Share

บทที่ 4

ในเช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์อันอ่อนละมุนทาบผ่านหน้าต่างห้องนอนของหยุนจิง เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นหลังจากผ่านคืนที่เต็มไปด้วยความสับสน

แต่เมื่อความเป็นจริงของสถานการณ์แปลกประหลาดนี้ตีแผ่ชัดเจนในจิตใจ เธอรู้สึกเหมือนมีพลังใหม่เข้ามาแทนที่ความหวาดหวั่นที่เคยมี

“ตอนนี้ต้องตั้งสติ และเริ่มวางแผน” หยุนจิงพึมพำเบา ๆ กับตัวเองขณะลุกจากเตียงพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงสดใสเล็ก ๆ สายหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของนาง

“เจ้าคือเถาจู?” (เด็กขนาดนี้มาทำงานได้ยังไง) หยุนจิง คิดขึ้นด้วยความสงสัย (หรือที่นี่จะใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย) ดูเหมือนว่าวิญญาณของตำรวจสาวยิ่งคิดจะยิ่งเลยเถิด

“คุณหนู ลืมบ่าวหรือเจ้าคะ” เด็กหญิงวัยไม่เกินเจ็ดปีรีบคุกเข่านั่งลงบนพื้นสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

ใบหน้าของหยุนจิงแสดงความตกใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอ

“คุณหนู ท่านอย่าขายบ่าวเลยนะเจ้าคะ” คำพูดต่อมาของเด็กหญิงทำให้ตำรวจสาวผู้อยู่ในร่างเด็กสีหน้าเต็มไปด้วยความมึนงง

ก่อนเธอจะย้อนถามออกมาอย่างกังขา “ขาย? ที่นี่มีการขายคนด้วยอย่างนั้นเหรอ อย่างนี้มันผิดกฎหมายชัด ๆ ” จากความงุนงงสีหน้าของเจ้าตัวพลันเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยวเข้ามาแทนที่

เยว่ฮวา ที่นี่กับโลกที่เจ้าจากมานั้นไม่เหมือนกัน ที่นี่จะมีแหล่งซื้อขายทาสทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง เอาไว้เจ้าอยู่ไปเรื่อย ๆ ก็ค่อยศึกษาเอาเองเถิด เสียงของอวิ๋นซิงดังขึ้นรีบหยุดความคิดเหลวไหลของเด็กหญิงผู้มีวิญญาณจากต่างยุค

โหดร้ายเกินไปแล้ว หยุนจิงทิ้งตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง

มันเป็นธรรมดาของโลกใบนี้ ส่วนใหญ่คนที่ถูกขายมาเป็นทาสก็จะเป็นพวกนักโทษ หรือไม่ก็ชาวบ้านที่ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกของตนได้ อีกส่วนก็อาจจะเป็นเด็กกำพร้าจากสงครามหรือไม่ก็ถูกทิ้งเพราะความยากจน หรือไม่ก็มารดา บิดา ญาติพี่น้องตายจากเพราะโรคระบาด

คนเหล่านี้จึงต้องยอมขายตัวเองมาเป็นทาสเพื่อไม่ต้องทนหนาวหรืออดตายอยู่ข้างนอก ส่วนพวกที่ทำผิดก็คือพวกที่ลักพาตัวคนมาขาย ซึ่งพวกประเภทหลังนี้ก็มีคนของทางการคอยดูแลแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกมันก็มักจะมีพวกคนมีอำนาจหนุนหลังทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานลำบาก

คำอธิบายยืดยาวดังขึ้นจากนกชิงเหนียวทำให้หยุนจิงได้แต่ถอนหายใจด้วยความรู้สึกอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนที่เธอจะมองไปทางเถาจูที่ยังคุกเข่าก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว

“ลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่ได้คิดจะขายเจ้า” เธอเอ่ยเสียงอ่อน

เถาจูเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมสดใสมองหยุนจิงด้วยความโล่งอก

“ขอบพระคุณคุณหนูเจ้าค่ะ บ่าวจะตั้งใจรับใช้อย่างดีที่สุด”

