تسجيل الدخول“พี่หญิง ท่านอยากหัวขาดหรือนั่นท่านอ๋องเชียวนะ รักษากิริยาหน่อยเถอะ ข้าไม่อยากส่งศพท่านตั้งแต่ยังสาวหรอกนะ”
กวนเสี่ยวถิงตักเตือนพี่สาวด้วยน้ำเสียงจริงจัง หากเป็นเมื่อก่อนกวนเยวี่ยหลันคงได้เปิดฉากตบหน้าน้องสาวไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยามนี้นางเพียงพยักหน้ารับอย่างเหม่อลอย ก่อนจะมองเซียวอวี้ฉีที่เดินเข้ามาอย่างไม่ละสายตา
เขายังคงไม่เปลี่ยนไปเลย จำได้ว่าชาติก่อนตอนที่นางเสียชีวิตนั้นมีอายุเพียงสิบเจ็ดปี เขาก็อายุราวๆ ยี่สิบห้าปี แต่ยามนี้นางย้อนเวลากลับมาตอนตนเองอายุเพียงสิบสี่ปีเท่านั้น ก็เท่ากับว่าเซียวอวี้ฉีในเวลานี้มีอายุเพียงยี่สิบสองปีเช่นกัน
แต่ถึงอย่างไรใบหน้าหล่อเหลาชวนมองของเขาก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย จำได้ว่าชาติก่อนเขามักจะมองนางอย่างอ่อนโยน เพราะบิดานางเป็นแม่ทัพจึงมีโอกาสได้พานางเข้าวังหลวงไปร่วมงานเลี้ยงอยู่บ่อยครั้งจึงได้พบกับเขา คราวนั้นนางหยิ่งผยองไม่น้อยเลย ถึงกับประกาศต่อหน้าคนอื่นว่านางมีความดีความชอบเคยช่วยชีวิตชินอ๋องเซียวอวี้ฉี อนุชาร่วมมารดาของหลงตี้เอาไว้ เซียวอวี้ฉีเองก็ไม่ถือสาซ้ำยังดีกับนางเป็นอย่างมาก
แต่ชาตินี้ทุกสิ่งดูเหมือนจะเปลี่ยนไป นางและเขาพบกันก่อนกำหนดเวลา ซ้ำนางยังไม่ได้ช่วยเหลือเขา แน่นอนว่าเขาและนางย่อมไม่มีส่วนเกี่ยวพันอันใดต่อกันอีก
เอาเถอะ นางคงคิดมากไป ชาติแล้วก็คือชาติแล้ว ชาตินี้ก็คือชาตินี้ นางอย่าได้หวาดหวั่นในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเลย
เมื่อคิดได้เช่นนั้นกวนเยวี่ยหลันก็สบายใจขึ้นบ้าง นางมองดูเซียวอวี้ฉีที่เดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยแววตาที่สงบนิ่งกว่าเดิม เหล่าสตรีน้อยในห้องต่างจ้องมองเซียวอวี้ฉีตาเป็นประกาย ก็แน่นอนล่ะ เขาหล่อเหลาองอาจ ซ้ำยังไม่แต่งพระชายา สตรีเหล่านี้อยากจะช่วงชิงตำแหน่งภรรยาของเขาก็ไม่นับว่าแปลกอันใดอยู่แล้ว
“เอาล่ะทุกคนไม่ต้องมากพิธี ข้ามาวันนี้ในฐานะอาจารย์ของพวกเจ้า ไม่ต้องกลัวข้าถึงเพียงนั้น ทำตัวตามสบายเถอะ หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจก็ให้ถามได้โดยตรง อาจารย์ผู้นี้ยินดีชี้แนะพวกเจ้า”
เหล่าสตรีน้อยต่างตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน กวนเยวี่ยหลันเองก็เช่นเดียวกัน นางต้องตามน้ำไปก่อน รอเลิกเรียนแล้วนางจะรีบวิ่งออกจากสำนักศึกษารีบหนีหน้าเขาไปก่อนทันที
