LOGIN“เสี่ยวเหนียงข้ากับท่านแม่จะไปร้านขายผ้าเจ้าก็ไปด้วยกันเถอะ ร้านนั่นอยู่ปากทางเข้าตลาดพอดี” จางฟางหันมามองเยี่ยหลัน
เยี่ยหลันก็พยักหน้าตอบพร้อมกับดึงผ้าคลุมหัวขึ้นเพื่อบดบังใบหน้า จากนั้นก็เดินตามสองแม่ลูกสกุลจางไป
เดินออกมาไม่ไกลก็เริ่มเข้าสู่เขตที่มีคนมากขึ้น ถนนก็กว้างขึ้นมากกว่าทางเกวียนที่พวกนางผ่านมาเสียอีก เสียงผู้คนร้องเรียกลูกค้าดังไปทั่วถนน บ้างก็กำลังคุยกันอย่างออกรส ช่างแตกต่างกับหมู่บ้านที่นางเพิ่งจะออกมาราวกับคนละโลกกัน
เยี่ยหลันมองหาโรงจำนำหรือไม่ก็ร้านเครื่องประดับไปตลอดทาง จนกระทั้งผ่านหน้าศาลยุติธรรมที่มีสิงโตตัวใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้าดูน่าเกรงขาม ก็ได้พบกับโรงรับจำนำที่ตั้งถัดออกไปไม่ไกลนางจึงจดจำเอาไว้
“ถึงแล้วร้านผ้านี้ราคาถูกมากแถมเถ้าแก่ก็ใจดีแถมเศษผ้าให้ทุกครั้ง เสี่ยวเหนียงจะเข้าไปดูหรือไม่” จางฟางยังเป็นคนที่เอ่ยถามออกมาก่อน
“จริงสิเสี่ยวเหนียงอีกหน่อยต้องใช้ผ้าฝ้ายสำหรับเด็กด้วย เข้าไปดูด้วยกันเลยสิ” ครั้งนี้นางจางซื่อเองก็เอ่ยปากเช่นกัน
เยี่ยหลันเกรงว่าจะเสียเวลาจึงส่ายหน้าเล็กน้อยและชี้ไปที่ตลาด
“ไปเดินตลาดก่อนก็ได้เดี๋ยวพวกข้าก็จะไปเช่นกันไว้เจอกันที่นั่นก็ได้”
“อื้อๆ” เยี่ยหลันส่งเสียงในลำคอ
จากนั้นก็ดันตัวของจางฟางให้เข้าไป ส่วนนางเดินออกมาทางตลาดที่ชี้ไปก่อนหน้านี้ มองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่เห็นคนที่นั่งเกวียนมาพร้อมกันแล้วนางก็เดินย้อนกลับไปที่โรงจำนำ
โรงจำนำแห่งนี้เป็นอาคารสองชั้นมีป้ายด้านหน้าว่า ‘ฟู่ชาง’ ที่มีความหมายแสนเลิศเลอว่าความมั่งคั่งรุ่งเรือง
และมีป้ายเล็กกว่าเขียนเอาไว้ว่า ‘ฝาก-ไถ่ถอนได้ทั่วแคว้น’
ที่ด้านนอกไม่มีคนเฝ้าแม้แต่คนเดียว มองเข้าไปก็เห็นชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบไม่เกินยี่สิบห้าปี หน้าตาไม่ชัดเจนนั่งอยู่ที่หลังโต๊ะตัวยาว และมีชายรูปร่างสูงใหญ่อีกสองคนอยู่ด้านหน้าโต๊ะดูเหมือนจะเป็นผู้คุ้มกัน
นางมองประเมินอยู่ชั่วครู่ก็กระชับผ้าคลุมหัวเดินข้ามถนนเข้าไปด้านใน เดินมาถึงหน้าโต๊ะตัวยาวที่มีความสูงถึงระดับอก ยืนนิ่งอยู่นานก็ไม่เห็นว่าชายหนุ่มจะทักทายหรือไต่ถาม เยี่ยหลันมองเขากำลังตั้งใจเขียนอะไรบางอย่างอยู่
‘ผิวขาวไร้หนวดเครา จมูกสวย ดูแล้วนับว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งเลยนะ หากได้เป็นนักแสดงก็คงได้ประกบพระเอกไม่ก็เป็นพระรองได้เลย’
ระหว่างที่วิเคราะห์หน้าตาอยู่ในใจก็มีเสียงจากชายที่ยืนข้างๆ ว่า
“แม่นางมาถึงร้านฟู่ซางมีอะไรให้พวกเรารับใช้หรือไม่”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดีนักไม่เหมือนกับคนดูแลโรงรับจำนำทั่วไป ที่มักจะพูดจาด้วยน้ำเสียงเคารพนบนอบ
