LOGINพูดจบก็ไม่ทันได้มีสัญญาณเตือนใดๆ ชิงเฟยที่รอจังหวะอยู่แล้วก็ตั้งท่าเตรียมพร้อม แล้วพุ่งตัวสุดแรงเกิดทะลุผ่านกำแพงลอยหายเข้าไปในห้องข้างๆ ทันที
วูบ
ไร้ซึ่งแรงกระตุก ไร้ซึ่งการดึงรั้ง เชือกสีทองยืดขยายตามออกไปโดยไม่กระชากนางกลับหลังอีกต่อไป!
"สำเร็จแล้วววววว ข้าไปได้แล้ว"
เสียงตะโกนอย่างดีอกดีใจของชิงเฟยดังแว่วสะท้อนมาจากอีกฝั่งของกำแพง ก่อนที่หัวของนางจะโผล่ทะลุกำแพงออกมาครึ่งหนึ่งเพื่อเอ่ยกับเขาอย่างกระตือรือร้น
"เอาแบบนี้ ท่านไปสืบห้องคุณหนูต่อเลยนะ ไว้เจอกันที่กรม"
มู่หานจวินถอนหายใจออกมาเบาๆ อีกครั้ง พลางมองวิญญาณสาวที่มุดหัวกลับเข้าไปสอดแนมห้องอื่นอย่างร่าเริง เขาปรับสีหน้ากลับมาขรึมตามเดิม ก่อนจะเอ่ยฝากไว้เสียงเรียบ
"ข้าจะรอที่หน้าจวนตระกูลจ้าว... เจ้าเสร็จธุระเมื่อไหร่ก็ออกมาพบข้าอย่าทำอะไรพิเรนทร์ข้าเตือนเพราะไม่ไว้ใจเจ้า"
“อิสระฮ่าาาาาในที่สุดข้าก็เป็นอิสระแล้ววววว”
ชิงเฟยในร่างวิญญาณก็สนุกกับการมุดผ่านกำแพง เข้าห้องโน้นออกห้องนี้ราวกับผีเด็กได้ของเล่นใหม่
“เป็นผีนี่มันดีจริงๆ ไม่ต้องเดินลอยได้แล้วยังไม่มีคนเห็น”
ลอยสำรวจไปทั่ว ตั้งแต่เรือนสาวใช้ เรือนบ่าวชาย ห้องเก็บของ ยันเรือนครัว ทว่ากลับไม่พบสิ่งใดที่น่าสงสัยเลยแม้แต่น้อย ทุกคนในจวนต่างก็ทำงานตามปกติ บางคนก็นั่ง จับกลุ่มนินทาเรื่องคุณหนูใหญ่ด้วยความสงสาร บ้างก็หวาดผวาเรื่องคดีความ
“ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลยสักนิด... หรือข้าจะประเมินความสามารถในการสืบคดีของตัวเองสูงไปหว่า”
ชิงเฟยบ่นกับตัวเองในใจ พลางถอนหายใจยาว
ทว่า ในขณะที่กำลังลอยทะลุกำแพงผ่านเรือนหลังหนึ่ง เสียงสะอื้นไห้อย่างหนักหน่วงที่ดังแว่วมาจากมุมมืดของห้องก็ทำให้ชิงเฟยต้องชะงักกึก
ชิงเฟยเอียงหูฟัง ก่อนจะค่อยๆ แทรกตัวผ่านผนังห้องเข้าไปอย่างเงียบเชียบ
“อ้าวข้ากลับมาที่นี่ได้อย่างไรนี่มันห้องท่านเจ้าบ้านนี่”
ภายในห้องพักอันเงียบสงัด ใต้เท้าจ้าวกำลังนั่งกุมศีรษะอยู่บนพื้นข้างแท่นนอน สภาพดูไม่ได้เลยสักนิด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไปด้วยแรงสะอื้นไห้ และเมื่อชิงเฟยเพ่งสายตามอง…ก็พบว่าเขากำลังกอดของเล่นเด็กเก่าๆ ไว้ในมือ
ชิงเฟยเตรียมจะหมุนตัวลอยออกไป เพราะคิดว่าเขาคงแค่กำลังนั่งร้องไห้คิดถึงลูกสาวเหมือนเมื่อครู่
ทว่า... เสียงพึมพำที่ลอดผ่านริมฝีปากที่สั่นเทาของใต้เท้าจ้าว กลับทำให้เท้าของวิญญาณสาวหยุดชะงักลงอีกครั้ง
"หลานเอ๋อ... ฮึก... พ่อขอโทษ... พ่อขอโทษ...จริง"
ไม่นานก็ยกเสื้อผ้าของคุณหนูอวี้หลันมากอดไว้แน่น พลางพร่ำพรรณนาประโยคนั้นซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเสียสติ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและทรมานใจอย่างถึงที่สุด
"พ่อขอโทษ... พ่อไม่ได้ตั้งใจ... พ่อขอโทษเจ้า..."
