Masukบทที่ 12 วันแรกของการค้าขาย
หลังจากที่เจอภรรยาก็พาเดินมาอีกด้าน เพื่อดูสถานที่ตั้งร้าน สถานที่แห่งนี้อยู่ในมุมลับตาคน เป็นห้องสี่เหลี่ยมกว้างพอสมควร ด้านในมีชั้นวางของ จือหยวนคิดว่าตรงนี้เหมาะและปลอดภัยสำหรับเข้าออกพื้นที่ และยังมีพื้นที่กว้าง สามารถเอาสิ่งของออกจากพื้นที่ทีละเยอะ ๆ จะได้ไม่ต้องเข้าออกพื้นที่บ่อย ๆ
ห้องนี้ให้เช่าวันต่อวัน ราคาเช่าวันละ 100 หยวน ตอนที่ได้ยินราคา จือหยวนคิดว่าราคาแพงเกินไป คงไม่มีเงินจ่ายทันที อาจต้องขอจ่ายหลังจากขายของเสร็จ แต่พอเขารู้ว่าระยะเวลาที่เขามาหาสถานที่นั้น ภรรยาสามารถขายของได้เกือบ 300 หยวน หากเช่าห้องนี้จะได้ไม่ต้องเสี่ยงหามุมลับตาคน ตรงนี้ปลอดภัยแน่นอน เพราะเขาตรวจดูก่อนจะรู้ราคาเช่าเสียอีก
"ถึงจะเป็นมุมลับตาคน แต่หากเรามีลูกค้าประจำ เราก็ขายได้" รั่วซีไม่รู้ว่าสามีคิดยังไง เลยเป็นพูดออกมาก่อน
"ราคาเช่าวันละ 100 หยวน ต้องเช่าวันต่อวันนะครับ เพราะเขาไม่ได้ปล่อยให้เราเช่าคนเดียว ยังมีคนอื่นที่มาเช่าด้วย" จือหยวนบอกไปตามที่คนรู้จักบอกมา
"เช่าพรุ่งนี้ค่ะ ส่วนวันนี้ฉันจะเดินขายก่อน และบอกคนที่ซื้อของกับเราว่าเราจะมาขายตรงนี้ในวันพรุ่งนี้" เมื่อคิดได้แบบนั้นก็ส่งเงินให้สามี เพื่อไปทำเรื่องเช่าห้องทันที
จือหยวนมองหน้าภรรยาพร้อมกับยกยิ้มกับท่าทางของภรรยา เขาไม่เคยเห็นภรรยายิ้มแย้มแบบนี้มาก่อน ทำให้เขาต้องยิ้มตามทันที ก่อนที่จะรีบสลัดภาพภรรยาออกจากหัวแล้วรีบทำตามที่ภรรยาสั่งให้เรียบร้อย
"ผมไปส่งคุณก่อนดีกว่า" เพราะกระเป๋าที่ใส่สิ่งของพวกนี้หนักพอสมควร เขาจะไปส่งตรงจุดเดิมก่อนค่อยแยกออกไปเช่าร้านทีหลัง
"ได้ค่ะ" รั่วซียอมรับความช่วยเหลือ เพราะมันหนักจริง ๆ ตอนเอาออกมาคิดแต่เรื่องขายได้เงินเยอะ ๆ
เมื่อมาถึงจุดเดิมที่รั่วซีขายของแล้ว ต่างคนก็ต่างแยกย้ายทำหน้าที่ รั่วซีขายของอย่างไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะทุกครั้งที่ยื่นสิ่งของให้คนอื่น เธอจะได้รับเงินกลับมา ขายของให้ใครก็บอกสถานที่ที่เธอจะมาขายในวันพรุ่งนี้ ซึ่งมีลูกค้าหลายคนอยากได้สั่งของหลายอย่าง ใจจริงอยากเอาไปส่งถึงบ้าน แต่คิดว่าไม่คุ้ม หากถูกจับได้ไม่ใช่แค่เธอที่เดือดร้อน ครอบครัวก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย เลยไม่เสี่ยงไปส่งของให้ตามบ้าน