เสียงของชายคนนั้นทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังโต๊ะเงยหน้าขึ้นมามองเยี่ยหลัน
“ขออภัย ขออภัย แม่นางท่านต้องการอะไรหรือ” ชายคนนั้นมีรอยยิ้มประดับใบหน้าแต่เมื่อมองดูดีๆ แล้วมีเพียงปากเท่านั้นที่ยิ้มแต่สายตานั้นกลับเรียบเฉย
เยี่ยหลันไม่ได้สนใจสีหน้าท่าทางของพวกเขานางล้วงมือหยิบเอาไข่มุกหนึ่งเม็ดออกมาวางไว้ตรงหน้าชายผู้นั้น “เถ้าแก่ช่วยดูให้หน่อยว่ารับซื้อสิ่งนี้หรือไม่”
‘เอาล่ะมาดูกันว่าไข่มุกเม็ดเท่าตาแมวนี่ ...ในยุคนี้จะมีค่าแค่ไหนกัน’
เมื่อไข่มุกสีอมชมพูเม็ดขนาดเท่าตาแมวส่องประกายแวววาวถูกวางลงตรงหน้า ชายที่ถูกเรียกว่าเถ้าแก่ก็เบิกตาโตและหยิบมันขึ้นมาส่องกับแสงทันที เขามองแล้วมองอีกทั้งยังเรียกให้ชายอีกสองคนเข้ามาดูใกล้ๆ อีกด้วย
เยี่ยหลันมองพฤติกรรมของคนทั้งสามตาไม่กระพริบ ด้วยเกรงว่าพวกเขาจะแอบเล่นเล่ห์สับเปลี่ยนไข่มุกของนาง แต่ที่แน่ๆ ไข่มุกนี่ต้องเป็นของดีจริงๆ
“อะแฮ่ม ! ตกลงว่าท่านรับซื้อหรือไม่”
“รับๆ รับแน่นอนแม่นางนี่เป็นของดีเลยล่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีท่านบอกราคามาเถิด”
เถ้าแก่แอบมองประเมินหน้าตาและเสื้อผ้าของเยี่ยหลันและยกมือขึ้นกางห้านิ้วออกบอกว่า
“ห้าสิบตำลึง ... ทั้งสองเม็ดนี้ข้าให้ราคาได้แค่ห้าสิบเท่านั้น”
สีหน้าท่าทางของเขาพยายามปั้นหน้าให้ดูมีอำนาจเหนือนาง แต่เยี่ยหลันเป็นถึงผู้บริหารใหญ่ สู้รบปรบมือกับตาเฒ่าเจ้าเล่ห์มานักต่อนัก มีหรือที่นางจะมองไม่ออก
เยี่ยหลันขมวดคิ้วพลางนึกย้อนไปในความทรงจำเรื่องมูลค่าเงินของที่นี่ เท่าที่นางจำได้คือแต่ละเดือนเซียงเยว่ซินจะได้รับเดือนละสิบตำลึง แต่เคยได้ยินสาวใช้พูดว่าเจ้านายคนอื่นๆ ได้มากกว่านี้ สิบตำลึงซื้อแป้งประทินผิวตลับเดียวก็หมดแล้ว
‘ความรู้สึกของเซียงเยว่ซินบอกว่าสิบตำลึงนั้นเยอะมากแล้ว แต่สาวใช้บอกได้แค่แป้งตลับเดียว ถ้าอย่างนั้นไข่มุกที่ทำให้คนตาลุกวาวขนาดนี้ก็ไม่น่าจะมีราคาแค่ห้าสิบตำลึงสิ ไอ้หนุ่มหน้าขาวนี่ตั้งใจจะกดราคากันสินะ’
เถ้าแก่หนุ่มเห็นนางขมวดคิ้วแน่นมองไข่มุกตาไม่กระพริบก็ให้ใจกระตุกวูบ เขาไม่น่าเห็นว่าเสื้อผ้านางเก่าโทรมแบบที่สาวใช้ขั้นต่ำสุดที่บ้านเขายังดีกว่าหลายเท่า แล้วกดราคานางมากขนาดนั้นเลย
“เถ้าแก่ไข่มุกนี้ข้าไม่ขายแล้ว” เยี่ยหลันคิดได้ดังนั้นนางจึงคว้าเอาไข่มุกเม็ดนั้นมากำไว้แน่น และยังพูดต่ออีกว่า “ไข่มุกนี้มารดาผู้ล่วงลับบอกว่ามันมีค่าควรเมือง แม้สนมในวังยังมีกันแค่คนละเม็ดเท่านั้น เห็นทีข้าคงโดนมารดาหลอกแล้ว ขอบคุณเถ้าแก่ที่ให้ความกระจ่าง” นางส่งยิ้มแล้วหันหลังก้าวเดินออกไป
