Masukดวงตาคู่งามหลับตาส่ายหน้าไปมาชั่วครู่ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้น มู่เหยียนสะดุ้งตัวรู้สึกเจ็บแปลบบนหน้าอกข้างซ้ายโดยไม่มีสาเหตุ นางลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิด หัวใจเต้นแรงเจ็บปวดลึก ๆ ราวกับถูกมีดแหลมคมกรีดแทง
"ข้าตายไปแล้วนี่" มู่เหยียนมีสติดีนางมั่นใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด หญิงสาวสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นเอื้อมมือเปิดผ้าม่านออกมองไปด้านนอกท่ามกลางความเงียบสงบ "ทำไมคุ้นตา" นางลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูออกดูด้านนอก ลมหนาวเย็นยะเยือกพัดแรงปะทะใบหน้างามให้ความรู้สึกเย็นเฉียบ มู่เหยียนรีบปิดประตูหนีลมหนาวเดินเข้ามานั่งบนโต๊ะหน้าเตียงนอน ที่นี่หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นบ้านของท่านป้าญาติฝั่งมารดาที่ให้นางมาร่วมงานแต่งงานของพี่ชายใหญ่แล้ววันนี้ก็คือวันที่เตรียมตัวเดินทางกลับจวนแล้ว "ข้าย้อนเวลากลับมาตอนอายุสิบหกปี" หลังจากทำความเข้าใจกับเรื่องเหลือเชื่ออยู่ครู่หนึ่งนางก็ต้องทำใจยอมรับ คิดทบทวนถึงความทรงจำวัยนี้ที่ยังมิได้ออกเรือนทว่าเป็นช่วงที่บิดากำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองเจ้ากรมอาญาและถูกจับประหารชีวิตโทษฐานร่วมก่อกบฏหลังจากนางแต่งงานได้เพียงสองปี ช่วงเวลานี้ครอบครัวยังไม่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับราชสำนักมากนักตามที่นางได้รับรู้มา นอกเหนือจากว่าบิดาของนางคือใต้เท้ามู่หลวนเฟิง กำลังแอบกระทำการลับ ๆ กับใครบางคนอยู่ "ข้าแต่งงานตอนอายุสิบแปดปี อีกสองปีต่อจากนั้นคนตระกูลมู่และข้าก็ต้องตาย" ที่สำคัญนางยังไม่รู้จักกับเหอเจี้ยนฉวน อีกหกเดือนที่วังหลวงจะมีการประกาศแต่งตั้งขุนนางคนใหม่ เหอเจี้ยนฉวนเข้ามาในแคว้นต้าฉวนในตำแหน่งพิเศษเป็นขุนนางขั้นหนึ่งที่สอบได้อันดับสูงสุดเป็นครั้งแรก เขาได้อยู่ข้างกายฮ่องเต้พระองค์ทรงโปรดปรานเป็นอย่างมากไม่ว่าเหอเจี้ยนฉวนเสนอสิ่งใดก็ทรงเห็นดีเห็นงามไปด้วยเสียทุกเรื่อง มู่เหยียนขบคิดถึงเรื่องนี้อยู่นานจนกระทั่งฟ้าสางเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น "ก๊อก ๆ ๆ คุณหนูเจ้าคะ ตื่นหรือยังเจ้าคะ" บ่าวรับใช้บ้านท่านป้าส่งเสียงเรียกนาง การมาเยือนตระกูลมารดาทำให้นางอบอุ่นใจทุกครั้ง คนที่นี่รักและหวังดีกับนางรวมถึงสาวใช้ทุกคนที่นี่ให้เกียรติและยกย่องนางเหมาะสมแก่ฐานะ มู่เหยียนเดินไปเปิดประตูเผยรอยยิ้มสวยออกมา บ้านหลังนี้อยู่กันอย่างเอื้ออาทรไม่มากพิธี บ่าวรับใช้และเจ้านายไม่ห่างเหินกันมากนัก "ซวงซวง ข้าเพิ่งตื่น" นางต้องบอกออกไปอย่างนั้นมิเช่นนั้นอาจจะทำให้ผู้อื่นเป็นห่วงว่านอนที่นี่ไม่รู้สึกสบายนอนไม่เต็มอิ่ม "อีกครึ่งชั่วยามก็ได้เวลารับประทานอาหารเจ้าค่ะ คุณหนูเพิ่งมายังไม่ทราบรายละเอียดบางอย่างที่เปลี่ยนไปข้าจึงมาแจ้งท่าน" ซวงซวงมีอายุเท่านางเป็นบ่าวรับใช้ที่นิสัยดี อ่อนโยนและเชื่อฟัง มู่เหยียนยิ้มแย้มให้เอ่ยขึ้นว่า "ประเดี๋ยวข้าจะไปอาบน้ำแต่งตัวออกไป" "ให้บ่าวช่วยนะเจ้าคะ" ซวงซวงอาสาช่วยนางพยักหน้ายินดีเพราะเดินทางโดยรถม้าของจวนนางไม่มีสาวรับใช้มาด้วย นับเป็นเรื่องไม่สมควรทำอย่างยิ่งที่ใต้เท้ามู่หลวนเฟิงละเลยบุตรีเอกได้ถึงขนาดนี้ นอกเหนือจากความปลอดภัยแล้วสตรีที่ยังไม่ออกเรือนต้องเดินทางไกลควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ไปไหนมาไหนไกล ๆ ควรมีบ่าวรับใช้ติดตามไปด้วย นางชินชากับชีวิตอย่างนี้มานานแล้วจึงไม่ได้เรียกร้องกับบิดา เพราะเขาเชื่อฟังจางเหยามากเกินไปปล่อยให้นางเป็นใหญ่เรื่องภายในจวนนางมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ผลสุดท้ายบุตรสาวคนโตก็กลับกลายเป็นดั่งคุณหนูผู้ถูกทอดทิ้ง เรื่องภายในจวนที่คนนอกไม่เคยรับรู้ว่ามีความเป็นมาเช่นไร มีแต่นางที่กล้ำกลืนต่อสู้เพื่อตัวเองมาตลอดจนถูกมองว่าเป็นคนดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง อีกทั้งยังชอบรังแกบ่าวรับใช้จึงไม่มีใครเคารพนับถือนาง มู่เหยียนจึงโดดเดี่ยวไร้คนที่ไว้ใจได้มาอยู่ข้างกาย มู่เหยียนเป็นหญิงสาวใบหน้างดงามเหมือนกับมารดาของนาง ยามที่จ้าวซือหงท่านป้าของนางได้พบกันมักมองอย่างเศร้าใจน้ำตาคลออยู่เสมอ "เหยียนเอ๋อร์ เจ้าช่างเหมือนแม่ของเจ้าป้าเห็นหน้าเจ้าทีไรก็อดคิดถึงเจียอิงไม่ได้" จ้าวซือหงยื่นมือจับดวงหน้าหวานลูบไล้ไปมาอย่างอ่อนโยน "ข้าก็คิดถึงท่านแม่เจ้าค่ะท่านป้า" นางก็น้ำตารื้นไม่แพ้กัน "เอาอย่างนี้ดีหรือไม่มาอยู่ที่ตระกูลหวงอยู่กับป้า ประเดี๋ยวจะป้าจะไปพูดกับพ่อของเจ้า" เหมือนสวรรค์เมตตานางที่ท่านป้ามีความห่วงใยอยากอยู่ใกล้ ๆ หากได้อยู่ที่ตระกูลหวงคงมีความสุขไม่น้อย "ขอบคุณท่านป้าที่เมตตาเจ้าค่ะ หลานอยากอยู่ใกล้ ๆ ท่าน" ตระกูลมู่ให้ความสุขและความยุติธรรมแก่นางไม่ได้จึงไม่น่าแปลกที่นางอยากมาอยู่ที่ตระกูลหวง "ดีสิขอรับ เหยียนเอ๋อร์มาอยู่ที่นี่อีกหน่อยพี่ใหญ่ก็มีลูก