รั่วซีขายสินค้าที่เอาออกมาจนหมด สามีก็กลับมาพอดี ตอนนี้เงินในกระเป๋าของรั่วซีมีไม่ต่ำกว่า 500 หยวน หลังจากที่ให้สามีไปก่อนหน้านั้น 150 หยวน ภายในไม่กี่ชั่วโมงรั่วซีสามารถทำเงินได้หลายร้อยหยวนเลยทีเดียว นั่นเพราะสิ่งของที่เธอขายนั้นคืออาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่คนต้องการมากเลยขายได้ง่าย ถึงแม้ในตอนแรกคนซื้อจะบอกแพง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็รีบจ่ายเงินทันทีที่เห็นสินค้า
"ได้กุญแจมาแล้วครับ" จือหยวนบอกภรรยา แต่มือเขาก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อให้ภรรยา ปกติแล้วจือหยวนไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้กับภรรยา ส่วนมากผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เขาจะพกไว้เช็ดเหงื่อเช็ดหน้าให้ลูก ๆ หรือไม่ก็เวลาลูกเล่นเลอะเทอะมา ไม่คิดว่าวันนี้ผ้าเช็ดหน้าที่เขาพกไว้ใช้กับลูกจะมีโอกาสเช็ดหน้าให้ภรรยาแบบนี้ ได้ทำแบบนี้ถึงสองครั้งแล้ว ครั้งแรกคือวันแจกจ่ายอาหาร ครั้งนี้คือครั้งที่สอง...
"เราขายอีกสักรอบ แต่รอบนี้อาจขายเยอะหน่อย แล้วค่อยกลับเข้าไปหาลูก รับปากลูกไว้แล้ว พรุ่งนี้เราค่อยขายทั้งวัน" รั่วซีไม่คิดจะเอาสิ่งของมาวางไว้ข้างนอกเป็นอันขาด พรุ่งนี้ค่อยมาจัดเรียงแต่เช้าก็ยังทัน
"ได้ครับ แต่ผมยังไม่รู้ต้องขายราคาเท่าไร" เพราะภรรยาขายหลายอย่างเหลือเกิน
"คุณคอยถือกระเป๋าตามก็พอค่ะ วันนี้ตามฉันไปก่อนนะคะ คืนนี้ฉันเขียนราคาให้อีกที" เมื่อบอกสามีแล้วก็ยื่นไปจับมือสามีก่อนที่จะพากันไปหามุมลับตาคนเพื่อเข้าไปเอาสินค้ามาขายอีกรอบ
"คนที่คุณรู้จักทำงานที่นี่เหรอคะ" ช่วงที่รั่วซีจัดของอยู่จึงเอ่ยถามสามี หากมีคนที่ทำงานในนี้จะง่ายในการเอาของเข้ามาขาย
"ครับ เขาดูแลความเรียบร้อยในนี้" จือหยวนตอบภรรยาพร้อมกับ หันไปหาลูก ๆ ที่เข้ามาช่วยจัดของใส่กระเป๋าเพื่อเอาออกไปขาย
"วันนี้แม่อนุญาตให้ลูกทั้งสองเก็บเฉ่าเหมยในแปลงใส่ในตะกร้านี้ คืนนี้เราจะเอาใส่ถุง พรุ่งนี้จะได้ขาย จำได้ใช่ไหมว่าเก็บแบบไหน อย่าบีบเล่นนะเหยาเหยา" รั่วซีรู้ว่าลูกอยากเก็บเฉ่าเหมยลูกโต เลยให้ลูกได้ทำ ดีกว่าเล่นอยู่แต่ในคอกกั้น
