Masukกวนเยวี่ยหลันได้ฟังที่เซียวอวี้ฉีเอ่ยวาจาเหน็บแนมก็อึ้งงันเหมือนมีอะไรติดคอพูดไม่ออกขึ้นมาชั่วขณะ นางถอนหายใจออกมาหนักๆ ในเมื่อไม่อาจหนีได้เช่นนั้นก็ลองดูสักตั้งเถอะ
เซียวอวี้ฉีนั่งหลังตรงอย่างสง่างาม พลางปรายตามองดูเด็กสาวที่นั่งคัดอักษรอย่างตั้งอกตั้งใจปราดหนึ่ง บางครั้งที่นางเขียนผิดไม้เรียวในมือของเขาก็จะฟาดลงมาที่มือของนางทันที บางทีนางเผลอนั่งชันเข่า เขาก็จะใช้ไม้ฟาดเข่านางเป็นระยะ
เดิมทีเขาคิดว่ากวนเยวี่ยหลันจะต้องทนไม่ไหว แต่กลับผิดคาด นางกลับตั้งใจคัดอักษรมากยิ่งขึ้น แม้ลายมือจะยังไม่ดีเท่าใดแต่ก็นับว่ามีการพัฒนาขึ้น และเขาเองก็มองออกว่านางกำลังอดทนอดกลั้นมากเพียงใด
“เอาล่ะ ดีมากใช้ได้เลย วันนี้พอแค่นี้ก่อน เจ้ากลับไปเถอะ”
กวนเยวี่ยหลันตอบรับคำเสียงเบาพลางส่งยิ้มให้เขา แต่พอเดินออกมาจนพ้นสายตา นางก็ก่นด่าเขาในใจไม่หยุด
บัดซบเอ๊ย เซียวอวี้ฉีคนสารเลว ชาตินี้เราเป็นศัตรูกัน!
กวนเสี่ยวถิงที่ยืนรอพี่สาวอย่างกระวนกระวายใจ เมื่อเห็นว่ากวนเยวี่ยหลันออกมาแล้วนางก็โล่งใจ สภาพของพี่สาวเหมือนคนเพิ่งถูกทารุณกรรมมาหมาดๆ ผมเผ้ายุ่งเล็กน้อย มือก็แดง อีกทั้งยังเดินโซเซไปมาเหมือนจะหมดเรี่ยวแรงอย่างไรอย่างนั้น
“พี่หญิง ตายแล้ว เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้เล่า ท่านอ๋องทุบตีท่านมาหรือ?”
“ถิงถิงน้องเฮงซวย”
“หืม?”
“ข้าไม่มีแรงแล้ว เจ้าพาข้าไปที่ภัตตาคารกวนอิน หาของอร่อยกินที ข้าจะเป็นบ้าอยู่แล้ว!”
“ได้ๆ ข้าจะพาท่านไปเดี๋ยวนี้ อย่าเพิ่งคลุ้มคลั่งนะ มาๆ จิบสุราก่อน”
พูดจบแล้วกวนเสี่ยวถิงก็เปิดขวดสุราและกรอกใส่ปากพี่สาวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ประคองกันขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังภัตตาคารกวนอินทันที
เมื่อมาถึงกวนเยวี่ยหลันก็สั่งอาหารราวกับโหยหิวมาแปดชาติ ภัตตาคารกวนอินคือภัตตาคารของตระกูลกวน บิดาของนางเป็นเจ้าของ เดิมทีก่อนหน้านี้ท่านแม่เป็นคนดูแล แต่พอท่านแม่ตายจากไปนางซูก็เข้ามารับหน้าที่นี้ต่อ
“พี่หญิง ใจเย็นๆ ก่อนเถอะ ท่านกินขาหมูไปสองขาแล้วนะ!”
“ถิงถิงเจ้าเด็กบ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าต้องอดทนมากเพียงใด เจ้าดูมือข้า เขาตีมือข้า ไม่เพียงเท่านั้นยังตีเข่าข้าอีกด้วย อ๋องเฮงซวย ไม่ติดว่าเป็นอาจารย์ข้ากระโดดถีบไปนานแล้ว!”