สัญญาณอันตรายในสมองของชิงเฟยดังขึ้นทันที นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“ฆาตกรมือสมัครเล่นมักจะเสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป”
ชิงเฟยไม่รอช้า รีบถอยฉากออกจากห้องใต้เท้าจ้าวโดยเร็ว ในใจคิดเพียงว่าต้องรีบกลับไปบอกเรื่องนี้กับมู่หานจวินให้เร็วที่สุด
ลอยผ่านประตูหน้าจวนตระกูลจ้าว ชิงเฟยก็ต้องแปลกใจจนต้องเบรกดังจ๊าก
ตรงใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าทางเข้าจวน... ร่างสูงโปร่งในชุดมือปราบเต็มยศของมู่หานจวินกำลังยืนกอดอก ยืนนิ่งสงบเงียบเชียบอยู่ตรงนั้นจริงๆ ตามที่เขาเคยเอ่ยไว้
เขายังคงรอตามสัญญา ไม่ได้ทิ้งชิงเฟยไว้คนเดียวเลยสักนิด เป็นห่วงแหละฮ่าาาา
"ท่านมือปราบบบบบบ รอนานไหมข้ามาแล้ววววววว"
ชิงเฟยยิ้มร่าด้วยความดีใจ รีบเร่งสปีดลอยหวืดตรงเข้าไปหาเขาทันที
ด้วยความตื่นเต้นกับเบาะแสใหม่
มู่หานจวินเผลอยกมือขึ้นจับเอวที่คว้าได้เพียงอากาศ ชิงเฟยไม่รอช้ารีบกระซิบรายงานด้วยสีหน้าจริงจังทันที
"ข้าเจอเรื่องใหญ่แล้ว เมื่อกี้ข้าลอยไปลอมาลอยไปลอมาจนไปถึงๆๆ ไม่สิข้ามุดเข้าไปในห้องใต้เท้าจ้าว เขาเอาแต่นั่งร้องไห้กอดของเล่นกับเสื้อผ้าลูกสาว แล้วพร่ำพูดว่า พ่อขอโทษๆ ไม่หยุดเลย มันไม่ใช่แค่ความเศร้าแล้วท่าน แต่มันคือความรู้สึกผิดเต็มๆ"
มู่หานจวินฟังแล้ว นัยน์ตาคมกริบพลันฉายแววล้ำลึก
เขานิ่งคิดทบทวนในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะผงกศีรษะรับรู้
ทว่า แทนที่จะรีบกลับเข้าไปแหวกหญ้าให้เสือตื่น มู่หานจวินกลับก้าวขาออกเดินนำไปอีกทาง แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
"ตามข้ามา"
"เอ๋ ไปไหนหรือท่าน ไม่เข้าไปสอบสวนเข้าหรือ"
ชิงเฟยลอยตามไปอย่างงุนงง จนกระทั่งมู่หานจวินนำนางเดินเลี้ยวเข้าสู่เหลาอาหารที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลวง เขาจัดการสั่งจอง ห้องส่วนตัวชั้นบน ที่มิดชิด ปราศจากสายตาของผู้คนภายนอกอย่างใส่ใจ
เมื่อประตูห้องปิดลง เสี่ยวเอ้อทยอยนำอาหารคาวหวานขึ้นชื่อหลากหลายชนิดมาจัดวางจนเต็มโต๊ะ กลิ่นหอมฉุยของเนื้อตุ๋นและขนมหวานสดใหม่ลอยเตะจมูกจนชิงเฟยตาโตเท่าไข่ห่าน
"โห... นี่มัน..." ชิงเฟยกลืนน้ำลายเอือก
"กินเสียสิ" มู่หานจวินผายมือ รังสีความเย็นชาลดลงเล็กน้อย
"ข้าสัญญาไว้แล้วว่าจะเลี้ยงเครื่องเซ่นเจ้า"
“งั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ”
ชิงเฟยยิ้มแป้น รีบยื่นมือหมายจะหยิบขนมเปี๊ยะอบกุหลาบขึ้นมาใส่ปาก ทว่า... ฝ่ามือวิญญาณของนางกลับทะลุผ่านจานและก้อนขนมไปอย่างว่างเปล่านางพยายามก้มลงสูดกลิ่น รับรู้ได้เพียงความหอมจรุงเบาบาง แต่กลับไร้ซึ่งรสชาติและความรู้สึกสัมผัสใดๆ
"ไม่ได้จริงๆ ด้วยแฮะ..." ชิงเฟยถอนหายใจออกมาเบาๆ สีหน้าสลดลงเล็กน้อย
