LOGINเยี่ยหลันมองไปรอบๆ ตัวไม่เห็นใครเลยสักคน นางจึงตัดสินใจเดินเข้าไปยังห้องที่ใช้นอนพัก แม้จะไม่มีเงินเลยสักก้อนก็ยังมีเสื้อผ้าชุดเก่า มีถุงหอมบรรจุเศษทองเม็ดเล็กๆ ที่ใช้แจกบ่าวไพร่ในเรือนอยู่สิบเม็ด
และที่น่าจะมีราคาที่สุดคงจะเป็นไข่มุกสีชมพูขนาดเท่าปลายนิ้วกลางสองเม็ด ถ้าจำไม่ผิดไข่มุกนี้มารดาของเซียงเยว่ซินให้เอาไว้ตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ติดกายมาตอนเซียงเยว่ซินถูกถ่วงน้ำนั่นเอง
โชคดีที่ตอนนั้นเซียงเยว่ซินเป็นคนหวงสมบัติที่มีอยู่น้อยนิด จึงยัดถุงหอมใส่ไว้ด้านในสุดของเสื้อจึงไม่ได้ถูกยึดเอาไป ครั้งนี้นางคงต้องขอยืมใช้สมบัตินี้เพื่อหนีเอาตัวรอดจากที่นี่ก่อน
‘ในที่สุดก็มีทางหนีแล้ว ฮ่าๆ’
นางนอนลงบนเตียงหัวเราะอย่างเงียบงัน นางเลือกเอาเฉพาะถุงหอมขนาดเล็กติดตัวไป ส่วนเสื้อผ้าตัวเดิมคงจะทิ้งไว้ที่นี่หากเอาไปด้วยคงน่าสงสัยเกินไป
เมื่อปัญหาหนักใจเริ่มมีทางออกความคิดอ่านก็เริ่มแจ่มชัดขึ้น นอกจากแผนการหนีก็ต้องป้องกันการถูกขัดขวางด้วย
คิดได้ก็ลุกขึ้นเพื่อเริ่มเตรียมมื้อเย็นให้แก่ยายโจวสักหน่อย แน่นอนว่าอาหารมื้อนี้จะต้องทำให้นางหลับสนิทสุดๆ ไม่รับรู้ตอนที่นางออกจากบ้านไปพร้อมกับจางฟาง นางจะได้ออกจากหมู่บ้านนี้อย่างราบรื่น
เรื่องสมุนไพรที่ทำให้นอนหลับสบายนางแทบจะหลับตาหยิบก็ยังได้ แต่เพื่อไม่ให้ยายโจวได้กลิ่นยามากเกินไปนางจึงเลือกมาไม่กี่ชนิดที่ไม่มีกลิ่นและรสชาติ จากนั้นจึงลงมือตุ๋นสมุนไพรรวมกับกระดูกและเนื้อสามชั้นของหมูป่าที่พวกทหารมั่วซานล่ามาให้เมื่อสองวันก่อน ขั้นตอนสุดท้ายก็หั่นเห็ดซงสวินเป็นชิ้นบางๆ เห็ดชนิดนี้มีกลิ่น และมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายผ่อนคลายขั้นสูงใส่ลงไป
เยี่ยหลันตั้งใจตุ๋นให้นานกว่าปกติเพื่อให้รสชาติของเนื้อหมูและกลิ่นเห็ดช่วยกลบกลิ่นยาสมุนไพร
“หอมจริงๆ เสี่ยวเหนียงวันนี้เจ้าทำอะไรหรือ” เสียงของยายโจวดังขึ้นที่หน้าประตู
เยี่ยหลันตกใจรีบโยนเศษสมุนไพรที่เหลือใส่เตาไฟไป นางหันไปสบตาและส่งยิ้มให้ยายโจวทันทีเพื่อกลบเกลือน เปิดฝาหม้อที่มีน้ำแกงสีเข้มให้ยายโจวดู
“อืม ... วันนี้ตุ๋นเนื้อนี่เองฝีมือของเสี่ยวเหนียงดีขึ้นอีกแล้ว ข้าได้กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นเลยทีเดียว น่าเสียดายที่นายท่านกลับไปแล้วไม่อย่างนั้นคงได้กินฝีมือเจ้า”
ยายโจวพูดอย่างอาลัยอาวรอยู่บ้าง จากนั้นก็หันหลังเดินออกไปแต่ก่อนจะออกไปพ้นประตูห้องครัว ยายโจวแอบชำเลืองมองที่ท้องของเยี่ยหลันอยู่ชั่วอึดใจแล้วก็เดินออกไป
เยี่ยหลันเห็นนางออกไปไกลแล้วก็พรั่งพรูลมหายใจออกมา ยกมือขึ้นตบที่หน้าอกตัวเองเบาๆ พลางคิดในใจว่า