"เหยาเหยาจะมีเงินเหรอคะ" เก็บเฉ่าเหมยขายก็ต้องได้เงิน เหยาเหยาผู้ไม่เคยมีเงินก็อยากมีบ้าง หากได้เงินก็ซื้อลูกอมหวาน ๆ ได้
"ได้ค่ะ เงินที่ขายเฉ่าเหมยจะเป็นของลูกทั้งสอง ต้องระวังอย่าให้เฉ่าเหมยช้ำ ไม่อย่างนั้นเราจะได้เงินน้อย" รั่วซีอธิบายให้ทั้งสองฟัง
เมื่อลูกเธอจะได้ทำสิ่งใหม่ ทั้งสองจึงกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ต่างพากันถือตะกร้าคนละใบเดินไปที่แปลงเฉ่าเหมยทันที หากให้บอกตามความจริง รั่วซีก็กลัวเฉ่าเหมยเละจนใช้ไม่ได้ แต่ทำอย่างไรได้ เธออยากให้ลูกได้ลอง และอีกอย่าง เฉ่าเหมยมีให้เก็บเยอะ เด็ก ๆ คงไม่ทำเละทั้งหมด เมื่อคิดได้แบบนั้นจึงหันกลับมาจับมือสามีออกไปข้างนอกเพื่อขายของอีกรอบ
จือหยวนมองภรรยาที่ช่างพูดช่างเจรจา รู้จักชักชวนคนมาซื้อของ อาจเพราะอาหารคือสิ่งที่คนต้องการ บวกกับการขายของภรรยา จึงทำให้สินค้าไม่พอขาย บางครั้งยังต้องไปเอาในพื้นที่มาเพิ่ม พอมีคนต้องการเพิ่ม เลยต้องให้ทุกคนสั่งว่าจะเอาอะไร แล้วให้มาเอาที่ร้านในวันพรุ่งนี้ โดยที่ภรรยาของเขาเก็บเงินมัดจำก่อน ตอนแรกทุกคนไม่กล้าจ่ายเงินมัดจำ จือหยวนต้องเอาใบเช่าร้านให้พวกเขาได้ดู พวกเขาถึงพากันยอมจ่ายค่ามัดจำ ไม่เคยคิดเลยว่าภรรยาจะมีความสามารถด้านค้าขายขนาดนี้
หลังจากขายของในกระเป๋าจนหมดไปหลายรอบ ทั้งสองต้องหยุดแล้วบอกว่าสินค้าของวันนี้หมดแล้ว จากตอนแรกมองหาลูกค้า ตอนนี้มีแต่คนเดินเข้ามาหา ส่วนมากลูกค้าจะพูดปากต่อปากว่าสามารถหาซื้ออาหารได้จากที่ไหน
เมื่อเวลาล่วงเลย ทั้งสองต้องรีบพากันออกจากตลาดมืด พอออกมาถึงสถานที่ลับตาคนก็พากันเข้าไปในพื้นที่ทันที สามีเป็นคนอาสาไปดูลูก ๆ ให้ภรรยาไปอาบน้ำก่อน เพราะทั้งสองรับปากลูกไว้ว่าจะพาไปเดินห้าง และพาลูก ๆ ไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ จึงต้องรีบแบ่งหน้าที่กันทำ เพราะเวลานี้ได้เลยมื้อกลางวันมานานพอสมควรแล้ว
จือหยวนรับตะกร้าใส่เฉ่าเหมยจากลูก แล้วบอกให้ลูกเข้าบ้านไปอาบน้ำเพราะมอมแมมทั้งคู่ ส่วนเขาเดินเอาเฉ่าเหมยไปเก็บไว้ในโกดัง เพื่อที่เฉ่าเหมยจะได้สดอยู่ตลอดเวลา
ตอนนี้ทั้งครอบครัวออกมาที่ห้างของตัวเมืองแล้ว รั่วซีตรงไปที่ร้านอาหารของรัฐทันที เธอพอมีคูปองอยู่บ้าง เพราะได้มาแล้วไม่มีเงินมากิน ตอนนี้มีเงินมีคูปองพอที่เธอจะพาครอบครัวมานั่งกินได้ รั่วซีเลยไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปในร้านก่อนสามีทันที