ภายในตำหนักขององค์หญิงเก้า ม่านหนี่ ร่างบอบบางยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงมานานนับปี ใบหน้างดงามซีดเซียวแทบไร้สีเลือด แม้ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ แต่ดวงตาคู่นั้นไม่เคยเปิดขึ้นมาอีกเลยขันทีหนุ่มผู้ดูแลองค์หญิงมาตลอดเดินเข้ามาพร้อมถาดไม้เล็กๆ บนถาดมีเตากำยานใบหนึ่ง เขาวางมันไว้ไม่ไกลจากเตียง ก่อนจะจุดกำยาน กลิ่นหอมอ่อนๆ ค่อยๆ ลอยกระจายไปทั่วห้อง ช่วยขับความอับชื้นของตำหนักที่แทบไม่มีผู้ใดเข้าออกฮองเฮานั่งอยู่ข้างเตียง จับมือของม่านหนี่เอาไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำจากการเฝ้ามองบุตรสาวที่ไม่เคยตอบสนองมานานถึงหนึ่งปี “หนึ่งปีแล้ว...ม่านหนี่ยังไม่ฟื้น มีวิธีไหนหรือไม่ที่จะทำให้นางกลับมาได้?”ขันทีหนุ่มก้มหน้าลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่วิธีที่ว่าค่อนข้างจะต้องอาศัยเวลา และไม่มีผู้ใดรับรองได้ว่าจะได้ผลเมื่อใด”ฮองเฮาหันขวับไปมอง “วิธีไหน”ขันทีหนุ่มเหลือบมององค์หญิงที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้และลดเสียงลงอีก “มีวิธีหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง และต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน...หากทำสำเร็จ อาจช่วยเรียกสต
มู่หานจวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คุยกับตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”หลงเหวินมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “เจ้านี่เป็นเอามากจริงๆ ผีองค์หญิงเก้าคงตามหลอกหลอนเจ้าจนเสียสติไปแล้วสินะ มู่หานจวิน”มู่หานจวินไม่ได้ตอบ เพียงถอนหายใจเบาๆ แล้วเหลือบมองชิงเฟยที่กำลังยืนกุมท้องอยู่ข้างโต๊ะหลงเหวินกลับทำท่าครุ่นคิดขึ้นมา ก่อนจะตบโต๊ะเบาๆ “เดี๋ยวก่อน ความจริงแล้ว...พวกเราควรเดินทางไปแคว้นเซี่ยสักครั้ง”มู่หานจวินเลิกคิ้ว ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ก็ดีพ่ะย่ะค่ะ จะได้ไขข้อข้องใจเสียที”ชิงเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง หันขวับมองมู่หานจวิน “เดี๋ยวนะ...นี่ท่านไม่ปฏิเสธหรือ”มู่หานจวินเหลือบมองนาง ชิงเฟยรีบพูดต่อ “ปกติถ้าฝ่าบาทพูดเรื่องข้า ท่านต้องรีบปฏิเสธทุกอย่างไม่ใช่หรือ คราวนี้กลับเห็นด้วยเสียอย่างนั้น”มู่หานจวินถอนหายใจ “เพราะครั้งนี้ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าคือใครกันแน่”ชิงเฟยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”มู่หานจวินเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบ “กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”ชิงเฟยยกมือขึ้นอย่างร่าเริง “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
