تسجيل الدخولตัวข้าเป็นมือปราบมาทั้งชีวิต เคยคลี่คลายคดีมากมาย เคยตามหาคนหาย เคยลากตัวฆาตกรเข้าสู่คุก ทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้าตามหาเท่าไรก็ไม่มีวันพบ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ นั่นคือหญิงสาวที่ชื่อชิงเฟย
عرض المزيدหลายปีผ่านไปแล้ว นับตั้งแต่ข้าไม่ได้พบชิงเฟย
บางครั้งยังเผลอหันกลับไปด้านหลัง เพียงเพราะรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเดินตามมาเหมือนเมื่อก่อน
แต่น่าเสียดาย...คราวนี้ไม่มีเสียงบ่น ไม่มีเสียงหัวเราะ และไม่มีหญิงสาวคนนั้นยืนอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว
ตัวข้าเป็นมือปราบมาทั้งชีวิต เคยคลี่คลายคดีมากมาย เคยตามหาคนหาย เคยลากตัวฆาตกรเข้าสู่คุก
ทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้าตามหาเท่าไรก็ไม่มีวันพบ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอนั่นคือหญิงสาวที่ชื่อชิงเฟย
ข้าชื่อมู่หานจวิน เป็นมือปราบแห่งเมืองหลวง
ตลอดชีวิตของข้าเคยจับโจร ฆาตกร และคนร้ายมานับไม่ถ้วน เคยเห็นศพมากกว่าที่คนธรรมดาจะเห็นตลอดชีวิต และเคยคิดมาตลอดว่าบนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวไปกว่าคนเป็น
จนกระทั่งข้าได้พบชิงเฟย ชีวิตของข้าก็ไม่เคยสงบอีกเลย
เพราะชิงเฟยเป็นผี
และปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ...ตัวข้าไม่สามารถอยู่ห่างจากผีตนนี้ได้
ไม่ใช่ชิงเฟยที่ถูกผูกติดกับข้า หากแต่เป็นข้าที่ถูกชะตากรรมผูกไว้กับชิงเฟย
ในฐานะมือปราบ ข้าเห็นศพมามากเกินกว่าจะรู้สึกหวาดกลัวกับความตายอีกแล้ว ศพบนแท่นนอนเย็นชืด ใบหน้าซีดขาว ร่างกายไร้ลมหายใจ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติไปกว่าคดีที่ข้าเคยพบ
แต่หญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า.... ในวันที่มีการตายปริศนาของคุณหนูตระกูลหนึ่ง
ที่เรือนสกุลจ้าว ภายในจวนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เสียงร้องไห้ดังออกมาจากเรือนด้านในไม่ขาดสาย บิดามารดาของผู้ตายแทบหมดเรี่ยวแรงจากการร่ำไห้มารดาของคุณหนู้จาวถูกสาวใช้สองคนช่วยกันประคองเอาไว้ ส่วนบิดานั่งอยู่หน้าห้องด้วยใบหน้าซีดเผือด มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเห็นเส้นเลือด รับรู้ถึงความโศกสลดได้ในทันที
จนแทบไม่มีใครสังเกตว่ามือปราบคนหนึ่งเดินเข้าไป
“หลีกทางให้ท่านหัวหน้ามือปราบ”
เสียงผู้ช่วยหัวหน้ามือปราบต้าหยงตัวอ้วนดังขึ้นด้านหลัง ผู้คนจึงค่อยๆ แหวกทาง
ให้เดินผ่านประตูจวนเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน สายตากวาดมองรอบด้านตามนิสัยของคนทำคดี
ความวุ่นวายตรงหน้ามากเกินไป เสียงร้องไห้ดังเกินไป อาจรบกวนสมาธิ
