Masukเสียงหัวเราะของเด็กน้อยวัยแปดขวบดังไปตลอดทางจนนางเดินมาถึงห้องของตัวเองถึงได้เงียบไป
“คุณหนูไม่น่าไปทำแบบนั้นเลยนะเจ้าคะ หากโดนฮูหยินทำโทษแล้วบ่าวจะช่วยคุณหนูได้อย่างไรกัน” ซือเจียโอดครวญด้วยความเป็นห่วง
“พวกเราต้องเลิกกลัวนางได้แล้วนะซือเจีย” ซินหยานผ่อนลมหายใจปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ
ต่อให้นี่จะเป็นเรื่องจริงที่นางได้ย้อนเวลากลับมาหรือเป็นแค่ความฝันแต่ซินหยานก็อยากจะลองเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างสักครั้ง
“โถ่ คุณหนูก็รู้ว่านางเป็นคนใจร้ายแค่ไหน” ซือเจียพูดจากใจจริง น้าสะใภ้ของซินหยานชอบทำโทษทั้งซือเจียและซินหยานอยู่บ่อยครั้ง นายท่านผู้เฒ่าก็มักจะมารู้เรื่องทีหลังจากที่ทุกอย่างจบลงไปแล้ว
“หรือเจ้าอยากจะให้ข้าก้มหัวให้คนแบบนั้นไปตลอดชีวิตเลยหรือไงกัน” ซินหยานย้อนถาม
“ไม่ใช่แบบนั้นเจ้าค่ะคุณหนู”
ซือเจียมองคุณหนูของนางด้วยความประหลาดใจ นางสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณหนูของนางได้อย่างชัดเจน เมื่อวันก่อนคุณหนูยังกลัวฮูหยินจนขดตัวร้องไห้บนเตียงอยู่เลย
“ถ้าไม่ใช่แบบนั้น ต่อไปนี้ก็อย่ายอมก้มหัวให้คนแบบนั้นอีก”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
“ดีมาก เจ้าออกไปเอาขนมที่ข้าซื้อมาให้หน่อยสิเมื่อครู่ข้าลืมหยิบมาด้วย”
เดิมทีแล้วตัวนางในตอนห้าขวบก่อนที่จะถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่นั้นมีความดื้อรั้นอยู่เต็มเปี่ยม แต่เมื่อมาเจอกับความร้ายกาจของสตรีใจร้ายผู้นั้นเด็กที่เคยสดใสร่าเริงและดื้อรั้นก็สูญเสียความเป็นเด็กเหล่านั้นไป
นางกลายเป็นเด็กที่กลัวไปทุกอย่าง กลัวว่าจะทำผิดหรือทำให้คนอื่นไม่ถูกใจ แต่เมื่อเริ่มโตขึ้นก้าวเข้าสู่วัยสิบเอ็ดปีนั่นเป็นอีกครั้งที่นางเปลี่ยนไป นางถูกสตรีใจร้ายผู้นั้นขังไว้ในห้องเก็บฟืนมืดๆ ต้องอาศัยฝนที่หยดจากหลังคาที่รั่วเพื่อประทังชีวิต
ภายในความมืดมิดนั้นเสียงวิ่งไปมาของสิ่งมีชีวิตหลากชนิดทำให้นางไม่อาจข่มตาหลับได้ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวอะไรกันแน่ที่กำลังไต่ไปตามร่างกาย
เฉินซินหยานในวัยสิบเอ็ดปีกลับมาเป็นคนดื้อรั้นอีกครั้ง แต่ที่ต่างจากวัยเด็กคือความสดใสร่าเริงไม่หลงเหลืออยู่แม่แต่น้อย
นางกลายเป็นเด็กสาวที่ต่อต้านทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งท่านตาที่เคยเคารพรักสุดหัวใจ นางโทษว่าเป็นเพราะชายชราทิ้งนางไว้เพียงลำพังจนทำให้ต้องเจอกับเรื่องราวเลวร้ายเหล่านั้น กว่าจะรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นมันไม่สมควรก็สายเกินไป
“นี่คงจะไม่ใช่ความฝันจริงๆหรอกนะ” ซินหยานพึมพำกับตัวเอง
พอได้อยู่คนเดียวก็ได้มีโอกาสทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายของนางในตอนนี้นั้นมีอายุแปดขวบ แต่ภายในกลับมีหญิงสาววัยสิบแปด เมื่อสงสัยนางจึงลองหยิกแขนตัวเองดู
