LOGIN
ภายในห้องที่เงียบสงบสตรีโฉมสะคราญกำลังนั่งหวีผมเป็นขั้นตอนสุดท้าย นางแต่งกายงดงามด้วยชุดสีชมพูอ่อนปักลวดลายดอกอิงฮวาดูอ่อนหวานราวกับบุตรีสวรรค์ ดวงตามีแววของความเศร้าโศกเต็มเปี่ยม ปิ่นปักผมรูปผีเสื้อทำจากหยกเนื้อดีที่ราคาแพงที่สุดและหายากที่สุดปักอยู่บนเรือนผมยาวสลวยของนาง
ราวกับว่าสิ่งที่สวยงามที่สุดบนร่างกายนางได้ตั้งใจแต่งเอาไว้แล้ว รอเพียงเวลาเท่านั้น มู่เหยียนหวนนึกถึงอดีตในวัยเยาว์ขึ้นมา ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขที่สุด ในเวลานั้นมีเพียงนางท่านพ่อและท่านแม่เป็นครอบครัวอบอุ่นที่ใคร ๆ ต่างชื่นชม แม้ท่านพ่อของนางจะเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยแต่กลับมีแต่ความสุขกายสบายใจในจวนหลังเล็ก ท่านแม่ของนางเสียชีวิตลงตอนนางมีอายุเพียงสี่ขวบต่อมาไม่ถึงเดือนท่านพ่อก็แต่งงานใหม่และมีบุตรสาวเพิ่มอีกคนคือ มู่หลิงที่แบ่งความรักของท่านพ่อไปจากนาง มู่เหยียนกลายเป็นเด็กสาวหัวรั้นไม่ค่อยเชื่อฟังบิดานางจึงถูกฮูหยินลงโทษอยู่เสมอ แม้แต่บ่าวรับใช้ในจวนยังไม่เคยเห็นหัวนางเลยสักคน เชื่อฟังเพียงฮูหยิน นายท่านและคุณหนูรองเท่านั้น คิดมาถึงตรงนี้มู่เหยียนหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น ตระกูลมู่ไม่ใส่ใจนางก็เหมือนทอดทิ้งไปแล้ว เวลานี้สามีที่นางรักหมดหัวใจกำลังมอบความตายมาให้ช่างน่าเจ็บปวดยิ่งนัก "อนุมู่รับถ้วยยาเถิด" องครักษ์ของเหอเจี้ยนฉวนเดินถือถ้วยยาเข้ามายื่นให้กับนาง ตอนนี้เขาชนะศึกชิงบัลลังก์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของแคว้นต้าฉวน เขากล่าวหาว่านางเป็นลูกสาวฝ่ายกบฏที่ต้องกำจัดทิ้งทั้งที่นางจงรักภักดีมาตลอดนับตั้งแต่แต่งงานกันมา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยมองเห็นคุณค่าของความรักที่นางมีให้เลยก็ตาม มู่เหยียนรับถ้วยยาพิษถือเอาไว้ มือเรียวพยายามสะกดความสั่นเทาเอาไว้ ความตายในอีกไม่ช้ากำลังจะพรากนางไปจากคนรักที่เหี้ยมโหดที่สุด คิ้วสวยขมวดเครียดมองน้ำยาพิษสุดแสนเจ็บปวดใจ เขาตอบแทนความจงรักภักดีของนางด้วยยาพิษถ้วยนี้หรือ นางหลับตาลงในใจเจ็บช้ำเหลือจะกล่าว หยดน้ำใส ๆ ร่วงลงบนสองแก้มงามกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก การกลัวความทรมานจากฤทธิ์ยาไม่เจ็บปวดรวดร้าวเท่าความรักที่ไร้ค่าของภรรยาผู้เชื่อฟัง "เมื่อเขาไม่ต้องการข้า ข้าก็ไม่ขอมีชีวิตอยู่เป็นเพียงเศษฝุ่นให้เขาเหยียบย่ำอีกต่อไป" นางว่าจะข่มกลั้นความเจ็บครั้งนี้เอาไว้ภายในทว่ามันกลับพรั่งพรูออกมาไม่จบสิ้น