รั่วซีรู้ว่าสามีไม่กล้าใช้เงิน แต่ก่อนเธอก็เป็นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่เป็นแล้ว ไม่ใช่ว่าตัวเองสามารถค้าขายในตลาดมืดได้แล้วถึงกล้ามากิน นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอมีเงินมากิน แต่ความเป็นจริงแล้วรั่วซีอยากพาครอบครัวมาเดินเที่ยว มานั่งกินอาหาร ทำทุกอย่างที่ชีวิตก่อนเธอไม่เคยได้ทำกับครอบครัว เพื่อชดใช้ในสิ่งที่เธอได้ทำผิดต่อครอบครัว ยอมรับว่าบทเรียนที่รั่วซีได้รับนั้นแสนสาหัสเลยทีเดียว
"เหยาเหยากินสิ่งนี้ได้ไหม" เหยาเหยามองจานที่มีสีสวย ๆ ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เท่าที่เหยาเหยาได้กลิ่นต้องเป็นเนื้อแน่นอน
"อาหารจานนี้คือไก่ผัดเผ็ดค่ะ กินได้แต่ต้องกินทีละนิด" รั่วซีบอกไปด้วยยิ้มไปด้วย สั่งแกงจืดเต้าหู้มาให้ลูกสาว แต่สิ่งที่ลูกสาวอยากกินคืออาหารที่มีสีสันสดใสสวยงาม
"ได้ค่ะ... นิดเดียว" เหยาเหยากลัวเผ็ดแต่อยากลองกิน
จือหยวนยิ้มที่เห็นครอบครัวของตัวเองในเวลานี้ มันอิ่มทั้งที่ยังไม่ได้กินอะไร ตาคอยมองแต่แม่กับลูกและมองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ ส่วนมือคอยแกะปลาให้ลูกชายและลูกสาว ลูกทั้งสองคนดูมีความสุข ยิ้มแย้มอยู่ตลอด หากเป็นแต่ก่อน ทั้งสองจะไม่ยิ้มกว้างขนาดนี้
"กินข้าวค่ะ อย่ามัวแต่ยิ้ม" รั่วซีเรียกสามีที่นั่งยิ้มไปด้วยแกะปลาไปด้วย ไม่ยอมกินทั้งที่แกะเนื้อปลาใส่จานของลูกและของเธอจนเต็มจานแล้ว แต่ของตัวเองกลับไม่มีสักชิ้น
"แบ่ง ๆ " เหยาเหยาผู้ที่พูดไม่ชัด แต่พูดเก่งมาก... เป็นคนตักปลาในจานของตัวเองใส่จานข้าวของพ่อ เห็นแม่ทำ เหยาเหยาไม่รอช้ารีบทำตามทันที
"พ่อครับ กินนี่ด้วย" อาเฉิงก็ไม่น้อยหน้าน้องสาว แต่สิ่งที่สู้เหยาเหยาไม่ได้คือพูดคุยตลอดเวลา เหยาเหยาจะพูดน้อยลงก็ตอนที่เริ่มหิวหรือตอนง่วงนอนเท่านั้น
ทุกคนต่างพากันตักอาหารให้กัน เพื่อลิ้มลองในสิ่งที่ไม่เคยลอง กินอาหารด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบา ๆ ของคนในครอบครัวหลุดออกมา กลายเป็นภาพที่ใครเดินผ่านไปผ่านมาต่างก็ยิ้มไปกับครอบครัวนี้...