เถ้าแก่หนุ่มเดินออกมาจากด้านหลังโต๊ะอย่างรวดเร็วและก้าวมาขวางหน้านางเอาไว้
“เดี๋ยวๆ แม่นางหากท่านไม่ขายที่นี่ก็ไม่มีร้านไหนรับซื้อแล้วทั้งตำบลนี้มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่สามารถจ่ายให้ท่านได้ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าขึ้นราคาให้ท่านเป็นหนึ่งพันตำลึงเลย”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะข้าไปที่อำเภอก็ได้หรือตำบลอื่นก็ได้ ข้าไม่ได้ต้องการเงินเร่งด่วนถึงเพียงนั้น เถ้าแก่ท่านนี้โปรดหลีกทางด้วย”
เยี่ยหลันมองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก จริงๆ แล้วนางโมโหมากจากห้าสิบกลายเป็นหนึ่งพัน หากนางตกลงก็เป็นคนโง่แล้ว ‘หน้าตาก็ดีไม่น่าเป็นคนเลว’
นางพยายามเดินเบี่ยงซ้ายขวาอยู่หลายครั้งก็ยังไม่พ้นเขา เยี่ยหลันเริ่มหมดความอดทนจึงกัดฟันพูด “หากท่านยังไม่เลิกขวางทางข้า ข้าจะร้องให้คนช่วย ข้าจะป่าวประกาศให้ชาวบ้านชาวเมืองรู้ว่าพวกท่านหากินทุจริต กดราคาจนเกินควร หลีกทาง !”
“แม่นางช้าก่อนๆ พวกเรามาคุยกันใหม่เรื่องก่อนหน้านี้ ... ข้า คือข้าหลี่เหวินจวิ้นเป็นผู้ดูแลที่นี่ก่อนหน้านี้ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น”
“ล้อเล่น ? เถ้าแก่หลี่ข้าว่าท่านกลับไปนั่งเล่นที่บ้านท่านจะดีกว่า แล้วหาคนใหม่ที่ค้าขายเป็นมาดูแลที่นี่เถอะ เพราะแม้แต่คำว่าขอโทษท่านยังพูดไม่เป็น ท่านก็ไม่เหมาะจะทำงานบริการแล้ว หากเป็นเช่นนี้คงต้องเตรียมปิดสาขาที่นี่ไปเสียดีกว่า”
“บังอาจนัก” ชายสองคนที่ก่อนหน้านี้เพียงเฝ้ามองห่างๆ กลับเดินมาใกล้นางและตวาดเสียงเข้ม
“ถอยไปๆ” หลี่เหวินจวิ้นชักสีหน้าแล้วไล่ทั้งสองให้ห่างออกไป จากนั้นก็หันมามองเยี่ยหลันอย่างจริงจัง “แม่นางข้าขอพูดแบบไม่อ้อมค้อมเลยนะ ไข่มุกมีค่าควรเมืองเช่นนี้ราคาอย่างต่ำก็เม็ดละหนึ่งพันตำลึงอาจจะมากกว่านี้อีกเล็กน้อย แต่อย่างไรข้าก็เป็นพ่อค้าต้องการกำไร ดังนั้นจึงขอเสนอแม่นางว่าไข่มุกเม็ดนี้ได้ราคาหนึ่งพันตำลึง”
“เหอะ ! พูดขอโทษไม่เป็นจริงๆ ด้วย” เยี่ยหลันพูดออกมาอย่างไม่พอใจ
แต่ก็ต้องรีบปล่อยวางเพราะตอนนี้นางต้องการเงินสักก้อนแล้วหาเช่ารถม้าหนีให้ไกลจากที่นี่โดยไว หลังจากสูดหายใจเข้าออกจนสงบลงแล้วนางยกนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
“หนึ่งพันสองร้อยตำลึงห้ามต่อรอง หากน้อยกว่านี้ก็ได้โปรดหลีกทางไป ... ข้ายังมีธุระ”
นางรอให้หลี่เหวินจวิ้นคิดอย่างใจเย็นทั้งสองยืนประจันหน้ากันไม่มีใครยอมถอย
“เฮ้อ…ข้าแพ้แล้วหนึ่งพันสองร้อยตำลึงก็ได้ ท่านตามข้ามาทำสัญญาซื้อขายทางนี้ เชิญ” หลี่เหวินจวิ้นถอนหายใจแล้วเดินกลับไปด้านหลังโต๊ะตัวเดิม หยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น เขียนจำนวนเงินลงไปแล้วเงยหน้ามาถามนางว่า “แม่นางท่านมีนามว่าอะไร”