และมีคนอยู่มากเกินความจำเป็น อาจเพราะความอยากรู้อยากเห็นที่เป็นนิสัยที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด
“ใครเป็น…” คนพบศพ พูดยังไม่ทันจบ
สายตาสบเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ชายคาอีกด้าน
ชุดของสตรีนางนั้นเป็นสีอ่อนจนแทบกลืนไปกับแสงในยามบ่าย ร่างกายดูโปร่งบางอย่างประหลาด ขอบร่างเลือนรางราวกับหมอกจางๆ และมีประกายสีอ่อนล้อมอยู่รอบตัวจนผิดแผกจากผู้คนทั้งหมดในเรือน
แม้มองไม่เห็นใบหน้าของนางชัดนัก แต่ก็ไม่อาจละสายตาจากนางได้
และจำได้ว่าชั่วขณะที่สายตาของเราสบกัน หญิงคนนั้นกลับอ้าปากค้างตะลึงจังงัง
“ใต้เท้า”
เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้หันกลับมา
ต้าหยงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้ามู่หานจวิน ก่อนประสานมือคารวะ สีหน้าที่เคยเคร่งขรึมอยู่แล้วกลับจริงจังขึ้นอีกหลายส่วน
“ว่ามา”
ข้าหันกลับไปมองทางเดิมอีกครั้ง
ไม่มีหญิงสาวคนนั้นแล้ว
เหลือเพียงทางเดินว่างเปล่าและกลุ่มสาวใช้ที่กำลังวุ่นวาย ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนละสายตากลับมาที่ต้าหยง
“ใต้เท้า ข้าสอบถามคนในจวนเบื้องต้นแล้ว ผู้ตายคือคุณหนูจ้าวอวี้หลัน อายุสิบเก้าปี เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนายท่านจ้าวเจอหยุนกับฮูหยินจ้าวหยงเอ่อร์”
มู่หานจวินพยักหน้าให้กล่าวต่อ ต้าหยงเองก็ทำหน้าจนปัญญา ก่อนกล่าวออกมาตรงๆ
“เบื้องต้นเป็นคดีที่เหมือนก่อนหน้านี้ ไม่มีอะไรให้ตามต่อ ดังนั้นข้าจึงไม่กล้าสรุปอะไรทั้งนั้น”
มู่หานจวินทำสีหน้าหนักใจหันไปทางเรือนด้านในแล้วพูดต่อ
“ไม่มีอะไรให้ตามต่อและเราก็หาตัวคนร้ายไม่ได้ นี่ศพที่สี่แล้วนะ”
ต้าหยงหันมามองมู่หานจวินเขาผายมือไปยังเรือนที่เกิดเหตุ
“งั้นใต้เท้า เชิญไปดูด้วยตัวเองเถอะขอรับ”
ต้าหยงรีบเดินนำมาโดยไม่ต้องรอคำสั่ง มู่หานจวินไม่ได้ตอบอะไรอีก เขาเพียงปรายตามองต้าหยง ก่อนเดินตรงไปยังเรือนของผู้ตาย
“ใต้เท้า”
“อะไร”
“คดีพวกนี้ไม่มีร่องรอยคนร้ายเลย หรือพวกเราจะกำลังตามจับผีกันอยู่”
มู่หานจวินเหลือบมองมือขวาของตนเพียงครู่เดียว
“หากเจ้ากลัว ก็กลับไป”
ต้าหยงทำหน้าเหมือนถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรง
“ข้าหรือกลัว ใต้เท้า ข้าเพียงแค่พูดเล่นเท่านั้น”
“เช่นนั้นก็หุบปาก”
ต้าหยงเงียบลงทันที เพียงไม่นานก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำเบาๆ
“แต่หากเป็นผีจริง ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าต้องจับใส่คุกอย่างไร”
มู่หานจวินไม่ได้สนใจคำพูดนั้น
ระหว่างเดินผ่านทางเดินยาว สายตาของเขากลับกวาดมองไปทั่วบริเวณโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ตรงหัวมุมทางเดินที่เพิ่งเดินผ่านมา
ไม่มี หญิงสาวในชุดสีอ่อนผู้นั้นหายไปแล้ว หญิงสาวผู้นั้นดูน่าสงสัย สัญชาตญาณของเขาบอกว่ามีบางอย่างเกี่ยวกับ...