‘ปกติเสียงฝีเท้าที่เดินมาจากหน้าบ้านต้องได้ยิน แต่นี่ข้ากลับใจลอยจนยายโจวมาถึงประตูก็ยังไม่รู้ตัว เห็นทีว่าต้องมีสติมากขึ้นกว่านี้’
แต่สิ่งที่เยี่ยหลันไม่รู้ตัวว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนไปทีละน้อยๆ เพราะทารกในท้องของนางกำลังเติบโตเร่งสร้างเนื้อหนังมังสา หนุ่มน้อยหรือแม่นางน้อยที่ยังไม่ทราบเพศในตอนนี้เพราะกำลังมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่ากำปั้นของผู้เป็นมารดา
ก้อนเนื้อน้อยๆ นี่เองที่ดึงเอาพลังงานทั้งหมดไปเลี้ยงดูตัวเอง ทำให้ความสามารถพิเศษทั้งการฟังที่ดีเยี่ยม การมองเห็นที่คมชัดของเยี่ยหลันค่อยๆ ถดถอยลง
ยิ่งในอนาคตท้องของนางเติบโตขึ้นความสามารถพิเศษนี้ก็จะยิ่งลดลง แต่หลังคลอดจะกลับมาหรือไม่นั้น คงต้องรอดูแล้วว่าสวรรค์จะเมตตานางขนาดไหน
ระหว่างที่กำลังนั่งกินข้าวเย็นกับยายโจวอยู่นั้นสายฝนก็ยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ปกติตอนกินอาหารยายโจวจะไม่พูดอยู่แล้ว ยิ่งเยี่ยหลันไม่สามารถพูดได้ยิ่งเงียบกว่าปกติ แต่วันนี้ยายโจวกลับแปลกไปหลังจากกินข้าวไปไม่กี่คำนางก็พูดขึ้น
“เสี่ยวเหนียงอยู่ที่ห้องเล็กๆ น่าจะไม่สบายเท่าไหร่ ก่อนจากไปนายท่านอนุญาตให้เจ้าเข้าไปอาศัยอยู่ที่เรือนใหญ่ได้ ยายว่าก็ดีเหมือนกันที่นั่นมีห้องใหญ่และมีของใช้ครบครันอีกหน่อยท้องเจ้าใหญ่ขึ้นอีกจะได้ไม่ลำบาก”
เยี่ยหลันที่กำลังกินข้าวพร้อมยอดผักป่าผัดไข่อยู่ ก็ต้องลดตะเกียบลงและวางถ้วยข้าวบนโต๊ะ “ อื้อๆ” นางขมวดคิ้วและส่ายหัวเบาๆ โปกมือไปมาเพื่อเป็นการปฏิเสธ
“ไม่ต้องปฏิเสธเอาเป็นว่าพรุ่งนี้พวกเราค่อยไปปัดกวาดแล้วย้ายไปกันเลย ตอนนี้เป็นฤดูฝนฝนตกหนักทุกวันอากาศชื้นไม่ดีต่อตัวเจ้าและลูกในท้อง ... เชื่อฟังยายเถิด”
พูดจบยายโจวก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่เปิดโอกาสให้นางได้ปฏิเสธอีก สุดท้ายเยี่ยหลันจึงยกถ้วยข้าวขึ้นมากินอีกครั้ง พลางเหลือบมองยายโจวคีบหมูขึ้นมากิน ทั้งยังยกน้ำแกงดื่มไปอีกหลายคำก็อดที่จะยิ้มมุมปากไม่ได้
‘พรุ่งนี้ก็จะจากไปแล้วอย่าเถียงกับยายเลยดีกว่า’
คืนนี้เยี่ยหลันนอนไม่หลับนักเพราะกลัวว่านางจะหลับลึกจนออกเดินทางพร้อมจางฟางไม่ทัน สุดท้ายนางก็ทนความง่วงไม่ไหวต้องหลับตาลง อาจจะเพราะความตื่นตัวหรือความตึงเครียดที่ปลุกให้นางตื่นตอนก่อนฟ้าสางพอดี
หลังจากหยิบเอาถุงหอมที่เตรียมไว้พกติดตัวเป็นอย่างดี ก็เดินไปล้างหน้าเก็บรวบผมอย่างง่ายๆ สุดท้ายจึงนำผ้าคลุมปิดใบหน้ากับตะกร้าสะพายหลังติดตัวเดินออกไปยังประตูรั้ว ตอนเดินผ่านห้องนอนของยายโจวก็อดที่จะมองไม่ได้ เมื่อได้เห็นว่าด้านในยังมืดสนิทและยังได้ยินเสียงกรนเบาๆ ก็โล่งใจ