เมื่อกินอาหารเรียบร้อยแล้วก็พาเด็ก ๆ ออกเดินดูสิ่งของในห้างว่ามีอะไรขายบ้าง ขายราคาเท่าไร บางครั้งรั่วซีก็เอาสมุดออกมาจดราคาไว้ เพื่อที่จะได้รู้ว่าที่ห้างขายเท่าไร จะได้เอาไปตั้งราคาที่ตัวเองจะขายได้
"คุณคะ เราควรซื้อของที่นี่แล้วเอาไปให้ครอบครัวพี่สาม หรือเราควรเอาของในพื้นที่ให้เขาดี" รั่วซีหันไปหาสามีเพื่อขอคำปรึกษา
"หากสิ่งไหนมีในพื้นที่ก็เอาในพื้นที่ แต่หากไม่มีก็ซื้อก็ได้ครับตามใจซีซี" ปกติก็ไม่เคยขัดใจภรรยา ตอนนี้ยิ่งไม่กล้าขัดใจ กว่าที่ภรรยาจะคุยดี ๆ แบบนี้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันถึง 5 ปี เขาไม่อยากเสี่ยง... ตอนนี้มีความสุขดีอยู่แล้ว
"ถ้าอย่างนั้น ฉันจะซื้อรองเท้าใส่ลงนาให้พี่สาม ส่วนของคุณไม่ต้องทำงานที่นั่นแล้วนะคะ เรามีงานทำจนไม่มีเวลาว่างแล้ว" รั่วซีบอกสามี เพราะต่อไปไม่ให้ลงงานของหน่วยผลิตแล้ว
รั่วซีวางแผนไว้หลายอย่าง หากขยับขยายได้จะชวนพี่สามมาทำงานด้วย แต่คงไม่บอกความจริงว่าสิ่งของพวกนี้มาจากไหน เพราะเธออยากให้ครอบครัวพี่สามอยู่ดีกินดี ไม่อดอยาก แต่ตอนนี้พึ่งเริ่มต้น เลยยังให้มาทำงานด้วยไม่ได้
"แล้วของบ้านพ่อตาแม่ยายละครับ มันจะมีปัญหาไหมครับ" จือหยวนถามขึ้นทันที
"เราไม่มีคูปองเยอะขนาดนั้นค่ะ แต่อาจเอาอย่างอื่นไปให้" จะไม่ให้เลยก็ดูใจดำ เพราะรั่วซีรู้ดีแก่ใจว่ามีสิ่งของมากมาย และที่สำคัญตอนนี้พวกเขาไม่ได้มายุ่งอะไรกับเธอ ต้องบอกว่าเรื่องยังไม่เกิด และเธอไม่ได้โทษพวกเขาในเรื่องที่ตัวเองเจอ หากพวกเขาไม่ทำร้ายครอบครัวเธอก่อน เธอก็จะแบ่งปัน อย่างน้อยพ่อกับแม่ก็ไม่เคยหวงสิ่งของกับเธอ มันเป็นความรู้สึกไม่อยากช่วยแต่รู้สึกผิดหากไม่ได้ช่วย...
"ตามใจคุณครับ" ภรรยาว่าอย่างไร จือหยวนก็ว่าตาม ไม่มีขัดใจ มีแต่เสนอกลัวไม่พอ
รั่วซีไม่สามารถซื้อของได้ตามใจตัวเองมากนัก เนื่องจากต้องจ่ายด้วยคูปองและจ่ายด้วยเงินที่ราคาค่อนข้างแพง เลยหักห้ามใจ ก่อนที่จะหันมาถามลูก ๆ อยากได้อะไรบ้างไหม แต่ทั้งสองกลับไม่อยากได้อย่างอื่น นอกจากสมุดหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียนเพียงเท่านั้น
พอกลับเข้าพื้นที่ รั่วซีถึงได้รู้ว่า เพราะเสื้อผ้าในห้างไม่สวยเหมือนที่มีอยู่ในพื้นที่ ทั้งสองเลยไม่อยากได้ อยากได้แต่สิ่งที่ไม่มีในพื้นที่ ซึ่งเหมือนกันกับสามีของเธอที่ไม่อยากได้อะไรเลย เขาบอกเขามีพร้อม มีครบทุกอย่างแล้ว
"เราเหลือเงิน 1300 หยวน" รั่วซีนับเงินเรียบร้อยแล้วบอกสามีพร้อมกับจดรายละเอียดว่าใช้อะไรไปบ้าง