“ใต้เท้า ถึงแล้วขอรับ”
ต้าหยงที่เดินนำไปก่อนกลับเอื้อมมือเปิดประตูบานประตูไม้ค่อยๆ ถูกผลักออกมู่หานจวินก้าวตามไปเพียงครึ่งก้าวแล้วก็ชะงักงัน ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น
หญิงสาวในชุดสีอ่อนยืนอยู่ภายในห้อง ไม่สิ จะเรียกว่ายืนก็คงไม่ถูกนัก เพราะในเวลานี้หญิงสาวกำลังปีนขึ้นไปบนแท่นนอนที่มีร่างของคุณหนูผู้ตาย
มือข้างหนึ่งยันขอบแท่นนอนเอาไว้ ส่วนอีกข้างกำลังเอื้อมไปทางศพ ตัวทั้งตัวดูเหมือนกำลังพยายามปีนขึ้นไปอย่างทุลักทุเล มู่หานจวินชักระบี่ออกจากฝักแทบจะในทันที
“ต้าหยง ปิดประตูเดี๋ยวนี้”
ต้าหยงสะดุ้งสุดตัว
“ขอรับคืออะไรขอรับ”
แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้าหยงก็รีบหันกลับไปปิดประตูตามคำสั่งทันที ภายในห้องเงียบลงในชั่วพริบตา ต้าหยงหันกลับมาอย่างงุนงง
“ใต้เท้า เกิดอะไรขึ้นขอรับ”
มู่หานจวินไม่ได้ตอบ ปลายกระบี่ในมือยกขึ้นชี้ตรงไปยังหญิงสาว
“เจ้าคือใครแล้วกำลังจะทำอะไรบอกมา”
หญิงสาวที่กำลังปีนแท่นอยู่ชะงัก มู่หานจวินก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว
หญิงสาวค่อยๆ หันหน้ากลับมาช้าๆ
“นางสวรรค์หรือไร” เผลออุทานออกมาเบาๆ
ชิงเฟยตายตอนอายุยี่สิบห้าปี
ตายอย่างน่าปริศนาจริงๆ ก่อนตาย ยังนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มือข้างหนึ่งเลื่อนอ่านนิยายอย่างเมามัน ส่วนอีกข้างกำลังคีบเส้นเข้าปากด้วยความสุข ซุดสูดดดด
“อร่อยที่สุดจะว่าไปเรียกกว่าของโปรดก็ได้นะแบบนี้… พรึ่บ”
แล้วจู่ๆ ไฟในห้องก็ดับ ยังไม่ทันได้ลุกไปดูว่าเบรกเกอร์ตัดหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงดังสนั่น
ตูม อ้ากกกกกก
ชิงเฟยจำได้เพียงว่าตัวเองสะดุ้งเฮือก บะหมี่ที่กำลังจะเข้าปากกระเด็นออกไปคนละทาง ก่อนทุกอย่างจะมืดสนิท
จากนั้นก็ไม่มีจากนั้นอีกแล้ว
ก้นของชิงเฟยกระแทกเข้ากับพื้นอย่างจังตรงแทบเท้าของมู่หานจวิน ชิงเฟยร้องโอ๊ยพลางยกมือขึ้นกุมสะโพก หน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บ ทั้งที่เป็นผี แต่แรงกระแทกกลับรู้สึกได้เต็มๆ ซะงั้น ผีก็เจ็บได้หรอกรึ"เจ้าร้องโวยวายเล่นละครอะไรอีก..." มู่หานจวินขมวดคิ้ว เตรียมจะต่อว่า แต่คำพูดก็ต้องกลืนลงคอไปทันทีเมื่อสายตาสบเข้ากับตรงระหว่างข้อมือขวาของชิงเฟยกับข้อมือซ้ายของมู่หานจวิน... มีประกายแสงสีทองระยิบระยับเป็นเส้นยาว"นั่น... นั่นมันอะไรกันน่ะ ทำไมมีเชือกมาผูกข้อมือข้าไว้กับขาหน้าท่านเอ๊ยข้อมือท่านได้ล่ะ" ชิงเฟยตาโต ยื่นข้อมือออกไปดูแล้วพยายามกระชากมู่หานจวินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าคมคายฉายแววตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช้ง…มู่หานจวินชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ประกายกระบี่คมกริบวูบวาบ ตวัดคมกระบี่ฟันฉับลงบนเชือกสีทองเส้นนั้นเต็มแรงทว่าคมกระบี่กลับตัดผ่านเส้นเชือกไปราวกับฟันใส่ลม เชือกสีทองเรืองแสงไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน มันยังคงเชื่อมต่อข้อมือของทั้งสองไว้เช่นเดิมมู่หานจวินรีบเก็บกระบี่ลงฝัก แล้วเปลี่ยนมาใช้มือทั้งสองข้างดึงออกคราวนี้กลับได้ผล จึงพยายามจะแกะและคลายปมเชือกสีทองที่พั
“ใต้เท้า…ใต้เท้าท่านถามศพอยู่หรือขอรับ ท่านดื่มหนักไปหรือขอรับเมื่อวาน”ความเงียบภายในเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ ต้าหยงกะพริบตาปริบๆ มองมู่หานจวินที่กำลังถือกระบี่ชี้ไปยังพื้นที่ว่างเปล่า ก่อนจะมองไปยังร่างของคุณหนูที่นอนนิ่งอยู่บนแท่น“ใต้เท้า...”“ต้าหยงออกไป”“อะไรนะขอรับ”“ข้าบอกให้ออกไป” ต้าหยงชะงัก“แต่ใต้เท้า ข้าเพิ่งปิดประตู”“เช่นนั้นก็เปิดแล้วออกไปซะ” น้ำเสียงของมู่หานจวินต่ำลงต้าหยงทำหน้าลำบากใจเม้มปากก่อนยอมถอยไปทางประตู“ขอรับ”เปิดประตูออกเล็กน้อย แต่ก่อนจะก้าวพ้นออกไป ต้าหยงยังหันกลับมามองเจ้านายของตนอีกครั้ง ต้าหยงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจออกจากห้องและปิดประตูทันทีที่ประตูปิดลง ชิงเฟยก็ถอนหายใจออกมา“ในที่สุดก็ไปเสียทีที่นี่เหลือแต่ข้ากับ ท่านแล้วนะ”มู่หานจวินหันกลับมาทันที“เมื่อครู่เจ้าเรียกตัวเองว่าคุณหนูหรือ”ชิงเฟยสะดุ้ง“ใช่สิ”“ชื่ออะไร” มู่หานจวินขมวดคิ้วชิงเฟยชะงัก ชื่ออะไรนะ เมื่อครู่ทุกคนเรียกกันแต่ว่า คุณหนูแย่แล้ว คุณหนูเป็นอย่างไร คุณหนู...ไม่มีใครบอกชื่อเลยนี่“ชื่อ...” ชิงเฟยพยายามทำสีหน้าให้สงบนิ่งมู่หานจวินกอดอก รอคำตอบ“คุณหนู…แย่แล้ว…” ชิงเฟย
ตอนแรกชิงเฟยคิดว่าตัวเองคงเป็นลม แต่เมื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพตรงหน้ากลับไม่ใช่ห้องเช่าเล็กๆ ที่คุ้นเคยชิงเฟยกะพริบตาปริบๆ เบื้องหน้าคือเรือนไม้โบราณชิงเฟยยืนอยู่กลางทางเดินอย่างงุนงง จากนั้นก็ก้มมองตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้น ยกมือขึ้นมาโบกไปมา