“ท่านใจเย็นๆ สิ เบาเสียงหน่อย!”
“ก็ข้าโมโหนี่!”
กวนเยวี่ยหลันเอ่ยจบก็ยกสุราขึ้นมาดื่มจนหมดจอก เมื่อสุราไหลลงคอก็ทำให้นางรู้สึกชื่นใจไม่น้อยเลย กวนเสี่ยวถิงที่เห็นอย่างนั้นจึงสั่งให้คนไปหายามา จากนั้นก็ช่วยทายาที่มือให้พี่สาวของตนอย่างใส่ใจ กวนเยวี่ยหลันมองดูการกระทำของน้องสาว ก่อนจะยื่นมือมาลูบศีรษะกวนเสี่ยวถิงเบาๆ
“ขอบใจเจ้ามาก”
กวนเสี่ยวถิงขนลุกซู่ ก่อนจะจ้องพี่สาวตาเขม็ง
“ข้าขนลุกยิ่งนัก”
กวนเยวี่ยหลันกรอกตาไปมา ก่อนจะยกเท้าถีบเข้าไปที่ขาของกวนเสี่ยวถิงทีหนึ่ง แต่แทนที่กวนเสี่ยวถิงจะโกรธกลับหัวเราะชอบใจพลางบอกว่านี่แหละคือสิ่งที่นางคุ้นชิน
กวนเยวี่ยหลันก่นด่าเซียวอวี้ฉีโดยไม่รู้เลยว่าที่ห้องข้างๆ กันนั้น เซียวอวี้ฉีกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่กับเซียวลู่เฟยอยู่พอดี
เซียวลู่เฟยเป็นบุตรชายคนโตของหลิงตี้เซียวฉยง ปีนี้อายุสิบสี่ปีแล้วกำลังเป็นหนุ่มน้อยใบหน้าหล่อเหลา เขายังมีน้องชายต่างมารดาคนหนึ่งนามว่าเซียวฉงจวิน ที่มีมารดาเป็นถึงกุ้ยเฟยที่มาจากตระกูลขุนนางเลื่องชื่อ ส่วนมารดาของเซียวลู่เฟยนั้นมาจากตระกูลบัณฑิตเก่าแก่ที่มีอำนาจไม่แพ้กัน แคว้นต่งยึดถือตามธรรมเนียมเดิม บุตรชายคนโตย่อมได้ขึ้นครองราชย์ไม่ว่าจะเกิดจากสนมหรือฮองเฮาล้วนไม่มีข้อยกเว้น
นับว่าโชคดีที่สวีฮองเฮาให้กำเนิดเซียวลู่เฟย สถานะของเขาจึงสูงส่งและเป็นที่ยอมรับของเหล่าขุนนาง ซ้ำเซียวอวี้ฉียังช่วยสนับสนุนเขาอย่างเต็มกำลัง ทำให้ฝั่งของฉีกุ้ยเฟยไม่กล้าเหิมเกริมเพราะยังกริ่งเกรงอำนาจของเซียวอวี้ฉีอยู่
“เสด็จอา ข้าได้ยินเหมือนว่าสตรีห้องข้างๆ กำลังก่นด่าท่านอยู่นะ เพราะแคว้นต่งของเรามีท่านอ๋องเพียงคนเดียวคือท่าน ได้ยินว่าท่านไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่สำนักศึกษาหลีฟานสตรีนี่นา หรือนางจะเป็นศิษย์ของท่านกัน”
เซียวอวี้ฉีวางถ้วยชาในมือลง ก่อนจะหันมามองเซียวลู่เฟย
“นางอยากด่าก็ด่าไปเถอะ ข้าไม่สะทกสะท้านอยู่แล้ว ว่าแต่เจ้าเถอะ ร่ำเรียนไปถึงไหนแล้ว อย่าเอาแต่ออกมาเที่ยวเล่น หากยังไม่ได้เรื่องได้ราวอีก ข้าจะเป็นคนสั่งสอนเจ้าแทนเสด็จพี่เอง”
“โธ่เสด็จอา ข้าตั้งใจเรียนอยู่แล้ว แต่วันนี้ข้าเบื่อมากจึงอยากออกมาผ่อนคลายเสียหน่อย”
“มิใช่ว่ามาดักรอพบกวนเสี่ยวถิงหรอกหรือ?”