“สำคัญด้วยหรือ” เยี่ยหลันถาม
“ไม่สำคัญเท่าไหร่เพียงข้าต้องมีหลักฐานว่าซื้อสิ่งนี้มาจากท่านจริงๆ”
“เยี่ยหลัน”
สิ้นเสียงของนางเขาก็ก้มหน้าลงขีดเขียนอีกครั้ง แล้วยื่นกลับมาให้นางประทับรอยนิ้วมือลงชื่อ
จากนั้นก็เดินไปยังประตูด้านหลังมีเสียงคลี่กระดาษและเปิดปิดลิ้นชักไม้ที่เยี่ยหลันได้ยินอย่างชัดเจน ไม่นานเขาก็ออกมาพร้อมกับกระดาษปึกหนึ่งและถุงผ้าในมือ
“แม่นางนี่เป็นเงินทั้งหมดข้าแบ่งเป็นตั๋วแลกเงินใบละห้าร้อยตำลึงหนึ่งใบ หนึ่งร้อยตำลึงอีกหกใบ ส่วนนี้เป็นเงินตำลึงและอีแปะให้ท่านหยิบใช้โดยง่ายอีกหนึ่งร้อยตำลึง” เขาผลักเงินทั้งหมดมาให้นาง
“เถ้าแก่หลี่ช่างรอบคอบนัก ขอให้การค้าของท่านเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปอีกนะเจ้าคะ” พูดจบเยี่ยหลันเก็บทุกอย่างใส่แขนเสื้อโดยไม่นับเงินในถุงผ้าหันหลังเดินออกไปทันที
หลังจากที่นางออกไปแล้วหนึ่งในคนงานก็พูดขึ้นว่า “คุณชายรองท่านไม่น่ายอมให้นางเลยขอรับ ไข่มุกนั้นมีค่ามากก็จริงแต่ก็ไม่น่าจะเกินหนึ่งพันสองร้อยตำลึง แล้วดูท่าทางนางสิเมื่อครู่ยังด่าท่านอยู่เลย พอได้เงินกลับยิ้มแย้มทั้งยังอวยพรท่านอีก”
“หาหีบเก็บให้ดีไม่แน่ว่าวันข้างหน้าต้องใช้มัน” หลี่เหวินจวิ้นเมินเฉยต่อท่าทีของหลี่ห่าวบ่าวรับใช้คนสนิท แต่ยื่นไข่มุกให้หลี่ข่วงที่เงียบรออยู่ข้างๆ แทน
ทางด้านของเยี่ยหลันหลังจากออกมาจากโรงจำนำฟู่ซาง ก็รีบร้อนเดินไปทางศาลประจำตำบลเพื่อไปพบคนที่เฝ้าประตูอยู่
“พี่ชายขอถามอะไรสักเล็กน้อยเจ้าค่ะ คือข้าต้องการจ้างรถม้าเดินทางไปอำเภอท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าต้องไปที่ใด”
“เรื่องนี้ไม่ยากเจ้าเดินไปด้านหลังตลาดจะมีสมาคมค้าขายม้าอยู่ที่นั่น มีรถม้ารับจ้างอยู่ด้วย แม่นางเห็นตรอกนั้นหรือไม่เดินเข้าไปไม่ไกล หากได้กลิ่นเหม็นโชยมาก็แสดงว่ามาถูกที่แล้ว” ชายที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูตอบคำถามนางอย่างเป็นกันเอง
เห็นอย่างนั้นเยี่ยหลันจึงหยิบเงินอีแปะออกมาหนึ่งกำ น่าจะมีราวๆ สิบเหรียญได้ ส่งมอบให้เขา “ขอบคุณพี่ชาย นี่เอาไว้กินน้ำชานะเจ้าคะ” พูดจบนางก็หันหลังก้าวเดินไปต่ออย่างรวดเร็ว
