Masukวันนี้นับว่าเป็นอีกวันที่จะมีผลกระทบใหญ่ต่อตระกูลเซียว ถึงจะเป็นเรื่องที่น่าอับอายแต่ก็คงจะต้องขุดรากถอดโคนให้มันจบสิ้นกันไป
“เจ้าได้ส่งคนไปตามที่ข้าบอกแล้วใช่ไหมซือเจีย” ซินหยานถามสาวใช้คนสนิทของนาง
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”
“ดี ทำให้แน่ใจว่าเขาจะปิดปากเงียบ”
“เจ้าค่ะ”
การมีเงินนี่มันช่างสะดวกเหลือเกิน หากไม่มีเงินจ้างคนให้คอยตามน้าสะใภ้ ซินหยานก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะเปิดโปงความเลวทรามของน้าสะใภ้อย่างไร
ณ บ้านตระกูลสวี่
“สวี่ฮูหยินอยู่หรือไม่” ซือเจียถามกับคนที่ออกมาต้อนรับ
“อยู่ขอรับ”
“ไปบอกนางทีว่าคุณหนูสกุลเซียวต้องการพบ”
เขาหายเข้าไปในบ้านได้ไม่นานก็ออกมาอีกครั้งพร้อมเชิญให้พวกนางเข้าไปรอด้านใน
“คุณหนูเฉินมาหาข้ามีธุระอันใดกัน” สวี่ฮูหยินเดินกรีดกรายเข้ามา นางแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้อนรับเด็กน้อยที่นั่งรออยู่
“สวี่ฮูหยินท่านทราบไหมเจ้าคะว่าท่านน้าสะใภ้ของข้าอยู่ที่ใด” ซินหยานแสร้งทำท่าร้อนใจด้วยความเป็นห่วง
“น้าสะใภ้ของเจ้าไปอยู่ที่ใดข้าจะไปรู้หรือ”
“ช่วงนี้น้าสะใภ้มักจะหายออกจากบ้านไปทั้งวันกว่าจะกลับมาก็ตกเย็นหรือไม่ก็ค่ำๆเลย ข้าเป็นห่วงนางยิ่งนัก” ซินหยานก็มหน้าเล็กน้อย เปลือกตากะพริบเชื่องช้า
“นางอาจจะมีธุระสำคัญ” สวี่ฮูหยินยังคงไม่เอะใจกับคำใบ้ของเด็กน้อยตรงหน้า
“ถ้าไม่ได้เกิดเรื่องร้ายอะไรข้าก็สบายใจ แต่ข้าเป็นกังวลจริงๆว่าจะเกิดเรื่องร้าย”
“จะว่าไปช่วงนี้นางก็ดูแปลกไปจริงๆ แต่ข้าไม่ได้เจอนางมาหลายวันแล้วนี่สิ” สวี่ฮูหยินเริ่มครุ่นคิดก็นึกเป็นห่วงสหายสนิทขึ้นมา
หลังๆมานี้สหายของนางเปลี่ยนไปมากจริงๆ ไม่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆเหมือนก่อน แถมพอเจอกันก็เริ่มพูดคุยกับนางน้อยลง แต่สวี่ฮูหยินคิดว่าเหตุผลคงเป็นเพราะเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้านางในตอนนี้
“ข้าได้ยินมาจากพวกบ่าวในจวนว่าน้าสะใภ้มีคนคอยอยู่เป็นใกล้ชิดแทบทุกวันก็นึกว่าคือท่านเสียอีก”
“ไม่ใช่ข้า แล้วเป็นใครกัน”
“ถ้าคนคนนั้นเข้ามาหลอกลวงน้าสะใภ้แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
