LOGINในช่วงเวลาก่อนที่เซียวซู่ห
ฟ่านจินได้แต่มองตามออกไปด้วยสายตาเหลือเชื่อ แต่เพราะการศึกที่ผ่านมาล้วนไม่เคยมีอะไรผิดพลาด โดยเฉพาะแผนการบ้าบิ่นก่อนหน้านี้ตอนที่เข้ายึดเมืองอวิ๋นซีที่ใครต่างพูดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เซียวซู่หยางก็ทำสำเร็จ ดังนั้นเขาจึงเชื่อมั่นและเชื่อใจว่าอีกฝ่ายจะต้องทำได้อย่างที่พูดแน่นอน หลังจากที่เฉินอวี้หลันคาดเดาว่าผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดน่าจะเป็นองค์ชายใหญ่โอหยางจ้าวหุย สามวันถัดมา ข่าวการขับไล่ทหารแคว้นฉิงที่บุกเมืองอวิ๋นซีก็กระจายไปทั่วทั้งแคว้นอย่างรวดเร็ว แต่ผู้คนก็ไม่สามารถยินดีกับข่าวดีนี้ได้เลย เพราะมันพร้อมกับข่าวการเสียชีวิตในสนามรบของแม่ทัพแห่งทัพม้าศึกเซียวซู่หยาง ทำให้จิตใจของผู้คนสั่นไหวอย่างร
นับตั้งแต่เริ่มเปิดศึกกับกองทัพแคว้นฉิงอย่างจริงจัง สถานการณ์นอกเมืองอวิ๋นซีก็ไม่ค่อยจะสู้ดีสักเท่าไรนัก เพราะกองทัพแคว้นฉิงกลับเลี่ยงที่จะปะทะตลอดเวลา หมายจะทำศึกยืดเยื้อกับต้าเผิงอย่างสุดกำลัง ภายในกระโจมที่ใช้สำหรับการประชุม เซียวซู่หยางในชุดแม่ทัพเต็มยศที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กำลังจ้องมองเหล่ารองแม่ทัพด้วยสายตาคมกริบ “ดูเหมือนตอนนี้แคว้นฉิงกำลังถ่วงเวลาอยู่ พวกเจ้ามีวิธีจัดการให้เสร็จสิ้นในระยะเวลาอันสั้นหรือไม่?” เหล่ารองแม่ทัพและเสนาธิการล้วนเสนอแผนการของตัวเองอย่างแข็งขัน ทว่าเกือบทุกแผนการล้วนมีช่องโหว่ แต่มีแผนหนึ่งที่ตรงใจกับเขาพอดี ก็คือการตีโอบล้อมกองทัพแคว้นฉิงให้จบภายในครั้งเดียว แต่
เพียงชั่วพริบตา ฮ่าวฉีก็ใช้นิ้วชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่งของแผนที่ “อยู่ตรงนี้ไม่ผิดแน่ขอรับ” จิ้งผิงไม่ต้องรอให้เฉินอวี้หลันออกคำสั่ง นางเดินไปหยิบพู่กันจุ่มกับหมึก ก่อนจะเขียนชื่อของขุนนางคนนั้นลงไปบนตำแหน่งที่ฮ่าวฉีชี้อยู่ทันที รายชื่อขุนนางสามสิบกว่าคนถูกเขียนลงไปในแผนที่อย่างรวดเร็ว จะมีบางรายชื่อที่ฮ่าวฉีไม่รู้จักและต้องข้ามไป แต่ก็ถือว่าเยอะมากอยู่ดี “ขอบใจเจ้ามาก” เฉินอวี้หลันหยิบก้อนเงินก้อนใหญ่ให้ฮ่าวฉีทันที ก่อนจะกำชับเสียงเข้ม “เรื่องนี้อย่าได้นำไปบอกใครเด็ดขาด แม้แต่ท่านแม่ก็ตาม” 
หลังจากที่เฉินอวี้หลันตัดสินใจที่จะบอกเรื่องเอกสารสำคัญของเหรินจื่อฟานให้ฝั่งกองโจรเหยี่ยวดำได้รับรู้ ความคืบหน้าในการหาเบาะแสของอิ่งลี่ชิวก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก และเมื่อมีเป้าหมายชัดเจน อิ่งลี่ชิวก็นำคนบุกไปยังคฤหาสน์เหรินในคืนนั้นทันที แม้ฝีมือของคนที่เฝ้ายามจะไม่ด้อย แต่อิ่งลี่ชิวก็วางแผนมาอย่างรอบคอบและเตรียมคนที่มีฝีมือมาเป็นจำนวนมาก ทำให้การชิงเอกสารแผ่นนั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีสมาชิกของกองโจรเหยี่ยวดำเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว เอกสารนั้นทำให้กองโจรเหยี่ยวดำไม่สามารถอยู่นิ่งรอดูสถานการณ์ต่อไปได้อีก ต้องรีบเตรียมตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับต้าเผิงในอนาคตทันที ในที่สุดเ
ฟ่านจินเหงื่อตก เจ้านายของเขาไม่ได้แค่ฝ่าฝืนกฎห้ามติดต่อข้ามกองทัพ แต่ยังคิดจะฝ่าฝืนคำสั่งห้ามโยกย้ายกำลังพลโดยพลการเสียด้วย “เจ้าอย่าเพิ่งกังวลถึงขนาดนั้น” เซียวซู่หยางเห็นสีหน้าที่แทบจะเป็นลมของฟ่านจินแล้วรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมา “ข้าไม่ทำอะไรให้กองทัพเสื่อมเสียหรอก” “ท่านหมายความว่าอย่างไร?” หากแม่ทัพฝ่าฝืนกฎ ผู้มีอำนาจรองจากแม่ทัพส่วนใหญ่ล้วนถูกลงโทษกันอย่างถ้วนหน้า ไม่เคยมีใครรอดมาแม้แต่คนเดียว “เจ้าคิดว่าข้าจะยอมเสี่ยงให้พวกเจ้าจมปลักโคลนนี้ลงไปกับข้าหรือ?” สายตาของเซียวซู่หยางเปลี่ยนเป็นจริงจัง “หากแผนของข้าล้มเหลวจนถูกประหาร คนผู้หนึ่งจะออกหน้า
ในช่วงเวลาก่อนที่เซียวซู่หยางจะกลับไปที่กองทัพ หลังจากที่เขาสะสางเรื่องกองโจรเหยี่ยวดำไปได้ เขาก็ได้เดินทางไปพบกับคนผู้หนึ่งที่เคยคลาดกันเมื่อครั้งก่อนอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขานัดให้มาพบกันในที่ที่แสนห่างไกลไร้ซึ่งผู้คน “เหตุใดท่านแม่ทัพเซียวผู้ยิ่งใหญ่จึงได้ต้องการพบกับข้าที่เป็นแค่คนธรรมดากัน” ชายหนุ่มผู้สวมหมวกที่มีผ้าไหมสีดำปิดบังหน้าตาอยู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่ได้รื้อฟื้นถึงการผิดนัดที่หอบุปผาแดงเมื่อครั้งก่อนเลยแม้แต่น้อย “จนถึงกับต้องสืบว่าข้าอยู่ที่ใด” “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังทำงานให้ใครอยู่” เซียวซู่หยางในชุดสีดำเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “แต่ข้าอยากเตือนเจ้าว่าให้รีบถอนตัวออกมาเสีย” ชายผู้ปกปิดหน้าตายกมือขึ้นมาปิด