“ปะ…ปา…” ตงเทียนพูดเสียงอ้อแอ้เสี่ยวหลิวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้าง “อาจารย์เจ้าคะ! เขาเรียกพ่อ!”ตงเทียนเกาะแขนแม่แล้วพยายามพูดอีกครั้ง “ปา…ปะ…”ตงจีรีบพูดตามอย่างไม่ยอมแพ้ “มะ…มา…”เสี่ยวหลิวหัวเราะทันที“ดูเหมือนพวกเขาจะแข่งกันพูดแล้วเจ้าค่ะ”ตงเทียนยังคงพยายามเรียกพ่อ“ปะ…ปา…”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “หากท่านพ่อของพวกเจ้าได้ยินคงดีใจมากแน่”ยังพูดไม่ทันขาดคำเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางระเบียงเสี่ยวหลิวหันไปมองก่อนจะยิ้ม “พูดถึงก็มาเลยเจ้าค่ะ”เปาหยวนเฟิงเดินเข้ามาในลาน ชุดแม่ทัพสีเข้มของเขายังมีฝุ่นจากสนามฝึกติดอยู่เล็กน้อย แต่ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า สีหน้าคมเข้มของเขาก็อ่อนลงทันที“ท่านพี่” เยี่ยหลันเรียกเบาๆตงเทียนที่ยืนอยู่ใกล้แม่ที่สุดหันไปมองชายร่างสูง จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วเล็กๆ ไปทางเปาหยวนเฟิง“ปะ!”ทั้งลานเงียบไปครู่หนึ่งเปาหยวนเฟิงชะงักอยู่กับที่ เหมือนแม่ทัพผู้เคยเผชิญสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนกลับไม่รู้จะตอบสนองอย่างไรตงเทียนดูเหมือนจะมั่นใจขึ้น เขาก้าวเดินสองสามก้าวไปทางบิดาแล้วพูดอีกครั้ง“ปะ…ปะ…”คราวนี้เปาหยวนเฟิงถึงกับหัวเราะออกมาเสียงต่ำ เขาก้าวเข้าไปอ
ห้องเงียบลงครู่หนึ่งเสี่ยวหลิวมองเขาด้วยความลังเล เพราะชื่อของหุบเขาหมื่นพิษในยุทธภพไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไว้ใจง่ายๆเยี่ยหลันจึงถามขึ้น “แล้วเหตุใดต้องเป็นที่นี่”ซ่งจิ่วมองตรงไปที่นาง “เพราะเจ้าที่นี่กำลังตั้งสำนักแพทย์ และเพราะเจ้าคือคนเดียวที่ถอนพิษเลือดดำของข้าได้”จากนั้นเขาก็พูดตรงๆ “ข้ารู้พิษมากกว่าหมอทั่วไปพิษหลายชนิดในยุทธภพไม่มีใครรู้วิธีแก้ หากข้าสอนที่นี่ศิษย์ของเจ้าจะรับมือกับมันได้”ซ่งจิ่วหยุดเล็กน้อยก่อนพูดประโยคสุดท้าย “ถือเสียว่าข้าชดใช้บาปที่เคยวางยาพิษเปาหยวนเฟิงก็แล้วกัน”เสี่ยวหลิวถึงกับอ้าปากค้างความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วครู่ เยี่ยหลันจ้องเขาอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย“ซ่งจิ่วเจ้ารู้หรือไม่ว่าหากคนรู้ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่สำนักข้าจะวุ่นวายแค่ไหน”ซ่งจิ่วตอบทันที “รู้ ... แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าคุมมันได้”เยี่ยหลันมองเขาอีกครู่หนึ่งก่อนจะพูดเรียบๆ “ได้”เสี่ยวหลิวสะดุ้ง “อาจารย์!”เยี่ยหลันยกมือห้ามจากนั้นจึงพูดต่อ “แต่มีเงื่อนไข”ซ่งจิ่วหรี่ตาเล็กน้อย “อะไร”“ที่นี่คือสำนักแพทย์ฉิน ไม่ใช่หุบเขาหมื่นพิษสิ่งที่เจ้าสอนต้องเป็นการรักษาคนไม่ใช