เซียวอวี้ฉีปรายตามองเหล่าสตรีในห้องเรียนก่อนจะมาหยุดอยู่ที่กวนเยวี่ยหลัน จากนั้นเขาก็เก็บสายตากลับคืนไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
การเรียนในวันนี้เดิมทีกวนเยวี่ยหลันคิดว่ามันจะเรียบง่าย เซียวอวี้ฉีคงไม่สอนสิ่งใดพวกนางมากมายนัก แต่ใครจะรู้ว่าเขาจะเข้มงวดเสียตั้งแต่วันแรกที่ได้เป็นศิษย์อาจารย์กัน
กวนเยวี่ยหลันเพิ่งรู้ในวันนี้เองว่าเซียวอวี้ฉีนั้นนอกจากจะเก่งด้านการรบแล้ว วิชาศิลปะเกี่ยวกับการวาดภาพเขาก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน การใช้พู่กันกำหนดเส้นหนักเบาล้วนทำได้อย่างละเอียดและงดงาม ต่างจากนางที่ไม่ได้เรื่องสักอย่าง
ให้ตายเถอะกวนเยวี่ยหลัน ชาติที่แล้วเอาแต่ตามผู้ชายต้อยๆ ถึงมีสภาพเช่นนี้!
“ผู้ที่วาดภาพได้ดีมักต้องเขียนอักษรพู่กันได้เยี่ยมยอด การควบคุมพู่กัน การกด การตวัด การลากเส้นหนักเบาและการคุมน้ำหนักหมึก ทั้งหมดนี้ใช้พื้นฐานเดียวกับงานเขียนอักษร วันนี้ข้าจะให้พวกเจ้าทุกคนฝึกคัดอักษรและลายเส้นตามแบบของข้า จากนั้นพวกเราค่อยออกไปเรียนรู้ธรรมชาติด้านนอกและเริ่มวาดภาพกัน”
เซียวอวี้ฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ทำเอาเหล่าสตรีน้อยในห้องเรียนรู้สึกหมดสนุก พวกนางไม่คิดเลยว่าอาจารย์ที่หล่อเหลาจะเคร่งครัดถึงเพียงนี้
กวนเยวี่ยหลันที่ได้ฟังก็ถึงกับร้องว่าฉิบหายในใจ นางเขียนตัวอักษรราวกับใช้เท้าเขี่ยมาแต่ไหนแต่ไร หากเขาได้เห็นคงขายหน้าอย่างแน่นอน
โอว! จริงสิ ชาติที่แล้วนางเคยเขียนจดหมายถึงเขา เขาไม่เห็นจะด่าหรือต่อว่าเลยว่าตัวอักษรของนางย่ำแย่เหมือนยันต์ผีวาด เช่นนั้นชาตินี้ก็คงเหมือนกันล่ะมั้ง เขาน่าจะยังใจดีมีเมตตาอยู่บ้าง
เอาล่ะ เขียนๆ ไปเถอะ!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นกวนเยวี่ยหลันจึงลงมือเขียนตัวอักษรด้วยความตั้งใจ กวนเสี่ยวถิงที่มองเห็นตัวอักษรของพี่สาวก็อับอายจนแทบอยากจะเอาหน้ามุดลงดินไปเสีย
“พี่หญิง ท่านแน่ใจหรือว่านั่นคือใช้มือเขียนน่ะ”
กวนเสี่ยวถิงมีนิสัยตรงไปตรงมาทุกประโยคล้วนบาดลึกถึงจิตใจ กวนเยวี่ยหลันหันมาถลึงตาใส่น้องสาว
“ข้าเขียนได้เท่านี้แหละ อ่านได้ก็อ่าน อ่านไม่ได้ก็ขยำทิ้งไปเสีย”
“น่าเวทนาจริงๆ”
กวนเสี่ยวถิงส่ายหน้าไปมาอย่างสุดจะทน กลับจวนแล้วนางคงต้องปรึกษาท่านพ่อ ให้เขาช่วยหาอาจารย์ดีๆ มาสอนพี่สาวสักหน่อย
ในขณะที่กวนเยวี่ยหลันกำลังเขียนตัวอักษรโย้ไปเย้มาอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น ก็มีเสียงเย็นเยียบสายหนึ่งดังขึ้นมาเหนือศีรษะของนาง
“เจ้าชื่ออะไร?”