คนในบ้านเราก็จะมีเพิ่มขึ้นน่าสนุกนะขอรับ" หวงเจียฉี คุณชายรองตระกูลหวงเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยรวมถึงใต้เท้าหวงหมิงผู้เป็นลุง ตระกูลหวงเป็นตระกูลใหญ่มีบุตรชายสองคน ใต้เท้าหวงหมิงเป็นขุนนางฝ่ายกรมคลัง หวงเมิ่งหยวนที่เพิ่งแต่งงานทำงานที่กรมโยธาธิการและหวงเจียฉีทำงานที่กรมอาญา ทั้งสองคนเป็นบัณฑิตที่รักความก้าวหน้าสอบเป็นขุนนางตั้งแต่อายุยังน้อยไล่กันมาสร้างความภาคภูมิใจให้ใต้เท้าหวงหมิงยิ่งนัก มีพี่ชายทั้งสองคอยสนับสนุนและยังมีพี่สะใภ้เข้าข้างยิ่งทำให้มู่เหยียนอยากมาอยู่ที่ตระกูลหวง นางคงมีความสุขไม่น้อยหากอยู่กับญาติฝั่งมารดา จำได้ว่าในอดีตนางไม่ได้พูดคุยกับผู้ใดมากนักเพราะนางเพียงแค่มาตามหน้าที่ไม่ค่อยแยแสผู้ใด เมื่อเสร็จสิ้นงานแต่งก็เดินทางกลับตระกูลทันที คราวนั้นจ้าวซือหงได้แต่คิดเป็นห่วงให้คนติดตามอารักขาจนถึงจวนโดยปลอดภัย นับว่าคราวนี้เป็นโชคดีของนางที่ยอมลงมารับประทานอาหารจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านป้า ถึงเวลาเดินทางกลับจวนใต้เท้าหวงให้คนตามอารักขาและส่งซวงซวงเป็นคนดูแลส่วนตัวให้มู่เหยียน ซวงซวงชอบมู่เหยียนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสจึงยินยอมไปด้วย รถม้าของจวนตระกูลมู่เดินทางจากเมืองหูโจวมาถึงเมืองหลวงต้าฉวนกินเวลาเพียงสามชั่วยามก็ถึง ภายในจวนเงียบเชียบมู่เหยียนมาถึงนางจึงเข้าไปที่ห้องโถงเพื่อพบบิดาทว่าเจอเพียงจางเหยานั่งปักผ้ากับมู่หลิน นางย่อกายทำความเคารพฮูหยินสีหน้าราบเรียบ "เหยียนเอ๋อร์มาถึงแล้วเจ้าค่ะ" จางเหยาขมวดคิ้วมองดูท่าทางสงบของมู่เหยียนพูดกับนาง "นายท่านยังไม่กลับมา ข้าจะบอกให้ว่าเจ้ามาถึงแล้ว กลับมาเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนเถิด" "เจ้าค่ะ" นางย่อตัวคารวะแล้วหมุนตัวเดินออกไปพยักหน้าให้ซวงซวงตามกลับเรือน สตรีทั้งสองเดินจากไปแล้ว มู่หลินเงยหน้าจากการปักผ้ามองตามพี่สาว "พี่หญิงดูแปลกไปนะเจ้าคะท่านแม่" จางเหยาพูดกับบุตรสาวมิได้แสดงความรู้สึกใด ๆ "คงเดินทางมาเหนื่อยน่ะ" มู่หลินพยักหน้ายิ้มบางจากนั้นทั้งสองแม่ลูกก็ปักผ้าที่ค้างไว้ต่อหลังจากเรื่องราวส่วนรวมจบลงทางราชสำนักได้มีการสะสางงานเก่าเร่งด่วนก่อนโดยการฟื้นฟูเมืองหลวงหลังการทำสงครามพร้อมกับระดมกำลังมากขึ้นในการสร้างเขื่อนที่ใกล้เสร็จสิ้น ข่าวการก่อกบฏยึดอำนาจของแคว้นต้าฉวนเผยแพร่ไปยังแคว้นต่าง ๆ สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย