LOGINเข้าใกล้เหมันตฤดูเข้าไปทุกทีลมหนาวที่เริ่มพัดผ่านเข้ามาพาให้ต้องขุดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาเพื่อหาความอบอุ่น
การมีเงินนี่มันดีจริงๆถึงจะยังไม่มีโอกาสได้ใช้แต่ก็รู้สึกอุ่นใจ
ตอนที่โดนพาตัวกลับไปที่เมืองหลวงครั้งก่อน ซินหยานไม่มีโอกาสได้จับเงินพวกนั้นแม้แต่ตำลึงเดียวเพราะท่านแม่ของนางไม่อนุญาต ไม่ว่านางจะทำสิ่งใดก็จะโดนขัดทุกครั้งไป คล้ายกับว่าซินหยานและมารดาของนางคือคนที่ยืนอยู่คนละฝั่ง หากคนนึงเป็นไฟอีกคนก็คือลมพายุที่โหมกระหน่ำใส่กันจนทำให้ทุกอย่างรอบตัววอดวาย
“วันนี้ให้คนเตรียมรถม้าให้ทีข้าจะออกไปใช้เงินสักหน่อย”
“เจ้าค่ะคุณหนู” ซือเจียรับคำอย่างว่าง่าย
การที่คุณหนูของนางสามารถจัดการเซียวฮูหยินได้ถึงสองครั้งสองคราทำให้ซือเจียเชื่อย่างสนิทใจว่าคุณหนูของนางเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
“ให้คนไปบอกท่านตาให้ด้วยนะ”
“เจ้าค่ะ”
ใช้เวลาไม่นานก็เตรียมทุกอย่างพร้อมและออกเดินทาง โดยทั่วไปแล้วสตรีที่อายุยังไม่ถึงสิบสองจะไม่ค่อยออกจากบ้านบ่อยนักเพราะถือว่าเป็นธรรมเนียม แต่มันไม่สำคัญสำหรับซินหยานในตอนนี้
“คุณหนูเจ้าคะ นั่นมัน” ซือเจียกระซิบเสียงเบา สายตาของนางมองออกไปนอกหน้าต่างของรถม้าคันเก่า
“หืม” ซินหยานขยับตัวเพื่อมองหน้าต่างฝั่งเดียวกับซือเจีย
สิ่งที่เห็นทำให้ซินหยานหวั่นใจ นางทราบดีว่าความสัมพันธ์ของท่านน้าและน้าสะใภ้นั้นไม่ค่อยราบรื่นนัก แต่ก็ไม่คิดว่าน้าสะใภ้กล้าทำเรื่องเช่นนี้
“พวกเราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ” ซือเจียที่อยู่ในอาการตกตะลึงถามด้วยความลนลาน
“อย่าพึ่งบอกใครเงียบไว้ก่อน”
ถึงว่าทำไมช่วงนี้ถึงเงียบไปที่แท้ก็มาทำเรื่องเสื่อมเสียอยู่นี่เอง ข้างกายของเซียวฮูหยินมีบุรุษผู้หนึ่งเดินข้างกัน ใกล้ชิดสนิทสนมไม่ต้องบอกก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นอย่างไร
บุรุษผู้นั้นไม่ใช่ท่านน้าของนาง แต่ใบหน้านั้นก็พอที่จะคุ้นตาอยู่บ้าง
“บุรุษผู้นั้นไม่ใช่สามีของสวี่ฮูหยินหรือเจ้าคะ”
“อืม อย่างที่คิดนั่นแหละ”
ถ้าหากจะถามว่าสวี่ฮูหยินเป็นใครนั้นตอบได้ง่ายมาก นางก็คือสหายสนิทของน้าสะใภ้นั่นเอง เป็นสหายที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ซินหยานได้แต่สงสัยว่าคนเรามันจะไร้จิตสำนึกได้ถึงขนาดไหนกัน
“ดูท่าจะลางไม่ดีแล้วพวกเรากลับกันก่อนเถอะ”
ตลอดทางที่รถม้าวิ่งไปภายในรถม้าไร้เสียงพูดคุย ทั้งสองมีแต่สีหน้าลำบากใจ
การที่น้าสะใภ้ของนางทำแบบนี้ถ้านางเลือกที่จะเปิดโปงอีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะเป็นผลดีเสียทีเดียว มันจะสร้างความอับอายให้ครอบครัวของนางด้วยเช่นกัน
“คุณหนูตัดสินใจได้หรือยังเจ้าคะ”
ก่อนที่จะลงจากรถม้าซือเจียก็ถามซินหยาน เรื่องนี้จะต้องไตร่ตรองให้ดี