กวนเยวี่ยหลันชะงักไปทันที นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อย เซียวอวี้ฉีกำลังจ้องนางเขม็ง แววตาไม่ได้ฉายความอ่อนโยนเลยแม้แต่นิดเดียว
“ทะ ทูลท่านอ๋อง หม่อมฉันมีนามว่ากวนเยวี่ยหลันเพคะ”
“แบมือมา”
“หา!”
“แบมือ”
กวนเยวี่ยหลันงุนงงอยู่บ้างแต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยอมแบมือออกไปตรงหน้าเขาแต่โดยดี เซียวอวี้ฉีไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ฟาดไม้ลงมาที่ฝ่ามือของนางอย่างเต็มแรง จนคนถูกตีสะดุ้งโหยง
ทุกคนในห้องถึงกับเงียบกริบ พวกที่สมน้ำหน้ากวนเยวี่ยหลันก็ลอบหัวเราะเบาๆ ในใจ ส่วนกวนเสี่ยวถิงนั้นหน้าถอดสีไปนานแล้ว
กวนเยวี่ยหลันชะงักไปทันที นางรู้สึกแสบร้อนที่กลางฝ่ามือ หญิงสาวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าเขม็ง ก่อนจะเอ่ย
“เซียวอวี้ฉี ท่านกล้าตีข้าหรือ!”
กวนเยวี่ยหลันมีนิสัยไม่ยอมใครมาแต่ไหนแต่ไร ต่อให้เป็นท่านอ๋องแล้วอย่างไรนางต้องกลัวด้วยหรือ อย่างมากก็ไปนอนคุกเท่านั้นล่ะ
กวนเสี่ยวถิงที่เห็นอย่างนั้นก็รีบคว้าตัวพี่สาวเอาไว้ ก่อนจะใช้มือหนึ่งปิดปากกวนเยวี่ยหลันทันที กวนเยวี่ยหลันตกใจมาก นางกำลังจะพุ่งเข้าไปต่อยกับเซียวอวี้ฉีสักยกแต่น้องสาวตัวดีกลับมาขวาง มันช่างน่านัก!
เซียวอวี้ฉียกยิ้มมุมปาก ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“คุณหนูกวนช่างกิริยามรรยาทย่ำแย่ยิ่งนัก เจ้าถึงกับกล้าทำร้ายอาจารย์เชียวหรือ?”
“ทูลท่านอ๋อง พี่สาวของหม่อมฉันไม่ค่อยสบายเพคะ นางเลยสติสตังไม่ปกติไปชั่วขณะ ขอท่านอ๋องอย่าถือสา”
“เป็นบ้าหรือ?”
