LOGINองค์ชา
องค์ชายใหญ่แห่งต้าเผิงชี้หน้าโอหยางหมิงอวี่ที่ฉินเต๋อพยุงอยู่ “ส่วนเขา เติบโตมาอย่างเพียบพร้อม แม้จะโง่เขลากว่าข้า แต่ก็ได้รับคำชื่นชมตลอด” พูดจบเขาก็หันมามองบิดาบังเกิดเกล้า “ทุกคนล้วนมองข้ามข้า เพราะสายเลือดต่ำต้อยที่ท่านนำมาให้ข้าอย่างไงเล่า!” ฝ่ามือของฮ่องเต้ตบไปที่หน้าลูกชายอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันกลับอ่อนแรงและเต็มไปด้วยความเสียใจ “แม่ของเจ้าต่ำต้อยแล้วอย่างไร อย่างน้อยนางก็เป็นคนที่ให้กำเนิดเจ้าขึ้นมา ทั้งยังเป็นคนที่เราไว้ใจมากที่สุด” เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง “แต่เจ้ากลับเนรคุณนาง มองเห็นนางแค่เป็นแค่สายเลือดที่ต่ำต้อยอย่างนั้นหรือ?” “เนรคุณ?” องค์ชายใหญ่แห่งต้าเผิงทวนคำก่อนจะแหงนหน้าหัวเราะ “หากมิใช่เพราะนาง ข้าจะมีชะตาชีวิตเช
กองทัพตระกูลเฉินพุ่งออกมาจากประตูและปกป้องกลุ่มคนชุดดำไว้อย่างมิดชิด แม้แต่มดสักตัวก็ไม่มีทางผ่านไปได้ ทั้งหอกและดาบล้วนหันใส่กองทัพหลวงและทัพขุนนางอย่างดุดัน โอหยางจ้าวหุยจ้องมองสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ส่วนแม่ทัพใหญ่จางลู่เหวินที่เห็นดังนั้นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงดัง “ทหารทุกนายหยุดมือก่อน!” ทั้งทัพหลวงและทัพขุนนางที่ไม่อยากจะประจันหน้ากับกองทัพตระกูลเฉินลดอาวุธอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจัดตั้งเป็นกองอย่างเป็นระเบียบ แต่ก็ยังคงโอบล้อมกลุ่มคนชุดดำและกองทัพตระกูลเฉินเอาไว้อยู่&
ขณะที่พวกเขากำลังดูท่าทีว่ากองทัพขององค์ชายใหญ่จะบุกมาตามแผนการเดิมหรือไม่ เซียวซู่หยางก็มองไปยังหลังคาของวังหลวงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเบิกตากว้างออกมาอย่างคาดไม่ถึง “นี่เป็นกับดัก...!” ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงฝีเท้าของคนนับพันก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็ล้อมพวกเขาทั้งห้าร้อยคนอย่างแน่นหนา โดยธงกองทัพที่โบกสะบัดอยู่ด้านหลังเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพหลวงและกองทัพขุนนาง “โอหยางหมิงอวี่รวบรวมกองทัพโดยพลการและหมายจะลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท” เสียงตะโกนของจางลู่เหวิน แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพหลวงดังไกลไปทั่วทั้งบริเวณ “มีโทษประหารชีวิต!”&
ไม่รู้เป็นเพราะดีใจจากการที่เฉินอวี้หลันจำเขาได้หรืออย่างไร เพราะจนถึงตอนนี้ที่เขาเดินกลับมาถึงที่ห้องหนังสือในจวนร้างที่รัชทายาทจัดเตรียมไว้ให้ รอยยิ้มของเซียวซู่หยางก็ยังไม่หายไปจากใบหน้าเลย “มีเรื่องอะไรน่ายินดีหรือขอรับ” ฟ่านอู้จี๋ที่นั่งรออยู่ข้างในตามคำสั่งเอ่ยถามอย่างสงสัย เซียวซู่หยางตกใจเล็กน้อยที่ในห้องมีคนอยู่อย่างผิดวิสัย ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองเป็นคนสั่งให้ฟ่านอู้จี๋รออยู่ในนี้ด้วยตัวเอง เขารีบกระแอมให้คอโล่ง “ไม่มีอะไร เจ้ารีบเรียกหัวหน้าหน่วยมาหาข้าเร็วเข้า” ฟ่านอู้จี๋พยัก
ทันใดนั้นดวงตาของรัชทายาทก็หรี่ลงเล็กน้อย “ว่ามา” “บุตรีสกุลเฉินที่กระหม่อมพามาเมื่อสักครู่นี้รู้ตำแหน่งที่กองทัพของคนผู้นั้นจะปรากฏตัว” เซียวซู่หยางนึกถึงเบาะแสการขุดอุโมงค์ที่เฉินอวี้หลันเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ “ถ้าเรานำคนไปบุกโจมตีก่อน จำนวนคนของทางนั้นก็จะลดลง และเราก็จะได้เปรียบมากขึ้น แต่วิธีนี้ก็ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง” รัชทายาทได้ฟังแล้วก็กล่าวออกมาทันที “กองทัพหลวงกับกองทัพขุนนางสินะ” แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าเป็นคำตอบ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็นำคนไปลงมือเถิด ส่วนข้าจะรับมือกองทัพหลวงกับกองทัพขุนนางเอง” รัชทายาทออกค
เซียวซู่หยางขี่อาชาสีขาวไปยังเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็บังคับให้มันมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่หนึ่งในเขตเหนือทันที จนกระทั่งตำหนักขนาดใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ฝีเท้าของมันก็ค่อยๆ ลดลง “เปิดประตู” องค์รักษ์ที่เฝ้ายามอยู่เห็นใบหน้าของผู้มาเยือนก็รีบเปิดประตูทันที เพราะพวกเขาได้รับคำสั่งมาก่อนหน้านี้แล้ว เซียวซู่หยางพยักหน้า ก่อนจะขี่ม้าเข้าไปข้างในโดยไม่รอช้า ส่วนเฉินอวี้หลันที่มองเห็นภาพที่แสนคุ้นตาก็ได้แต่เอ่ยออกมาเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว “ตำหนักรัชทายาท...” เซียวซู่หยางเลิกคิ้วอย่างแปลก