“โอ๊ย ! ไม่ใช่ความฝันสินะ” ซินหยานพยักหน้ากับตัวเองสองสามครั้ง
หากใครมาเห็นนางในเวลานี้คงคิดว่านางเสียสติไปแล้วถึงได้ยืนคุยกับตัวเองอยู่นานสองนาน
“ถ้านี่คือเรื่องจริง งั้นในอีกห้าปีข้าก็ถูกส่งกลับไปอยู่เมืองหลวงสินะ” แค่คิดว่าจะต้องกลับไปอยู่จวนนั้นซินหยานก็รู้สึกคลื่นไส้ขนลุกทั่วตัว
จริงอยู่ที่ท่านปู่นั้นมีความยุติธรรมและดีกับนางไม่น้อย แต่คนอื่นๆนั้นไม่เหมือนกัน หากที่นี่มีสตรีใจร้ายอย่างน้าสะใภ้อยู่หนึ่งคน ที่แห่งนั้นก็มีคนใจร้ายอีกเป็นสิบคน
ถึงแม้ก่อนที่นางจะย้อนกลับมาซินหยานจะโหยหาและคิดถึงความทรงจำที่นั่นแต่ถ้าต้องเจอคนพวกนั้นอีกครั้งนางเองก็อยากให้เวลามันหยุดแค่ตอนนี้
“เฮ้อ แต่ก็คิดถึงท่านพ่อกับพี่รองเหมือนกันนะ” ร่างบางทอดถอนใจดวงตาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง
เฉินซินหยานกำลังครุ่นคิดว่าถ้านางลงมือแก้ไขอดีตแล้วตระกูลเฉินจะล้มไม่เป็นท่าแบบเดิมหรือไม่ ถึงแม้จะทำไม่สำเร็จแต่ก็ควรที่จะลองดูสักครั้ง เพื่อตอบแทนบุญคุณท่านปู่และเพื่อความอยู่รอดในอนาคตของนางเอง
“จริงสิ ! มันมีสิ่งนั้นอยู่นี่นา” ซินหยานทำท่าเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ มือน้อยตบลงบนขอบหน้าต่างพลางพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของตัวเอง
บนใบหน้าจิ้มลิ้มมีรอยยิ้มกว้างด้วยความพึงพอใจ ในเมื่อได้ย้อนกลับมาถึงสิบปีนางก็สามารถนำสิ่งที่ล่วงรู้มาก่อนมาทำให้เกิดประโยชน์ได้
ไม่นานสาวใช้คนสนิทของซินหยานก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยแดงจางๆบนใบหน้า
“นางทำร้ายเจ้าหรือ” ซินหยานจ้องรอยแดงนั้นดวงตาแข็งกร้าว มือกำเข้าหากันด้วยแรงโทสะ
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะคุณหนู อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลยนะเจ้าคะ”
ซือเจียก้มหน้าเพื่อหลบไม่ให้คุณหนูของนางได้เห็นรอยตบแต่มันก็ไม่ได้ทำให้แรงโทสะของซินหยานลดลง
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเราจะต้องเลิกก้มหัวให้คนแบบนั้นได้แล้ว” เด็กน้อยวัยแปดขวบบอกเสียงเย็น
“คุณหนู ถือว่าบ่าวขอเถอะนะเจ้าคะ” ซือเจียวางของในมือลงและคุกเข่าพลางเอื้อมมือไปจับมือของผู้เป็นนายให้นางใจเย็นลง
“เจ้านี่มัน...ช่างเถอะ” ซินหยานสะบัดหน้าหนีอย่างไม่อภิรมย์
“อย่ามัวแต่อารมณ์เสียเลยนะเจ้าคะ มากินขนมที่นายท่านซื้อให้ดีกว่า” ซือเจียปาดน้ำตาพลางทำท่ากระตือรือร้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
เมื่อบ่าวคนสนิทพยายามเปลี่ยนเรื่องซินหยานก็ยอมใจอ่อนทำตาม แต่บัญชีแค้นนี้นางจดเอาไว้แล้ว
“เจ้าก็มากินด้วยกันสิ” ซินหยานบอกเสียงใส ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงกลับมายิ้มแย้มได้อีกครั้ง
เมื่อจัดอาหารและขนมบนโต๊ะเรียบร้อยก็กวักมือเรียกอีกฝ่าย