ทันทีที่มู่หานจวินก้าวเข้ามาในวังหลวง หลงเหวินก็รีบลุกจากบัลลังก์เดินลงมาหาอย่างรวดเร็ว ราวกับรอเขามานานแล้ว “ท่านมือปราบมาแล้วหรือ เร็วเข้า ขันที นางกำนัล ยกเครื่องเสวยมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”มู่หานจวินชะงัก “ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาเพราะเรื่องหญิงในภาพมิใช่หรือ”“เรื่องนั้นก็สำคัญ แต่เจ้ามาถึงทั้งทีต้องกินอะไรเสียหน่อย” หลงเหวินตอบอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพามู่หานจวินไปยังศาลาริมน้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก ขันทีและนางกำนัลรีบยกอาหารตามมาเป็นพรวนชิงเฟยที่ลอยตามมาเงียบๆ สังเกตตั้งแต่เมื่อครู่ว่าหลงเหวินไม่ได้หันมามองทางตนแม้แต่น้อย จึงลองโบกมือผ่านหน้าเขาไปหนึ่งครั้ง อีกครั้ง แล้วอีกครั้ง ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ชิงเฟยเบิกตากว้างอย่างโล่งใจ “เห็นไหมล่ะ ตอนนี้มองไม่เห็นข้าแล้วจริงๆ”เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ชิงเฟยจึงรีบลอยตามมู่หานจวินไปยังศาลาริมน้ำทันที แต่พอเห็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร นางกลับชะงักอยู่กลางอากาศ ดวงตาจับจ้องจานอาหารตรงหน้าอย่างไม่วางตาหลงเหวินไม่รอช้า รีบหันมาพูดกับมู่หานจวินทันที “ท่านมือปราบ ข้าพบนางแล้ว”มู่หานจวินขมวดคิ้ว “พบใครหรือ”“หญิงงามที่ติดตามท่านอย่างไล่าท่านมือปราบ” ” หลงเหวินลด
“ข้าน้อยจำได้พ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบกล่าว หลงเหวินชะงัก “ที่แคว้นเซี่ย องค์หญิงเก้าแว่าแต่ทำไมข้าไม่เคยรู้เรื่องนี้”“พ่ะย่ะค่ะ หญิงผู้นี้คือองค์หญิงเก้าแห่งแคว้นเซี่ย...องค์หญิงม่านหนี่จริงๆ นางงดงามเกินใครอาจเพราะงดงามเกินใครจึงถูกซ่อนไว้ในวังพ่ะย่ะค่ะ”หลงเหวินขมวดคิ้วแน่น พลางหยิบภาพวาดขึ้นมามองอีกครั้ง “องค์หญิงเก้าอย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ปรากฏกายให้ข้าเห็นได้”“เรื่องนั้นข้าน้อยไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าน้อยจำไม่ผิดแน่นอน ใบหน้าขององค์หญิงเก้ากับหญิงในภาพเหมือนกันทุกประการ”หลงเหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งขันทีเสียงดัง “ส่งทูตไปแคว้นเซี่ยเดี๋ยวนี้ แล้ว ให้เขาวาดภาพเหมือนขององค์หญิงม่านหนี่มาให้ข้า ข้าต้องการเห็นด้วยตาตัวเองว่าเป็นคนเดียวกับหญิงในภาพหรือไม่”“พ่ะย่ะค่ะ”“แล้วให้รีบไปรีบกลับ ข้าแทบจะอดใจไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นใบหน้าขององค์หญิงเก้า” หลงเหวินกำภาพวาดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้ชายผู้ให้ข้อมูลรีบก้มหน้าลง ขณะที่หลงเหวินยังคงจ้องภาพหญิงงามไม่วางตา ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “อ้อ จริงสิ ส่งคนไปแจ้งท่านมือปราบมู่หานจวินด้วย”ขันทีชะงัก “แจ้ง
ด้านหลังจวนตระกูลหลี่ในยามเย็น ชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีเข้มเดินลัดเลาะมาตามกำแพงด้วยท่าทีมีพิรุธ เขาหยุดมองซ้ายทีขวาทีหลายครั้ง พอแน่ใจว่าไม่มีใครจึงเคาะประตูเล็กด้านหลังเบาๆ สามครั้งเหมือนการส่งซิกไม่นานประตูก็เปิดออก ฮูหยินหลี่ก้าวออกมา นางเหลียวมองไปรอบด้าน ก่อนรีบยื่นห่อผ้าสีน้ำตาลขนาดพอดีมือให้ชายคนนั้น “เอาไป แล้วรีบไปเสีย อย่าให้ใครเห็นเจ้า”ชายคนนั้นรับห่อมาอย่างลนลาน “ฮูหยิน เรื่องที่ท่านสั่ง...”“ข้าบอกให้รีบไปพูดมากอยู่ได้” ฮูหยินหลี่ตวาดเสียงต่ำ “หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง ไม่ใช่แค่เจ้าที่เดือดร้อน ข้าเองก็หนีไม่พ้น”ชายคนนั้นหน้าซีด รีบเก็บห่อผ้าไว้ในอกเสื้อแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่เพิ่งพ้นมุมกำแพงไปไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืด“จะรีบไปไหนหรือ”ชายคนนั้นชะงักกึก หลัวเฟิงก้าวออกมาจากด้านหน้า ขณะที่ฉินอู๋ปรากฏตัวด้านหลัง ปิดทางหนีเอาไว้พอดี ทั้งสองคนได้รับคำสั่งให้เฝ้าตระกูลหลี่ไว้เห็นชายคนนี้ลอบมาที่หลังจวนตั้งแต่แรก จึงซ่อนตัวเฝ้าดูอยู่เงียบๆชายคนนั้นหน้าถอดสี รีบหันกลับจะวิ่ง แต่ฉินอู๋คว้าคอเสื้อไว้ได้ก่อน“ปล่อยข้า ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”ห
กรมมือปราบแทบกลายเป็นสนามรบย่อมๆ ไปแล้ว หญิงสองคนยืนประจันหน้ากันกลางกรม คนหนึ่งคือฮูหยินหลี่ สตรีร่างอวบที่ยังหอบจากการปะทะเมื่อครู่ ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียว แต่งกายงดงาม แม้เส้นผมจะยุ่งไปเล็กน้อยก็ยังเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับสมบัติของสามีข้า” ฮูหยินหลี่ตวาด “ท่านพี่แต่งข้าเข้าบ้านอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม ข้าคือภรรยาของเขา เจ้าต่างหากที่เป็นใครก็ไม่รู้!”หญิงสาวหัวเราะเย็นๆ “ใครก็ไม่รู้หรือ ก่อนเขาจะตาย สามีเจ้าสัญญาว่าจะยกบ้านหลังนี้กับร้านค้าให้ข้า เขายังบอกด้วยว่าจะไม่ปล่อยให้ข้ากับลูกต้องลำบาก เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้ากวาดทรัพย์สินทั้งหมดไปคนเดียวหรือ ก่อนนั้นข้ากับลูกติดตามเขาไปแคว้นเซียบ่อยๆ เจ้าเคยได้รับโอกาสนั้นไหม”“ลูก” ฮูหยินหลี่ตาโต “เจ้าพูดถึงลูกของใคร”“ลูกของท่านพี่ต้าฟู่สิ จะลูกของใครได้อีก”เสียงฮือฮาจากชิงเฟยดังขึ้นทันทีชิงเฟยที่ลอยอยู่ระหว่างหญิงทั้งสองถึงกับเบิกตากว้าง นางรีบวนรอบคนหนึ่งที รอบอีกคนที ราวกับกำลังนั่งดูละครสนุกที่สุดในชีวิต “เดี๋ยวนะ...มีลูกด้วย แล้วทำไมเพิ่งรู้กันตอนคนตายไปแล้ว หรือว่าคนตายมีความลับเยอะก