ซินหยานนำมือขึ้นมาปิดปากดวงตาของนางเบิกกว้างราวกับคนที่กำลังตื่นตระหนก
“ไม่ได้การล่ะ ข้าคงต้องคุยกับนางสักหน่อย” สวี่ฮูหยินพูดด้วยความเป็นห่วงสหายจากใจจริง
ระหว่างที่ทั้งสองคุยกันก็มีบ่าวของซินหยานมายืนรอหน้าห้อง
ซินหยานพยักหน้าให้เขาเข้ามา เขากระซิบข้างหูนางพร้อมเอามือปิดไว้ไม่ให้สวี่ฮูหยินอ่านปากได้
“เจ้าว่าอย่างไรนะ ! ” ซินหยานหลุดสบถเสียงดัง
“มีอะไรหรือคุณหนูเฉิน”
“บ่าวของข้าพบท่านน้าสะใภ้แล้วเจ้าค่ะ แต่ว่า...” ซินหยานจงใจเว้นช่วงประโยคเอาไว้
“เกิดอะไรขึ้น” สวี่ฮูหยินรีบถาม
“เอ่อ...มันเป็นเรื่องที่เด็กอย่างข้าไม่ควรพูดนัก หากสวี่ฮูหยินอยากทราบก็ให้บ่าวของข้าพาท่านไปเถิดเจ้าค่ะ”
ซินหยานไม่คิดจะพาตัวเองไปประสบกับภาพอุจาดตานั่นเป็นแน่ และนางก็ไม่อยากให้น้าสะใภ้ของนางรู้ว่านางคือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องเหล่านี้
“ไปๆรีบพาข้าไป หากเกิดเรื่องร้ายจะได้ช่วยทัน” สวี่ฮูหยินรีบสั่งให้คนนำทางนางไป นางร้อนรนจนไม่คิดจะเปลี่ยนชุดหรือเรียกบ่าวให้ติดตาม มีเพียงแค่คนบังคับรถม้าสกุลสวี่และคนนำทางที่พานางไป
“พวกเราทำแบบนี้มันจะดีจริงๆหรือเจ้าคะคุณหนู” ซือเจียนางเปิดปากถามขึ้นมาหลังจากที่ฟังมานาน
“หรือเจ้าจะปล่อยให้สตรีผู้นั้นคอยกัดกินสกุลเซียวต่อไปงั้นหรือ เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะยอมกันได้” ซินหยานบอกเสียงเรียบ เสร็จแล้วก็ถอนหายใจยาวเหยียด
ช่างเป็นวันที่แสนเหนื่อยล้าเสียจริง เดี๋ยวกลับไปบ้านก็จะต้องไปเจอหน้ากับสตรีผู้นั้นอีก
เหตุการณ์ต่อมาไม่ผิดจากที่ซินหยานคาดการณ์ไว้มากนัก
เฉินซินหยานเดินทางมารอที่บ้าน นางนั่งรออยู่ที่ลานบ้านเพราะรู้ว่าพวกเขาคงใช้เวลาสักพัก
“วันนี้นึกอะไรถึงชวนตามานั่งเล่นตรงนี้” เซียวเฉิงคุนถามหลานสาว
“ท่านตาดูสิเจ้าคะ วันนี้อากาศดียิ่งนักท้องฟ้าโปร่งใส ลมพัดเย็นสบาย” ซินหยานผายมือไปด้านบนเพื่อให้ท่านตาของนางดูบรรยากาศรอบตัว
“อืม เป็นดังเจ้ากล่าว”
สำหรับคนวัยห้าสิบอย่างเขาจะมีสิ่งใดดีไปกว่าการได้ใช้ช่วงเวลากับหลานสาวตัวน้อยกัน
ระหว่างที่ตากับหลานกำลังสนทนากันก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากทางหน้าประตูบ้านให้ต้องหยุดบทสนทนาลงและหันไปมอง