ตอนที่นางกำลังหันหลังปิดรั้วบ้านให้ดีนั้น จางฟางก็เดินมาถึงจุดที่นางยืนอยู่พอดิบพอดี จางฟางไม่ได้มาคนเดียวยังมีจางซื่อมารดาของนางตามมาอีกด้วย
“โชคดีที่เช้านี้ฝนหยุดตกไปแล้วไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่ได้ออกไปแน่ๆ” จางฟางบ่นออกมาทันทีที่เห็นเยี่ยหลัน
“เจ้านี่พูดมากเสียจริงไปกันเถอะเดี๋ยวจะไม่ได้ที่นั่งดีๆ” นางจางซื่อออกเดินนำหน้าไปท่ามกลางแสงสลัวลางจากดวงจันทร์ โดยมีจางฟางและเยี่ยหลันเดินตามไปติดๆ
ทางเดินลงจากเนินเขาไม่ลำบากมากนัก ใช้เวลาราวหนึ่งเค่อก็มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ที่นั่นมีเกวียนวัวรออยู่แล้วและยังมีหญิงชาวบ้านอีกสองคนรออยู่ด้วย พวกของจางฟางเข้าไปทักทายตามประสาคนรู้จัก ส่วนเยี่ยหลันก็เพียงพยักหน้าให้ทุกคนเท่านั้น พวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่านางเป็นใบ้จึงไม่มีใครคิดจะเข้ามาพูดคุยด้วย
“ไปๆ ได้เวลาแล้วพวกเจ้าหาที่นั่งกันให้ดี” ต้าหลิวเป็นเจ้าของเกวียนเขาขึ้นนั่งด้านหน้าบนแผ่นไม้ที่ใช้บังคับเกวียนร้องเรียกให้ทุกคนขึ้นเกวียน
จางฟางเป็นคนที่เข้ากันได้กับทุกคน นางจัดแจงที่นั่งให้เยี่ยหลันเรียบร้อยก็นั่งลงข้างๆ กัน
“ทุกๆ ครึ่งเดือนท่านลุงต้าหลิวจะขับเกวียนออกไปหาซื้อของ หากพวกเราไม่ต้องการเดินทางเองก็บอกกับลุงต้าหลิวได้ เพียงแต่ฝากเงินให้ท่านลุงไปเท่านั้น …” จางฟางเริ่มทำหน้าที่มัคคุเทศก์บรรยายไปตลอดทาง
เยี่ยหลันมองย้อนกลับไปยังทางเข้าหมู่บ้าน ยิ่งเกวียนออกห่างไปเท่าไหร่ก็เหมือนกับหมู่บ้านนั้นล่องหนหายไปอย่างนั้น เมื่อมองดีๆ ก็พบว่าทางเข้าหมู่บ้านมีกองหินและต้นไม้ที่ถูกปลูกอย่างมีแบบแผน คิดว่าคงเป็นวิชาค่ายกลบังตาของคนในสมัยนี้
มิน่าเล่าถึงได้รวมเอาคนที่เดือดร้อนและไม่มีใครต้องการให้อยู่รอดปลอดภัยได้
‘นี่เป็นฝีมือของแม่ทัพคนนั้นน่ะหรือ อืม เป็นคนเก่งใช้ได้เลยนะ’
เกวียนวัวไม่รวดเร็วเหมือนรถม้าอีกทั้งยังโยกไปมาอีกด้วย หลังจากที่นั่งได้ไม่นานเยี่ยหลันก็รู้สึกวิงเวียนขึ้นมา นางพยายามมองออกไปด้านนอกก็เห็นแค่เพียงเงาของป่าทึบ มองท้องฟ้าก็ยังไม่สว่างมาก จึงตัดสินใจข่มตาหลับเพื่อหลบเลี่ยงอาการนี้ไปเสีย
ระหว่างทางนางก็หลับๆ ตื่นๆ จนรู้สึกว่าแสงแดดส่องหน้าจึงลืมตาตื่นขึ้น ตอนนี้สองข้างทางไม่ได้เป็นป่าเขาอีกแล้ว แต่เป็นทุ่งนาข้าวสีเขียวขจีสลับกับแปลงผัก มองท้องฟ้าคิดว่าน่าจะใกล้ถึงจุดหมายแล้ว
ซึ่งนางก็คิดไม่ผิดจริงๆ เพราะจางฟางที่นั่งข้างๆ ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเช่นกัน
