Masuk“ลายมือคุณหนูเปลี่ยนไปนะเจ้าคะ แอบไปฝึกตอนไหนกัน” ซือเจียที่เหลือบมองตัวหนังสือที่คุณหนูของนางกำลังตวัดปลายพู่กันอย่างคล่องแคล่วให้ความรู้สึกเพลินตา
“งั้นหรือ” ซินหยานไม่ได้ตอบอะไรมากนักเหมือนไม่ได้สนใจคำถามของอีกฝ่ายและเขียนต่อไป
ในชีวิตก่อนตอนที่ยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ซินหยานแทบจะอ่านหนังสือไม่ออกเลยสักตัว พอนางบอกว่าไม่ชอบท่านตาก็ไม่บังคับ ยิ่งกับน้าสะใภ้ที่ไม่อยากให้หลานรักคนนี้ได้ดียิ่งปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
การที่นางเขียนหนังสือไม่ได้และอ่านไม่ออกอาจจะเป็นหนึ่งในชนวนที่สร้างความขัดแย้งระหว่างนางและมารดา
เมื่อท่านแม่ของนางรู้ว่าบุตรสาวคนนี้ไม่ได้เรื่องขนาดไหนก็เคี่ยวเข็ญนางทุกอย่าง หากนางปฏิเสธก็จะโดนลงโทษท้ายที่สุดทุกอย่างก็เริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ
ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ระหว่างเฉินซินหยานและเพ่ยเจินมีกำแพงตั้งตระหง่านสูงชันจนไม่สามารถเอื้อมไปหากันได้ อาจจะตั้งแต่ที่ตอนนั้นมารดาของนางไม่ยอมเชื่อคำพูดของบุตรสาวคนนี้จนส่งนางมาอยู่ที่นี่
“ฝากจดหมายนี้ไปให้ท่านตาที บอกท่านตาว่าข้าอยากส่งมันให้ท่านปู่อย่างด่วนที่สุด”
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็ถึงเวลานอน ซินหยานทิ้งตัวลงบนเตียงหลังเล็กที่คุ้นเคย ห้องนี้เหมือนหลุมหลบภัยของนางในวัยเด็ก พอได้กลับมาอีกครั้งก็ทำให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้นมาบ้าง
“พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” ซินหยานพึมพำก่อนจะผล็อยหลับไป
แสงแดดอ่อนๆยามเช้าที่สาดส่องผ่านหน้าต่างบานเล็กพาให้เด็กน้อยขี้เซาค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นทีละน้อย และก็พลิกตัวไปอีกฝั่งเพื่อนอนต่อ
“ข้าเห็นนะเจ้าคะคุณหนูว่าท่านตื่นแล้ว” เสียงสดใสของใครบางคนดังมาจากปลายเตียง
“...” ซินหยานทำหูทวนลมและดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนมิดศีรษะ
“คุณหนู อย่าดื้อสิเจ้าคะ” ซือเจียบ่นเสียงเล็กเสียงน้อย มือก็จับปลายผ้าห่มแกว่งไปมา
“รีบแต่งตัวให้ข้าเร็วเข้า” ซินหยานนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางรีบดีดตัวขึ้นมานั่งด้วยความรวดเร็ว
นางจะต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อดูว่าน้าสะใภ้ของนางจะตอบสนองท่าทีที่นางแสดงเมื่อวานอย่างไร
ผลที่ตามมาก็ไม่ได้ต่างไปจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้มากนัก ซินหยานถูกลดอาหารให้เหลือแค่ข้าวต้มเปล่าๆอย่างเดียวไม่มีแม้แต่เครื่องเคียงสักอย่าง
น้าสะใภ้ให้เหตุผลกับท่านตาว่าเพราะเมื่อวานซินหยานทานขนมเข้าไปเยอะท้องไส้ก็ไม่ดี ให้ทานข้าวต้มเพื่อปรับความสมดุล