“โอ๊ย ! ปล่อย ปล่อยข้านะ” เสียงโวยวายของคนที่ซินหยานคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เสียงร้องเอะอะโวยวายและเสียงก่นด่าทำให้ซินหยานอดที่จะหลุดยิ้มมุมปากไม่ได้ แต่นางต้องก็ต้องก้มหน้าเพื่อหลบสายตาของผู้อื่น ถ้าโดนจับได้ก็จบกันพอดี
“เสียงอะไรกันเจ้าคะท่านตา ข้ากลัว” ซินหยานจับชายเสื้อท่านตาของนางและพูดเสียงเบา
ท่าทางตกอกตกใจของหลานสาวทำให้ผู้เป็นตาอย่างเขาต้องรีบลุกขึ้นไปปลอบนางทันที
‘เจ้ามันนางอสรพิษ พวกเราเป็นสหายกันมาเป็นสิบปีเจ้ากล้าทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร’ เสียงก่นด่าของสวี่ฮูหยินดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
‘เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้ทำ’
‘เข้าใจผิดบ้าบออะไรกัน เจ้าอิงแอบแนบชิดกับสามีข้าขนาดนั้นถ้าข้าไม่เข้าไปเจ้าคงไม่ทำสิ่งที่เลวทรามมากกว่านี้หรือไง’
“มีอะไรกันสวี่ฮูหยิน เหตุใดต้องลงไม้ลงมือกันด้วย”
ผู้อาวุโสอย่างเซียวเฉิงคุนรีบออกมาห้ามด้วยความร้อนรน ภาพที่ลูกสะใภ้ของเขาโดนกระชากผมลากไปกับพื้นช่างน่าเวทนา
“ท่านไม่ต้องมาพูดเลยใต้เท้าเซียว ลูกสะใภ้ของท่านนางทำเรื่องงามหน้าขนาดนี้ท่านไม่ทราบเลยหรือ” สวี่ฮูหยินบอกเสียงขุ่น
ถึงจะมีโทสะแค่ไหนนางก็ยังไว้หน้าผู้อาวุโสอยู่หลายส่วน แต่นางก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากเส้นผมของอดีตสหายสนิท
“ท่านพ่อช่วยข้าด้วย ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะข้าโดนใส่ร้าย” เสียงน้าสะใภ้ของซินหยานอ้อนวอนให้พ่อสามีช่วยพาให้ซินหยานนึกสมเพช
“มีเรื่องอะไรก็ค่อยว่ากันเถิด อย่าใช้ความรุนแรงเลยถือว่าเห็นแก่ข้า” เสียงเซียวเฉิงคุนกล่าว
เขาปรายตามองลูกสะใภ้ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
ซินหยานที่พยายามอ่านสีหน้าและแววตาท่านตาของนางก็รับรู้ได้ถึงบางอย่าง ท่านตาของนางคงเหลืออดแล้วจริงๆ
“ถือว่าข้าไว้หน้าท่านแล้วกัน”
สวี่ฮูหยินสะบัดมือออกจากเส้นผมของสตรีผู้นั้นแต่แววตาของนางยังเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
“ท่านพ่อ ท่านพ่อช่วยข้าด้วย” พอได้รับการปล่อยตัวเซียวฮูหยินก็กุลีกุจอคลานเข่าไปกอดขาพ่อสามีของนาง
ตุ้บ !