มือขาวซีดแถมยังดูเปล่งประกายแปลกๆ เล็กน้อย“นี่เราอยู่ที่ไหน เดี๋ยวนะ”คนที่วิ่งผ่านตัวชิงเฟยไปเมื่อครู่ก็พุ่งทะลุร่างออกไปอย่างน่าตกใจ ชิงเฟยรีบหันกลับไปหญิงรับใช้คนนั้นยังคงวิ่งต่อไปอย่างหน้าตาตื่น ราวกับไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่ตนเองเพิ่งวิ่งทะลุร่างของใครบางคนมาชิงเฟยมองตามหลังอยู่ครู่หนึ่ง ยืนอึ้งอยู่กลางทางเดิน ทุกอย่างราวกับในซีรีส์จีนเถอะ“หา นี่มันอะไรกัน อ่าาาทะลุมิติแล้วววว แต่เหตุใดทะลุมิติมาแล้วถึงยังไม่เข้าร่างใครสักคนกันเล่าหรือว่าต้องหาร่าง” ตะโกนแม้จะไม่มีใครได้ยินก็ตามชิงเฟยรู้จักพล็อตแบบนี้ดี ตายแล้วทะลุมิติ นี่คือพล็อตนิยายยอดฮิตอย่างไม่ต้องสงสัย“ฮ่าาาาๆๆ” ชิงเฟยหัวเราะออกมาด้วยความดีใจตายแล้วได้เริ่มชีวิตใหม่ แถมดูจากสถานการณ์แล้ว ร่างที่กำลังจะเข้าไปอยู่ต้องเป็นคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยเสียด้วยดูจากเสียงร้องไห้นั่นสิ หากช
หลายปีผ่านไปแล้ว นับตั้งแต่ข้าไม่ได้พบชิงเฟยบางครั้งยังเผลอหันกลับไปด้านหลัง เพียงเพราะรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเดินตามมาเหมือนเมื่อก่อนแต่น่าเสียดาย...คราวนี้ไม่มีเสียงบ่น ไม่มีเสียงหัวเราะ และไม่มีหญิงสาวคนนั้นยืนอยู่ตรงนั้นอีกแล้วตัวข้าเป็นมือปราบมาทั้งชีวิต เคยคลี่คลายคดีมากมาย เคยตามหาคนหาย เคยลากตัวฆาตกรเข้าสู่คุกทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้าตามหาเท่าไรก็ไม่มีวันพบ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอนั่นคือหญิงสาวที่ชื่อชิงเฟยข้าชื่อมู่หานจวิน เป็นมือปราบแห่งเมืองหลวงตลอดชีวิตของข้าเคยจับโจร ฆาตกร และคนร้ายมานับไม่ถ้วน เคยเห็นศพมากกว่าที่คนธรรมดาจะเห็นตลอดชีวิต และเคยคิดมาตลอดว่าบนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวไปกว่าคนเป็นจนกระทั่งข้าได้พบชิงเฟย ชีวิตของข้าก็ไม่เคยสงบอีกเลยเพราะชิงเฟยเป็นผีและปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ...ตัวข้าไม่สามารถอยู่ห่างจากผีตนนี้ได้ไม่ใช่ชิงเฟยที่ถูกผูกติดกับข้า หากแต่เป็นข้าที่ถูกชะตากรรมผูกไว้กับชิงเฟยในฐานะมือปราบ ข้าเห็นศพมามากเกินกว่าจะรู้สึกหวาดกลัวกับความตายอีกแล้ว ศพบนแท่นนอนเย็นชืด ใบหน้าซีดขาว ร่างกายไร้ลมหายใจ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติไปกว่าคดีที่ข้าเคยพบแต่หญิงสาว