หยุนจิงมองเด็กหญิงตรงหน้าพลางคิดในใจว่า เธอต้องปรับตัวให้เข้าใจกับโลกใหม่ใบนี้ให้ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความไม่ชอบใจในความไม่เสมอภาคนี้เช่นกัน

เสียงของอวิ๋นซิงดังขึ้นอีกครั้งในหัวของเธอ เยว่ฮวา เจ้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก โลกนี้ไม่ได้มีเพียงความโหดร้ายแต่ยังมีโอกาสที่เจ้าจะทำให้มันดีขึ้นหากเจ้ายังยึดมั่นในสิ่งที่เจ้าถือว่าเป็นความถูกต้อง

หยุนจิงหันไปมองนกชิงเหนียวที่ยืนสงบนิ่งบนขอบหน้าต่าง อืม! ข้าเข้าใจแล้ว

“ต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องแทนตัวว่าบ่าวให้แทนตัวว่าข้า เข้าใจไหม หากมีใครพูดอะไรหรือต่อว่าเจ้าก็ให้เขามาถามเอากับข้า” หยุนจิงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“เจ้าค่ะ คุณหนู บ่าว..ข้าจำไว้แล้ว” เถาจูตัวน้อยรีบเปลี่ยนคำเรียกขานทันที เมื่อเธอสบสายตากับเจ้านายตัวเล็กที่อยู่ด้วยกันมาหนึ่งปีเต็มที่ในตอนนี้กลับทำให้เธอรู้สึกถึงความเกรงขามอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ในใจของหยุนจิงรู้ดีว่าทาสในโลกนี้อาจไม่มีทางได้รับอิสรภาพในเร็ววัน แต่เธอตั้งใจว่าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว และหากเธอมีโอกาสเธอจะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นทีละนิด

“ข้าดีใจที่เจ้าเข้าใจ เอาเถอะเจ้าช่วยพาข้าไปหาท่านแม่ได้หรือไม่” ในขณะที่สองนายบ่าวตัวน้อยกำลังสนทนากันด้านนอกพลันมีฝีเท้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงผลักประตู

“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวนำอ่างล้างหน้ากับผ้าเช็ดหน้ามาให้เจ้าค่ะ” คิ้วของหยุนจิงขมวดเข้าหากัน

“เจ้าคือใคร” น้ำเสียงของหยุนจิงเต็มไปด้วยความสับสน

“คุณหนูเจ้าคะ นางคือพี่สาวอาหลันเป็นพี่เลี้ยงของคุณหนู” เถาจูกระซิบข้างหูของเธออย่างหัวไว

“พี่สาวอาหลันนี่เอง ข้าเพียงล้อท่านเล่นเท่านั้น” หยุนจิงหัวเราะกลบเกลื่อน

“บ่าวตกใจหมดเลยเพราะคิดว่าคุณหนูจะป่วยหนักจนจำใครไม่ได้อย่างที่บ่าวพวกนั้นพากันเล่าลือ” เด็กสาววัยสิบห้ายกมือทาบอกของตนก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา

“เสี่ยวจู เจ้ารีบไปเตรียมชุดให้คุณหนู ช่วงนี้แม้จะเพิ่งเป็นต้นวสันต์แต่ก็ควรหาชุดที่ค่อนข้างอุ่นหน่อยเล่า” คำพูดของ อาหลันทำให้เถาจูรีบทำตามอย่างว่องไว

เด็กหญิงรีบสาวเท้าไปยังหีบผ้าไม้ขนาดกลางที่ถูกแกะสลักลวดลายดอกเหมยละเอียดอ่อน เธอเปิดฝาหีบขึ้นอย่างระมัดระวังกลิ่นหอมอ่อน ๆ ภายในนั้นโชยออกมา หยุนจิงพลันรู้สึกถึงความสดชื่นก่อนจะถามออกไปอย่างสงสัย

“นี่กลิ่นอะไรอย่างนั้นเหรอ”