เซียวเฉิงคุนสะบัดลูกสะใภ้ของนางออกจนนางเซถลาไปกองที่พื้น
“อย่ามาเรียกข้าว่าพ่อ ! ” เขาตวาดเสียงกร้าว
ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าทำให้ซินหยานพอใจไม่น้อย นางปลีกตัวออกมาอย่างเงียบๆ ถ้าอยู่นานกว่านี้คงจะไม่ดี
ซินหยานพยักหน้าให้ซือเจียที่ยืนอยู่ข้างกัน ทั้งนายและบ่าวพากันกลับห้องของตัวเอง
“คุณหนูฉลาดมากเลยเจ้าค่ะ ทีนี้นางก็ไม่กล้ามายุ่งกับเราอีกแล้ว” ซือเจียพูดด้วยความสะใจ
เซียวฮูหยินทำอะไรกับซือเจียและซินหยานไว้บ้างพวกนางไม่ทางลืม ยิ่งการให้อภัยนั้นไม่มีทาง
“เจ้าอย่าเที่ยวพูดไป มันไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจนักหรอก” ซินหยานเอ่ยเตือน
ซินหยานไม่ได้อยากจัดการน้าสะใภ้ของนางด้วยวิธีแบบนี้นักหรอก เรื่องแบบนี้ปล่อยให้คนนอกรู้ล้วนไม่เป็นผลดีมีแต่สร้างความอับอาย
“เจ้าค่ะคุณหนู” ซือเจียก้มหน้างุดสำนึกผิด
“แต่ว่าเจ้าเห็นใบหน้าของนางหรือไม่บวมตุ่ยเหมือนโดนผึ้งต่อยมาเลย ฮ่าๆๆ” ซินหยานคลี่ยิ้มพลางระเบิดหัวเราะออกมา
แค่นึกถึงใบหน้าบวมเป่งกับรอยช้ำพวกนั้นก็นึกขำขึ้นมา ถ้าเทียบกับสิ่งที่นางเคยโดนกระทำแค่นี้ยังนับว่าน้อยไป
“คุณหนู ข้าคิดว่าท่านจะนึกใจอ่อนเสียแล้ว” ซือเจียพูดเสียงอ่อน
“เรื่องอะไรที่เราต้องเห็นใจนางเล่า นางทำตัวเองทั้งนั้น”
บทที่ 19 ท่านไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ผ้าไหมกองพะเนินถูกนำมาวางไว้บนเตียงของซินหยาน โดยมีซือเจียคอยจัดแยกตามสีของพวกมัน “ท่านมหาเสนาบดีคงเอ็นดูคุณหนูมากเลยนะเจ้าคะ” ซือเจียยิ้มดีอกดีใจที่คุณหนูได้รับความรักจากคนในครอบครัว “คงทั้งเอ็นดูและสงสารนั่นแหละ” ซินหยานเหยียดยิ้มแต่มันกลับดูเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ซินหยานลูบสัมผัสเนื้อผ้าไหมแต่ละผืนในหัวก็คิดถึงสิ่งที่พึ่งเห็น ไม่ว่านางจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหนก็ไม่สามารถลดความเกลียดชังที่ท่านแม่มีต่อนางได้ “คุณหนู” ซือเจียเรียกเสียงละห้อย “ช่างมันเถอะ ฝากเจ้าจัดการผ้าพวกนี้ทีนะข้าจะนอนแล้ว” ซินหยานบอกเสียงเรียบ เมื่อซือเจียนำผ้าทั้งหมดไปเก็บแล้วพวกนางก็เข้านอนตามปกติ ซินหยานนอนพลิกตัวไปมาทั้งคืนไม่สบายตัว กว่าจะหลับจริงๆก็เกือบเช้า เช้าวันถัดมาซินหยานยังไม่ทันได้ล้างหน้าก็มีบ่าวมาแจ้งว่าท่านพ่อและท่านแม่ของนางให้ไปพบในอีกครึ่งชั่วยาม เมื่อซินหยานเดินมาถึงห้องรับรองในเรือนของบิดาก็พบว่ามีคนหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งป้าสะใภ้ ท่านแม่ ท่านป้ารอ