แต่เดิมทีสนมทั้งสองนางเคยคิดจะลงมือกับองค์ชายใหญ่ ช่วงที่เขาล้มป่วย ข่าวลือเรื่องพิษแพร่สะพัด วังหลวงเต็มไปด้วยความระแวง นั่นคือโอกาสที่เหมาะสมที่สุดเพียง ‘ซ้ำเติม’ อีกเล็กน้อย องค์ชายใหญ่ก็คงไม่มีวันลืมตาขึ้นมาได้อีกทว่า…ฮ่องเต้กลับแสดงออกชัดเจนว่าทรงให้ความสำคัญกับโอรสผู้นี้มากเพียงใด พระองค์เสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองหลายครั้ง ทรงเรียกหมอหลวงระดับสูงสุดเข้ามารักษา และยังมีรับสั่งให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สนมทั้งสองไม่กล้าเสี่ยงเพราะหากพลาดเพียงก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แค่การเสียความโปรดปรานแต่คือ…ความตายสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตระกูลของฮองเฮาถูกลดอำนาจ คนของนางในราชสำนักถูกโยกย้ายออกไปแทบหมด อำนาจที่เคยแผ่คลุมวังหลังเริ่มมีรอยร้าวและรอยร้าวนั้นคือโอกาสตำหนักฝั่งตะวันตกสนมเจียงลูบท้องของตนเองเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน“น้องซุนเจ้ายังคิดจะรออีกหรือ องค์ชายใหญ่ฟื้นแล้ว ฮ่องเต้ก็ยิ่งโปรดปรานเขา หากปล่อยไว้…พวกเราจะไม่มีวันได้โอกาสอีก”สนมเจียงนางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มรอยยิ้มนั้น…แฝงด้วยความดูแคลนเอาไว้ในแววตา นางลูบท
เปาหยวนเฟิงโน้มตัวลงจุมพิตนางอย่างไม่อาจหักห้าม ริมฝีปากของเขาร้อนและหนักแน่น ราวกับคำสัตย์ที่เพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่เยี่ยหลันสะดุ้งเล็กน้อยในตอนแรก แต่ไม่นานนางก็ยกมือขึ้นจับแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ลมหายใจของทั้งสองค่อยๆ ประสานกันเปาหยวนเฟิงค่อยๆ ผละออกเล็กน้อยสายตาคมของเขามองนางลึกลงไป “หลันเอ๋อร์…”เยี่ยหลันยิ้มบางแก้มของนางแดงระเรื่อจากความใกล้ชิด“ท่านพี่…ไม่ไปดื่มกับแขกแล้วหรือเจ้าคะ”เปาหยวนเฟิงหัวเราะเบาๆ “คืนนี้ต่อให้ฝ่าบาทเรียกข้าก็ไม่ไป”คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้เยี่ยหลันอดหัวเราะไม่ได้ แต่เสียงหัวเราะนั้นค่อยๆ เงียบลงเมื่อเขาเอื้อมมือมาลูบผมของนางอย่างแผ่วเบา เขาค่อยๆ ถอดปิ่นทองออกจากมวยผมของนาง เส้นผมยาวดำสลวยจึงคลี่ลงมาบนบ่าขาวเปาหยวนเฟิงอุ้มนางขึ้นอย่างง่ายดาย ก้าวเท้ายาวเพียงก้าวเดียวก็มาถึงเตียงที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าแพร ดอกไม้สีแดงอันเป็นมงคลหลังม่านแพรสีชาด แสงไฟสลัวอาบไล้ไปทั่วห้องหอ กลิ่นสุรามงคลและกำยานหอมอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศเปาหยวนเฟิงประคองเยี่ยหลันอย่างทะนุถนอม เพราะสำหรับเขาแล้วนางเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาไม่กล้าใช้แรงมากเกินไป มือใหญ่ของเขารองรับแผ่นหลังของนางไ