"เราขายได้เกือบ 1700 หยวน จ่ายค่าเช่าร้าน 100 หยวน ซื้อของแล้วคร่าว ๆ ประมาณนี้ค่ะ" เมื่อเห็นสามีมองสมุดบัญชี เลยบอกรายละเอียดเพิ่ม เธอไม่ค่อยเก่งเรื่องทำบัญชีและเขียนหนังสือมากนัก ต้องให้สามีเป็นคนตรวจเพื่อความถูกต้อง
"เราต้องทำบัญชีครับ" จือหยวนรับบัญชีจากภรรยา เท่าที่ดูไม่ค่อยละเอียดมากนัก อาจเพราะเป็นครั้งแรกที่ขายของได้ และตอนนั้นภรรยาขายคนเดียวด้วย
"ฉันไม่เก่งเรื่องนี้ค่ะ" รั่วซีบอกไปตามตรง คิดหยาบ ๆ พอได้ แต่หากให้คิดละเอียดไม่น่าจะไหว
"ต้องเรียนรู้ครับ อาจต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป เพราะผมไม่ได้ทำมานานแล้วเหมือนกัน ตอนนี้เราไปเตรียมของกันก่อนดีกว่า จะได้รู้ว่าเอาสิ่งไหนออกไปขายบ้าง และจะได้จัดของที่คนสั่งมาด้วย" ตอนนี้ต้องจดรายละเอียดก่อนค่อยคิดบัญชีทีหลัง
ทั้งสี่คนพากันเดินเข้าโกดัง พ่อแม่ก็ต้องเตรียมของ ลูกน้อยทั้งสองก็ต้องมาช่วยงานเช่นกัน ซึ่งทั้งสองเต็มใจมากเพราะแม่จ่ายค่าจ้างวันละ 1 หยวน อาเฉิงอยากช่วยพ่อกับแม่อยู่แล้ว เพราะพ่อสอนไว้... หากเห็นแม่กับน้องทำงาน เราที่พอจะช่วยได้ต้องรีบเข้าไปช่วย ความคิดของอาเฉิงไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเลยสักนิด ผิดกับน้องสาวที่พอรู้ว่าได้ค่าจ้าง ถึงกับทำให้เหยาเหยาห่อปาก อู้วหูว ทั้งที่ไม่รู้ว่า 1 หยวนมีค่ามากน้อยแค่ไหน แต่แค่บอกว่าค่าจ้างและเป็นเงินเท่านั้นก็มีค่ามากพอสำหรับเหยาเหยาแล้ว...
ตอนที่ 51 ตอนพิเศษจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดรั่วซีนั่งเหม่อมองออกไปข้างอย่างไร้จุดหมาย บางครั้งเธอยังคงคิดไปถึงเรื่องราวในอดีตของชีวิตก่อน คิดถึงเหตุผลการตัดสินใจทิ้งสามีและลูก เพื่อไปใช้ชีวิตในเมืองที่แสนสุขสบาย ตามที่อีกคนเชิญชวน คิดไปถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด...การพูดคุยกับกัวเหลียงนั้นแทบนับครั้งได้ แต่ทุกครั้งเขาแสดงออกอย่างสุภาพ เขามีน้ำใจกับครอบครัวของเธอ ลูกของเธอได้เสื้อผ้าใหม่ ได้ของเล่นและยังมีอาหารดี ๆ มากมายหลายอย่างที่เขาซื้อมาฝาก ทั้งที่บางครั้งเธอกับเขาแทบไม่ได้พบหน้ากันเลย แต่เขาก็มีของฝากมาให้ลูกของเธอเป็นประจำการพบเจอกันโดยบังเอิญทำให้เธอได้พูดคุยกับเขาบ้าง แต่ส่วนมากเขาจะพูดคุยกับลูกของเธอ จากตอนแรกเด็ก ๆ ไม่เข้าหาจนตอนนี้ทั้งสองจะชอบยิ้มทักทายและตอบกลับ มันเลยทำให้รั่วซีค่อนข้างที่จะไว