“อืม คงต้องทำอะไรสักอย่าง” หากจะให้บอกคนอื่นตรงๆเลยก็คงยากที่จะเชื่อ และอาจจะทำให้อีกฝ่ายไหวตัวทันอีกด้วย
“เกิดเรื่องอีกแล้วเจ้าค่ะคุณหนู” ซือเจียโวยวายอยู่หน้าห้องของซินหยาน
“มีเรื่องอะไรอีก” ซินหยานถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย
เรื่องก่อนยังไม่ได้แก้แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นอีก ชีวิตใหม่นี้จะมีอุปสรรคเยอะเกินไปแล้ว ไม่ให้นางได้ว่างเว้นเลย
“มีคนมาเจ้าค่ะ” ซือเจียบอกลุกลี้ลุกลน
“ใครกัน คงไม่ใช่สวี่ฮูหยินหรอกนะ” ซินหยานเบิกตากว้าง มือที่จับพู่กันอยู่ก็เผลอปล่อยมันจนหมึกเลอะกระดาษ
“มิใช่เจ้าค่ะ คนจากเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
“คนของท่านปู่งั้นหรือ” ซินหยานขมวดคิ้วฉงน
ชาติก่อนท่านปู่ไม่เคยส่งคนมาที่นี่เลยสักครั้ง อย่าว่าแต่ท่านปู่เลยท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่เคยสนใจใยดีนางเลยด้วยซ้ำ ถึงท่านพ่อจะอยากทำก็คงโดนท่านแม่ห้ามไว้
“ใช่เจ้าค่ะ เขาบอกว่าต้องการพบคุณหนู”
“ไปๆ รีบไปช่วยข้าแต่งตัว”
หลังจากนั้นภายในห้องของซินหยานก็คล้ายกับว่าจะมีพายุพัดอยู่ในห้อง ทั้งนายทั้งบ่าวต่างวุ่นวายพากันหยิบนู่นจับนี่
ทุกย่างก้าวที่นางก้าวเดินนั้นภายใต้อกระส่ำอย่างควบคุมไม่ได้
“เชิญนั่งก่อนขอรับคุณหนู”
น้ำเสียงเรียบนิ่งและท่าทีเย็นชาของอีกฝ่ายทำให้ซินหยานต้องนั่งลงอย่างว่าง่าย
คนคนนี้คือคนสนิทของท่านปู่ เขามีนามว่าอวี้หลาง การที่ท่านปู่ส่งเขามาก็หมายความว่านางมีความสำคัญพอตัว
“ท่านมาที่นี่มีธุระอันใดกับข้าหรือ” ซินหยานใช้น้ำเสียงปกติไม่ได้ตั้งแง่กับเขาหรือแสดงความเป็นมิตรจนเกินควร
ท่าทีสุขุมและการแสดงออกของซินหยานทำให้อวี้หลางประหลาดใจไม่น้อย ตอนที่ได้รับคำสั่งให้มาดูการเป็นอยู่ของนางทำให้เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ช่างไร้สาระ แต่สิ่งที่เห็นก็พอจะน่าสนใจอยู่บ้าง
“คุณหนูสบายดีนะขอรับ”
“แล้วท่านคิดว่าอย่างไรเล่า” ซินหยานวาดแขนทั้งสองข้างเสมอไหล่เพื่อให้อีกฝ่ายสำรวจดู
“นายท่านฝากมาบอกว่าหากมีเรื่องขัดสนอันใดให้บอกกับข้ามาได้เลย”
“อืม เท่านี้เองหรือ”
นางก็นึกว่าจะมีเรื่องอะไรเสียอีก แต่การที่ท่านปู่เริ่มให้คนสนใจกับนางก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
“และนายท่านก็มีคำถามบางคำถามที่ฝากมาด้วยขอรับ”
เรื่องอะไร ถ้าข้าตอบได้ข้าก็จะตอบ” นางแสดงท่าทีที่ดูเหมือนให้ความเคารพเขาแต่ก็ไม่ได้ทำเหมือนเขาคือคนที่เหนือกว่าจนนางต้องหวาดกลัว ทั้งๆที่คนผู้นี้คือคนสนิทของท่านปู่
“คุณหนูรู้ได้อย่างไรขอรับว่าคนสกุลเฉินมีเบี้ยเลี้ยงตั้งแต่เกิด หากอายุยังไม่ครบเจ็ดปีก็ไม่สามารถทราบเรื่องนี้ได้ และคุณหนูก็จากเมืองหลวงมาที่นี่ก่อนถึงวัยที่จะต้องรู้” เขาจ้องดวงตาของเด็กสาวตรงหน้าอย่างคาดคั้น
