหยวนเข้ามาเจอภรรยากำลังยืนอยู่บนระเบียง มองออกไปข้างนอกเหมือนคนกำลังใช้ความคิด"เรื่องที่สุ่ยหลิงเล่าให้ฟังค่ะ ไม่รู้จริงหรือไม่จริง นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วนะคะ" รั่วซีบอกพร้อมกับเอนตัวเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของสามี"ซีซี... หากให้พูดตรง ๆ มันไม่เกี่ยวกับเราเลยครับ ถึงจะบอกว่าคนหมู่บ้านเดียวกันก็ตาม ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ไม่ว่าเจ้าตัวหรือญาติพี่น้อ
ตอนที่ 46 ข่าวคราวรั่วซีตื่นขึ้นมาพร้อมความทรงจำที่ได้เจอกับเด็กน้อยตัวกลมชื่อถิงถิง จำได้ดีว่าเจ้าตัวเล็กบอกว่าเธอจะหลับไปเพียงฝันหนึ่งตื่นเท่านั้น แต่ฝันหนึ่งตื่นของรั่วซียาวหนาวเกือบสองอาทิตย์ และรั่วซีได้รู้ว่าถิงถิงก็ต้องรอเวลานานเกือบสองปี เพื่อที่จะได้ทำการแลกเปลี่ยนในข้อสุดท้ายด้วยเช่นกันไม่คิดว่าตัวเองจะทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างต้องกังวลมากขนาดนี้ ถึงแม้จะรู้สึกดีใจที่พี่สาวพี่ชาย พ่อและแม่ที่แม้จะแยกกันอยู่ยังมาเยี่ยมเธอตลอด รับรู้ได้ว่าพวกเขารักและห่วงใย"ขอบคุณคุณซ่งที่มาเยี่ยมนะคะ" รั่วซีมองคนที่มาเยี่ยม เธอนับถือเขาเสมอ ไม่ว่าจะชีวิตที่แล้วหรือชีวิตนี้ เขาก็คือผู้มีพระคุณสำหรับเธอและครอบครัว"ครับ ขอให้หายไว ๆ ผมคงต้องกลับก่อน" ตงหยางบอกก่อนที่จะหันไปมองคนสนิทและยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ จากนั้นจึงก้าวออกจากห้องไปทันที"ทำ