“ยังเพคะ แต่เกือบเป็นแล้ว”
กวนเยวี่ยหลันถึงกับหมดคำจะกล่าว นางตวัดสายตามองเซียวอวี้ฉีปราดหนึ่ง เมื่อคิดได้ว่าตอนนี้ไม่ใช่ชาติที่แล้ว และนางก็ไม่มีบุญคุณอะไรกับเขา หากเขาอยากจะทำร้ายนางย่อมง่ายราวพลิกฝ่ามือ อีกทั้งท่านพ่อและคนในครอบครัวอาจจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย สู้กับเชื้อพระวงศ์อย่างไรก็ไม่ชนะ นางจึงยอมสงบลง ก่อนจะคุกเข่าขออภัยจากเขา
“ขออภัยเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ เพียงพลั้งเผลอไปชั่วขณะ ขอท่านอ๋องอย่าถือสา”
เซียวอวี้ฉีเลิกคิ้วขึ้นคราหนึ่ง ดวงตาฉายแววสงสัยอย่างไม่ปิดบัง ก่อนที่ความสงสัยนั้นจะเลือนหายไปในชั่วพริบตาราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ลุกขึ้นเถอะ แต่ถึงอย่างไรย่อมต้องลงโทษสักหน่อย เจ้าออกไปยืนอยู่ที่หน้าห้องเรียนจนกว่าจะครบหนึ่งชั่วยาม สำนึกได้เมื่อใดแล้วค่อยกลับมา”
กวนเยวี่ยหลันขานรับคำหนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องเรียนทันที เอาเถอะ อย่างน้อยก็พอทำให้เขาคลายโทสะลงไปได้บ้าง
เซียวอวี้ฉีมองดูหญิงสาวที่ว่าง่ายด้วยแววตาที่ไหววูบ จากนั้นเขาก็ละสายตาจากนางและเริ่มสอนหนังสือให้กับเหล่านักเรียนตรงหน้าต่อ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว กวนเยวี่ยหลันเริ่มรู้สึกเมื่อยขาอย่างมาก นางหันมองซ้ายทีขวาทีเมื่อพบว่าไม่มีใครคอยจ้องจับผิดจึงนั่งลงและเอนกายพิงกับประตูก่อนจะผล็อยหลับไปทันที มารู้ตัวอีกครั้งก็ยามที่สัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองนางอยู่ เมื่อกวนเยวี่ยหลันลืมตาขึ้นมาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะคนๆ นั้นคือเซียวอวี้ฉีนั่นเอง
เขามองนางด้วยประกายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ย
“คุณหนูกวน เจ้านี่ช่างสอนสั่งยากจริงๆ นิสัยดื้อรั้นชอบขัดคำสั่งอาจารย์นี่เจ้าเป็นมาแต่กำเนิดหรือ?”
กวนเยวี่ยหลันลอบเบ้ปากในใจเงียบๆ ถามขนาดนี้ไม่ด่าแม่นางเลยล่ะ!
“ขออภัยเพคะท่านอ๋อง หม่อมฉันเห็นว่าลมเย็นสบายดีก็เลยเผลอหลับไป นี่เรียนเสร็จแล้วหรือเพคะ?”
“เสร็จแล้ว ทุกคนกำลังแยกย้ายกันกลับบ้าน”
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ”
“ทุกคนกลับได้ ยกเว้นเจ้า อยู่ก่อน”
“หา!”
กวนเยวี่ยหลันอยากจะกรีดร้องออกมาเสียเดี๋ยวนั้น เซียวอวี้ฉีชาตินี้เป็นบ้าไปแล้วหรือ เหมือนจ้องจับผิดนางอยู่ตลอดเวลา
หรือว่าเขาจะย้อนเวลากลับมาเหมือนกัน
ไม่ใช่หรอกน่า หากเขากลับมาเหตุใดจะจำนางไม่ได้กันเล่า เขาต้องจำได้ว่านางคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้สิ
หญิงสาวเดินกลับเข้ามาในห้องเรียนอย่างหมดอาลัยตายอยาก กวนเสี่ยวถิงทำได้เพียงส่งสายตาเห็นใจให้พี่สาวของตนและบอกว่าจะไปรอที่รถม้า กวนเยวี่ยหลันพยักหน้าน้อยๆ เมื่อคนออกไปหมดแล้วเซียวอวี้ฉีก็เอ่ยขึ้นมาทันที
“มานั่งนี่”
กวนเยวี่ยหลันจำต้องเดินไปนั่งตรงข้ามกับเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชายหนุ่มไม่พูดสิ่งใด เพียงจรดพู่กันลงบนกระดาษเป็นตัวอักษรที่งดงามหลายตัว ก่อนจะเอ่ยกับนาง
“ต่อไปนี้ทุกๆ วันหลังเลิกเรียน ข้าจะสอนเจ้าคัดอักษรด้วยตนเอง หากคัดไม่ได้ข้าจะตีมือเจ้า”
กวนเยวี่ยหลันกำมือแน่น นางอยากจะลุกขึ้นแล้วคว่ำโต๊ะอักษรนี่เสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
“ท่านอ๋อง นักเรียนในห้องมีตั้งมากมาย เหตุใดพระองค์ต้องมาสอนหม่อมฉันเพียงคนเดียวด้วยเพคะ”
“เพราะลายมือเจ้าเหมือนใช้เท้าเขี่ย ไม่สิ บางคนเอาเท้าเขียนยังงดงามกว่าเจ้าเลย”
กวนเยวี่ยหลัน “........”
