Masukเสียงหัวเราะของเด็กน้อยวัยแปดขวบดังไปตลอดทางจนนางเดินมาถึงห้องของตัวเองถึงได้เงียบไป
“คุณหนูไม่น่าไปทำแบบนั้นเลยนะเจ้าคะ หากโดนฮูหยินทำโทษแล้วบ่าวจะช่วยคุณหนูได้อย่างไรกัน” ซือเจียโอดครวญด้วยความเป็นห่วง
“พวกเราต้องเลิกกลัวนางได้แล้วนะซือเจีย” ซินหยานผ่อนลมหายใจปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ
ต่อให้นี่จะเป็นเรื่องจริงที่นางได้ย้อนเวลากลับมาหรือเป็นแค่ความฝันแต่ซินหยานก็อยากจะลองเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างสักครั้ง
“โถ่ คุณหนูก็รู้ว่านางเป็นคนใจร้ายแค่ไหน” ซือเจียพูดจากใจจริง น้าสะใภ้ของซินหยานชอบทำโทษทั้งซือเจียและซินหยานอยู่บ่อยครั้ง นายท่านผู้เฒ่าก็มักจะมารู้เรื่องทีหลังจากที่ทุกอย่างจบลงไปแล้ว
“หรือเจ้าอยากจะให้ข้าก้มหัวให้คนแบบนั้นไปตลอดชีวิตเลยหรือไงกัน” ซินหยานย้อนถาม
“ไม่ใช่แบบนั้นเจ้าค่ะคุณหนู”
ซือเจียมองคุณหนูของนางด้วยความประหลาดใจ นางสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณหนูของนางได้อย่างชัดเจน เมื่อวันก่อนคุณหนูยังกลัวฮูหยินจนขดตัวร้องไห้บนเตียงอยู่เลย
“ถ้าไม่ใช่แบบนั้น ต่อไปนี้ก็อย่ายอมก้มหัวให้คนแบบนั้นอีก”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
“ดีมาก เจ้าออกไปเอาขนมที่ข้าซื้อมาให้หน่อยสิเมื่อครู่ข้าลืมหยิบมาด้วย”
เดิมทีแล้วตัวนางในตอนห้าขวบก่อนที่จะถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่นั้นมีความดื้อรั้นอยู่เต็มเปี่ยม แต่เมื่อมาเจอกับความร้ายกาจของสตรีใจร้ายผู้นั้นเด็กที่เคยสดใสร่าเริงและดื้อรั้นก็สูญเสียความเป็นเด็กเหล่านั้นไป
นางกลายเป็นเด็กที่กลัวไปทุกอย่าง กลัวว่าจะทำผิดหรือทำให้คนอื่นไม่ถูกใจ แต่เมื่อเริ่มโตขึ้นก้าวเข้าสู่วัยสิบเอ็ดปีนั่นเป็นอีกครั้งที่นางเปลี่ยนไป นางถูกสตรีใจร้ายผู้นั้นขังไว้ในห้องเก็บฟืนมืดๆ ต้องอาศัยฝนที่หยดจากหลังคาที่รั่วเพื่อประทังชีวิต
ภายในความมืดมิดนั้นเสียงวิ่งไปมาของสิ่งมีชีวิตหลากชนิดทำให้นางไม่อาจข่มตาหลับได้ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวอะไรกันแน่ที่กำลังไต่ไปตามร่างกาย
เฉินซินหยานในวัยสิบเอ็ดปีกลับมาเป็นคนดื้อรั้นอีกครั้ง แต่ที่ต่างจากวัยเด็กคือความสดใสร่าเริงไม่หลงเหลืออยู่แม่แต่น้อย
นางกลายเป็นเด็กสาวที่ต่อต้านทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งท่านตาที่เคยเคารพรักสุดหัวใจ นางโทษว่าเป็นเพราะชายชราทิ้งนางไว้เพียงลำพังจนทำให้ต้องเจอกับเรื่องราวเลวร้ายเหล่านั้น กว่าจะรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นมันไม่สมควรก็สายเกินไป