สายตากดดันของเขาทำให้ซินหยานอึดอัดอยู่บ้าง อวี้หลางกับน้าสะใภ้ของนางนั้นต่างกัน คนแบบนี้ต่างหากที่น่ากลัวจริงๆ
“มันสำคัญด้วยหรือ”
“...” อวี้หลางไม่ตอบคำ เขายังใช้สายตากดดันให้นางยอมเปิดปาก
“นี่เป็นความลับนะ” ซินหยานเขยิบหน้าเข้าไปใกล้และป้องปากกระซิบ
“ต้องเป็นความลับด้วยหรือ”
“ใช่สิ ข้าเคยแอบได้ยินท่านแม่คุยกับท่านพ่อเรื่องนี้ ก็เลยบังเอิญรู้มา” ซินหยานกระซิบราวกับว่ามันเป็นความลับที่จะให้คนอื่นรับรู้ไม่ได้
“แค่นี้หรือขอรับ” อวี้หลางหลุดแสดงสีหน้างงงวยออกมา นี่เขาคาดหวังมากไปหรือ
“ก็ใช่สิ ไม่งั้นข้าจะรู้ได้ไงเล่า”
“แน่ใจหรือขอรับ”
“ข้าจะโกหกให้ได้อะไรขึ้นมา”
ถึงนางจะพูดแบบนั้นแต่เขาก็ไม่อยากจะเชื่อเสียเท่าใดนัก เด็กผู้หญิงแปดขวบคนนึงเขียนจดหมายขนาดนั้นได้อย่างไร ตัวหนังสือที่บรรจงทุกตัวอักษร ไหนจะการเลือกใช้คำที่ไม่เหมาะกับเด็กธรรมดาๆเลยสักนิด
“แล้วเรื่องจดหมาย...”
“จดหมายทำไม”
“คุณหนูเขียนเองหรือขอรับ”
“ข้าก็ต้องเขียนเองสิ เจ้าคิดว่าข้าจะให้คนอื่นเขียนจดหมายไถเงินแทนหรือไงกัน ข้าก็อายเป็นนะ”
พอพูดจบก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดสิ่งที่ไม่ควรออกไป ซินหยานเอามือขึ้นมาปิดปากอย่างลืมตัว
“ขอเงิน ข้าหมายถึงขอเงิน”
“เรื่องสุดท้ายนายท่านฝากมาบอกว่าจะส่งอาจารย์มาให้คุณหนูหนึ่งคนขอรับ และข้าเองก็จะมาเยี่ยมคุณหนูทุกเดือนหากมีปัญหาอะไรสามารถเขียนจดหมายหรือแจ้งข้าได้โดยตรง”
“อาจารย์ ? เอามาทำอะไร”
“อาจารย์ก็ต้องสอนหนังสือสิขอรับคุณหนู” อวี้หลางยิ่งประหลาดใจ สรุปคุณหนูจะฉลาดโตกว่าวัยหรือพัฒนาการช้ากันแน่
“ไม่เอาได้ไหม” ซินหยานกะพริบตาถี่ๆเป็นการขอร้อง
“นายท่านตัดสินใจแล้วขอรับ ถ้าคุณหนูอยากจะปฏิเสธก็เขียนจดหมายหานายท่านหรือจะฝากคำพูดไปกับข้าก็ได้”
“ก็ได้ๆ เรียนก็เรียน”
ซินหยานไม่ได้มีปัญหากับการเรียนหนังสือ แต่การที่ท่านปู่ส่งอาจารย์มาที่นี่จะทำให้นางเคลื่อนไหวได้ลำบากเพราะจะต้องโดนจับจ้องตลอด
“ท่านปู่...” ก่อนที่ลากันซินหยานก็เอ่ยเสียงอู้อี้แต่ก็พอที่จะได้ยิน
“ขอรับ”
“ท่านปู่เป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพแข็งแรงดีไหม” มันเป็นสิ่งที่ซินหยานอยากรู้มาตลอดตั้งแต่ได้ย้อนกลับมา
ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้สุขภาพของท่านปู่แย่ลงเรื่อยๆจนน่ากังวลใจ
“นายท่านแข็งแรงดีขอรับ” ยิ่งได้คุยกับนางแล้วอวี้หลางยิ่งนึกแปลกใจ คนจวนนั้นไม่เคยมีใครถามถึงนายท่านของเขาด้วยความเป็นห่วงแบบนี้เลยสักคน แต่เด็กน้อยคนนี้ที่ไม่ได้เจอท่านปู่ของนางมาสามปีแล้วกลับถามด้วยความเป็นห่วง
