Masukเมื่อม
ฟ่านจินเหงื่อตก เจ้านายของเขาไม่ได้แค่ฝ่าฝืนกฎห้ามติดต่อข้ามกองทัพ แต่ยังคิดจะฝ่าฝืนคำสั่งห้ามโยกย้ายกำลังพลโดยพลการเสียด้วย “เจ้าอย่าเพิ่งกังวลถึงขนาดนั้น” เซียวซู่หยางเห็นสีหน้าที่แทบจะเป็นลมของฟ่านจินแล้วรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมา “ข้าไม่ทำอะไรให้กองทัพเสื่อมเสียหรอก” “ท่านหมายความว่าอย่างไร?” หากแม่ทัพฝ่าฝืนกฎ ผู้มีอำนาจรองจากแม่ทัพส่วนใหญ่ล้วนถูกลงโทษกันอย่างถ้วนหน้า ไม่เคยมีใครรอดมาแม้แต่คนเดียว “เจ้าคิดว่าข้าจะยอมเสี่ยงให้พวกเจ้าจมปลักโคลนนี้ลงไปกับข้าหรือ?” สายตาของเซียวซู่หยางเปลี่ยนเป็นจริงจัง “หากแผนของข้าล้มเหลวจนถูกประหาร คนผู้หนึ่งจะออกหน้า
ในช่วงเวลาก่อนที่เซียวซู่หยางจะกลับไปที่กองทัพ หลังจากที่เขาสะสางเรื่องกองโจรเหยี่ยวดำไปได้ เขาก็ได้เดินทางไปพบกับคนผู้หนึ่งที่เคยคลาดกันเมื่อครั้งก่อนอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขานัดให้มาพบกันในที่ที่แสนห่างไกลไร้ซึ่งผู้คน “เหตุใดท่านแม่ทัพเซียวผู้ยิ่งใหญ่จึงได้ต้องการพบกับข้าที่เป็นแค่คนธรรมดากัน” ชายหนุ่มผู้สวมหมวกที่มีผ้าไหมสีดำปิดบังหน้าตาอยู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่ได้รื้อฟื้นถึงการผิดนัดที่หอบุปผาแดงเมื่อครั้งก่อนเลยแม้แต่น้อย “จนถึงกับต้องสืบว่าข้าอยู่ที่ใด” “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังทำงานให้ใครอยู่” เซียวซู่หยางในชุดสีดำเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “แต่ข้าอยากเตือนเจ้าว่าให้รีบถอนตัวออกมาเสีย” ชายผู้ปกปิดหน้าตายกมือขึ้นมาปิด
“นางหายดีแล้วขอรับ” หยวนฮ่าวเกาศีรษะ “ข้าจึงสามารถมาทำงานที่นี่ได้อย่างไม่ต้องกังวล” “แล้วเจ้ามาทำงานที่นี่ได้กี่วันแล้วล่ะ” เฉินอวี้หลันหยิบกาน้ำชามารินให้ตัวเองกับจิ้งผิงก่อนจะดื่มแก้กระหาย ส่วนจิ้งผิงที่ได้ยินว่าชานี้คือชาหยกหิมะก็ได้แต่แปลกใจเพราะชื่อที่ไม่คุ้นหู แต่พอลิ้มรสแล้วกลับพบว่าชาที่นางถืออยู่เป็นชาปี้หลัวชุนเสียอย่างนั้น “วันนี้เป็นวันที่สี่แล้วขอรับ” หยวนฮ่าวไม่ปิดบัง “แม้จะเป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยทำ แต่ข้าสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุดขอรับ” “เช่นนั้นหรือ” เฉินอวี้หลันมองหน้าเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ที่จริงในใจของนางก็ยินดีกับความตั้
หลังจากที่จิ้งผิงกลับมา เฉินอวี้หลันจึงรู้สึกโล่งใจขึ้น เพราะจิ้งผิงบอกว่าหวงเหม่ยเซียนยังไม่ได้ลงมือสืบอะไรมากนัก จึงสามารถถอนตัวได้ในทันที เมื่อเรื่องของหวงเหม่ยเซียนจบลง สิ่งที่นางรออยู่ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่สองอย่างเท่านั้น คือเบาะแสของเหลียวเหวินเฉิงกับไฉกวงลี่จากซางไห่ และองค์ชายที่อยู่เบื้องหลังเศรษฐีเหรินจื่อฟานจากอิ่งลี่ชิว ปัญหาคือถ้าองค์ชายผู้นั้นมีอำนาจล้นฟ้า นางจะใช้วิธีใดในการตอบโต้ไปดี เพราะนางไม่ได้มีคนในมือเลย ส่วนกองทัพตระกูลเฉินก็อาศัยอยู่ในเมืองชิงหลิงเป็นหลัก ซึ่งถ้าเกิดนางเดินไปบอกบิดาว่าองค์ชายคนหนึ่งกำลังจะสังหารนาง คงไม่พ้นถูกมองว่าสติฟั่นเฟือนแน่ๆ ทันใดนั้นใบหน้าที่มีรอยยิ้มประดับ
เฉินอวี้หลันได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะใช้สายตามองสำรวจเขาทั่วทั้งตัว นางรู้ดีว่าคนส่วนใหญ่มักจะเก็บของสำคัญไว้ที่กระเป๋าในเสื้อบริเวณหน้าอก แต่เพราะท่าทางที่มั่นใจเกินไปของเขาทำให้นางคิดว่าไม่ใช่แน่ๆ “ข้าคิดว่าท่านเก็บเอาไว้ในรองเท้า” ฟ่านอู้จี๋พยักหน้าอย่างชื่นชม “ไม่เลว” แต่ทันทีที่เขาถอดรองเท้าทั้งสองข้างออก ก็พบว่าในรองเท้าทั้งสองข้างไม่มีอะไรอยู่เลย “แต่น่าเสียดายที่มันเป็นคำตอบที่ผิด” “เช่นนั้นก็กระเป๋าในหน้าอก” เฉินอวี้หลันเดาสุ่ม “แน่นอนว่าของสำคัญต้องเก็บไว้ใกล้ตัว” ฟ่านอู้จี๋ยิ้มกว้าง “แต่ก็เป็นคำตอบที่ผิดเช่นกัน”&n
หลังจากที่นั่งรถม้ากลับมาถึงจวน เฉินอวี้หลันก็ใส่รายชื่อของเหรินจื่อฟานลงไปในกระดาษที่เขียนแผนผังความสัมพันธ์ของจูป๋ายเจี่ยนทันที นางใช้พู่กันวาดเส้นเล็กๆ ลากจากชื่อของเหรินจื่อฟางไปยังตัวอักษรที่เขียนว่าบุรุษที่สะกดรอยตาม ในตอนนี้นางเชื่อว่าบุรุษที่สะกดรอยตามนางน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุรุษน่ากลัวที่นางได้พบที่โรงเตี๊ยมโชคดี เพราะช่วงเวลาที่ทั้งสองคนปรากฏตัวมันเหมาะเจาะกันเกินไป แต่เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่นำมายืนยันได้ ทำให้เส้นที่ลากจากบุรุษที่สะกดรอยตามนางกับบุรุษน่ากลัวยังคงเป็นแค่เส้นประที่แทนความหมายว่ายังไม่ยืนยัน ตอนนี้ในหัวของนางมีข้อมูลอัดแน่นเต็มไปหมด แต่นางก็ยังไม่เขียนลงไปในกระดาษ เพราะนาง