ขบวนเจ้าสาวออกจากจวนฉินตั้งแต่สายแต่กว่าจะเดินทางถึงจวนแม่ทัพเปา กลับใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคาดคิด สาเหตุไม่ใช่เพราะระยะทางไกล แต่เพราะขบวนสินสอดที่ยาวเหยียดหีบแดงถูกหามต่อกันเป็นแถว ทหารและบ่าวรับใช้เดินเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ผ้าแพรแดงที่คลุมหีบสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ผู้คนสองข้างทางพากันมุงดูอย่างตื่นเต้น บางคนถึงกับนั่งลงริมถนนแล้วเริ่มนับหีบสินสอดทีละใบเสียงคุยกันดังเป็นระยะ“สิบห้า…สิบหก…สิบเจ็ด…”“ยังไม่หมดอีกหรือ”“นี่มันขบวนสินสอดหรือกองทัพกันแน่”ในที่สุดชายชราคนหนึ่งที่นั่งนับมาตลอดก็พูดขึ้นอย่างตกตะลึง“หนึ่งร้อย…เจ็ด…หนึ่งร้อยแปด!”เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที“หนึ่งร้อยแปดหีบ!”เสียงซุบซิบยังไม่ทันเงียบขบวนเกี้ยวเจ้าสาวก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพประตูใหญ่ถูกเปิดกว้าง โคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายตามกำแพง ผ้าแพรแดงปูยาวไปถึงลานพิธีด้านในทันทีที่เกี้ยวหยุดลงเปาหยวนเฟิงก็กระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาเดินตรงไปที่เกี้ยวโดยไม่รอให้ใครนำทางมือใหญ่เปิดม่านเกี้ยวออก ก่อนจะยื่นมือเข้าไปหาเจ้าสาว แต่คราวนี้เขาไม่ได้เพียงช่วยพยุง เขาอุ้มเยี่ยหลันขึ้นมาด้วยตนเองเสียงอุทานดังขึ
เช้าวันพิธีมงคลของแม่ทัพใหญ่กับฮูหยิน เมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง แต่สถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดไม่ได้มีเพียงจวนแม่ทัพ ยังมีจวนเก่าตระกูลฉินที่เพิ่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ไม่นานวันนี้เยี่ยหลันไม่ได้แต่งตัวที่จวนแม่ทัพ นางกลับมายังจวนตระกูลฉินเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว เพราะตั้งแต่วินาทีที่ฮ่องเต้คืนบรรดาศักดิ์ให้ตระกูลฉิน นางก็ไม่ใช่เพียงฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลฉินเพียงคนเดียว การแต่งงานครั้งนี้จึงต้องให้เจ้าบ่าวยกขบวนมารับเจ้าสาวจากจวนฉินอย่างถูกต้องตามประเพณีภายในเรือนหลักผ้าแพรแดงถูกแขวนเรียงราย โคมแดงสว่างไสวไปทั่วลาน สาวใช้และแม่นมเดินขวักไขว่เตรียมงานกันตั้งแต่เช้ามืดเยี่ยหลันนั่งอยู่หน้ากระจกทองแดงชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มปักลายหงส์ทองวางอยู่บนตัวนางช่างสง่างามยิ่ง ผมยาวถูกเกล้าอย่างประณีต มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกและหยกถูกวางลงบนศีรษะอย่างระมัดระวังเสี่ยวหลิวยืนอยู่ข้างๆ มองภาพนั้นตาเป็นประกาย“อาจารย์เจ้าคะ วันนี้ท่านงดงามจนข้าแทบจำไม่ได้แล้ว”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “พูดเกินไปแล้ว”“ไม่เกินเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวหลิวรีบพูด “ข้