“นี่คงจะไม่ใช่ความฝันจริงๆหรอกนะ” ซินหยานพึมพำกับตัวเอง
พอได้อยู่คนเดียวก็ได้มีโอกาสทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายของนางในตอนนี้นั้นมีอายุแปดขวบ แต่ภายในกลับมีหญิงสาววัยสิบแปด เมื่อสงสัยนางจึงลองหยิกแขนตัวเองดู
“โอ๊ย ! ไม่ใช่ความฝันสินะ” ซินหยานพยักหน้ากับตัวเองสองสามครั้ง
หากใครมาเห็นนางในเวลานี้คงคิดว่านางเสียสติไปแล้วถึงได้ยืนคุยกับตัวเองอยู่นานสองนาน
“ถ้านี่คือเรื่องจริง งั้นในอีกห้าปีข้าก็ถูกส่งกลับไปอยู่เมืองหลวงสินะ” แค่คิดว่าจะต้องกลับไปอยู่จวนนั้นซินหยานก็รู้สึกคลื่นไส้ขนลุกทั่วตัว
จริงอยู่ที่ท่านปู่นั้นมีความยุติธรรมและดีกับนางไม่น้อย แต่คนอื่นๆนั้นไม่เหมือนกัน หากที่นี่มีสตรีใจร้ายอย่างน้าสะใภ้อยู่หนึ่งคน ที่แห่งนั้นก็มีคนใจร้ายอีกเป็นสิบคน
ถึงแม้ก่อนที่นางจะย้อนกลับมาซินหยานจะโหยหาและคิดถึงความทรงจำที่นั่นแต่ถ้าต้องเจอคนพวกนั้นอีกครั้งนางเองก็อยากให้เวลามันหยุดแค่ตอนนี้
“เฮ้อ แต่ก็คิดถึงท่านพ่อกับพี่รองเหมือนกันนะ” ร่างบางทอดถอนใจดวงตาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง
เฉินซินหยานกำลังครุ่นคิดว่าถ้านางลงมือแก้ไขอดีตแล้วตระกูลเฉินจะล้มไม่เป็นท่าแบบเดิมหรือไม่ ถึงแม้จะทำไม่สำเร็จแต่ก็ควรที่จะลองดูสักครั้ง เพื่อตอบแทนบุญคุณท่านปู่และเพื่อความอยู่รอดในอนาคตของนางเอง
“จริงสิ ! มันมีสิ่งนั้นอยู่นี่นา” ซินหยานทำท่าเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ มือน้อยตบลงบนขอบหน้าต่างพลางพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของตัวเอง
บนใบหน้าจิ้มลิ้มมีรอยยิ้มกว้างด้วยความพึงพอใจ ในเมื่อได้ย้อนกลับมาถึงสิบปีนางก็สามารถนำสิ่งที่ล่วงรู้มาก่อนมาทำให้เกิดประโยชน์ได้
ไม่นานสาวใช้คนสนิทของซินหยานก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยแดงจางๆบนใบหน้า
“นางทำร้ายเจ้าหรือ” ซินหยานจ้องรอยแดงนั้นดวงตาแข็งกร้าว มือกำเข้าหากันด้วยแรงโทสะ
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะคุณหนู อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลยนะเจ้าคะ”
ซือเจียก้มหน้าเพื่อหลบไม่ให้คุณหนูของนางได้เห็นรอยตบแต่มันก็ไม่ได้ทำให้แรงโทสะของซินหยานลดลง
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเราจะต้องเลิกก้มหัวให้คนแบบนั้นได้แล้ว” เด็กน้อยวัยแปดขวบบอกเสียงเย็น
“คุณหนู ถือว่าบ่าวขอเถอะนะเจ้าคะ” ซือเจียวางของในมือลงและคุกเข่าพลางเอื้อมมือไปจับมือของผู้เป็นนายให้นางใจเย็นลง
“เจ้านี่มัน...ช่างเถอะ” ซินหยานสะบัดหน้าหนีอย่างไม่อภิรมย์