เมื่อถูกมองเจตนาออก เซียวลู่เฟยก็ถึงกับยิ้มหน้าแดง เขายกมือขึ้นเกาศีรษะตนเองก่อนจะเอ่ย
“ถูกเสด็จอามองออกเสียแล้ว”
เซียวอวี้ฉีเพียงยิ้มมุมปาก ดวงตาฉายแววครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยเตือนหลานชายของตน
“หากเจ้าชอบนางก็จงทำให้เรื่องราวทุกอย่างชัดเจนมากกว่านี้ จริงสิ ข้าจำได้ว่ากวนเยวี่ยหลันชอบเจ้ามาตั้งแต่วัยเยาว์ หากไม่อยากให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังก็จงหาทางทำให้นางตัดใจแต่โดยเร็วเสีย”
เซียวลู่เฟยได้ฟังก็พยักหน้าช้า ๆ เมื่อคิดถึงกวนเยวี่ยหลันเขาก็รู้สึกจุกแน่นในอก เขาและนางพบกันบ่อยครั้ง นางมักจะติดตามแม่ทัพใหญ่กวนเผิงเข้ามาในวัง แม่ทัพใหญ่กวนเผิงเป็นอาจารย์ที่สอนวรยุทธ์ให้กับเขา เขามองนางเป็นเพียงสหายสนิท แต่นางกลับมีใจเกินเลยต่อเขา และเขาเองก็ไม่ได้ชอบนาง เขาชอบกวนเสี่ยวถิงมากกว่า
“หลานทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ ออกมานานแล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวลู่เฟยพยักหน้า ก่อนจะเดินตามเซียวอวี้ฉีออกจากห้องอาหาร เมื่อพวกเขาสองคนออกมาจากห้อง ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำเอาชายหนุ่มทั้งสองถึงกับตกตะลึง
ยามนี้กวนเยวี่ยหลันและกวนเสี่ยวถิงกำลังเดินกอดคอกันออกมาจากห้องอาหาร ใบหน้าของสตรีทั้งสองนางแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นพวกเขาสองคน กวนเยวี่ยหลันกลับหัวเราะร่าออกมา
“ถิงถิงน้องเฮงซวย ดูสิ เซียวลู่เฟยเนื้อคู่ของเจ้ามาแล้ว เจ้าอยากแต่งงานกับเขาหรือไม่ ข้าจะเป็นแม่สื่อให้ เอาไหม?”
“พี่หญิง ท่านพูดบ้าอะไรเนี่ย!”
“ไม่ต้องเขินอาย เซียวลู่เฟยมีใจให้เจ้าเช่นกัน เชื่อข้า โอ้นั่น...เซียวอวี้ฉีก็อยู่ด้วยหรือ ถิงถิงน้องรัก เจ้าอย่าได้เข้าใกล้เขาเชียว อย่ามองเขาด้วยสายตาหลงใหลเด็ดขาด เขาอายุยี่สิบกว่าแล้ว ถือว่าแก่แล้ว เหมาะจะเป็นลุงของพวกเรามากกว่า เจ้าเข้าใจหรือไม่ ไหนเจ้าลองเรียกลุงอ๋องสิ”
“เข้าใจแล้ว ลุงอ๋อง ลุงอ๋อง”
“เยี่ยมไปเลย ตาแก่เซียว ฮ่าๆ!”
เซียวอวี้ฉี “.........”
สองอาหลานถึงกับปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อได้เห็นสภาพเมาโซซัดโซเซของสตรีทั้งสองนาง เซียวอวี้ฉีปรายตามองกวนเยวี่ยหลันปราดหนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการคนของตน
“อารักขาพวกนางกลับจวน”
องครักษ์รับคำแล้วทำตามคำสั่ง หลงจู๊ประจำภัตตาคารก็ให้คนงานหญิงมาช่วยประคองกวนเยวี่ยหลันและกวนเสี่ยวถิงไปที่รถม้าอย่างรวดเร็ว เซียวลู่เฟยมองตามหลังสตรีทั้งสองไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
“ข้าตาฝาดไปหรือเปล่า แต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่เคยเห็นพวกนางรักใคร่กันเลย ปกติเยวี่ยหลันเอาแต่ทุบตีก่นด่าเสี่ยวถิง แต่วันนี้พวกนางกลับมานั่งดื่มสุราด้วยกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
เซียวอวี้ฉีไม่ตอบเพียงมองตามแผ่นหลังของสตรีทั้งสองไปจนลับสายตา ก่อนจะสั่งให้เซียวลู่เฟยตามตนกลับวังหลวงไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เซียวอวี้ฉีและกวนเยวี่ยหลันแต่งงานกันได้เพียงไม่กี่เดือน กวนเยวี่ยหลันก็ตั้งครรภ์อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้สร้างความยินดีให้แก่ทุกคนในจวนอ๋อง รวมไปถึงตระกูลกวนอย่างมาก แม้แต่หลงตี้และเฟิ่งโฮ่วก็ยังรู้สึกดีใจไม่ต่างกัน นางซูถึงกับแวะเวียนมาที่จวนอ๋องทุกวันเพื่อดูแลกวนเยวี่ยหลันด้วยตนเอง อีกทั้งยังกำชับนางหนักหนาว่าจะต้องดื่มยาบำรุงให้มาก พักผ่อนให้เพียงพอ กวนเยวี่ยหลันฟังนางซูบ่นจนรู้สึกปวดหูไปหมด แต่เพราะนางเข้าใจว่านางซูทำไปเพราะหวังดีกับนาง นางจึงไม่คิดจะขัดมารดาเลี้ยงของตนต่อมากวนเสี่ยวถิงได้เข้าพิธีปักปิ่น นางเติบโตเป็นสตรีงดงามอย่างสมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว เซียวลู่เฟยที่รอคอยเวลานี้มานานจึงทุลขอพระราชทานสมรสจากบิดาตน หลงตี้และเฟิ่งโฮ่วไม่ได้คัดค้านเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังตกปากรับคำด้วยความเต็มใจแสงรุ่งอรุณของวันมงคลสาดส่องกระทบผิวน้ำในสระบัวของจวนตระกูลกวน เสียงมโหรีประโคมดังกังวานก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของไม้กฤษณาและดอกโบตั๋น กวนเสี่ยวถิง นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองในชุดเจ้าสาวสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายหงส์ร่อนอันวิจิตรงดงาม เรือนผมดำขลับถูกรวบขึ
แสงแรกของอรุณรุ่งยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงระฆังแก้วกังวานและกลิ่นหอมอบอวลของไม้หอมก็ปลุกให้ กวนเยวี่ยหลัน ต้องลืมตาขึ้นจากความฝัน ท้องฟ้าด้านนอกยังคงเป็นสีน้ำเงินเข้ม ทว่าภายในเรือนนอนของนางกลับสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนมงคลนับร้อยดวง“คุณหนูใหญ่ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ วันนี้เป็นวันมงคลของท่านนะเจ้าคะ”แม่นมและเหล่าสาวใช้ประจำตระกูลกวนต่างกรูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มปิติ เครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับที่แสนหรูหราถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ ในอ่างน้ำมีกลีบบุปผานับรอยกลีบลอยอยู่เหนือผิวน้ำ นี่คือน้ำสะอาดที่เตรียมเอาไว้เพื่อให้นางใช้ชำระล้างร่างกาย กวนเยวี่ยหลันมองดูเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตเลือนหายไปจนสิ้น บัดนี้เหลือเพียงความอบอุ่นใจอันแสนหวานเมื่อนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่จะมารับนางในวันนี้เซียวอวี้ฉี ชายผู้เป็นที่รักของนางการแต่งกายของเจ้าสาวดำเนินไปอย่างพิถีพิถัน ละเอียดลออในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสระผมด้วยน้ำคั้นจากผลมะกรูดสด ชโลมด้วยน้ำมันดอกไม้หอมบริสุทธิ์ การถักเปียและรวบผมขึ้นสูงตามมงคลพิธีของหญิงสาวที่กำลังจะออกเรือน เสียงหัวเราะหยอกเย้าของเหล่าสาวใช้ทำให้ก
ยามนี้เหลือเขาเพียงคนเดียวแล้ว อีกทั้งเหล่าทหารก็ล้มตายไปจนหมด ด้านราชครูฉีก็หายเงียบ คงจะถูกจับตัวไปแล้ว แผนการล้มเหลวไม่เป็นท่าทั้งหมด เช่นนั้นเขาก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียอีกต่อไปแล้ว มิสู้ลากกวนเยวี่ยหลันไปตายด้วยกันก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว“ปล่อยนาง!”เซียวอวี้ฉีเอ่ยเสียงเข้มแต่ฉีเฟินกลับส่งเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยกับเขา“ท่านอ๋อง ท่านนี่เก่งจริงๆ เลยนะ ถึงขนาดทำลายแผนการที่พวกข้าวางเอาไว้มาเป็นปีๆ ได้ขนาดนี้”เซียวอวี้ฉีไม่ตอบ เขาจ้องฉีเฟินเขม็งราวกับอยากจะฆ่าคนตรงหน้าให้ตายอย่างไรอย่างนั้น อย่างไรวันนี้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด เขาก็จะต้องพาตัวกวนเยวี่ยหลันกลับมาอย่างปลอดภัยให้จงได้ฉีเฟินละสายตาจากเซียวอวี้ฉี ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้กวนเยี่ยหลัน พลางเอ่ยกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของนาง“เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว่าเพราะเหตุใดข้าถึงทำเช่นนี้ ข้าถูกกดขี่มาตั้งแต่เด็ก บิดากักขังข้าไม่รักข้า ข้าต้องทำเพื่อความอยู่รอด ข้ามีเหตุผลของข้า หากข้าไม่ทำ ข้าก็ไม่มีชีวิตรอด”“คนชั่วล้วนหาคำแก้ตัวให้ตนเองได้อย่างหน้าไม่อาย”กวนเยวี่ยหลันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่รอให้ฉีเฟินได้เอ่ยสิ่งใดต่อ นางก็ถื
ก่อนหน้านี้เขาได้สั่งให้คนของตนไปตามสืบเสาะหาเบาะแสของทหารเดนตายเหล่านั้นอย่างละเอียด จนค้นพบต้นตอและสาเหตุทั้งหมดแท้จริงแล้วทหารเดนตายเหล่านั้นเป็นคนของราชครูฉี แน่นอนว่าครั้งนี้เซียวฉงจวินย่อมต้องบงการอยู่เบื้องหลังด้วยอย่างแน่นอน พวกมันชั่วช้าอย่างยิ่ง ถึงขนาดไปบังคับจับตัวเด็กชายในหมู่บ้านต่าง ๆ มาฝึกฝนเป็นทหารเดนตาย มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจจะต้านทานการฝึกที่แสนโหดร้ายได้จึงขาดใจตาย บ้างก็ล้มป่วยตายไปหลายร้อยคนแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น หากพ่อแม่ของเด็กชายเหล่านั้นขัดขืนและไม่ให้ความร่วมมือก็จะถูกฆ่าปิดปากทั้งหมด