Masukเฉินอว
ทางด้านเฉินอวี้หลันก็พยายามหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ให้จิตใจสงบลง ก่อนจะค่อยๆ คีบเนื้อผัดเข้าปากโดยไม่รับรู้ถึงรสชาติของมันเลยแม้แต่น้อย แม้สายตาของนางจะไม่ได้จดจ้องไปที่จูป๋ายเจี่ยน แต่นางก็เงี่ยหูฟังเสียงของเขาตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาเลื่อนเก้าอี้ ตอนที่นั่ง หรือตอนที่รินน้ำชา นางล้วนได้ยินอย่างชัดเจน แต่เพราะนางใช้สมาธิฟังเกินไป ทำให้นางได้ยินเสียงหนึ่งดังโดยไม่ตั้งใจ “นายท่านเรียกหาเจ้า” เสียงนั้นแหบแห้งและเบามากเสียจนแทบไม่ได้ยิน นางจึงรีบเงยหน้ามาดูด้วยความสงสัย พอเห็นว่าในโรงเตี๊ยมมีคนอื
รถม้าเคลื่อนตัวมาหยุดที่หน้าประตูทางใต้ของเมืองหลวงโดยสวัสดิภาพ หลังจากจ่ายเงินค่าจ้างรถม้าให้แก่รถขับแล้ว เฉินอวี้หลันก็ค่อยๆ เดินเข้าเมืองไปด้วยท่าทางเกร็งๆ เพราะตอนนี้ในหัวของนางมีแต่ความรู้สึกกังวลไม่น้อย เดินมาได้สักพักหนึ่ง นางก็เห็นโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่มีป้ายไม้เขียนระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ‘โรงเตี๊ยมโชคดี’ หัวใจของนางสั่นระรัว รู้สึกราวกับตัวนางกำลังจะย่างเท้าเข้าไปในถ้ำเสือเพื่อไปเอาลูกของมันออกมา หญิงสาวค่อยๆ สูดหายใจลึกๆ เข้าปอด ก่อนจะย่างเท้าเข้าไปอย่างมุ่งมั่น&n
เฉินอวี้หลันมองผ่านเด็กชายคนนั้นไปโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งเขาวิ่งมายืนอยู่เบื้องหน้านาง นางจึงได้เห็นใบหน้าชัดๆ ของเขา และก็เป็นเจ้าเด็กหยวนฮ่าวที่นางนัดมาวันนี้นั่นเอง “ข้านึกว่าท่านจะไม่อยู่แล้ว” หยวนฮ่าวตอบพลางหายใจหอบ “กำลังจะกลับพอดี” เฉินอวี้หลันไม่ปิดบัง ก่อนจะมองใบหน้าที่ไม่ได้สกปรกมอมแมมแล้วของเขา “ดูเหมือนเจ้าจะเปลี่ยนไปไม่น้อย” “ขอรับ” หยวนฮ่าวเกาศีรษะพร้อมกับยิ้มออกมาด้วยความเขินอาย ไม่คุ้นชินกับชุดใหม่ที่ใส่อยู่แม้แต่น้อย “แต่ในเมื่อข้าจะทำงานให้ท่าน ข้าก็คิดว่าควรจะดูดีเพื่อให้ท่านไม่เสียหน้าบ้าง”&
เฉินอวี้หลันหลบหลีกสายตาของเหล่าทหารยามไปยังจุดหนึ่งของกำแพงจวนได้อย่างง่ายดาย จนกระทั่งถึงจุดที่มีหญ้าขึ้นสูงที่คุ้นตา นางก็แหวกหญ้าตรงนั้นและมุดเข้าไปอย่างรวดเร็ว เมื่อร่างของนางผ่านพ้นช่องลับนั้นไป หญ้าที่ลู่ไปตามร่างของนางก็กลับมาตั้งตรงเช่นเดิม ปกปิดช่องทางตรงนั้นไว้อย่างแนบเนียน แม้ใบหน้าที่นางปลอมไว้จะถูกชำระล้างจนไม่เหลือแล้ว แต่ด้วยชุดของบุรุษที่นางสวมอยู่ก็อาจจะทำให้นางถูกจับได้ว่าเพิ่งออกไปข้างนอกมา ดังนั้นนางก็ยังคงต้องหลบเลี่ยงสายตาคนในเรือนเช่นเดิม กว่าจะถึงเรือนของนางก็ใช้เวลาไปไม่น้อย นางค่อยๆ ย่องเข้าไปในเรือนของตัวเองอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งประตูถูกเลื่อนปิดจนแนบสนิท เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เซียวซู่หยางที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าเข้าเมืองเช่นเดิม ทว่าเสียงของทหารยามกลับเรียกให้หยุดเสียก่อน “เจ้าคนที่ขี่ม้าอยู่ตรงนั้นเป็นพ่อค้าใช่หรือไม่” ทหารยามที่ยืนอยู่ข้างประตูเมืองเอ่ยกับเขาเสียงดัง “ถ้าเป็นพ่อค้าก็ไปต่อแถวแล้วมายื่นเอกสารตรงนี้” เนื่องจากมีพ่อค้าหลายคนใช้วิธีเดินทางมาเมืองหลวงตัวเปล่าและค่อยเช่ารถม้าขนสินค้ากลับ ทำให้ทหารยามมักจะเข้มงวดกับคนที่ขี่ม้าเป็นพิเศษ แม่ทัพหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทางไม่พอใจแต่อย่างใด เขาค่อยๆ บังคับให้เจ้าเฮยมู่เดินไปทางทหารยามผู้นั้น
นอกป่าริมลำธารที่มีกองไฟจุดอยู่เหลือเพียงเสียงร้องระงมของเหล่าแมลงกับเสียงสายน้ำในลำธารที่ไหลอย่างเอื่อยเฉื่อยเท่านั้น “ในเมื่อท่านรู้ว่าข้ายังไม่พร้อม” เฉินอวี้หลันหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อสงบอารมณ์ ก่อนจะลืมขึ้นมาถามเขาด้วยสายตาจริงจัง “แล้วเหตุใดจึงอยากให้ข้ารับหยกชิ้นนี้ไว้” “เพราะเจ้าคือคนสำคัญของข้า” เซียวซู่หยางตอบโดยไม่หลบเลี่ยง “อย่างน้อยเจ้าก็คิดเสียว่าข้ามอบหยกชิ้นนี้ให้เจ้าในฐานะสหายก็ได้” พูดจบเขาก็วางจี้หยกใส่มือของเฉินอวี้หลัน ก่อนจะกำมือของนางให้แนบไปกับจี้หยก&