“อย่ามัวแต่อารมณ์เสียเลยนะเจ้าคะ มากินขนมที่นายท่านซื้อให้ดีกว่า” ซือเจียปาดน้ำตาพลางทำท่ากระตือรือร้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
เมื่อบ่าวคนสนิทพยายามเปลี่ยนเรื่องซินหยานก็ยอมใจอ่อนทำตาม แต่บัญชีแค้นนี้นางจดเอาไว้แล้ว
“เจ้าก็มากินด้วยกันสิ” ซินหยานบอกเสียงใส ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงกลับมายิ้มแย้มได้อีกครั้ง
เมื่อจัดอาหารและขนมบนโต๊ะเรียบร้อยก็กวักมือเรียกอีกฝ่าย
“คุณหนูทานเถิดเจ้าค่ะ” ถึงคุณหนูจะแสดงท่าทีใจดีมากแค่ไหนแต่ซือเจียก็เป็นแค่บ่าวนางจะต้องไม่ล่วงเกินผู้เป็นนาย
“นี่คือคำสั่ง” ซินหยานบอกน้ำเสียงจริงจังแต่เสร็จแล้วก็ส่งยิ้มให้ซือเจียอีกครั้ง
“เจ้าค่ะ” ซือเจียค่อยๆขยับตัวด้วยความเกรงใจ สุดท้ายทั้งคู่ก็นั่งทานอาหารด้วยกัน
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อท่าทีเกรงอกเกรงใจของซือเจียก็ลดลง ทั้งคู่คุยเรื่องสัพเพเหระจนเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย
ได้เห็นคุณหนูของนางสามารถยิ้มและหัวเราะได้แบบนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีนัก หากนางสามารถรักษารอยยิ้มนี้ไว้ได้ตลอดไปก็คงดี
เมื่อทานอาหารเสร็จซินหยานก็ย้ายมานั่งที่โต๊ะหนังสือตัวเล็กของนาง เพื่อรวบรวมเรื่องที่คิดว่าจำเป็นและเป็นประโยชน์ที่ยังพอจำได้ ในเวลาใกล้ๆนี้จะมีเหตุการณ์บางอย่างที่นางสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ แต่ก่อนอื่นคงจะต้องเริ่มติดต่อกับท่านปู่ของนางก่อน
“เตรียมหมึกและพู่กันให้ข้าที” ซินหยานหันไปบอกกับซือเจียที่กำลังจัดของในห้องอยู่อีกมุม
“เจ้าค่ะ”
และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ซือเจียแปลกใจกับพฤติกรรมของผู้เป็นนาย คุณหนูของนางไม่ชอบการเรียนหนังสือเป็นที่สุด หากไม่โดนบังคับก็จะไม่แตะตำราเลย
“ขอบใจนะ”
บทส่งท้าย เป็นระยะเวลากว่าสี่ปีที่ซินหยานแต่งงานกับสามีอันเป็นที่รัก เขายังคงดีต่อนางสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปร ยิ่งทวีความรักมากขึ้นเมื่อนางได้ให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยทั้งสองคน “เจ้าก็รักแต่เจ้าใหญ่ยัยหนูรองน้อยใจแย่” คนเป็นพ่ออุ้มลูกสาวคนเล็กเอาไว้ในอ้อมอกและตระกองกอดไว้ด้วยความรักแสนทะนุถนอม “แอ้” เจ้าตัวน้อยที่อายุได้เพียงหกเดือนร้องอ้อแอ้และแย้มยิ้มให้พ่อจนเห็นเหงือกสีชมพู ดวงตากลมโตราวกับถอดแบบมารดาออกมาจ้องมองใบหน้าคมของบิดาด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ท่านก็เอาแต่เล่นกับยัยหนูรองจนลืมเจ้าใหญ่เหมือนกันนั่นแหละ” ซินหยานหันไปมองค้อนสามีที่ชอบเข้มงวดกับบุตรชาย แต่กับบุตรสาวเขาทะนุถนอมและตามใจยิ่งกว่าพวกองค์หญิงในวังหลวงเสียอีก พอได้มาเป็นแม่คนครั้งแรกซินหยานก็คิดอะไรได้หลายๆอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของท่านแม่ นางเคยคิดว่าที่ท่านแม่ทำไปเพราะรักแต่นั่นเป็นความคิดเพ้อฝันเข้าข้างตัวเองของนาง ความรักที่ซินหยานมีให้ลูกนั้นแตกต่างจากที่เคยได้รับจากมารดาโดยสิ้นเชิง ตอ