บทส่งท้าย เป็นระยะเวลากว่าสี่ปีที่ซินหยานแต่งงานกับสามีอันเป็นที่รัก เขายังคงดีต่อนางสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปร ยิ่งทวีความรักมากขึ้นเมื่อนางได้ให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยทั้งสองคน “เจ้าก็รักแต่เจ้าใหญ่ยัยหนูรองน้อยใจแย่” คนเป็นพ่ออุ้มลูกสาวคนเล็กเอาไว้ในอ้อมอกและตระกองกอดไว้ด้วยความรักแสนทะนุถนอม “แอ้” เจ้าตัวน้อยที่อายุได้เพียงหกเดือนร้องอ้อแอ้และแย้มยิ้มให้พ่อจนเห็นเหงือกสีชมพู ดวงตากลมโตราวกับถอดแบบมารดาออกมาจ้องมองใบหน้าคมของบิดาด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ท่านก็เอาแต่เล่นกับยัยหนูรองจนลืมเจ้าใหญ่เหมือนกันนั่นแหละ” ซินหยานหันไปมองค้อนสามีที่ชอบเข้มงวดกับบุตรชาย แต่กับบุตรสาวเขาทะนุถนอมและตามใจยิ่งกว่าพวกองค์หญิงในวังหลวงเสียอีก พอได้มาเป็นแม่คนครั้งแรกซินหยานก็คิดอะไรได้หลายๆอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของท่านแม่ นางเคยคิดว่าที่ท่านแม่ทำไปเพราะรักแต่นั่นเป็นความคิดเพ้อฝันเข้าข้างตัวเองของนาง ความรักที่ซินหยานมีให้ลูกนั้นแตกต่างจากที่เคยได้รับจากมารดาโดยสิ้นเชิง ตอ
บทที่ 177 ครอบครัวสุขสันต์ วันนี้ถือเป็นวันพิเศษต้นวสันตฤดูแสงแดดอ่อนๆทอผ่านกิ่งไม้ ใบไม้เขียวขจีพัดไหวเบาๆตามแรงลมที่พัดโชย กลิ่นดอกไม้ที่บานสะพรั่งอบอวลในอากาศ เสียงนกร้องคลอเบา ๆ เป็นทำนองแห่งธรรมชาติ ยามเช้าหลังจากที่เรื่องเลวร้ายทั้งหมดทั้งมวลถูกกาลเวลาพัดพาออกไป ครอบครัวสกุลเฉินนั่งทานข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา เสียงพูดคุยหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ ซินหยานเฝ้ามองทุกคนด้วยใจที่รู้สึกอบอุ่นและอิ่มเอมกว่าครั้งไหนๆ นางได้ย้อนกลับมาแก้ไขทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ช่วยแคว้นไว้ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนางสามารถช่วยทุกคนในครอบครัวเอาไว้ได้ ไม่มีใครล้มหายตายจากถึงแม้ระหว่างทางจะมีเรื่องให้ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่บ่อยครั้ง เพี๊ยะ ! ร่างบางตีมือของพี่ชายคนโตของบ้านที่กำนั่งแย่งน่องไก่ชิ้นสุดท้ายไป เขามองนางตาขวาง แต่เมื่อเห็นสายตาคู่คมที่จ้องมองเขาราวกับศัตรูของคนที่อยู่ข้างกายนางเจียเผิงก็ยอมปล่อยน่องไก่ชิ้นนั้นไป “หึ ถือว่ามีคนปกป้องแล้วจะรังแกข้ายังไงก็ได้หรือไง” เจียเผิงบ่นเสียงเบาไม่กล้าพูดให้อีกฝั่งได้ยิน
บทที่ 176 ไม่มีทางเอาชนะได้ “พาเสด็จพ่อของเจ้าไปที่ห้องทรงพระอักษร” ท่านน้าขององค์ชายรองกล่าวและเดินไปรอที่ห้องนั้นตามคำของตน สารสละราชสมบัติถูกวางเอาไว้พร้อมกับแต่งตั้งองค์ชายรองขึ้นแทนฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระองค์มองสิ่งเหล่านั้นด้วยความทอดถอนใจมิได้เกรงกลัวต่อการข่มขู่ของคนทั้งสอง คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายจะมาหวาดกลัวกับเรื่องแค่นี้ได้อย่างไร และทุกอย่างก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องมีจุดจบเช่นไร