“อีกเค่อเดียวก็ถึงทางเข้าตำบลแล้ว” พูดจบนางก็บิดขี้เกียจเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า “เกวียนจะจอดไว้ที่ทางเข้าตลาดจากนั้นพวกเราก็จะมีเวลาหนึ่งชั่วยาม หลังจากได้ยินเสียงเคาะโมงยามตอนยามเว่ย ต้องรีบกลับมาที่เกวียนทันทีหากช้ากว่านี้พวกเราจะกลับเข้าหมู่บ้านไม่ได้เพราะดึกเกินไป เจ้าก็ตามข้ามาแล้วกันจะได้ไม่หลงทางข้าจะได้ช่วยแบกของให้ด้วย”
เยี่ยหลันแอบถอนหายใจเบาๆ เด็กสาวคนนี้ช่างใจดีต่อนางเหลือเกิน แต่หลังจากนี้นางคงต้องทำร้ายความใจดีของจางฟางเสียแล้ว
ทางเข้าเขตศูนย์กลางของตำบลไม่มีอะไรมาก ไม่มีผู้คุมตรวจคนเข้าออกมีเพียงเสาไม้ลำต้นหนาตั้งไว้สองฟาก และประตูที่ดูเหมือนว่าจะเปิดออกตลอดเวลา เมื่อผ่านไปไม่ไกลก็จะเป็นจุดพักรถม้า เกวียนวัว ที่นั่นมีเพิงไม้เล็กๆ ของคนดูแลและร่มไม้ให้ผูกสัตว์
หากต้องการนำรถม้าหรือเกวียนเข้าไปด้านในก็ได้เช่นกัน แต่ต้องจ่ายเงินไม่กี่อีแปะเพื่อเป็นค่าเก็บมูลสัตว์ แน่นอนว่าคนรวยและขุนนางในท้องถิ่นไม่ต้องจ่ายทุกครั้งที่เข้าออก แต่พวกเขาจะจ่ายเป็นรายปีหรือเดือนไว้แล้ว ส่วนชาวบ้านทั่วไปหากไม่ต้องขนของหนักก็จะเลือกฝากไว้ที่ใกล้ประตูเพื่อประหยัดเงิน
ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นตำบลแต่ในยุคนี้พื้นที่กว้างขวางเทียบเป็นอำเภอหรือหลายอำเภอรวมกัน มีหมู่บ้านไม่ต่ำกว่าสามสิบหมู่บ้านอยู่ในการดูแลของผู้ตรวจการ ที่ศูนย์กลางแห่งนี้จึงมีทุกอย่างครบครัน
“เอาล่ะๆ หากเลยยามเว่ยไปแล้วข้าจะไม่รอ เพราะวันนี้ของที่ต้องนำกลับไปมีจำนวนมาก ขากลับเกวียนเดินได้ช้าหากใครมาไม่ทันข้าจะไม่รอ แต่หากพวกเจ้ามาไม่ทันจริงๆ คืนนี้ก็ให้นอนที่นี่พรุ่งนี้ข้าจะกลับมาอีกครั้งเพื่อส่งของป่าให้เหลาสุรา”
ต้าหลิวเอ่ยบอกกับทุกคนที่มาด้วยกัน จากนั้นก็โยนเงินอีแปะให้ชายที่ดูแลคอกวัว แล้วเดินออกไปทันที คนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นก็เดินออกไปเช่นกัน
“ปะ…ปา…” ตงเทียนพูดเสียงอ้อแอ้เสี่ยวหลิวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้าง “อาจารย์เจ้าคะ! เขาเรียกพ่อ!”ตงเทียนเกาะแขนแม่แล้วพยายามพูดอีกครั้ง “ปา…ปะ…”ตงจีรีบพูดตามอย่างไม่ยอมแพ้ “มะ…มา…”เสี่ยวหลิวหัวเราะทันที“ดูเหมือนพวกเขาจะแข่งกันพูดแล้วเจ้าค่ะ”ตงเทียนยังคงพยายามเรียกพ่อ“ปะ…ปา…”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “หากท่านพ่อของพวกเจ้าได้ยินคงดีใจมากแน่”ยังพูดไม่ทันขาดคำเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางระเบียงเสี่ยวหลิวหันไปมองก่อนจะยิ้ม “พูดถึงก็มาเลยเจ้าค่ะ”เปาหยวนเฟิงเดินเข้ามาในลาน ชุดแม่ทัพสีเข้มของเขายังมีฝุ่นจากสนามฝึกติดอยู่เล็กน้อย แต่ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า สีหน้าคมเข้มของเขาก็อ่อนลงทันที“ท่านพี่” เยี่ยหลันเรียกเบาๆตงเทียนที่ยืนอยู่ใกล้แม่ที่สุดหันไปมองชายร่างสูง จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วเล็กๆ ไปทางเปาหยวนเฟิง“ปะ!”ทั้งลานเงียบไปครู่หนึ่งเปาหยวนเฟิงชะงักอยู่กับที่ เหมือนแม่ทัพผู้เคยเผชิญสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนกลับไม่รู้จะตอบสนองอย่างไรตงเทียนดูเหมือนจะมั่นใจขึ้น เขาก้าวเดินสองสามก้าวไปทางบิดาแล้วพูดอีกครั้ง“ปะ…ปะ…”คราวนี้เปาหยวนเฟิงถึงกับหัวเราะออกมาเสียงต่ำ เขาก้าวเข้าไปอ
ห้องเงียบลงครู่หนึ่งเสี่ยวหลิวมองเขาด้วยความลังเล เพราะชื่อของหุบเขาหมื่นพิษในยุทธภพไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไว้ใจง่ายๆเยี่ยหลันจึงถามขึ้น “แล้วเหตุใดต้องเป็นที่นี่”ซ่งจิ่วมองตรงไปที่นาง “เพราะเจ้าที่นี่กำลังตั้งสำนักแพทย์ และเพราะเจ้าคือคนเดียวที่ถอนพิษเลือดดำของข้าได้”จากนั้นเขาก็พูดตรงๆ “ข้ารู้พิษมากกว่าหมอทั่วไปพิษหลายชนิดในยุทธภพไม่มีใครรู้วิธีแก้ หากข้าสอนที่นี่ศิษย์ของเจ้าจะรับมือกับมันได้”ซ่งจิ่วหยุดเล็กน้อยก่อนพูดประโยคสุดท้าย “ถือเสียว่าข้าชดใช้บาปที่เคยวางยาพิษเปาหยวนเฟิงก็แล้วกัน”เสี่ยวหลิวถึงกับอ้าปากค้างความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วครู่ เยี่ยหลันจ้องเขาอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย“ซ่งจิ่วเจ้ารู้หรือไม่ว่าหากคนรู้ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่สำนักข้าจะวุ่นวายแค่ไหน”ซ่งจิ่วตอบทันที “รู้ ... แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าคุมมันได้”เยี่ยหลันมองเขาอีกครู่หนึ่งก่อนจะพูดเรียบๆ “ได้”เสี่ยวหลิวสะดุ้ง “อาจารย์!”เยี่ยหลันยกมือห้ามจากนั้นจึงพูดต่อ “แต่มีเงื่อนไข”ซ่งจิ่วหรี่ตาเล็กน้อย “อะไร”“ที่นี่คือสำนักแพทย์ฉิน ไม่ใช่หุบเขาหมื่นพิษสิ่งที่เจ้าสอนต้องเป็นการรักษาคนไม่ใช
แต่เดิมทีสนมทั้งสองนางเคยคิดจะลงมือกับองค์ชายใหญ่ ช่วงที่เขาล้มป่วย ข่าวลือเรื่องพิษแพร่สะพัด วังหลวงเต็มไปด้วยความระแวง นั่นคือโอกาสที่เหมาะสมที่สุดเพียง ‘ซ้ำเติม’ อีกเล็กน้อย องค์ชายใหญ่ก็คงไม่มีวันลืมตาขึ้นมาได้อีกทว่า…ฮ่องเต้กลับแสดงออกชัดเจนว่าทรงให้ความสำคัญกับโอรสผู้นี้มากเพียงใด พระองค์เสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองหลายครั้ง ทรงเรียกหมอหลวงระดับสูงสุดเข้ามารักษา