บทที่ 18 ความสุขเพียงชั่วครู่ ซินหยานและพี่ชายพากันเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้จนของเต็มมือ และมาถึงร้านที่ให้ทายปริศนาโคมไฟ “ข้าเข้าไปเล่นได้ไหมเจ้าคะท่านปู่” ซินหยานเขย่ามือท่านปู่ของนางเพื่อขออนุญาต ถึงโคมไฟเหล่านี้จะไม่ได้วิเศษกว่าโคมไฟทั่วไป แต่วิธีการที่ได้มันมาต่างหากที่ทำให้มันมีคุณค่า คนหลายสิบคนที่แย่งกันตอบปริศนายิ่งทำให้มันน่าเข้าร่วมการแข่ง “ไปสิ” “พี่รอง ไปกันเจ้าค่ะ” ซินหยานปล่อยมือจากท่านปู่ของนางและลากพี่ชายของนางเข้าไปในหมู่ผู้คน ชายชรายืนรอหลานๆของเขาอยู่ด้านนอก ดวงตาทอดมองความร่าเริงของหลานสาวแล้วก็พลอยทำให้เรื่องเครียดที่สะสมไว้เหมือนจะเบาลง “รางวัลปริศนาอันต่อไปคือโคมไฟอันนี้ ทุกท่านพร้อมหรือยังขอรับ” เจ้าของร้านกำลังถือโคมไฟที่จะเป็นรางวัลอันต่อไปอยู่ในมือ “พร้อม ! ” เสียงคนเกือบร้อยคนพูดพร้อมกัน “พี่รอง ท่านต้องแย่งมาให้ได้นะเจ้าคะ” ซินหยานหันไปบอกกับพี่ชายน้ำเสียงจริงจัง “อยากได้ขนาดนั้นเลยหรือ ให้ท่านปู่ซื้อให้ก็ได้นี่” “มันไม่เหมื
บทที่ 17 ไปเทศกาลโคมไฟกันเถอะ เฉินซินหยานไปชวนพี่ชายของนางไปเที่ยวเทศกาลหยวนเซียวด้วยกัน พี่ชายก็ชวนท่านพ่อกับท่านแม่ และก็ชวนกันต่อไปเป็นทอดๆทำให้ตอนนี้รถม้าของสกุลเฉินถูกนำออกมาใช้ครบทุกคัน ท่านปู่ของนางมีบุตรทั้งหมดสี่คนประกอบด้วยลุงใหญ่ ป้ารอง ท่านพ่อ และท่านอา ท่านอามีอายุต่างจากพี่น้องคนอื่นเกินสิบปีเป็นคนที่ซินหยานสนิทใจด้วยที่สุดในบรรดาพี่น้องของพ่อ ลุงใหญ่มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ป้ารองมีฝาแฝดชายหญิง และท่านอาของนางนั้นยังไม่มีบุตร โชคยังเข้าข้างซินหยานที่ท่านปู่ของนางให้นั่งรถม้าคันเดียวกัน เด็กสาวจึงลากพี่ชายของตัวเองมานั่งด้วยกัน “ท่านพี่ไม่สบายหรือเปล่าเจ้าคะ” ซินหยานถามด้วยความเป็นห่วง ด้วยความกังวลซินหยานจึงเอามือทาบหน้าผากพี่ชายเพราะเขามีท่าทีแปลกๆ ตั้งแต่ขึ้นรถม้าก็ก้มหน้าตลอดทาง และสีหน้าก็ไม่ค่อยดี “ปะ...เปล่า” จงอิ้นตอบตะกุกตะกัก แต่ก็ยังไม่ยอมสบตาใคร “แล้วทำไมสีหน้าของท่าน” ซินหยานยังคงไม่วางใจ “พี่ไม่ได้เป็นอะไร แค่นอนไม่หลับเลยเพลียๆ” เขาบ่ายเบี่ยงเพราะอ
บทที่ 16 รางวัลของหลานสาว ระหว่างการประชุมมีขุนนางบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเด็กสาวตัวน้อยที่นั่งก้มหน้าอ่านตำราเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่หลวงเอาไว้ สิ่งที่น่าขันคือผู้เป็นใหญ่ที่สุดในห้องอย่างอัครมหาเสนาบดียอมเชื่อและทำตามคำของเด็กตัวแค่นี้ เขารีบสั่งการส่งม้าเร็วไปสำรวจพื้นที่นั้นทันที “กว่าจะได้คำตอบคงเป็นพรุ่งนี้เช้า พวกเราก็แยกย้ายกันก่อน” เสียงทรงอำนาจออกคำสั่ง “แต่นี่คือเรื่องเร่งด่วนนะขอรับใต้เท้าเฉิน ถ้าพวกเราไม่รีบเคลื่อนทัพตอนนี้จะกลายเป็นพวกเราที่เสียเปรียบ” อัครมหาเสนาบดีเฉินตวัดสายตามองคนพูดทันควัน เหมือนคนพวกนี้จะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นใคร “แล้วถ้าทหารนับพันนับหมื่นต้องล้มป่วยเพราะความใจร้อนของเจ้า เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร” เฉินรุ่ยเซียวถามเสียงเย็น ท่าทางน่าเกรงขามของเขาทำให้คนอื่นๆในห้องต้องปิดปากเงียบไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรขึ้นมาอีก ซินหยานกำลังรื้อฟื้นความทรงจำที่เคยเรียนในบทเรียนเมื่อชาติที่แล้ว นางอาจจะไม่เคยรับรู้ตอนที่เกิดสงครามแต่ได้มาเรียนประวัติของแคว้นในตอนโต