แคว้นน้อยใหญ่ต่างอยากเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับต้าฉวนแสดงความยกย่องให้ต้าฉวนเป็นผู้นำในทุกด้านเพราะความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งของกองทัพ อีกทั้งยังมีฮ่องเต้ที่มาจากจอหงวนอันดับหนึ่งด้วยคะแนนสูงสุดเป็นคนแรก เรื่องที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือเขาเป็นทายาทอดีตราชองครักษ์ของฮ่องเต้องค์ก่อนที่ถูกชิงอำนาจไปถึงสองรุ่น นับว่าเป็นความสำเร็จที่รอคอยมายาวนานถึงสิบกว่าปี ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเหอกลับมาโด่งดังอีกครั้งในฐานะใหม่ เรื่องสำคัญของฮ่องเต้เหอเจี้ยนฉวนที่ต้องจัดการต่อจากนี้ไปคือพิธีอภิเษกสมรสที่วางแผนไว้นานแล้วทว่าด้วยความจำเป็นจึงเลื่อนออกไปจนงานของราชสำนักเสร็จสิ้นโดยที่ไม่มีโอกาสได้ป่าวประกาศและถูกลืมไปแล้ว "ใต้เท้ามู่เรื่องที่เราเคยคุยกันเอาไว้ข้ายังไม่ลืม ตอนนี้งานก็ถูกปล่อยให้ฝ่ายต่าง ๆ รับผิดชอบไปแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของคุณหนูมู่เหยียน"
ความปลอดภัยของประชาชนได้รับความคุ้มครองอยู่แล้วการก่อกบฏครั้งนี้มุ่งเป้าหมายไปที่คนเพียงกลุ่มเดียวและพวกพ้องเท่านั้น การทำงานในวังหลวงไม่เสียเปล่าเขาได้วางแนวทางการยึดอำนาจเอาไว้แล้วและรู้ละเอียดว่าขุนนางคนใดบ้างที่รับใช้ฝั่งไทเฮาเต็มตัว นึกไปถึงมู่เหยียนที่นางไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเขาก็ปล่อยให้นางใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ให้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยต่อไปจึงจะเป็นเรื่องของนางทั้งหมด เวลาผ่านไปครึ่งเดือนความสงบเงียบของแคว้นต้าฉวนยังอยู่ในภาวะปกติแม่ทัพเจินลั่วและแม่ทัพเหยาเดินทางเข้าปิดล้อมแคว้นต้าฉวนคนละด้านโดยไม่มีการให้ฝั่งฮ่องเต้ได้เตรียมการทัน "แม่ทัพเจินพากองทัพเดินทางมาที่ต้าฉวนเพื่ออะไร เขาทำเหมือนกับว่าพวกเราเป็นศัตรูกัน" กองทัพของไทเฮาหารือกันถึงความผิดปกติของแม่ทัพเจินและกระจายข่าวออกไปทั่วต้าฉวน "เกิดเรื่องอะไรขึ้นทำไมกระชั้นชิดอย่างนี้" ฮองเฮาที่มารวมตัวกันที่ท้องพระโรงกับฮ่องเต้และราชวงศ์มีอาการตื่นตระหนก "มีหนอนบ่อนไส้น่ะสิ น่าเจ็บใจนักแม่ทัพเจินกำลังคิดแปรพักตร์" ฮ่องเต้ตรัสอย่างโกรธแค้น พระองค์ประมาทเรื่องที่ชายแดนมากเกินไปปล่อยให้แม่ทัพเจ