บทที่ 177 ครอบครัวสุขสันต์ วันนี้ถือเป็นวันพิเศษต้นวสันตฤดูแสงแดดอ่อนๆทอผ่านกิ่งไม้ ใบไม้เขียวขจีพัดไหวเบาๆตามแรงลมที่พัดโชย กลิ่นดอกไม้ที่บานสะพรั่งอบอวลในอากาศ เสียงนกร้องคลอเบา ๆ เป็นทำนองแห่งธรรมชาติ ยามเช้าหลังจากที่เรื่องเลวร้ายทั้งหมดทั้งมวลถูกกาลเวลาพัดพาออกไป ครอบครัวสกุลเฉินนั่งทานข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา เสียงพูดคุยหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ ซินหยานเฝ้ามองทุกคนด้วยใจที่รู้สึกอบอุ่นและอิ่มเอมกว่าครั้งไหนๆ นางได้ย้อนกลับมาแก้ไขทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ช่วยแคว้นไว้ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนางสามารถช่วยทุกคนในครอบครัวเอาไว้ได้ ไม่มีใครล้มหายตายจากถึงแม้ระหว่างทางจะมีเรื่องให้ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่บ่อยครั้ง เพี๊ยะ ! ร่างบางตีมือของพี่ชายคนโตของบ้านที่กำนั่งแย่งน่องไก่ชิ้นสุดท้ายไป เขามองนางตาขวาง แต่เมื่อเห็นสายตาคู่คมที่จ้องมองเขาราวกับศัตรูของคนที่อยู่ข้างกายนางเจียเผิงก็ยอมปล่อยน่องไก่ชิ้นนั้นไป “หึ ถือว่ามีคนปกป้องแล้วจะรังแกข้ายังไงก็ได้หรือไง” เจียเผิงบ่นเสียงเบาไม่กล้าพูดให้อีกฝั่งได้ยิน
บทที่ 176 ไม่มีทางเอาชนะได้ “พาเสด็จพ่อของเจ้าไปที่ห้องทรงพระอักษร” ท่านน้าขององค์ชายรองกล่าวและเดินไปรอที่ห้องนั้นตามคำของตน สารสละราชสมบัติถูกวางเอาไว้พร้อมกับแต่งตั้งองค์ชายรองขึ้นแทนฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระองค์มองสิ่งเหล่านั้นด้วยความทอดถอนใจมิได้เกรงกลัวต่อการข่มขู่ของคนทั้งสอง คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายจะมาหวาดกลัวกับเรื่องแค่นี้ได้อย่างไร และทุกอย่างก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องมีจุดจบเช่นไร เขาไม่ใช่กษัตริย์ที่หลงมัวเมาในอำนาจห่วงก็แต่เพียงคนที่ขึ้นมาแทนที่คนต่อไปจะรักแคว้นและทำเพื่อแคว้นได้ไม่เท่าที่เขาทำ พระองค์ทรงประทับตามที่พระโอรสบอก มือก็คว้าตราประทับมาจับเอาไว้มั่น ในพระทัยก็ได้แต่ภาวนาว่าโอรสจะเปลี่ยนใจ “เจ้ามั่นใจแล้วนะว่าต้องการเช่นนี้” พระองค์ทรงใช้วาจาธรรมดากับโอรสองค์รอง ในที่นี้มีเพียงแค่พ่อกับลูกมิใช่กษัตริย์และพระโอรสผู้ยิ่งใหญ่ “ลูก...กระหม่อม” องค์ชายรองตัวสั่นและไม่กล้ากล่าวสิ่งใด “เจ้าอย่ามาพูดให้มากความ หน้าที่ของเจ้าตอนนี้คือต้องประทับสารสละราชสมบัติ