หลังจากที่เซียวอวี้ฉีและกวนเยวี่ยหลันแต่งงานกันได้เพียงไม่กี่เดือน กวนเยวี่ยหลันก็ตั้งครรภ์อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้สร้างความยินดีให้แก่ทุกคนในจวนอ๋อง รวมไปถึงตระกูลกวนอย่างมาก แม้แต่หลงตี้และเฟิ่งโฮ่วก็ยังรู้สึกดีใจไม่ต่างกัน นางซูถึงกับแวะเวียนมาที่จวนอ๋องทุกวันเพื่อดูแลกวนเยวี่ยหลันด้วยตนเอง อีกทั้งยังกำชับนางหนักหนาว่าจะต้องดื่มยาบำรุงให้มาก พักผ่อนให้เพียงพอ กวนเยวี่ยหลันฟังนางซูบ่นจนรู้สึกปวดหูไปหมด แต่เพราะนางเข้าใจว่านางซูทำไปเพราะหวังดีกับนาง นางจึงไม่คิดจะขัดมารดาเลี้ยงของตนต่อมากวนเสี่ยวถิงได้เข้าพิธีปักปิ่น นางเติบโตเป็นสตรีงดงามอย่างสมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว เซียวลู่เฟยที่รอคอยเวลานี้มานานจึงทุลขอพระราชทานสมรสจากบิดาตน หลงตี้และเฟิ่งโฮ่วไม่ได้คัดค้านเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังตกปากรับคำด้วยความเต็มใจแสงรุ่งอรุณของวันมงคลสาดส่องกระทบผิวน้ำในสระบัวของจวนตระกูลกวน เสียงมโหรีประโคมดังกังวานก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของไม้กฤษณาและดอกโบตั๋น กวนเสี่ยวถิง นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองในชุดเจ้าสาวสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายหงส์ร่อนอันวิจิตรงดงาม เรือนผมดำขลับถูกรวบขึ
แสงแรกของอรุณรุ่งยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงระฆังแก้วกังวานและกลิ่นหอมอบอวลของไม้หอมก็ปลุกให้ กวนเยวี่ยหลัน ต้องลืมตาขึ้นจากความฝัน ท้องฟ้าด้านนอกยังคงเป็นสีน้ำเงินเข้ม ทว่าภายในเรือนนอนของนางกลับสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนมงคลนับร้อยดวง“คุณหนูใหญ่ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ วันนี้เป็นวันมงคลของท่านนะเจ้าคะ”แม่นมและเหล่าสาวใช้ประจำตระกูลกวนต่างกรูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มปิติ เครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับที่แสนหรูหราถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ ในอ่างน้ำมีกลีบบุปผานับรอยกลีบลอยอยู่เหนือผิวน้ำ นี่คือน้ำสะอาดที่เตรียมเอาไว้เพื่อให้นางใช้ชำระล้างร่างกาย กวนเยวี่ยหลันมองดูเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตเลือนหายไปจนสิ้น บัดนี้เหลือเพียงความอบอุ่นใจอันแสนหวานเมื่อนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่จะมารับนางในวันนี้เซียวอวี้ฉี ชายผู้เป็นที่รักของนางการแต่งกายของเจ้าสาวดำเนินไปอย่างพิถีพิถัน ละเอียดลออในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสระผมด้วยน้ำคั้นจากผลมะกรูดสด ชโลมด้วยน้ำมันดอกไม้หอมบริสุทธิ์ การถักเปียและรวบผมขึ้นสูงตามมงคลพิธีของหญิงสาวที่กำลังจะออกเรือน เสียงหัวเราะหยอกเย้าของเหล่าสาวใช้ทำให้ก