หยางหมิงเช่อได้พบกับเหอหยวนทั้งคู่ต่างเล่าเรื่องราวที่ตนเองประสบมาและเริ่มหารือกัน "แม่ทัพเจินรู้เรื่องแล้ว เวลานี้เป็นโอกาสเหมาะ ทุกอย่างก็มีพร้อมหมดแล้ว" "ได้ท่านอาแต่ขอข้าไปช่วยชาวจงหยวนเสียก่อนถ้าทำสำเร็จเราจะได้มีเพิ่มอีกหนึ่งกองทัพและได้พันธมิตรไปด้วย" เหอหยวนขมวดคิ้วแน่นไม่เข้าใจการกระทำของหลานชาย "เจ้าต้องทุ่มเทขนาดนั้นเลยหรือ" "หากเราต้องการคนเหล่านี้กลับมาเป็นพวกควรซื้อใจพวกเขาก่อน ข้าลองเสี่ยงดูขอรับแม่ทัพก็รับปากเอาไว้แล้ว" หยางหมิงเช่ออธิบายถึงแนวคิดของตัวเอง "หากไม่ได้ผลเล่า" "ข้ามีวิธีรับมือเตรียมไว้แล้วขอรับ" เหอหยวนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ สิ่งที่เขาเป็นห่วงในตัวหยางหมิงเช่อถูกหลานชายจัดการเรียบร้อยแล้ว เขาละเอียดรอบคอบเช่นนี้เองฮ่องเต้ถึงได้โปรดปราน หยางหมิงเช่อให้คนส่งข่าวลับไปตามหาหมอมากฝีมือจากเมืองต่าง ๆ รวมถึงหมอสมุนไพรระดับอาจารย์เข้าไปที่เมืองจงหยวน ด้วยความอยากรู้สถานการณ์เหอหยวนจึงเดินทางไปด้วย "ข้าไม่เคยมาจงหยวนเคยได้ยินข่าวมาว่าที่นี่แร้นแค้นประชาชนลำบากมาก" ประเมินดูแล้วก็นึกชื่นชมแม่ทัพจงหยวนที่กล้าเดิมพันกับหยางหมิงเช่อด้วยการเอาชีวิตครอบครัวต
มู่เหยียนรู้สึกตัวอีกทีนางก็อยู่ในห้องโดยมีซวงซวงนั่งอยู่ข้าง ๆ "คุณหนูฟื้นแล้ว" นางจำได้ว่าเมื่อคืนนางเห็นการเข่นฆ่าจากนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว "ข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่" ซวงซวงยิ้มเอียงอายตอบขึ้นว่า "ใต้เท้าหยางอุ้มคุณหนูเข้ามาส่งในห้องนี้เจ้าค่ะ เห็นนายท่านบอกว่าทางวังหลวงตามหาคุณหนูกับนายท่านกันวุ่นวายมาก นายท่านเป็นห่วงคุณหนูพาคนออกตามหาไปทุกที่จนกระทั่งเจอใต้เท้าหยางพากลับมาที่จวนเจ้าค่ะ" พวงแก้มของมู่เหยียนแดงระเรื่อนางทั้งอับอายทั้งตื่นตระหนก หยางหมิงเช่ออุ้มนางอย่างนั้นหรือ มู่หลวนเฟิง จางเหยาและมู่หลินเข้ามาเยี่ยมมู่เหยียนในห้อง "ได้รับบาดเจ็บหรือไม่" มู่หลวนเฟิงถามอย่างเป็นห่วง มู่หลินผละจากมารดาเข้ามานั่งบนเตียงข้างมู่เหยียน "พี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ" นางยิ้มบางให้ทั้งสองคนตอบว่าไม่เป็นอะไรมาก มู่หลวนเฟิงพูดคุยไม่นานก็กลับออกไปทำงานต่อ มีเพียงสองแม่ลูกที่เฝ้านางแทนเพราะซวงซวงออกไปเอาอาหารกับยาบำรุงมาให้ "คราวนี้ได้มีข่าวลืออีกแล้ว ทำอะไรควรรู้จักคิดบ้าง" จางเหยาตำหนิมู่เหยียนที่ไม่รู้จักระมัดระวังตัว หายตัวไปจนเกิดเรื่องขึ้นจนได้ มู่หลินเห็นมารดาพูด