มู่เหยียนยกถ้วยยาขึ้นมาดื่มจนหมดนางทิ้งชามลงพื้นทรุดกายลงดวงตาเลื่อนลอยภายในร่างกายเครียดเกร็ง ยาพิษแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสะกดความทรมานเอาไว้ มือเล็กกำหมัดแน่น ชั่วพริบตาเลือดสีแดงสดไหลออกทางปากและจมูกลงสู่พื้นเป็นทางยาว "ข้าไม่ขอพบเจอคนใจร้ายที่เหี้ยมโหดเช่นเจ้าอีก ไม่ว่าชาติภพใดขอให้เราอย่าได้เกี่ยวข้องกัน" เสียงของนางแหบพร่าดังในลำคอ ไม่มีผู้ใดได้รับรู้ความต้องการสุดท้าย มีเพียงสายลมดังหวีดหวิวกระทบผ่านร่างกาย ร่างบางค่อย ๆ ทรุดกายล้มลงชักกระตุกสองสามครั้งก็แน่นิ่งไป เหอเจี้ยนฉวนเดินเร่งฝีเท้ามาถึงพบว่านางไร้ลมหายใจแล้ว เขาคุกเข่าลงข้าง ๆ อุ้มนางขึ้นมากอดเอาไว้กับอก เขาตัดสินใจช้าเกินไป เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบาบนร่างไร้วิญญาณที่ไม่มีความรู้สึกใดอีกแล้วหลังจากเรื่องราวส่วนรวมจบลงทางราชสำนักได้มีการสะสางงานเก่าเร่งด่วนก่อนโดยการฟื้นฟูเมืองหลวงหลังการทำสงครามพร้อมกับระดมกำลังมากขึ้นในการสร้างเขื่อนที่ใกล้เสร็จสิ้น ข่าวการก่อกบฏยึดอำนาจของแคว้นต้าฉวนเผยแพร่ไปยังแคว้นต่าง ๆ สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย แคว้นน้อยใหญ่ต่างอยากเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับต้าฉวนแสดงความยกย่องให้ต้าฉวนเป็นผู้นำในทุกด้านเพราะความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งของกองทัพ อีกทั้งยังมีฮ่องเต้ที่มาจากจอหงวนอันดับหนึ่งด้วยคะแนนสูงสุดเป็นคนแรก เรื่องที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือเขาเป็นทายาทอดีตราชองครักษ์ของฮ่องเต้องค์ก่อนที่ถูกชิงอำนาจไปถึงสองรุ่น นับว่าเป็นความสำเร็จที่รอคอยมายาวนานถึงสิบกว่าปี ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเหอกลับมาโด่งดังอีกครั้งในฐานะใหม่ เรื่องสำคัญของฮ่องเต้เหอเจี้ยนฉวนที่ต้องจัดการต่อจากนี้ไปคือพิธีอภิเษกสมรสที่วางแผนไว้นานแล้วทว่าด้วยความจำเป็นจึงเลื่อนออกไปจนงานของราชสำนักเสร็จสิ้นโดยที่ไม่มีโอกาสได้ป่าวประกาศและถูกลืมไปแล้ว "ใต้เท้ามู่เรื่องที่เราเคยคุยกันเอาไว้ข้ายังไม่ลืม ตอนนี้งานก็ถูกปล่อยให้ฝ่ายต่าง ๆ รับผิดชอบไปแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของคุณหนูมู่เหยียน"
