LOGINถึงแม้
หลังจากที่ย้ายเข้ามาอยู่จวนแม่ทัพสกุลเซียวเพียงแค่สามวัน เฉินอวี้หลันก็สามารถปรับตัวกับชีวิตใหม่ของนางได้แล้ว เพราะนอกจากพ่อบ้านที่นางเคยพบเมื่อครั้งก่อน จวนแห่งนี้ก็มีเพียงบ่าวรับใช้อยู่ไม่กี่คน พอรวมกับสาวใช้ที่ตามนางมาจากตระกูลเดิมแล้วก็มีคนอยู่ในจวนเพียงแค่สิบกว่าคนเท่านั้น แม้นางจะเพิ่งแต่งงานกับเขา แต่หลังจากที่นางตอบตกลงการสู่ขอของเขาเมื่อตอนนั้น ความสัมพันธ์ของเขาและนางก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนอาจจะเรียกได้ว่าสนิทสนมกันยิ่งกว่าสามีภรรยาบางคู่ด้วยซ้ำ เนื่องจากเซียวซู่หยางเพิ่งแต่งงาน ฝ่าบาทจึงอนุญาตให้เขาลาพักผ่อนจากหน้าที่แม่ทัพได้เจ็ดวัน ดังนั้นในช่วงเวลาเจ็ดวันนี้ ทั้งเขาและนางจึงตกลงกันว่าจะเที่ยวเมืองหลวงให้พอใจก่อนจะย้ายไปอยู่ที่เมืองอวิ๋นซีด้วยกัน&nbs
ตอนนั้นนางยังเป็นเด็กที่ชื่นชอบที่หาอะไรสนุกๆ เล่นจนดูราวกับเด็กผู้ชาย แต่น่าเสียดายที่เด็กในจวนที่อายุพอๆ กับนางถูกกำชับมาว่าอย่าล่วงเกินนาง ดังนั้นจึงไม่ค่อยจะมีใครอยากจะเล่นกับนางสักเท่าไรนัก จนกระทั่งวันหนึ่งที่บิดาพาเด็กชายคนหนึ่งกลับมาด้วย ซึ่งเด็กชายคนนั้นตัวสูงกว่านางไม่น้อย นางจึงเรียกเขาว่าพี่ชายตัวสูงแทนชื่อของเขา และดูเหมือนนางจะชินกับคำนี้จนลืมถามชื่อของเขาเสียสนิท ตลอดเวลาที่นางอยู่กับเขา เขาก็มักจะตามใจนางอยู่เสมอ ทั้งยังเล่นเป็นเพื่อนนางอย่างที่เด็กคนอื่นไม่ทำเสียด้วย นางจึงเกาะติดพี่ชายตัวสูงคนนี้แทบจะทุกวัน เหตุการณ์ที่ทำให้นางดีใจที่สุดคือนางพยายามปีนต้นไม้ที่สูงมากต้นหนึ่ง แม้สุดท้ายนา
ถึงแม้ว่าเซียวซู่หยางจะสัญญากับเฉินอวี้หลันว่าจะมาคุยเรื่องที่เขาปิดบังตัวตนไม่ยอมบอกนางหลังจากจบเรื่อง แต่เนื่องจากตอนที่เขากลับมาพบนางก็ดึกมากแล้ว อีกทั้งรัชทายาทยังบาดเจ็บสาหัสมาด้วย สุดท้ายจึงได้แต่สัญญากันว่าจะมาคุยกันอีกทีในภายหลัง แต่ผ่านมาหลายวันจนถึงตอนนี้ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้คุยกันเสียที เพราะการกบฏของโอหยางจ้าวหุยเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง มีขุนนางน้อยใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายคนมาก ทำให้มีราชสำนักปั่นป่วนไม่น้อย แม้แต่เซียวซู่หยางที่ไม่ได้เกี่ยวข้องในส่วนการปกครองก็ยังมีหลายสิ่งที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องพูดคุยความเป็นมากับขุนนางที่มีหน้าที่ในการไต่สวน เรื่องการค้นหากองกำลังที่เหลืออยู่ของโอหยางจ้าวหุย เรื่องการนำรายชื่อของทหารที่ถูกบันทึกว่าหนีทหารกลับเข้ากองทัพ รวมไปถึงการชดใช้ให้ครอบครัวของเหล่าทหารที่เสียชีวิตไปด้วย&n
องค์ชายใหญ่แห่งต้าเผิงชี้หน้าโอหยางหมิงอวี่ที่ฉินเต๋อพยุงอยู่ “ส่วนเขา เติบโตมาอย่างเพียบพร้อม แม้จะโง่เขลากว่าข้า แต่ก็ได้รับคำชื่นชมตลอด” พูดจบเขาก็หันมามองบิดาบังเกิดเกล้า “ทุกคนล้วนมองข้ามข้า เพราะสายเลือดต่ำต้อยที่ท่านนำมาให้ข้าอย่างไงเล่า!” ฝ่ามือของฮ่องเต้ตบไปที่หน้าลูกชายอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันกลับอ่อนแรงและเต็มไปด้วยความเสียใจ “แม่ของเจ้าต่ำต้อยแล้วอย่างไร อย่างน้อยนางก็เป็นคนที่ให้กำเนิดเจ้าขึ้นมา ทั้งยังเป็นคนที่เราไว้ใจมากที่สุด” เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง “แต่เจ้ากลับเนรคุณนาง มองเห็นนางแค่เป็นแค่สายเลือดที่ต่ำต้อยอย่างนั้นหรือ?” “เนรคุณ?” องค์ชายใหญ่แห่งต้าเผิงทวนคำก่อนจะแหงนหน้าหัวเราะ “หากมิใช่เพราะนาง ข้าจะมีชะตาชีวิตเช
กองทัพตระกูลเฉินพุ่งออกมาจากประตูและปกป้องกลุ่มคนชุดดำไว้อย่างมิดชิด แม้แต่มดสักตัวก็ไม่มีทางผ่านไปได้ ทั้งหอกและดาบล้วนหันใส่กองทัพหลวงและทัพขุนนางอย่างดุดัน โอหยางจ้าวหุยจ้องมองสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ส่วนแม่ทัพใหญ่จางลู่เหวินที่เห็นดังนั้นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงดัง “ทหารทุกนายหยุดมือก่อน!” ทั้งทัพหลวงและทัพขุนนางที่ไม่อยากจะประจันหน้ากับกองทัพตระกูลเฉินลดอาวุธอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจัดตั้งเป็นกองอย่างเป็นระเบียบ แต่ก็ยังคงโอบล้อมกลุ่มคนชุดดำและกองทัพตระกูลเฉินเอาไว้อยู่&
ขณะที่พวกเขากำลังดูท่าทีว่ากองทัพขององค์ชายใหญ่จะบุกมาตามแผนการเดิมหรือไม่ เซียวซู่หยางก็มองไปยังหลังคาของวังหลวงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเบิกตากว้างออกมาอย่างคาดไม่ถึง “นี่เป็นกับดัก...!” ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงฝีเท้าของคนนับพันก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็ล้อมพวกเขาทั้งห้าร้อยคนอย่างแน่นหนา โดยธงกองทัพที่โบกสะบัดอยู่ด้านหลังเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพหลวงและกองทัพขุนนาง “โอหยางหมิงอวี่รวบรวมกองทัพโดยพลการและหมายจะลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท” เสียงตะโกนของจางลู่เหวิน แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพหลวงดังไกลไปทั่วทั้งบริเวณ “มีโทษประหารชีวิต!”&