เถาจูยิ้มในขณะเดียวกันนางก็หยิบชุดสีชมพูปักลวดลายดอกเหมยเล็ก ๆ ออกมาถือไว้ในมือ

“กลิ่นดอกเหมยที่อบไว้กับผ้าเจ้าค่ะ เป็นกลิ่นที่คุณหนูชอบ” นางตอบด้วยรอยยิ้มพร้อมกับชูชุดในมือขึ้นสูง

“คุณหนูชอบชุดนี้หรือไม่เจ้าคะ” เมื่อเถาจูเห็นสายตาของคนเป็นนายที่มองเสื้อคลุมยาวสีชมพูปักด้วยลวดลายดอกเหมยสีขาวอย่างประณีตทำให้เสื้อดูทั้งอ่อนหวานและสง่างาม ผ้าคาดเอวสีขาวนวลลายเมฆเล็ก ๆ ช่วยเพิ่มความสมดุลระหว่างความน่ารักและความเรียบง่าย

“อืม ชุดนี้ดูไม่เลว” วิญญาณของตำรวจสาวในร่างเด็กหญิงตัวน้อยกล่าวชมออกมาตามตรง

และระหว่างที่นางสวมชุด กลิ่นหอมจากดอกเหมยยังคงอบอวลไปทั่ว หยุนจิงรู้สึกถึงความสุขบางอย่าง ในขณะเดียวกันเธอก็มองเงาของตัวเองในกระจกทองแดงขนาดเล็กที่อาหลันยกมาให้

“ข้าดูเด็กมากขนาดนี้เลย” คำพูดของหยุนจิงฟังดูค่อนข้างประหลาด แต่ทว่าเด็กรับใช้ทั้งสองต่างไม่ได้เก็บมาคิดมาก เนื่องจากพวกเธอคิดว่าอาจจะเป็นเพราะพิษไข้ทำให้คุณหนูของตนแปลกไป

“ข้าแต่งกายเรียบร้อยแล้วพวกเราไปหาท่านแม่กันเถอะ” ก่อนที่เธอจะพูดออกมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงร่าเริง

ในขณะเดินนำหน้าสาวใช้โดยมีนกชิงเหนียวเกาะอยู่บนบ่า หัวสมองเล็ก ๆ ของเธอก็คิดถึงสิ่งที่จะต้องทำเป็นอันดับแรกไปด้วย

(หนึ่งคือต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านแม่ให้มาก จากนั้นถึงค่อยเริ่มแผนต่อไป) เจ้าตัวคิดด้วยความมุ่งมั่น

หยุนจิงเดินนำเถาจูและอาหลันไปยังโถงกลางของเรือนเหยียนฮวา (เรือนบุปผาแห่งนกนางแอ่น) ของมารดาอย่างกระตือรือร้น

โดยระหว่างทางเธอพยายามเก็บบรรยากาศรอบตัวให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นต้นเหมยที่เบ่งบานตามมุมสวน เสียงนกร้อง และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของอาหารเช้าที่โชยมาจากทิศทางของห้องครัว

เมื่อเด็กหญิงเดินมาถึง เธอพบว่าบนโต๊ะอาหารตัวกลมได้ถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยด้วยจานอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้มร้อน ๆ ปลานึ่งซอสถั่วเหลือง ติ่มซำหลากสี และขนมหน้าตาน่ากิน แต่สิ่งที่สะดุดตาหยุนจิงที่สุดคือใบหน้าของมารดา หลิวอวี้เฟย ที่ดูอ่อนโยนและงดงามแม้จะมีเงาความเหนื่อยล้าพาดผ่าน

“คุณหนูมาแล้วเจ้าค่ะ” คนรับใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะที่หยุนจิงเดินเข้ามาใกล้

“หยุนจิง ลูกตื่นแล้วหรือ” เสียงของหลิวอวี้เฟยเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ดวงตาของเธอฉายแววโล่งใจขณะที่มองลูกสาวตัวน้อย

หยุนจิงรีบก้าวเข้าไปหาก่อนจะย่อตัวลงนั่งข้างมารดาแล้วจับมือเธอเบา ๆ “ท่านแม่ ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ขอโทษที่ทำให้ท่านต้องเป็นห่วง”