บทที่ 15 คุณหนูหกเฉิน คุณหนูหกสกุลเฉินยืนถือถ้วยยารออยู่หน้าห้องทำงานของผู้เป็นปู่อย่างท่านอัครมหาเสนาบดีเฉินมาได้สักพักจนรู้สึกได้ว่ามือกำลังสั่นเล็กๆ “คุณหนู มาทำอะไรขอรับ” อวี้หลางที่ได้รับการแจ้งว่ามีคนขอเข้าพบนายท่านของเขาเปิดประตูออกมาก็เจอซินหยานยืนรออยู่ “ข้าเอายาบำรุงมาให้ท่านปู่เจ้าค่ะ” ซินหยานบอกเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้ม “เอ่อ นายท่านกำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่ขอรับ” อวี้หลางมีสีหน้าลำบากใจ ตามปกติแล้วในเวลาแบบนี้จะไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าไปเด็ดขาดเพราะเรื่องที่พูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่สายตาวิบวับของเด็กน้อยตรงหน้าก็ทำให้เขาเหมือนจะใจอ่อน “ข้าต้มยามาให้ท่านปู่ ถ้านานกว่านี้ยาก็จะเย็น ทำยังไงดีอวี้หลาง” เฉินซินหยานทำหน้าสลด ดวงตาที่เคยวาววับก็หม่นลง “คุณหนูรอสักครู่นะขอรับ” ท้ายที่สุดอวี้หลางก็ยอมใจอ่อน เขาเข้าไปในห้องนั้นได้ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม “เชิญขอรับคุณหนู” อวี้หลางผายมือให้ซินหยานเข้าไปด้านในและเดินตามหลังนางเข้าไป ซินหยานก้มหัวให้คนอื่นๆที่นั่ง
บทที่ 14 ลืมสนิท หลังจากมื้ออาหารที่ไม่มีใครได้แตะแม้แต่ตะเกียบจบลงทุกคนก็แยกย้ายกลับเรือนของตนเองโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว “คุณหนูไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ” ซือเจียรีบปรี่เข้าหาคุณหนูของนางด้วยความเป็นห่วง “ไม่ต้องห่วง ข้าสบายดี” นางโกหก เจอเรื่องแบบนี้มาคงไม่มีใครสบายใจได้หรอก ถึงภายในจะบอบช้ำแค่ไหนแต่การแสดงความอ่อนแอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน น้ำตาไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจ “คุณหนู” ซือเจียพึมพำเสียงอ่อน แววตาทอความเวทนา “เดิมทีข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเรียกร้องความรักจากใครอยู่แล้ว เป้าหมายของข้าใหญ่กว่านั้นมาก” ซินหยานบอกน้ำเสียงจริงจัง ต่อให้พยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหนแต่ตัวนางก็รู้ดี แม้แต่ร่างกายของนางยังประท้วงกับสิ่งที่นางพูด ในอกมีความรู้สึกหน่วงจนเจ็บ “คุณหนูอยากทำอะไรเจ้าคะบอกซือเจียได้หรือไม่ ซือเจียอยากช่วยคุณหนูจริงๆ ทุกเรื่องที่คุณหนูแบกไว้ให้ซือเจียช่วยดีไหมเจ้าคะ” ซือเจียเอื้อมมือไปกอบกุมมือเล็กๆของเจ้านายไว้ ในความคิดของซือเจียนั้นซินหยานก็เหมือนน้อ