ความปลอดภัยของประชาชนได้รับความคุ้มครองอยู่แล้วการก่อกบฏครั้งนี้มุ่งเป้าหมายไปที่คนเพียงกลุ่มเดียวและพวกพ้องเท่านั้น การทำงานในวังหลวงไม่เสียเปล่าเขาได้วางแนวทางการยึดอำนาจเอาไว้แล้วและรู้ละเอียดว่าขุนนางคนใดบ้างที่รับใช้ฝั่งไทเฮาเต็มตัว นึกไปถึงมู่เหยียนที่นางไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเขาก็ปล่อยให้นางใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ให้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยต่อไปจึงจะเป็นเรื่องของนางทั้งหมด เวลาผ่านไปครึ่งเดือนความสงบเงียบของแคว้นต้าฉวนยังอยู่ในภาวะปกติแม่ทัพเจินลั่วและแม่ทัพเหยาเดินทางเข้าปิดล้อมแคว้นต้าฉวนคนละด้านโดยไม่มีการให้ฝั่งฮ่องเต้ได้เตรียมการทัน "แม่ทัพเจินพากองทัพเดินทางมาที่ต้าฉวนเพื่ออะไร เขาทำเหมือนกับว่าพวกเราเป็นศัตรูกัน" กองทัพของไทเฮาหารือกันถึงความผิดปกติของแม่ทัพเจินและกระจายข่าวออกไปทั่วต้าฉวน "เกิดเรื่องอะไรขึ้นทำไมกระชั้นชิดอย่างนี้" ฮองเฮาที่มารวมตัวกันที่ท้องพระโรงกับฮ่องเต้และราชวงศ์มีอาการตื่นตระหนก "มีหนอนบ่อนไส้น่ะสิ น่าเจ็บใจนักแม่ทัพเจินกำลังคิดแปรพักตร์" ฮ่องเต้ตรัสอย่างโกรธแค้น พระองค์ประมาทเรื่องที่ชายแดนมากเกินไปปล่อยให้แม่ทัพเจ
หยางหมิงเช่อได้พบกับเหอหยวนทั้งคู่ต่างเล่าเรื่องราวที่ตนเองประสบมาและเริ่มหารือกัน "แม่ทัพเจินรู้เรื่องแล้ว เวลานี้เป็นโอกาสเหมาะ ทุกอย่างก็มีพร้อมหมดแล้ว" "ได้ท่านอาแต่ขอข้าไปช่วยชาวจงหยวนเสียก่อนถ้าทำสำเร็จเราจะได้มีเพิ่มอีกหนึ่งกองทัพและได้พันธมิตรไปด้วย" เหอหยวนขมวดคิ้วแน่นไม่เข้าใจการกระทำของหลานชาย "เจ้าต้องทุ่มเทขนาดนั้นเลยหรือ" "หากเราต้องการคนเหล่านี้กลับมาเป็นพวกควรซื้อใจพวกเขาก่อน ข้าลองเสี่ยงดูขอรับแม่ทัพก็รับปากเอาไว้แล้ว" หยางหมิงเช่ออธิบายถึงแนวคิดของตัวเอง "หากไม่ได้ผลเล่า" "ข้ามีวิธีรับมือเตรียมไว้แล้วขอรับ" เหอหยวนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ สิ่งที่เขาเป็นห่วงในตัวหยางหมิงเช่อถูกหลานชายจัดการเรียบร้อยแล้ว เขาละเอียดรอบคอบเช่นนี้เองฮ่องเต้ถึงได้โปรดปราน หยางหมิงเช่อให้คนส่งข่าวลับไปตามหาหมอมากฝีมือจากเมืองต่าง ๆ รวมถึงหมอสมุนไพรระดับอาจารย์เข้าไปที่เมืองจงหยวน ด้วยความอยากรู้สถานการณ์เหอหยวนจึงเดินทางไปด้วย "ข้าไม่เคยมาจงหยวนเคยได้ยินข่าวมาว่าที่นี่แร้นแค้นประชาชนลำบากมาก" ประเมินดูแล้วก็นึกชื่นชมแม่ทัพจงหยวนที่กล้าเดิมพันกับหยางหมิงเช่อด้วยการเอาชีวิตครอบครัวต
มู่เหยียนรู้สึกตัวอีกทีนางก็อยู่ในห้องโดยมีซวงซวงนั่งอยู่ข้าง ๆ "คุณหนูฟื้นแล้ว" นางจำได้ว่าเมื่อคืนนางเห็นการเข่นฆ่าจากนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว "ข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่" ซวงซวงยิ้มเอียงอายตอบขึ้นว่า "ใต้เท้าหยางอุ้มคุณหนูเข้ามาส่งในห้องนี้เจ้าค่ะ เห็นนายท่านบอกว่าทางวังหลวงตามหาคุณหนูกับนายท่านกันวุ่นวายมาก นายท่านเป็นห่วงคุณหนูพาคนออกตามหาไปทุกที่จนกระทั่งเจอใต้เท้าหยางพากลับมาที่จวนเจ้าค่ะ" พวงแก้มของมู่เหยียนแดงระเรื่อนางทั้งอับอายทั้งตื่นตระหนก หยางหมิงเช่ออุ้มนางอย่างนั้นหรือ มู่หลวนเฟิง จางเหยาและมู่หลินเข้ามาเยี่ยมมู่เหยียนในห้อง "ได้รับบาดเจ็บหรือไม่" มู่หลวนเฟิงถามอย่างเป็นห่วง มู่หลินผละจากมารดาเข้ามานั่งบนเตียงข้างมู่เหยียน "พี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ" นางยิ้มบางให้ทั้งสองคนตอบว่าไม่เป็นอะไรมาก มู่หลวนเฟิงพูดคุยไม่นานก็กลับออกไปทำงานต่อ มีเพียงสองแม่ลูกที่เฝ้านางแทนเพราะซวงซวงออกไปเอาอาหารกับยาบำรุงมาให้ "คราวนี้ได้มีข่าวลืออีกแล้ว ทำอะไรควรรู้จักคิดบ้าง" จางเหยาตำหนิมู่เหยียนที่ไม่รู้จักระมัดระวังตัว หายตัวไปจนเกิดเรื่องขึ้นจนได้ มู่หลินเห็นมารดาพูด
มู่เหยียนออกมาทำธุระส่วนตัวด้านหลังเพียงคนเดียวเพราะลี่หนิงอวี่พบปะผู้ใหญ่เพื่อฝากเนื้อฝากตัวกับลี่เจี๋ย นางไม่อยากรบกวนจึงปลีกตัวออกมาเพียงลำพัง หยางหมิงเช่อไม่เห็นนางเขาเดินตามหาไปยังจุดต่าง ๆ ก็ไม่พบถามมู่หลินก็บอกว่าไม่เห็น "พี่ใหญ่คงไปทำธุระส่วนตัวเจ้าค่ะ" อีกด้านที่มู่เหยียนเดินออกมานางเห็นบุรุษคนหนึ่งยืนโดดเด่นมองดูท้องฟ้าก่อนหันมาส่งยิ้มให้นาง "มางานเลี้ยงหรือ" เขาถามขึ้นส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร "เจ้าค่ะ ใต้เท้าคงมางานเหมือนกันใช่หรือไม่เจ้าคะ" เขาพยักหน้ายิ้มอีกครั้ง "ถ้าเช่นนั้นเชิญด้านในเจ้าค่ะ" นางเชิญเขากลับเข้าไปในงานเพราะบริเวณนี้ไม่มีใครอยู่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทหารองครักษ์หายไปไหนหมด "ยินดีด้วยที่เจ้าจะได้แต่งงานนะ แต่ว่าคิดดีแล้วหรือ" เกออี้หานถามความคิดเห็นของมู่เหยียน "ใต้เท้าถามเช่นนี้เพราะอะไรเจ้าคะ" "หึ ไม่มีอะไรหรอกเพียงแต่อยากให้เจ้าคิดให้ดีว่ามั่นใจในตัวราชเลขาแค่ไหนถึงยินยอมร่วมชีวิตด้วย หากวันหนึ่งเขาต้องจากเจ้าไปเจ้าจะไม่เสียใจหรือ" ตาเฒ่าคนนี้เป็นใครเจอนางครั้งแรกก็ถามไร้มารยาทนางผ่านความเป็นความตายมาแล้วถ้าต้องสูญเสียอะไรในชีวิตไปอีกครั้งนา
"ถ้ารอถึงสองวันกว่าจะถึงบ้านท่านพ่อท่านแม่การเดินทางก็คงค่ำเส้นทางไม่ค่อยราบเรียบไปมาลำบาก" หยางหมิงเช่อไม่อยากสร้างความลำบากให้บิดามารดาการเดินทางข้ามวันข้ามคืนอาจจะเหนื่อยเกินไป "พรุ่งนี้เดินทางไปรับได้เลยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า" นอกจากเป็นห่วงเรื่องการเดินทางก็มีความปลอดภัยที่วางใจไม่ได้ การเคลื่อนไหวของตระกูลหยางคนทางจงหยวนต้องจับจ้องอยู่แล้ว