“คุณหนูทานเถิดเจ้าค่ะ” ถึงคุณหนูจะแสดงท่าทีใจดีมากแค่ไหนแต่ซือเจียก็เป็นแค่บ่าวนางจะต้องไม่ล่วงเกินผู้เป็นนาย
“นี่คือคำสั่ง” ซินหยานบอกน้ำเสียงจริงจังแต่เสร็จแล้วก็ส่งยิ้มให้ซือเจียอีกครั้ง
“เจ้าค่ะ” ซือเจียค่อยๆขยับตัวด้วยความเกรงใจ สุดท้ายทั้งคู่ก็นั่งทานอาหารด้วยกัน
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อท่าทีเกรงอกเกรงใจของซือเจียก็ลดลง ทั้งคู่คุยเรื่องสัพเพเหระจนเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย
ได้เห็นคุณหนูของนางสามารถยิ้มและหัวเราะได้แบบนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีนัก หากนางสามารถรักษารอยยิ้มนี้ไว้ได้ตลอดไปก็คงดี
เมื่อทานอาหารเสร็จซินหยานก็ย้ายมานั่งที่โต๊ะหนังสือตัวเล็กของนาง เพื่อรวบรวมเรื่องที่คิดว่าจำเป็นและเป็นประโยชน์ที่ยังพอจำได้ ในเวลาใกล้ๆนี้จะมีเหตุการณ์บางอย่างที่นางสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ แต่ก่อนอื่นคงจะต้องเริ่มติดต่อกับท่านปู่ของนางก่อน
“เตรียมหมึกและพู่กันให้ข้าที” ซินหยานหันไปบอกกับซือเจียที่กำลังจัดของในห้องอยู่อีกมุม
“เจ้าค่ะ”
และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ซือเจียแปลกใจกับพฤติกรรมของผู้เป็นนาย คุณหนูของนางไม่ชอบการเรียนหนังสือเป็นที่สุด หากไม่โดนบังคับก็จะไม่แตะตำราเลย
“ขอบใจนะ”
บทที่ 19 ท่านไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ผ้าไหมกองพะเนินถูกนำมาวางไว้บนเตียงของซินหยาน โดยมีซือเจียคอยจัดแยกตามสีของพวกมัน “ท่านมหาเสนาบดีคงเอ็นดูคุณหนูมากเลยนะเจ้าคะ” ซือเจียยิ้มดีอกดีใจที่คุณหนูได้รับความรักจากคนในครอบครัว “คงทั้งเอ็นดูและสงสารนั่นแหละ” ซินหยานเหยียดยิ้มแต่มันกลับดูเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ซินหยานลูบสัมผัสเนื้อผ้าไหมแต่ละผืนในหัวก็คิดถึงสิ่งที่พึ่งเห็น ไม่ว่านางจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหนก็ไม่สามารถลดความเกลียดชังที่ท่านแม่มีต่อนางได้ “คุณหนู” ซือเจียเรียกเสียงละห้อย “ช่างมันเถอะ ฝากเจ้าจัดการผ้าพวกนี้ทีนะข้าจะนอนแล้ว” ซินหยานบอกเสียงเรียบ เมื่อซือเจียนำผ้าทั้งหมดไปเก็บแล้วพวกนางก็เข้านอนตามปกติ ซินหยานนอนพลิกตัวไปมาทั้งคืนไม่สบายตัว กว่าจะหลับจริงๆก็เกือบเช้า เช้าวันถัดมาซินหยานยังไม่ทันได้ล้างหน้าก็มีบ่าวมาแจ้งว่าท่านพ่อและท่านแม่ของนางให้ไปพบในอีกครึ่งชั่วยาม เมื่อซินหยานเดินมาถึงห้องรับรองในเรือนของบิดาก็พบว่ามีคนหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งป้าสะใภ้ ท่านแม่ ท่านป้ารอ