ต่อให้ท่านตาของนางอยากจะช่วยหลานรักแค่ไหนแต่ก็ไม่อยากให้เรื่องราวมันบานปลายไปมากกว่านี้ เพราะถ้าเขาทำอะไรไปผลสุดท้ายก็จะมาตกที่ซินหยานอีกอยู่ดี
เฉินซินหยานทนกินข้าวต้มทุกมื้อมาเป็นเวลาสามวันแล้ว พอดีกับที่จดหมายตอบกลับจากท่านปู่ของนางก็เดินทางมาถึงเช่นกัน
“คุณหนูมีความสุขเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” ซือเจียถามด้วยความแปลกใจ
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้คุณหนูของนางมีท่าทีต่อต้านเซียวฮูหยินขึ้นมาบ้างแล้ว แต่พอโดนลงโทษก็ดูจะกลับไปเงียบสงบเหมือนเดิม แต่เด็กๆก็คงจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาง่ายเช่นนี้
“ท่านปู่ตอบจดหมายข้ามาแล้ว เจ้าดูสิ” มือเล็กๆยื่นจดหมายให้อีกคนดู
ซือเจียมองกระดาษที่อยู่ในมือคุณหนูของนางแล้วก็ต้องเบิกตาโพลง ในอกเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก ถึงเนื้อความจะมีแค่ไม่กี่บรรทัดแต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากเลยทีเดียว
“นายท่านตอบจดหมายของคุณหนูจริงๆด้วย หรือว่าพวกเขาจะให้อภัยคุณหนูแล้วเจ้าคะ” ซือเจียรีบถามด้วยความตื่นเต้น
“เปล่าหรอก ข้าไปรีดไถเงินเขามา” ซินหยานยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ไถเงิน ! ” ซือเจียเผลอตะโกนออกมาเสียงดัง
ซือเจียได้แต่คิดโทษตัวเองที่คิดว่าคุณหนูแค่แปลกไปไม่กี่วันก็หาย นี่นางถึงกับกล้าส่งจดหมายไปขอเงินนายท่านเฉินเลยหรือ ใจกล้าเกินไปแล้ว
“เฮ้อ ไม่ต้องคิดมากหรอก”
“จะไม่ให้บ่าวคิดมากได้อย่างไรกันเจ้าคะ นี่ใช่เรื่องเล็กเสียเมื่อไหร่กัน”
“ไม่ต้องห่วง เงินส่วนนี้คือเบี้ยเลี้ยงที่ลูกหลานตระกูลเฉินทุกคนควรจะได้ทุกเดือนอยู่แล้ว ข้าก็แค่ขอในส่วนของข้าย้อนหลังเท่านั้นเอง” ร่างบางช่วยไขข้อสงสัยให้กับบ่าวที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ออกมาเสียให้ได้
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...”
“เชื่อข้าสิซือเจีย ที่ข้าทำไปล้วนมีเหตุผล”
“ถ้าเช่นนั้น คุณหนูจะเอาเงินไปทำอะไรเจ้าคะ”
อย่างน้อยซือเจียคิดว่านางก็ควรรู้ว่าคุณหนูของนางจะเอาเงินมากมายเหล่านั้นมาใช้จ่ายไปกับสิ่งใด เพื่อป้องกันผลร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น
“เป็นความลับ” ซินหยานกระซิบเสียงเบา
ยังไม่ทันที่บ่าวคนสนิทจะพูดอะไรต่อซินหยานก็รีบวิ่งออกจากห้องไปเพื่อไปยังห้องทำงานของท่านตาของนางทันที
“ท่านตาาาา” เสียงสดใสของซินหยานดังไปตลอดทางที่นางวิ่งผ่านเรียกความสนใจของบ่าวรับใช้ให้ต้องหันมองตาม
“อย่าวิ่งสิซินซินเดี๋ยวก็หกล้มเจ็บตัวอีก” ผู้เป็นตาบอกเสียงดุแต่ก็แฝงไปด้วยความเป็นห่วง
เฉินซินหยานแค่ยิ้มกว้างเป็นการตอบรับ ราวกับว่านางไม่ได้มีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรทั้งๆที่ต้องทนกินข้าวต้มมากี่มื้อแล้วก็ไม่รู้