มู่เหยียนออกมาทำธุระส่วนตัวด้านหลังเพียงคนเดียวเพราะลี่หนิงอวี่พบปะผู้ใหญ่เพื่อฝากเนื้อฝากตัวกับลี่เจี๋ย นางไม่อยากรบกวนจึงปลีกตัวออกมาเพียงลำพัง หยางหมิงเช่อไม่เห็นนางเขาเดินตามหาไปยังจุดต่าง ๆ ก็ไม่พบถามมู่หลินก็บอกว่าไม่เห็น "พี่ใหญ่คงไปทำธุระส่วนตัวเจ้าค่ะ" อีกด้านที่มู่เหยียนเดินออกมานางเห็นบุรุษคนหนึ่งยืนโดดเด่นมองดูท้องฟ้าก่อนหันมาส่งยิ้มให้นาง "มางานเลี้ยงหรือ" เขาถามขึ้นส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร "เจ้าค่ะ ใต้เท้าคงมางานเหมือนกันใช่หรือไม่เจ้าคะ" เขาพยักหน้ายิ้มอีกครั้ง "ถ้าเช่นนั้นเชิญด้านในเจ้าค่ะ" นางเชิญเขากลับเข้าไปในงานเพราะบริเวณนี้ไม่มีใครอยู่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทหารองครักษ์หายไปไหนหมด "ยินดีด้วยที่เจ้าจะได้แต่งงานนะ แต่ว่าคิดดีแล้วหรือ" เกออี้หานถามความคิดเห็นของมู่เหยียน "ใต้เท้าถามเช่นนี้เพราะอะไรเจ้าคะ" "หึ ไม่มีอะไรหรอกเพียงแต่อยากให้เจ้าคิดให้ดีว่ามั่นใจในตัวราชเลขาแค่ไหนถึงยินยอมร่วมชีวิตด้วย หากวันหนึ่งเขาต้องจากเจ้าไปเจ้าจะไม่เสียใจหรือ" ตาเฒ่าคนนี้เป็นใครเจอนางครั้งแรกก็ถามไร้มารยาทนางผ่านความเป็นความตายมาแล้วถ้าต้องสูญเสียอะไรในชีวิตไปอีกครั้งนา
"ถ้ารอถึงสองวันกว่าจะถึงบ้านท่านพ่อท่านแม่การเดินทางก็คงค่ำเส้นทางไม่ค่อยราบเรียบไปมาลำบาก" หยางหมิงเช่อไม่อยากสร้างความลำบากให้บิดามารดาการเดินทางข้ามวันข้ามคืนอาจจะเหนื่อยเกินไป "พรุ่งนี้เดินทางไปรับได้เลยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า" นอกจากเป็นห่วงเรื่องการเดินทางก็มีความปลอดภัยที่วางใจไม่ได้ การเคลื่อนไหวของตระกูลหยางคนทางจงหยวนต้องจับจ้องอยู่แล้ว เขาวางใจไม่ได้เลยว่าเกออี้หานจะปล่อยให้สองคนนั้นหลุดมือไปได้ คนของหยางหมิงเช่อกลับไปเตรียมตัวเขาก็นั่งทำงานต่อก่อนเข้าห้องไปพักผ่อน ถึงวันไปรับสองสามีภรรยาเตรียมตัวไม่ทัน คนที่หยางหมิงเช่อจัดเอาไว้สี่คนช่วยกันเก็บของและพาออกด้านหลังหมู่บ้านไปเงียบ ๆ บ้านของเขาอยู่ท้าย ๆ ของหมู่บ้านจึงไม่มีคนพบเห็นและเป็นวันทำงานที่คนอื่นออกไปทำไร่ทำนากันหมด สามีภรรยานั่งเงียบตลอดการเดินทางไม่กล้าซักถามออกไป หยางเซินค่อนข้างหวั่นเกรงกลัวว่าจะไม่มีความปลอดภัยตลอดการเดินทางแต่ไม่พูดออกมาให้เซียวถงตื่นตระหนกเพียงจับมือภรรยาเอาไว้แน่นภายในรถม้าเท่านั้น "อะไรนะมันย้ายไปแล้วรึ พวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่!" เกออี้หานได้รับฟังข่าวสำคัญที่ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเขาสั่งให้จัด