บทที่ 175 คำสารภาพใต้แสงจันทร์ ลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดไว้เพียงครึ่ง ทุกอย่างรอบกายสงบนิ่งมีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมที่ปะทะกับต้นไม้ด้านนอก อากาศเย็นเฉียบราวกับจงใจให้ร่างบางต้องขยับตัวเข้าหาอ้อมกอดแสนอบอุ่นของเขา มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากข้างเตียงที่ทำให้นางมองเห็นใบหน้าคมที่กำลังทำหน้าจริงจัง คำพูดที่เหมือนกับหยุดทุกสิ่งรอบกายของเขาทำให้ซินหยานแทบจะวิญญาณหลุดจากร่าง แค่เขาถามนางว่าอยากอยู่กับเขาไปทั้งชีวิตหรือไม่ในใจมันก็กู่ร้องกังวาน “ข้าพูดจริงๆนะซินหยาน” เขาเน้นย้ำคำพูดของตนเมื่อนางนิ่งเงียบไป จุดประสงค์แรกที่มาหานางนั้นไม่ได้มาเพื่อทำเรื่องนี้ แต่เมื่อได้สวมกอดนางเอาไว้เขาก็รู้ตัวทันทีว่าชีวิตเขาขาดนางไปไม่ได้อีกแล้ว หากไม่รีบก็อาจจะช้าเกินไป เขาจะปล่อยให้นางหลุดมือไปไม่ได้ “ท่านชอบข้าหรือ” ซินหยานถามด้วยสีหน้าสับสน นางรู้ตัวว่าชอบเขามาก แต่ไม่เคยนึกถึงอีกฝ่ายเลยว่าจะชอบนางเหมือนกันหรือไม่ เพราะความไม่ประสาในเรื่องความรักทำให้ซินหยานไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร คำถามง่ายๆสั้นๆแต่ทำให้เข
บทที่ 174 เบื้องหลังฝันร้าย ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ เฉินซินหยานยืนอยู่ท่ามกลางห้วงแห่งภวังค์ที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่คุ้นเคย เสียงกระซิบคลอดังระงมรอบตัว นางหันมองไปรอบๆ แต่เห็นเพียงหมอกหนาและแสงสีจางๆ ที่ลอยล่องอย่างไม่มีทิศทาง ภาพด้านซ้ายคือข้างในของจวนสกุลเฉิน และด้านอื่นๆมีทั้งในวังและในห้องมืดๆอับชื้น เสียงกระซิบดังระงมจนซินหยานปวดหัวต้องยกมือขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้าง เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ร่างบางจึงเริ่มก้าวเท้าเดินหนีไปยังสถานที่ที่นางรู้สึกว่าปลอดภัยที่สุดนั่นก็คือจวนสกุลเฉิน แม้จะรู้ตัวว่าเป็นความฝันแต่ก็มิอาจปลุกตัวเองให้ตื่นได้ ทำได้เพียงหาทางออกจากห้วงแห่งนี้ให้เร็วที่สุด ด้านในจวนมีสภาพคล้ายกับในชีวิตจริง เว้นแต่ในความฝันมันดูทรุดโทรมกว่ามากหากจะให้เปรียบเทียบมันเหมือนกับจวนสกุลเฉินในตอนที่ท่านปู่เริ่มล้มป่วยในกาลก่อน “เจ้าจงนำพิษนี้ไปให้ตาแก่นั่นกินแล้วข้าจะยกหนี้พนันให้เจ้าทั้งหมด” เสียงเย็นเยียบชวนขนลุกทำให้ซินหยานเดินเข้าไปใกล้ทางนั้นมากขึ้น คนสองคนยืนพ