บทที่ 18 ความสุขเพียงชั่วครู่ ซินหยานและพี่ชายพากันเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้จนของเต็มมือ และมาถึงร้านที่ให้ทายปริศนาโคมไฟ “ข้าเข้าไปเล่นได้ไหมเจ้าคะท่านปู่” ซินหยานเขย่ามือท่านปู่ของนางเพื่อขออนุญาต ถึงโคมไฟเหล่านี้จะไม่ได้วิเศษกว่าโคมไฟทั่วไป แต่วิธีการที่ได้มันมาต่างหากที่ทำให้มันมีคุณค่า คนหลายสิบคนที่แย่งกันตอบปริศนายิ่งทำให้มันน่าเข้าร่วมการแข่ง “ไปสิ” “พี่รอง ไปกันเจ้าค่ะ” ซินหยานปล่อยมือจากท่านปู่ของนางและลากพี่ชายของนางเข้าไปในหมู่ผู้คน ชายชรายืนรอหลานๆของเขาอยู่ด้านนอก ดวงตาทอดมองความร่าเริงของหลานสาวแล้วก็พลอยทำให้เรื่องเครียดที่สะสมไว้เหมือนจะเบาลง “รางวัลปริศนาอันต่อไปคือโคมไฟอันนี้ ทุกท่านพร้อมหรือยังขอรับ” เจ้าของร้านกำลังถือโคมไฟที่จะเป็นรางวัลอันต่อไปอยู่ในมือ “พร้อม ! ” เสียงคนเกือบร้อยคนพูดพร้อมกัน “พี่รอง ท่านต้องแย่งมาให้ได้นะเจ้าคะ” ซินหยานหันไปบอกกับพี่ชายน้ำเสียงจริงจัง “อยากได้ขนาดนั้นเลยหรือ ให้ท่านปู่ซื้อให้ก็ได้นี่” “มันไม่เหมื
บทที่ 17 ไปเทศกาลโคมไฟกันเถอะ เฉินซินหยานไปชวนพี่ชายของนางไปเที่ยวเทศกาลหยวนเซียวด้วยกัน พี่ชายก็ชวนท่านพ่อกับท่านแม่ และก็ชวนกันต่อไปเป็นทอดๆทำให้ตอนนี้รถม้าของสกุลเฉินถูกนำออกมาใช้ครบทุกคัน ท่านปู่ของนางมีบุตรทั้งหมดสี่คนประกอบด้วยลุงใหญ่ ป้ารอง ท่านพ่อ และท่านอา ท่านอามีอายุต่างจากพี่น้องคนอื่นเกินสิบปีเป็นคนที่ซินหยานสนิทใจด้วยที่สุดในบรรดาพี่น้องของพ่อ ลุงใหญ่มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ป้ารองมีฝาแฝดชายหญิง และท่านอาของนางนั้นยังไม่มีบุตร โชคยังเข้าข้างซินหยานที่ท่านปู่ของนางให้นั่งรถม้าคันเดียวกัน เด็กสาวจึงลากพี่ชายของตัวเองมานั่งด้วยกัน “ท่านพี่ไม่สบายหรือเปล่าเจ้าคะ” ซินหยานถามด้วยความเป็นห่วง ด้วยความกังวลซินหยานจึงเอามือทาบหน้าผากพี่ชายเพราะเขามีท่าทีแปลกๆ ตั้งแต่ขึ้นรถม้าก็ก้มหน้าตลอดทาง และสีหน้าก็ไม่ค่อยดี “ปะ...เปล่า” จงอิ้นตอบตะกุกตะกัก แต่ก็ยังไม่ยอมสบตาใคร “แล้วทำไมสีหน้าของท่าน” ซินหยานยังคงไม่วางใจ “พี่ไม่ได้เป็นอะไร แค่นอนไม่หลับเลยเพลียๆ” เขาบ่ายเบี่ยงเพราะอ
บทที่ 16 รางวัลของหลานสาว ระหว่างการประชุมมีขุนนางบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเด็กสาวตัวน้อยที่นั่งก้มหน้าอ่านตำราเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่หลวงเอาไว้ สิ่งที่น่าขันคือผู้เป็นใหญ่ที่สุดในห้องอย่างอัครมหาเสนาบดียอมเชื่อและทำตามคำของเด็กตัวแค่นี้ เขารีบสั่งการส่งม้าเร็วไปสำรวจพื้นที่นั้นทันที “กว่าจะได้คำตอบคงเป็นพรุ่งนี้เช้า พวกเราก็แยกย้ายกันก่อน” เสียงทรงอำนาจออกคำสั่ง “แต่นี่คือเรื่องเร่งด่วนนะขอรับใต้เท้าเฉิน ถ้าพวกเราไม่รีบเคลื่อนทัพตอนนี้จะกลายเป็นพวกเราที่เสียเปรียบ” อัครมหาเสนาบดีเฉินตวัดสายตามองคนพูดทันควัน เหมือนคนพวกนี้จะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นใคร “แล้วถ้าทหารนับพันนับหมื่นต้องล้มป่วยเพราะความใจร้อนของเจ้า เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร” เฉินรุ่ยเซียวถามเสียงเย็น ท่าทางน่าเกรงขามของเขาทำให้คนอื่นๆในห้องต้องปิดปากเงียบไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรขึ้นมาอีก ซินหยานกำลังรื้อฟื้นความทรงจำที่เคยเรียนในบทเรียนเมื่อชาติที่แล้ว นางอาจจะไม่เคยรับรู้ตอนที่เกิดสงครามแต่ได้มาเรียนประวัติของแคว้นในตอนโต