ยามนี้เหลือเขาเพียงคนเดียวแล้ว อีกทั้งเหล่าทหารก็ล้มตายไปจนหมด ด้านราชครูฉีก็หายเงียบ คงจะถูกจับตัวไปแล้ว แผนการล้มเหลวไม่เป็นท่าทั้งหมด เช่นนั้นเขาก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียอีกต่อไปแล้ว มิสู้ลากกวนเยวี่ยหลันไปตายด้วยกันก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว“ปล่อยนาง!”เซียวอวี้ฉีเอ่ยเสียงเข้มแต่ฉีเฟินกลับส่งเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยกับเขา“ท่านอ๋อง ท่านนี่เก่งจริงๆ เลยนะ ถึงขนาดทำลายแผนการที่พวกข้าวางเอาไว้มาเป็นปีๆ ได้ขนาดนี้”เซียวอวี้ฉีไม่ตอบ เขาจ้องฉีเฟินเขม็งราวกับอยากจะฆ่าคนตรงหน้าให้ตายอย่างไรอย่างนั้น อย่างไรวันนี้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด เขาก็จะต้องพาตัวกวนเยวี่ยหลันกลับมาอย่างปลอดภัยให้จงได้ฉีเฟินละสายตาจากเซียวอวี้ฉี ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้กวนเยี่ยหลัน พลางเอ่ยกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของนาง“เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว่าเพราะเหตุใดข้าถึงทำเช่นนี้ ข้าถูกกดขี่มาตั้งแต่เด็ก บิดากักขังข้าไม่รักข้า ข้าต้องทำเพื่อความอยู่รอด ข้ามีเหตุผลของข้า หากข้าไม่ทำ ข้าก็ไม่มีชีวิตรอด”“คนชั่วล้วนหาคำแก้ตัวให้ตนเองได้อย่างหน้าไม่อาย”กวนเยวี่ยหลันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่รอให้ฉีเฟินได้เอ่ยสิ่งใดต่อ นางก็ถื
ก่อนหน้านี้เขาได้สั่งให้คนของตนไปตามสืบเสาะหาเบาะแสของทหารเดนตายเหล่านั้นอย่างละเอียด จนค้นพบต้นตอและสาเหตุทั้งหมดแท้จริงแล้วทหารเดนตายเหล่านั้นเป็นคนของราชครูฉี แน่นอนว่าครั้งนี้เซียวฉงจวินย่อมต้องบงการอยู่เบื้องหลังด้วยอย่างแน่นอน พวกมันชั่วช้าอย่างยิ่ง ถึงขนาดไปบังคับจับตัวเด็กชายในหมู่บ้านต่าง ๆ มาฝึกฝนเป็นทหารเดนตาย มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจจะต้านทานการฝึกที่แสนโหดร้ายได้จึงขาดใจตาย บ้างก็ล้มป่วยตายไปหลายร้อยคนแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น หากพ่อแม่ของเด็กชายเหล่านั้นขัดขืนและไม่ให้ความร่วมมือก็จะถูกฆ่าปิดปากทั้งหมด ส่วนเด็กผู้หญิงที่ถูกจับตัวมาได้นั้นก็จะถูกนำไปขายที่หอนางโลมต่างแคว้นเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในการฝึกฝนของทหารในค่ายอีกต่อหนึ่ง ความชั่วร้ายนี้ช่างเลวทรามและชั่วร้ายเป็นอย่างมาก นอกจากจะทำร้ายคนในแคว้นกันเองแล้ว ยังลอบค้าขายกับต่างแคว้นอย่างผิดกฎหมายอีกด้วยทหารที่ถูกจับตัวมาได้ถูกเขาทรมานจนยอมสารภาพความจริงออกมาส่วนหนึ่ง ประจวบเหมาะกับทหารเดนตายบางส่วนที่ถูกจับตัวมาทรมานตั้งแต่ยังเด็กเหล่านั้นก็มีความแค้นไม่น้อยเลย พวกเขาถูกคนตระกูลฉีทำร้าย สูญเสียครอบครัวและต้องยอมทำตามคำสั