หลิวอวี้เฟยเผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนพร้อมกับลูบศีรษะลูกสาวด้วยความรัก

“ไม่เป็นไรลูก แค่เจ้าหายดีแม่ก็โล่งใจแล้ว”

ขณะที่บรรยากาศอบอุ่นกำลังแผ่ซ่านไปทั่วห้อง เถาจูแอบกระซิบกับอาหลันเบา ๆ

“วันนี้ดูคุณหนูร่าเริงผิดปกตินะ พี่สาวหลันเห็นด้วยหรือไม่”

“นั่นสิ แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว อย่างน้อยฮูหยินก็ไม่ต้องเป็นห่วงมาก” อาหลันตอบกลับด้วยรอยยิ้มอย่างพอใจ

ในขณะที่ทุกคนกำลังรู้สึกมีความสุขพลันมีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนที่หลี่เจี้ยนเฉิงจะเดินเข้ามาในห้องอาหาร สายตาของเขากวาดมองทุกอย่างด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ข้าคิดว่าเจ้าคงลืมไปแล้วว่าข้าเป็นใคร” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาขณะที่มองหลิวอวี้เฟย

บรรยากาศที่สดใสพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียด หลิวอวี้ เฟยมองเขาด้วยสายตาเรียบนิ่ง

“ท่านยังจำได้หรือเจ้าคะว่าตัวเองเป็นใคร ข้าคิดว่า...ท่านคงหลงลืมไปนานแล้วเสียแล้ว”

หยุนจิงที่นั่งอยู่ข้างมารดารู้สึกถึงบรรยากาศอันอึดอัด เธอเงยหน้ามองทั้งสองคนก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้น

“ท่านพ่อเจ้าคะ ท่านมาร่วมรับประทานอาหารกับเราหรือไม่ ข้าคิดว่าท่านไม่ได้มาร่วมโต๊ะเช่นนี้นานแล้ว”

คำพูดของเด็กหญิงดูเหมือนจะทำให้หลี่เจี้ยนเฉิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะปรายตามองลูกสาวแล้วพูดขึ้นอย่างขอไปที “เจ้าอย่าได้มายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่”

หยุนจิงแอบถอนหายใจ แต่ในใจกลับคิดว่า (นี่คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ข้าต้องช่วยท่านแม่และเปลี่ยนชะตาของตนเองกับครอบครัวของท่านตาจากพ่อเลวคนนี้ให้ได้)
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 253

    บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ยุคฮั่นตะวันตกจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ (หลิวเช่อ) ครองราชย์ 141 - 87 ปีก่อนคริสตกาลเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก และเป็นหนึ่งในจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่และครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน (54 ปี)ความสำคัญ: รัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคทองของราชวงศ์ฮั่น มีการขยาย

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 252

    การเดินทางบนเส้นทางสายไหมในครั้งนั้นของคณะหลิวหยุนจิงใช้เวลาหลายปีในการบุกเบิก สำรวจ และสร้างสัมพันธ์ทางการค้า มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานจากที่หลิวหยุนจิงเคยคาดไว้พวกเขาล้วนผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านอันตรายนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งจากธรรมชาติอันโหดร้าย โจรป่า และความขัดแย้งระหว่างชนเผ่า แต่ด้วยความรู้ ความสาม

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 251

    "เจ้ามีเรื่องใดในใจเช่นนั้นหรือ" ฮั่วหยุนถามพลางโอบนางเข้ามาในวงแขนอย่างแผ่วเบา"ท่านจำเรื่องที่ข้าเคยเกริ่นไว้เนิ่นนานมาแล้วถึงเรื่องขององค์รัชทายาทได้หรือไม่เจ้าคะ" คำกล่าวของคนในอ้อมแขนทำให้ฮั่วหยุนมองนางพลางพยักหน้ารับ"จำได้ ว่าแต่เจ้าเอ่ยเรื่องนี้มาเพราะเหตุใดหรือว่ามีข่าวจากทางเมืองหลวงว่าฝ่า