เขาวางใจไม่ได้เลยว่าเกออี้หานจะปล่อยให้สองคนนั้นหลุดมือไปได้ คนของหยางหมิงเช่อกลับไปเตรียมตัวเขาก็นั่งทำงานต่อก่อนเข้าห้องไปพักผ่อน ถึงวันไปรับสองสามีภรรยาเตรียมตัวไม่ทัน คนที่หยางหมิงเช่อจัดเอาไว้สี่คนช่วยกันเก็บของและพาออกด้านหลังหมู่บ้านไปเงียบ ๆ บ้านของเขาอยู่ท้าย ๆ ของหมู่บ้านจึงไม่มีคนพบเห็นและเป็นวันทำงานที่คนอื่นออกไปทำไร่ทำนากันหมด สามีภรรยานั่งเงียบตลอดการเดินทางไม่กล้าซักถามออกไป หยางเซินค่อนข้างหวั่นเกรงกลัวว่าจะไม่มีความปลอดภัยตลอดการเดินทางแต่ไม่พูดออกมาให้เซียวถงตื่นตระหนกเพียงจับมือภรรยาเอาไว้แน่นภายในรถม้าเท่านั้น "อะไรนะมันย้ายไปแล้วรึ พวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่!" เกออี้หานได้รับฟังข่าวสำคัญที่ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเขาสั่งให้จัด
ต้นดอกเหมยสูงตระหง่านออกดอกหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ สตรีนางหนึ่งนั่งเล่นดนตรีท่ามกลางกลีบดอกเหมยร่วงหล่นจากสายลมพัดบางเบาดูราวกับภาพวาดน่าประทับใจยิ่งนัก นางเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มหวานดูงดงามราวกับนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ชวนให้ผู้พบเห็นจิตใจไม่อยู่กับตัว หยางหมิงเช่อลืมตาตื่นกลางดึก เขาฝันถึงนางอีกแล้วเหตุก
เหอหยวนเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หยางหมิงเช่อฟัง "ตำแหน่งล่าสุดของท่านพี่ก็คือองครักษ์ประจำตัวฮ่องเต้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่ปล้นอำนาจของเราไปก็คือฮ่องเต้กับราชวงศ์นับเรื่อยมาตั้งแต่อดีตฮ่องเต้" "เพราะอะไร" "เพราะท่านพี่ไว้ใจอดีตฮ่องเต้มากเกินไปปล่อยให้เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจแย่งชิงแม้กระทั่งกองทัพ
"โง่ที่สุด!" สิ่งของใกล้มือถูกขว้างปากระจายรอบทิศทาง อารมณ์ของเหอเจียวเหม่ยตอนนี้ไม่ต่างจากเปลวเพลิงลุกโชติช่วง ทั้งเกลียดชัง โมโห ริษยา "องค์หญิงเพคะ สงบสติเถิดเพคะหากมีคนผ่านมาเห็นเข้าจะดูไม่ดีเพคะ" "เพียะ!!" นางกำนัลเตือนสติแต่ถูกตบหน้าอย่างแรงนางยกมือขึ้นกุมใบหน้าที่โดนแรงตบน้ำตาไหลอาบแก้มเ
มู่หลวนเฟิงกลับมาที่จวนในสมองเต็มไปด้วยคำถามมากมาย มู่เหยียนเห็นบิดามีอาการมึนงงนางจึงเข้าไปถามไถ่เกรงว่าอาจจะไม่สบาย "ท่านพ่อ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ" "ใต้เท้าหยางช่วยให้พ่อพ้นผิด" มู่เหยียนไม่อยากเชื่อว่าหยางหมิงเช่อจะทำอย่างนี้ "จริงหรือเจ้าคะ" มู่หลวนเฟิงพยักหน้า "เขาบอกว่าพ่อกับเขาไม่มีอะไ