กวนเยวี่ยหลันตัดสินใจทิ้งรถม้าคันนั้นและไม่สนใจมันอีก ก่อนจะมุ่งหน้ากลับจวนตระกูลกวนในทันที ด้านฉีเฟินนั้นเมื่อเห็นว่าระหว่างนางและเขาคงไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้วก็รู้สึกปวดใจไม่น้อยเลย เขาไม่คิดจะตามรังควานนางอีก และยังสั่งให้คนของตนนำรถม้าคนนั้นกลับไปส่งยังจวนตระกูลกวนอีกด้วยวันเวลาก็ผ่านไปเช่นนี้จนกระทั่งล่วงเข้าสู่วันที่ฮ่องเต้จะต้องเสด็จไปทำพิธีล่าสัตว์ที่นอกเมืองหลวง งานเทศกาลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ครั้งนี้นอกจากฮองเฮาและเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่จะต้องติดตามออกประพาสในครานี้แล้ว ยังมีเหล่าข้ารับใช้ชั้นสูงและเหล่าฮูหยิน คุณหนู คุณชายต่างร่วมเดินทางไปด้วยกันอีกด้วยกวนเยวี่ยหลันนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกับกวนเสี่ยวถิง สีหน้าของนางมีแววครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา จนกวนเสี่ยวถิงต้องเอ่ยถามพี่สาวด้วยความเป็นห่วง“พี่ใหญ่ ท่านคิดสิ่งใดอยู่หรือ?”กวนเยวี่ยหลันหันมามองน้องสาวของตนเองปราดหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ“ไม่รู้สิ ข้าเพียงรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างไรบอกไม่ถูก ถิงถิง จำไว้นะว่าเจ้าจะต้องพกอาวุธติดกายเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัย”กวนเสี่ยวถิงได้ฟังก็พยักหน้ารับเล็กน้อย นางไม่ได้ติดใจสงสัยหรือซัก
กวนเยวี่ยหลันพาเด็กๆที่ได้รับบาดเจ็บกลับมายังหมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย บรรดาชาวบ้านที่เห็นเช่นนั้นต่างร้องไห้โฮแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาบุตรหลานของตนเองด้วยความดีใจ พวกเขามีท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดจนกวนเยวี่ยหลันต้องเอ่ยปลอบโยนว่าต่อไปนี้จะไม่มีใครมาทำร้ายพวกเขาได้อีก ชาวบ้านเหล่านี้จึงพอจะวางใจลงไปได้มากท่าทีหวาดกลัวก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน นางรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก ใบหน้างามยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนอย่างเห็นได้ชัด นางล้างออกไปอย่างลวกๆ ส่วนกวนเสี่ยวถิงและเซียวลู่เฟยก็ช่วยกันดูแลเด็กเหล่านั้น เซียวลู่เฟยสั่งให้คนหุงหาอาหารและต้มน้ำแกงร้อนๆ มาให้เด็กๆ ได้ดื่ม อีกทั้งยังคิดว่าจะต้องสั่งให้คนคุ้มกันหมู่บ้านแห่งนี้ ให้มากขึ้นสักหน่อยหลังจากจัดการเรื่องภัยพิบัติครั้งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วกวนเยวี่ยหลันเพิ่งจะล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด นางกำลังยกมือขึ้นเช็ดหน้าตน แต่กลับพบว่าเซียวอวี้ฉีกำลังยื่นผ้าเช็ดหน้ามาตรงหน้านาง ไม่เพียงเท่านั้นเขายังใช้มันเช็ดใบหน้าให้นางอย่างอ่อนโยนและเบามืออีกด้วย กวนเยวี่ยหลันพลันยิ้มออกมาเล็กน้อย“ท่านมาแล้วหรือ คนพวกนั้นเล่า?”