และยังมีรับสั่งให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สนมทั้งสองไม่กล้าเสี่ยงเพราะหากพลาดเพียงก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แค่การเสียความโปรดปรานแต่คือ…ความตายสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตระกูลของฮองเฮาถูกลดอำนาจ คนของนางในราชสำนักถูกโยกย้ายออกไปแทบหมด อำนาจที่เคยแผ่คลุมวังหลังเริ่มมีรอยร้าวและรอยร้าวนั้นคือโอกาสตำหนักฝั่งตะวันตกสนมเจียงลูบท้องของตนเองเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน“น้องซุนเจ้ายังคิดจะรออีกหรือ องค์ชายใหญ่ฟื้นแล้ว ฮ่องเต้ก็ยิ่งโปรดปรานเขา หากปล่อยไว้…พวกเราจะไม่มีวันได้โอกาสอีก”สนมเจียงนางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มรอยยิ้มนั้น…แฝงด้วยความดูแคลนเอาไว้ในแววตา นางลูบท
เปาหยวนเฟิงโน้มตัวลงจุมพิตนางอย่างไม่อาจหักห้าม ริมฝีปากของเขาร้อนและหนักแน่น ราวกับคำสัตย์ที่เพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่เยี่ยหลันสะดุ้งเล็กน้อยในตอนแรก แต่ไม่นานนางก็ยกมือขึ้นจับแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ลมหายใจของทั้งสองค่อยๆ ประสานกันเปาหยวนเฟิงค่อยๆ ผละออกเล็กน้อยสายตาคมของเขามองนางลึกลงไป “หลันเอ๋อร์…”เยี่ยหลันยิ้มบางแก้มของนางแดงระเรื่อจากความใกล้ชิด“ท่านพี่…ไม่ไปดื่มกับแขกแล้วหรือเจ้าคะ”เปาหยวนเฟิงหัวเราะเบาๆ “คืนนี้ต่อให้ฝ่าบาทเรียกข้าก็ไม่ไป”คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้เยี่ยหลันอดหัวเราะไม่ได้ แต่เสียงหัวเราะนั้นค่อยๆ เงียบลงเมื่อเขาเอื้อมมือมาลูบผมของนางอย่างแผ่วเบา เขาค่อยๆ ถอดปิ่นทองออกจากมวยผมของนาง เส้นผมยาวดำสลวยจึงคลี่ลงมาบนบ่าขาวเปาหยวนเฟิงอุ้มนางขึ้นอย่างง่ายดาย ก้าวเท้ายาวเพียงก้าวเดียวก็มาถึงเตียงที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าแพร ดอกไม้สีแดงอันเป็นมงคลหลังม่านแพรสีชาด แสงไฟสลัวอาบไล้ไปทั่วห้องหอ กลิ่นสุรามงคลและกำยานหอมอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศเปาหยวนเฟิงประคองเยี่ยหลันอย่างทะนุถนอม เพราะสำหรับเขาแล้วนางเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาไม่กล้าใช้แรงมากเกินไป มือใหญ่ของเขารองรับแผ่นหลังของนางไ