“ได้มาไหมเจ้าคะ” สายตาซุกซนกวาดไปทั่วบริเวณห้องเพื่อหาสิ่งที่ต้องการ
“เจ้าหมายถึงสิ่งใดกัน”
“ท่านตาไม่ต้องมาทำเป็นไขสือเลยเจ้าค่ะ” นิ้วชี้ป้อมๆโบกไปมาตรงหน้าผู้เป็นตาราวกับรู้ทัน
“เอ้า รับไป” ตั๋วเงินจำนวนหนึ่งถูกวางลงตรงหน้าซินหยานให้นางฉีกยิ้มกว้าง
“ท่านตาดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ” ซินหยานรวบกระดาษตรงหน้ามากอดไว้ด้วยความหวงแหน
“เจ้าจะเอาเงินมากมายขนาดนี้ไปทำอะไรซินเอ๋อร์”
“ท่านตาได้ข่าวไหมเจ้าคะว่าช่วงนี้ไหมราคาถูกมากแทบจะราคาต่ำที่สุดในรอบเกือบสิบปีเลย” ซินหยานพูดน้ำเสียงไม่จริงจังนักเหมือนสิ่งที่พูดออกมาเป็นเรื่องทั่วไป
“หืม เจ้าสนใจเรื่องการค้าพวกนี้ด้วยหรือ” ผู้เป็นตาเลิกคิ้วสูงด้วยความใคร่รู้
ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ซินเอ๋อร์ของเขาเปลี่ยนไปอยู่บ้างแต่นี่ถึงกับสนใจเรื่องความเป็นไปของกิจการของผู้ใหญ่ด้วย
“ข้าบังเอิญได้ยินพวกบ่าวพูดกันเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าอยากจะซื้อพวกมันไว้งั้นสินะ” เขาก็พอจะเข้าใจได้ว่าหลานตัวน้อยคงจะอยากเล่นสนุกตามประสาเด็กแต่นี่ก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย
“ใช่เจ้าค่ะ” ซินหยานพยักหน้ารับ ในหัวก็วางแผนว่าจะใช้เงินเจ็ดร้อยตำลึงนี้อย่างไรดี
บทที่ 19 ท่านไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ผ้าไหมกองพะเนินถูกนำมาวางไว้บนเตียงของซินหยาน โดยมีซือเจียคอยจัดแยกตามสีของพวกมัน “ท่านมหาเสนาบดีคงเอ็นดูคุณหนูมากเลยนะเจ้าคะ” ซือเจียยิ้มดีอกดีใจที่คุณหนูได้รับความรักจากคนในครอบครัว “คงทั้งเอ็นดูและสงสารนั่นแหละ” ซินหยานเหยียดยิ้มแต่มันกลับดูเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ซินหยานลูบสัมผัสเนื้อผ้าไหมแต่ละผืนในหัวก็คิดถึงสิ่งที่พึ่งเห็น ไม่ว่านางจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหนก็ไม่สามารถลดความเกลียดชังที่ท่านแม่มีต่อนางได้ “คุณหนู” ซือเจียเรียกเสียงละห้อย “ช่างมันเถอะ ฝากเจ้าจัดการผ้าพวกนี้ทีนะข้าจะนอนแล้ว” ซินหยานบอกเสียงเรียบ เมื่อซือเจียนำผ้าทั้งหมดไปเก็บแล้วพวกนางก็เข้านอนตามปกติ ซินหยานนอนพลิกตัวไปมาทั้งคืนไม่สบายตัว กว่าจะหลับจริงๆก็เกือบเช้า เช้าวันถัดมาซินหยานยังไม่ทันได้ล้างหน้าก็มีบ่าวมาแจ้งว่าท่านพ่อและท่านแม่ของนางให้ไปพบในอีกครึ่งชั่วยาม เมื่อซินหยานเดินมาถึงห้องรับรองในเรือนของบิดาก็พบว่ามีคนหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งป้าสะใภ้ ท่านแม่ ท่านป้ารอ
บทที่ 18 ความสุขเพียงชั่วครู่ ซินหยานและพี่ชายพากันเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้จนของเต็มมือ และมาถึงร้านที่ให้ทายปริศนาโคมไฟ “ข้าเข้าไปเล่นได้ไหมเจ้าคะท่านปู่” ซินหยานเขย่ามือท่านปู่ของนางเพื่อขออนุญาต ถึงโคมไฟเหล่านี้จะไม่ได้วิเศษกว่าโคมไฟทั่วไป แต่วิธีการที่ได้มันมาต่างหากที่ทำให้มันมีคุณค่า คนหลายสิบคนที่แย่งกันตอบปริศนายิ่งทำให้มันน่าเข้าร่วมการแข่ง “ไปสิ” “พี่รอง ไปกันเจ้าค่ะ” ซินหยานปล่อยมือจากท่านปู่ของนางและลากพี่ชายของนางเข้าไปในหมู่ผู้คน ชายชรายืนรอหลานๆของเขาอยู่ด้านนอก ดวงตาทอดมองความร่าเริงของหลานสาวแล้วก็พลอยทำให้เรื่องเครียดที่สะสมไว้เหมือนจะเบาลง “รางวัลปริศนาอันต่อไปคือโคมไฟอันนี้ ทุกท่านพร้อมหรือยังขอรับ” เจ้าของร้านกำลังถือโคมไฟที่จะเป็นรางวัลอันต่อไปอยู่ในมือ “พร้อม ! ” เสียงคนเกือบร้อยคนพูดพร้อมกัน “พี่รอง ท่านต้องแย่งมาให้ได้นะเจ้าคะ” ซินหยานหันไปบอกกับพี่ชายน้ำเสียงจริงจัง “อยากได้ขนาดนั้นเลยหรือ ให้ท่านปู่ซื้อให้ก็ได้นี่” “มันไม่เหมื
บทที่ 17 ไปเทศกาลโคมไฟกันเถอะ เฉินซินหยานไปชวนพี่ชายของนางไปเที่ยวเทศกาลหยวนเซียวด้วยกัน พี่ชายก็ชวนท่านพ่อกับท่านแม่ และก็ชวนกันต่อไปเป็นทอดๆทำให้ตอนนี้รถม้าของสกุลเฉินถูกนำออกมาใช้ครบทุกคัน ท่านปู่ของนางมีบุตรทั้งหมดสี่คนประกอบด้วยลุงใหญ่ ป้ารอง ท่านพ่อ และท่านอา ท่านอามีอายุต่างจากพี่น้องคนอื่นเกินสิบปีเป็นคนที่ซินหยานสนิทใจด้วยที่สุดในบรรดาพี่น้องของพ่อ ลุงใหญ่มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ป้ารองมีฝาแฝดชายหญิง และท่านอาของนางนั้นยังไม่มีบุตร โชคยังเข้าข้างซินหยานที่ท่านปู่ของนางให้นั่งรถม้าคันเดียวกัน เด็กสาวจึงลากพี่ชายของตัวเองมานั่งด้วยกัน “ท่านพี่ไม่สบายหรือเปล่าเจ้าคะ” ซินหยานถามด้วยความเป็นห่วง ด้วยความกังวลซินหยานจึงเอามือทาบหน้าผากพี่ชายเพราะเขามีท่าทีแปลกๆ ตั้งแต่ขึ้นรถม้าก็ก้มหน้าตลอดทาง และสีหน้าก็ไม่ค่อยดี “ปะ...เปล่า” จงอิ้นตอบตะกุกตะกัก แต่ก็ยังไม่ยอมสบตาใคร “แล้วทำไมสีหน้าของท่าน” ซินหยานยังคงไม่วางใจ “พี่ไม่ได้เป็นอะไร แค่นอนไม่หลับเลยเพลียๆ” เขาบ่ายเบี่ยงเพราะอ
บทที่ 16 รางวัลของหลานสาว ระหว่างการประชุมมีขุนนางบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเด็กสาวตัวน้อยที่นั่งก้มหน้าอ่านตำราเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่หลวงเอาไว้ สิ่งที่น่าขันคือผู้เป็นใหญ่ที่สุดในห้องอย่างอัครมหาเสนาบดียอมเชื่อและทำตามคำของเด็กตัวแค่นี้ เขารีบสั่งการส่งม้าเร็วไปสำรวจพื้นที่นั้นทันที “กว่าจะได้คำตอบคงเป็นพรุ่งนี้เช้า พวกเราก็แยกย้ายกันก่อน” เสียงทรงอำนาจออกคำสั่ง “แต่นี่คือเรื่องเร่งด่วนนะขอรับใต้เท้าเฉิน ถ้าพวกเราไม่รีบเคลื่อนทัพตอนนี้จะกลายเป็นพวกเราที่เสียเปรียบ” อัครมหาเสนาบดีเฉินตวัดสายตามองคนพูดทันควัน เหมือนคนพวกนี้จะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นใคร “แล้วถ้าทหารนับพันนับหมื่นต้องล้มป่วยเพราะความใจร้อนของเจ้า เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร” เฉินรุ่ยเซียวถามเสียงเย็น ท่าทางน่าเกรงขามของเขาทำให้คนอื่นๆในห้องต้องปิดปากเงียบไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรขึ้นมาอีก ซินหยานกำลังรื้อฟื้นความทรงจำที่เคยเรียนในบทเรียนเมื่อชาติที่แล้ว นางอาจจะไม่เคยรับรู้ตอนที่เกิดสงครามแต่ได้มาเรียนประวัติของแคว้นในตอนโต