เขาไม่ใช่กษัตริย์ที่หลงมัวเมาในอำนาจห่วงก็แต่เพียงคนที่ขึ้นมาแทนที่คนต่อไปจะรักแคว้นและทำเพื่อแคว้นได้ไม่เท่าที่เขาทำ พระองค์ทรงประทับตามที่พระโอรสบอก มือก็คว้าตราประทับมาจับเอาไว้มั่น ในพระทัยก็ได้แต่ภาวนาว่าโอรสจะเปลี่ยนใจ “เจ้ามั่นใจแล้วนะว่าต้องการเช่นนี้” พระองค์ทรงใช้วาจาธรรมดากับโอรสองค์รอง ในที่นี้มีเพียงแค่พ่อกับลูกมิใช่กษัตริย์และพระโอรสผู้ยิ่งใหญ่ “ลูก...กระหม่อม” องค์ชายรองตัวสั่นและไม่กล้ากล่าวสิ่งใด “เจ้าอย่ามาพูดให้มากความ หน้าที่ของเจ้าตอนนี้คือต้องประทับสารสละราชสมบัติ
บทที่ 175 คำสารภาพใต้แสงจันทร์ ลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดไว้เพียงครึ่ง ทุกอย่างรอบกายสงบนิ่งมีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมที่ปะทะกับต้นไม้ด้านนอก อากาศเย็นเฉียบราวกับจงใจให้ร่างบางต้องขยับตัวเข้าหาอ้อมกอดแสนอบอุ่นของเขา มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากข้างเตียงที่ทำให้นางมองเห็นใบหน้าคมที่กำลังทำหน้าจริงจัง คำพูดที่เหมือนกับหยุดทุกสิ่งรอบกายของเขาทำให้ซินหยานแทบจะวิญญาณหลุดจากร่าง แค่เขาถามนางว่าอยากอยู่กับเขาไปทั้งชีวิตหรือไม่ในใจมันก็กู่ร้องกังวาน “ข้าพูดจริงๆนะซินหยาน” เขาเน้นย้ำคำพูดของตนเมื่อนางนิ่งเงียบไป จุดประสงค์แรกที่มาหานางนั้นไม่ได้มาเพื่อทำเรื่องนี้ แต่เมื่อได้สวมกอดนางเอาไว้เขาก็รู้ตัวทันทีว่าชีวิตเขาขาดนางไปไม่ได้อีกแล้ว หากไม่รีบก็อาจจะช้าเกินไป เขาจะปล่อยให้นางหลุดมือไปไม่ได้ “ท่านชอบข้าหรือ” ซินหยานถามด้วยสีหน้าสับสน นางรู้ตัวว่าชอบเขามาก แต่ไม่เคยนึกถึงอีกฝ่ายเลยว่าจะชอบนางเหมือนกันหรือไม่ เพราะความไม่ประสาในเรื่องความรักทำให้ซินหยานไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร คำถามง่ายๆสั้นๆแต่ทำให้เข
บทที่ 174 เบื้องหลังฝันร้าย ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ เฉินซินหยานยืนอยู่ท่ามกลางห้วงแห่งภวังค์ที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่คุ้นเคย เสียงกระซิบคลอดังระงมรอบตัว นางหันมองไปรอบๆ แต่เห็นเพียงหมอกหนาและแสงสีจางๆ ที่ลอยล่องอย่างไม่มีทิศทาง ภาพด้านซ้ายคือข้างในของจวนสกุลเฉิน และด้านอื่นๆมีทั้งในวังและในห้องมืดๆอับชื้น เสียงกระซิบดังระงมจนซินหยานปวดหัวต้องยกมือขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้าง เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ร่างบางจึงเริ่มก้าวเท้าเดินหนีไปยังสถานที่ที่นางรู้สึกว่าปลอดภัยที่สุดนั่นก็คือจวนสกุลเฉิน แม้จะรู้ตัวว่าเป็นความฝันแต่ก็มิอาจปลุกตัวเองให้ตื่นได้ ทำได้เพียงหาทางออกจากห้วงแห่งนี้ให้เร็วที่สุด ด้านในจวนมีสภาพคล้ายกับในชีวิตจริง เว้นแต่ในความฝันมันดูทรุดโทรมกว่ามากหากจะให้เปรียบเทียบมันเหมือนกับจวนสกุลเฉินในตอนที่ท่านปู่เริ่มล้มป่วยในกาลก่อน “เจ้าจงนำพิษนี้ไปให้ตาแก่นั่นกินแล้วข้าจะยกหนี้พนันให้เจ้าทั้งหมด” เสียงเย็นเยียบชวนขนลุกทำให้ซินหยานเดินเข้าไปใกล้ทางนั้นมากขึ้น คนสองคนยืนพ
บทที่ 173 รักที่ไม่ต้องหลบซ่อน ข่าวเรื่องการล้มป่วยหนักของท่านอัครมหาเสนาบดีถูกแพร่กระจายเป็นวงกว้าง แทบจะไม่มีใครในเมืองหลวงที่จะไม่รู้เรื่องนี้ ข่าวลือนั้นลุกลามอย่างรวดเร็ว จวนสกุลเฉินปิดประตูแน่นไม่ให้ใครเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ลูกหลานแต่ละคนถูกสั่งห้ามพบปะพูดคุยกับบุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด มีเพียงแม่ทัพโจวที่สามารถเข้านอกออกในจวนนี้ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ซินหยานแปลกใจคือคนสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนาง คนสองคนที่เคยบอกว่าไม่ได้มีความรู้สึกต่อกัน และดูเหมือนคนที่ไม่ถูกกันมากกว่า ทั้งสองกำลังยืนจับมือกันอยู่ตรงหน้าร่างบาง พี่ชายของนางดูสายตาแน่วแน่จริงจังกว่าครั้งไหนๆ ริมฝีปากบางกดยิ้มด้วยความเอ็นดูทั้งคู่ “ซินซิน” เสียงเข้มเรียกน้องสาว เฉินจงอิ้นบีบมือคนข้างกายแน่นขึ้นเมื่อกำลังจะพูดความลับของทั้งสองออกไป เขาเก็บความลับนี้ไว้มานานเป็นปีและวันนี้มันก็ถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว “ว่าอย่างไรเจ้าคะพี่รอง” ซินหยานแสดงสีหน้าที่เป็นปกติ คนที่ควรตกใจอย่างซินหยานกลับสงบนิ่งกว่าคนที่กำล
บทที่ 145 แมวน้อย ช่วงยามเซินของวันถัดมาแสงแดดเริ่มลาลับ ซินหยานมาที่สนามแข่งม้าอีกครั้งเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยหลังจากที่การแข่งขันเมื่อวานจบลง พวกคนงานทำความสะอาดรอบบริเวณได้เป็นอย่างดี อาจจะมีบางอย่างเสียหายหรือแตกหักไปบ้างซินหยานก็สั่งให้คนนำมาเปลี่ยน “เรื่อ
บทที่ 94 หน้าที่ใหม่ รถม้าวิ่งออกมาจากจวนสกุลเฉินใช้เวลาไปนานพอสมควรจนมาถึงทางทิศใต้ของตลาดก็หยุดลง “มาปู่ช่วย” เฉินรุ่ยเซียวช่วยประคองหลานสาวลงจากรถม้า รอบด้านทั้งสี่ทิศถูกเหล่าผู้คุ้มกันนับสิบรอบไว้จนหมด เขาไม่เปิดโอกาสให้คนนอกได้เห็นหลานสาวสุดหวงของเขา
บทที่ 92 เจ้าลูกสุนัข โจวหานเฟิงก้มมองใบหน้าของสตรีที่สูงแค่ช่วงไหล่ของเขาเพื่อที่จะได้เห็นชัดๆ เวลาที่นางเบะปากมันทำให้เขาอยากจะดึงมันสักทีให้หายมันเขี้ยว “เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเป็นลูกหลานสกุลใด” เขาจ้องมองปากที่เชิดรั้นขึ้นจนเกือบชิดจมูกของนางละสายตาไม่ได้
บทที่ 87 ที่ผ่านมาท่านแม่ก็ไม่เคยทำ ภายในห้องนอนมีกลิ่นสมุนไพรจางๆตลอดเวลาตั้งแต่ท่านหมอกลับไป ซือเจียที่คอยดูแลเช็ดตัวคุณหนูของนางไม่ห่าง จนซินหยานกลัวว่าซือเจียจะป่วยไปด้วยอีกคน คนอื่นๆที่รู้เรื่องก็พากันมาเยี่ยมซินหยานทั้งวันจนท่านปู่สั่งห้ามไม่ให้พวกเขามารบกวนนางอีก