ขบวนเจ้าสาวออกจากจวนฉินตั้งแต่สายแต่กว่าจะเดินทางถึงจวนแม่ทัพเปา กลับใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคาดคิด สาเหตุไม่ใช่เพราะระยะทางไกล แต่เพราะขบวนสินสอดที่ยาวเหยียดหีบแดงถูกหามต่อกันเป็นแถว ทหารและบ่าวรับใช้เดินเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ผ้าแพรแดงที่คลุมหีบสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ผู้คนสองข้างทางพากันมุงดูอย่างตื่นเต้น บางคนถึงกับนั่งลงริมถนนแล้วเริ่มนับหีบสินสอดทีละใบเสียงคุยกันดังเป็นระยะ“สิบห้า…สิบหก…สิบเจ็ด…”“ยังไม่หมดอีกหรือ”“นี่มันขบวนสินสอดหรือกองทัพกันแน่”ในที่สุดชายชราคนหนึ่งที่นั่งนับมาตลอดก็พูดขึ้นอย่างตกตะลึง“หนึ่งร้อย…เจ็ด…หนึ่งร้อยแปด!”เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที“หนึ่งร้อยแปดหีบ!”เสียงซุบซิบยังไม่ทันเงียบขบวนเกี้ยวเจ้าสาวก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพประตูใหญ่ถูกเปิดกว้าง โคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายตามกำแพง ผ้าแพรแดงปูยาวไปถึงลานพิธีด้านในทันทีที่เกี้ยวหยุดลงเปาหยวนเฟิงก็กระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาเดินตรงไปที่เกี้ยวโดยไม่รอให้ใครนำทางมือใหญ่เปิดม่านเกี้ยวออก ก่อนจะยื่นมือเข้าไปหาเจ้าสาว แต่คราวนี้เขาไม่ได้เพียงช่วยพยุง เขาอุ้มเยี่ยหลันขึ้นมาด้วยตนเองเสียงอุทานดังขึ
เช้าวันพิธีมงคลของแม่ทัพใหญ่กับฮูหยิน เมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง แต่สถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดไม่ได้มีเพียงจวนแม่ทัพ ยังมีจวนเก่าตระกูลฉินที่เพิ่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ไม่นานวันนี้เยี่ยหลันไม่ได้แต่งตัวที่จวนแม่ทัพ นางกลับมายังจวนตระกูลฉินเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว เพราะตั้งแต่วินาทีที่ฮ่องเต้คืนบรรดาศักดิ์ให้ตระกูลฉิน นางก็ไม่ใช่เพียงฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลฉินเพียงคนเดียว การแต่งงานครั้งนี้จึงต้องให้เจ้าบ่าวยกขบวนมารับเจ้าสาวจากจวนฉินอย่างถูกต้องตามประเพณีภายในเรือนหลักผ้าแพรแดงถูกแขวนเรียงราย โคมแดงสว่างไสวไปทั่วลาน สาวใช้และแม่นมเดินขวักไขว่เตรียมงานกันตั้งแต่เช้ามืดเยี่ยหลันนั่งอยู่หน้ากระจกทองแดงชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มปักลายหงส์ทองวางอยู่บนตัวนางช่างสง่างามยิ่ง ผมยาวถูกเกล้าอย่างประณีต มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกและหยกถูกวางลงบนศีรษะอย่างระมัดระวังเสี่ยวหลิวยืนอยู่ข้างๆ มองภาพนั้นตาเป็นประกาย“อาจารย์เจ้าคะ วันนี้ท่านงดงามจนข้าแทบจำไม่ได้แล้ว”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “พูดเกินไปแล้ว”“ไม่เกินเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวหลิวรีบพูด “ข้