ตอนที่ 50 บทส่งท้ายสองปีต่อมา ข่าวการเสียชีวิตของกัวเหลียงพร้อมกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนที่บ่อนการพนันในเมืองหลวงกลายเป็นข่าวครึกโครม ทุกคนต่างรู้เรื่องนี้กันดี ไปที่ไหนก็มีแต่คนพูดถึง จริง ๆ แล้วคนไม่ได้พูดถึงกัวเหลียงคนเขาพูดถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าของบ่อนการพนันกลางเมืองตามข่าวแล้ว มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้าไปทลายบ่อนก่อน แล้วมีเจ้าหน้าที่ทหารอีกกลุ่มเข้าไปจับกุม สถานที่แห่งนั้นมีครบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการพนัน สารเสพติดหลายชนิด การค้าขายบริการ และคนที่เป็นเจ้าของมียศเป็นถึงท่านนายพล เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสอบสวนอย่างละเอียด เนื่องจากมีคนใหญ่คนโตเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะเสียชีวิตทั้งหมดในที่เกิดเหตุแล้วก็ตาม"ข่าวที่ออกมาให้ประชาชนรับรู้นั้น มันไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด พวกเขาขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์ จึงนำพามาสู่เหตุการณ์ฆ
ตอนที่ 49 ปลอบใจ NCเมื่อพูดคุยและตกลงกันได้แล้วว่าสมควรช่วยเหลือแค่เพียงเบื้องต้นเท่านั้น และเลือกที่จะช่วยเหลือแค่บางคน หากคนไหนมีปัญหาหรือเรียกร้องมากนักก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทุกคนเต็มใจจะรับ แต่ปากก็ยังต่อว่าเมื่อไม่ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ จนเพื่อนของรั่วซีแทบตบตีกับชาวบ้าน คนที่ต้องการความช่วยเหลือไม่มีปัญหา ส่วนมากเป็นญาติมากกว่าที่มีปัญหา เรียกร้องมากมายจนคนที่อยากช่วยนั้นถอดใจ"ไม่ช่วยแล้วครับ"ประโยคที่สามีของรั่วซีบอกออกมานั้น หมายถึงเขาไม่ช่วยใครแล้ว แต่หากมีคำสั่งแจ้งเตือนจากหน้าจอ เขาก็ให้คนอื่นทำให้ โดยที่ออกค่าใช้จ่ายหรือวัตถุดิบเพียงเท่านั้น และเหมือนหน้าจอจะรู้ ไม่มีคำสั่งช่วยเหลืออีกเลย มีเพียงครั้งแรกครั้งเดียวตอนนี้ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้วหลังจากที่สาว ๆ กลับมา ส่วนข่าวคนอื่น ๆ ก็ยั
ตอนที่ 48 ช่วยเหลือข่าวที่สาว ๆ กลับมานั้นรู้กันทุกคน ไม่สามารถเก็บเป็นความลับได้ เพราะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มาที่หมู่บ้านเพื่อสอบถามข้อมูลต่าง ๆสาว ๆ ไม่ได้กลับมาพร้อมกันทั้งหมด บางคนก็เสียชีวิตไปแล้วเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ทำให้บรรยากาศของหมู่บ้านมีแต่ความหดหู่และเศร้าโศกกับการจากไปของเด็กสาวบางคน และยังจะมีเด็กสาวอีกหลายคนที่ยังหาไม่เจอ บางคนได้ไปทำงานใช้แรงงานไม่ได้หยุด ไม่ได้ค่าแรง และบางวันแทบไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยด้วยซ้ำที่น่าเศร้าใจคือ พ่อแม่พี่น้องบางคนพอรู้เรื่องราวกลับไม่ต้อนรับ ไม่ให้เข้าบ้าน ซึ่งมองแล้วยิ่งทำให้หดหู่ใจ และยังมีบางคนที่ยังตามหาตัวไม่เจอ แต่ละคนจะถูกจับแยกให้ไปทำงานแตกต่างกัน ไม่รู้ข่าวคราวความเป็นมามากเท่าไร หากอยากรู้ว่าทุกคนอยู่ที่ไหนต้องตามหากัวเหลียงที่เป็นคนชักจูงพาไป และตอนนี้กัวเหลียงกำลังหลบหนี เลยทำให้ตามหาตัวได้ยากมากกว่าเดิม
ตอนที่ 47 การกลับมาของสาว ๆผ่านไปสองเดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่สุ่ยหลิงนำข่าวของสาว ๆ มาเล่าให้ฟัง ตั้งแต่ตอนนั้นก็เหมือนจะไม่มีอะไรคืบหน้า จะไปถามญาติ ๆ ก็ไม่ได้ เพราะทุกคนเก็บตัวเงียบ ไม่สุงสิงกับใคร เลยทำให้ไม่ได้ข่าวอะไรมากนัก รั่วซีเองไม่มีกำลังมากพอที่จะช่วยเหลือและที่สำคัญมากกว่ากำลังนั้นคือ ทางญาติ ๆ ยังปิดทุกอย่างไม่ยอมปริปากพูด ใครถามก็ด่าทันที ชาวบ้านเลยต้องปล่อยเลยตามเลย ให้พวกเขาจัดการกันเอง"คิดอะไรอยู่ครับ" จือหยวนเข้ามาเจอภรรยากำลังยืนอยู่บนระเบียง มองออกไปข้างนอกเหมือนคนกำลังใช้ความคิด"เรื่องที่สุ่ยหลิงเล่าให้ฟังค่ะ ไม่รู้จริงหรือไม่จริง นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วนะคะ" รั่วซีบอกพร้อมกับเอนตัวเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของสามี"ซีซี... หากให้พูดตรง ๆ มันไม่เกี่ยวกับเราเลยครับ ถึงจะบอกว่าคนหมู่บ้านเดียวกันก็ตาม ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ไม่ว่าเจ้าตัวหรือญาติพี่น้อ
ตอนที่ 46 ข่าวคราวรั่วซีตื่นขึ้นมาพร้อมความทรงจำที่ได้เจอกับเด็กน้อยตัวกลมชื่อถิงถิง จำได้ดีว่าเจ้าตัวเล็กบอกว่าเธอจะหลับไปเพียงฝันหนึ่งตื่นเท่านั้น แต่ฝันหนึ่งตื่นของรั่วซียาวหนาวเกือบสองอาทิตย์ และรั่วซีได้รู้ว่าถิงถิงก็ต้องรอเวลานานเกือบสองปี เพื่อที่จะได้ทำการแลกเปลี่ยนในข้อสุดท้ายด้วยเช่นกันไม่คิดว่าตัวเองจะทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างต้องกังวลมากขนาดนี้ ถึงแม้จะรู้สึกดีใจที่พี่สาวพี่ชาย พ่อและแม่ที่แม้จะแยกกันอยู่ยังมาเยี่ยมเธอตลอด รับรู้ได้ว่าพวกเขารักและห่วงใย"ขอบคุณคุณซ่งที่มาเยี่ยมนะคะ" รั่วซีมองคนที่มาเยี่ยม เธอนับถือเขาเสมอ ไม่ว่าจะชีวิตที่แล้วหรือชีวิตนี้ เขาก็คือผู้มีพระคุณสำหรับเธอและครอบครัว"ครับ ขอให้หายไว ๆ ผมคงต้องกลับก่อน" ตงหยางบอกก่อนที่จะหันไปมองคนสนิทและยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ จากนั้นจึงก้าวออกจากห้องไปทันที"ทำ