บทที่ 15 คุณหนูหกเฉิน คุณหนูหกสกุลเฉินยืนถือถ้วยยารออยู่หน้าห้องทำงานของผู้เป็นปู่อย่างท่านอัครมหาเสนาบดีเฉินมาได้สักพักจนรู้สึกได้ว่ามือกำลังสั่นเล็กๆ “คุณหนู มาทำอะไรขอรับ” อวี้หลางที่ได้รับการแจ้งว่ามีคนขอเข้าพบนายท่านของเขาเปิดประตูออกมาก็เจอซินหยานยืนรออยู่ “ข้าเอายาบำรุงมาให้ท่านปู่เจ้าค่ะ” ซินหยานบอกเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้ม “เอ่อ นายท่านกำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่ขอรับ” อวี้หลางมีสีหน้าลำบากใจ ตามปกติแล้วในเวลาแบบนี้จะไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าไปเด็ดขาดเพราะเรื่องที่พูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่สายตาวิบวับของเด็กน้อยตรงหน้าก็ทำให้เขาเหมือนจะใจอ่อน “ข้าต้มยามาให้ท่านปู่ ถ้านานกว่านี้ยาก็จะเย็น ทำยังไงดีอวี้หลาง” เฉินซินหยานทำหน้าสลด ดวงตาที่เคยวาววับก็หม่นลง “คุณหนูรอสักครู่นะขอรับ” ท้ายที่สุดอวี้หลางก็ยอมใจอ่อน เขาเข้าไปในห้องนั้นได้ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม “เชิญขอรับคุณหนู” อวี้หลางผายมือให้ซินหยานเข้าไปด้านในและเดินตามหลังนางเข้าไป ซินหยานก้มหัวให้คนอื่นๆที่นั่ง
บทที่ 14 ลืมสนิท หลังจากมื้ออาหารที่ไม่มีใครได้แตะแม้แต่ตะเกียบจบลงทุกคนก็แยกย้ายกลับเรือนของตนเองโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว “คุณหนูไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ” ซือเจียรีบปรี่เข้าหาคุณหนูของนางด้วยความเป็นห่วง “ไม่ต้องห่วง ข้าสบายดี” นางโกหก เจอเรื่องแบบนี้มาคงไม่มีใครสบายใจได้หรอก ถึงภายในจะบอบช้ำแค่ไหนแต่การแสดงความอ่อนแอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน น้ำตาไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจ “คุณหนู” ซือเจียพึมพำเสียงอ่อน แววตาทอความเวทนา “เดิมทีข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเรียกร้องความรักจากใครอยู่แล้ว เป้าหมายของข้าใหญ่กว่านั้นมาก” ซินหยานบอกน้ำเสียงจริงจัง ต่อให้พยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหนแต่ตัวนางก็รู้ดี แม้แต่ร่างกายของนางยังประท้วงกับสิ่งที่นางพูด ในอกมีความรู้สึกหน่วงจนเจ็บ “คุณหนูอยากทำอะไรเจ้าคะบอกซือเจียได้หรือไม่ ซือเจียอยากช่วยคุณหนูจริงๆ ทุกเรื่องที่คุณหนูแบกไว้ให้ซือเจียช่วยดีไหมเจ้าคะ” ซือเจียเอื้อมมือไปกอบกุมมือเล็กๆของเจ้านายไว้ ในความคิดของซือเจียนั้นซินหยานก็เหมือนน้อ