บทที่ 15 คุณหนูหกเฉิน คุณหนูหกสกุลเฉินยืนถือถ้วยยารออยู่หน้าห้องทำงานของผู้เป็นปู่อย่างท่านอัครมหาเสนาบดีเฉินมาได้สักพักจนรู้สึกได้ว่ามือกำลังสั่นเล็กๆ “คุณหนู มาทำอะไรขอรับ” อวี้หลางที่ได้รับการแจ้งว่ามีคนขอเข้าพบนายท่านของเขาเปิดประตูออกมาก็เจอซินหยานยืนรออยู่ “ข้าเอายาบำรุงมาให้ท่านปู่เจ้าค่ะ” ซินหยานบอกเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้ม “เอ่อ นายท่านกำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่ขอรับ” อวี้หลางมีสีหน้าลำบากใจ ตามปกติแล้วในเวลาแบบนี้จะไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าไปเด็ดขาดเพราะเรื่องที่พูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่สายตาวิบวับของเด็กน้อยตรงหน้าก็ทำให้เขาเหมือนจะใจอ่อน “ข้าต้มยามาให้ท่านปู่ ถ้านานกว่านี้ยาก็จะเย็น ทำยังไงดีอวี้หลาง” เฉินซินหยานทำหน้าสลด ดวงตาที่เคยวาววับก็หม่นลง “คุณหนูรอสักครู่นะขอรับ” ท้ายที่สุดอวี้หลางก็ยอมใจอ่อน เขาเข้าไปในห้องนั้นได้ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม “เชิญขอรับคุณหนู” อวี้หลางผายมือให้ซินหยานเข้าไปด้านในและเดินตามหลังนางเข้าไป ซินหยานก้มหัวให้คนอื่นๆที่นั่ง
บทที่ 14 ลืมสนิท หลังจากมื้ออาหารที่ไม่มีใครได้แตะแม้แต่ตะเกียบจบลงทุกคนก็แยกย้ายกลับเรือนของตนเองโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว “คุณหนูไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ” ซือเจียรีบปรี่เข้าหาคุณหนูของนางด้วยความเป็นห่วง “ไม่ต้องห่วง ข้าสบายดี” นางโกหก เจอเรื่องแบบนี้มาคงไม่มีใครสบายใจได้หรอก ถึงภายในจะบอบช้ำแค่ไหนแต่การแสดงความอ่อนแอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน น้ำตาไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจ “คุณหนู” ซือเจียพึมพำเสียงอ่อน แววตาทอความเวทนา “เดิมทีข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเรียกร้องความรักจากใครอยู่แล้ว เป้าหมายของข้าใหญ่กว่านั้นมาก” ซินหยานบอกน้ำเสียงจริงจัง ต่อให้พยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหนแต่ตัวนางก็รู้ดี แม้แต่ร่างกายของนางยังประท้วงกับสิ่งที่นางพูด ในอกมีความรู้สึกหน่วงจนเจ็บ “คุณหนูอยากทำอะไรเจ้าคะบอกซือเจียได้หรือไม่ ซือเจียอยากช่วยคุณหนูจริงๆ ทุกเรื่องที่คุณหนูแบกไว้ให้ซือเจียช่วยดีไหมเจ้าคะ” ซือเจียเอื้อมมือไปกอบกุมมือเล็กๆของเจ้านายไว้ ในความคิดของซือเจียนั้นซินหยานก็เหมือนน้อ