บทที่ 173 รักที่ไม่ต้องหลบซ่อน ข่าวเรื่องการล้มป่วยหนักของท่านอัครมหาเสนาบดีถูกแพร่กระจายเป็นวงกว้าง แทบจะไม่มีใครในเมืองหลวงที่จะไม่รู้เรื่องนี้ ข่าวลือนั้นลุกลามอย่างรวดเร็ว จวนสกุลเฉินปิดประตูแน่นไม่ให้ใครเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ลูกหลานแต่ละคนถูกสั่งห้ามพบปะพูดคุยกับบุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด มีเพียงแม่ทัพโจวที่สามารถเข้านอกออกในจวนนี้ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ซินหยานแปลกใจคือคนสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนาง คนสองคนที่เคยบอกว่าไม่ได้มีความรู้สึกต่อกัน และดูเหมือนคนที่ไม่ถูกกันมากกว่า ทั้งสองกำลังยืนจับมือกันอยู่ตรงหน้าร่างบาง พี่ชายของนางดูสายตาแน่วแน่จริงจังกว่าครั้งไหนๆ ริมฝีปากบางกดยิ้มด้วยความเอ็นดูทั้งคู่ “ซินซิน” เสียงเข้มเรียกน้องสาว เฉินจงอิ้นบีบมือคนข้างกายแน่นขึ้นเมื่อกำลังจะพูดความลับของทั้งสองออกไป เขาเก็บความลับนี้ไว้มานานเป็นปีและวันนี้มันก็ถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว “ว่าอย่างไรเจ้าคะพี่รอง” ซินหยานแสดงสีหน้าที่เป็นปกติ คนที่ควรตกใจอย่างซินหยานกลับสงบนิ่งกว่าคนที่กำล
บทที่ 2 เริ่มต้นใหม่ “ลายมือคุณหนูเปลี่ยนไปนะเจ้าคะ แอบไปฝึกตอนไหนกัน” ซือเจียที่เหลือบมองตัวหนังสือที่คุณหนูของนางกำลังตวัดปลายพู่กันอย่างคล่องแคล่วให้ความรู้สึกเพลินตา “งั้นหรือ” ซินหยานไม่ได้ตอบอะไรมากนักเหมือนไม่ได้สนใจคำถามของอีกฝ่ายและเขียนต่อไป ในชีวิตก่อน
บทที่ 145 แมวน้อย ช่วงยามเซินของวันถัดมาแสงแดดเริ่มลาลับ ซินหยานมาที่สนามแข่งม้าอีกครั้งเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยหลังจากที่การแข่งขันเมื่อวานจบลง พวกคนงานทำความสะอาดรอบบริเวณได้เป็นอย่างดี อาจจะมีบางอย่างเสียหายหรือแตกหักไปบ้างซินหยานก็สั่งให้คนนำมาเปลี่ยน “เรื่อ
บทที่ 94 หน้าที่ใหม่ รถม้าวิ่งออกมาจากจวนสกุลเฉินใช้เวลาไปนานพอสมควรจนมาถึงทางทิศใต้ของตลาดก็หยุดลง “มาปู่ช่วย” เฉินรุ่ยเซียวช่วยประคองหลานสาวลงจากรถม้า รอบด้านทั้งสี่ทิศถูกเหล่าผู้คุ้มกันนับสิบรอบไว้จนหมด เขาไม่เปิดโอกาสให้คนนอกได้เห็นหลานสาวสุดหวงของเขา
บทนำ หากกล่าวถึงตระกูลที่กำลังเป็นที่เลื่องลือของเมืองหลวงในตอนนี้คงจะหนีไม่พ้นตระกูลเฉิน สกุลเฉินเคยเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลมากที่สุดแต่นั่นคงเป็นเหตุการณ์ก่อนที่ผู้นำตระกูลจะเปลี่ยนมือ ในเวลานี้ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูที่เคยมีกลับมลายหายสิ้นภายในเวลาแค่ไม่ถึงปี กลายเป็นเรื่องเล่าตลกขบขันขอ