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 250

    ในระหว่างที่พวกเขาเคลื่อนขบวนลึกเข้าไปในดินแดนทางตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นทะเลทรายแสนเวิ้งว้างและแนวเขาหินสีน้ำตาลแดงมากกว่าเดิมอากาศในตอนกลางวันเองก็ร้อนระอุขึ้นแต่ทว่าในตอนกลางคืนกลับหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ พวกเขาต้องเดินทางผ่านเมืองน้อยใหญ่รวมถึงโอเอซิสขนาดเล็กและ

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 249

    ห้าปีผ่านไปไวราวสายลมพัด... ฤดูใบไม้ผลิอีกคราได้เวียนมาเยือน ทุ่งหญ้าชายแดนเริ่มผลิดอกออกใบขับไล่ความแห้งแล้งของฤดูหนาวให้จางหายไปขบวนเดินทางขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ประกอบด้วยทหารคุ้มกันหลายสิบนายและรถม้าขนสัมภาระกำลังเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองนอกด่านของเมืองเตี้ยนหวงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเส้นทางเบื้อ

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 248

    แม้จะมีบางคำถามที่เขาลังเลไปบ้าง ถึงกระนั้นเขาก็ผ่านด่านสุดท้ายไปได้ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีกันถ้วนหน้า"เอาละ ๆ ข้ายอมให้ผ่านก็ได้!" หลิวหานซินกับซูอันหัวเราะร่าเปิดประตูให้เจ้าบ่าวเข้าไปแต่โดยดี ซึ่งฮั่วหยุนไม่ได้เอะใจกับสองพี่น้องที่กำลังยักคิ้วให้แก่กันฮั่วหยุนถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางปา

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 202

    เซี่ยเหวินเฉียงหน้าซีดเผือด เขาไม่คาดคิดว่าองค์ฮ่องเต้จะทรงทราบถึงแผนการของตนเองอย่างละเอียดเช่นนี้“เจ้ายังมีสิ่งใดจะแก้ตัวอีกหรือไม่?” องค์ฮ่องเต้ตรัสถามเป็นครั้งสุดท้ายด้วยพระสุรเสียงหนักแน่นแฝงความเฉียบขาดเซี่ยเหวินเฉียงส่ายหน้าออกมาอย่างเชื่องช้าทั้งนี้เป็นเพราะความหวังสุดท้ายที่เขาวาดหวังจะให

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 201

    สามวันต่อมาภายในท้องพระโรงปลายยามเฉิน (07.00-09.00) เงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของขุนนางที่กำลังยืนเข้าเฝ้าสีหน้าของแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด บางคนลอบกลืนน้ำลาย บ้างก็กำมือแน่นภายใต้แขนเสื้อ แสงอรุณรำไรลอดผ่านบานหน้าต่างสูงสาดส่องต้องฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศเป็นท

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 200

    ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างแต่เซี่ยเหวินเฉียงยังคงกัดฟันอดทน เขารู้ดีว่าหากล้มลงในตอนนี้นั่นย่อมหมายถึงชีวิตของตนที่ต้องดับสูญด้วยเช่นกัน เขาจึงกัดฟันสู้ต่อไปอย่างสุดกำลังแต่ด้วยจำนวนทหารที่มากกว่าและอาการบาดเจ็บจากแผลที่แขนเริ่มส่งผล เซี่ยเหวินเฉียงจึงเริ่มอ่อนแรงลงก่อนจะถูกดาบฟันเข้าที่ขาอีกครั

  • ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน    บทที่ 199

    “พวกเรามาช้าเกินไป” เซินเหว่ยกล่าวอย่างเจ็บใจ หากว่าเขาไม่มัวเสียเวลาสลัดชายชุดดำก่อนหน้า เขาคงจะมาได้เร็วมากกว่านี้และหวังหนานก็คงไม่ตายอีกทั้งพวกเขายังจะมีพยานในการเอาผิดเฉิงเซียงผู้นั้นมากขึ้น“หัวหน้า เช่นนี้จะไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นหรอกหรือขอรับ” หนึ่งในคนสนิทของเขาถามออกมาอย่างกังวล“ไม่หร

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status