ส่วนเด็กผู้หญิงที่ถูกจับตัวมาได้นั้นก็จะถูกนำไปขายที่หอนางโลมต่างแคว้นเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในการฝึกฝนของทหารในค่ายอีกต่อหนึ่ง ความชั่วร้ายนี้ช่างเลวทรามและชั่วร้ายเป็นอย่างมาก นอกจากจะทำร้ายคนในแคว้นกันเองแล้ว ยังลอบค้าขายกับต่างแคว้นอย่างผิดกฎหมายอีกด้วยทหารที่ถูกจับตัวมาได้ถูกเขาทรมานจนยอมสารภาพความจริงออกมาส่วนหนึ่ง ประจวบเหมาะกับทหารเดนตายบางส่วนที่ถูกจับตัวมาทรมานตั้งแต่ยังเด็กเหล่านั้นก็มีความแค้นไม่น้อยเลย พวกเขาถูกคนตระกูลฉีทำร้าย สูญเสียครอบครัวและต้องยอมทำตามคำสั
กวนเยวี่ยหลันตัดสินใจทิ้งรถม้าคันนั้นและไม่สนใจมันอีก ก่อนจะมุ่งหน้ากลับจวนตระกูลกวนในทันที ด้านฉีเฟินนั้นเมื่อเห็นว่าระหว่างนางและเขาคงไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้วก็รู้สึกปวดใจไม่น้อยเลย เขาไม่คิดจะตามรังควานนางอีก และยังสั่งให้คนของตนนำรถม้าคนนั้นกลับไปส่งยังจวนตระกูลกวนอีกด้วยวันเวลาก็ผ่านไปเช่นนี้จนกระทั่งล่วงเข้าสู่วันที่ฮ่องเต้จะต้องเสด็จไปทำพิธีล่าสัตว์ที่นอกเมืองหลวง งานเทศกาลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ครั้งนี้นอกจากฮองเฮาและเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่จะต้องติดตามออกประพาสในครานี้แล้ว ยังมีเหล่าข้ารับใช้ชั้นสูงและเหล่าฮูหยิน คุณหนู คุณชายต่างร่วมเดินทางไปด้วยกันอีกด้วยกวนเยวี่ยหลันนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกับกวนเสี่ยวถิง สีหน้าของนางมีแววครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา จนกวนเสี่ยวถิงต้องเอ่ยถามพี่สาวด้วยความเป็นห่วง“พี่ใหญ่ ท่านคิดสิ่งใดอยู่หรือ?”กวนเยวี่ยหลันหันมามองน้องสาวของตนเองปราดหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ“ไม่รู้สิ ข้าเพียงรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างไรบอกไม่ถูก ถิงถิง จำไว้นะว่าเจ้าจะต้องพกอาวุธติดกายเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัย”กวนเสี่ยวถิงได้ฟังก็พยักหน้ารับเล็กน้อย นางไม่ได้ติดใจสงสัยหรือซัก
กวนเยวี่ยหลันพาเด็กๆที่ได้รับบาดเจ็บกลับมายังหมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย บรรดาชาวบ้านที่เห็นเช่นนั้นต่างร้องไห้โฮแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาบุตรหลานของตนเองด้วยความดีใจ พวกเขามีท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดจนกวนเยวี่ยหลันต้องเอ่ยปลอบโยนว่าต่อไปนี้จะไม่มีใครมาทำร้ายพวกเขาได้อีก ชาวบ้านเหล่านี้จึงพอจะวางใจลงไปได้มากท่าทีหวาดกลัวก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน นางรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก ใบหน้างามยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนอย่างเห็นได้ชัด นางล้างออกไปอย่างลวกๆ ส่วนกวนเสี่ยวถิงและเซียวลู่เฟยก็ช่วยกันดูแลเด็กเหล่านั้น เซียวลู่เฟยสั่งให้คนหุงหาอาหารและต้มน้ำแกงร้อนๆ มาให้เด็กๆ ได้ดื่ม อีกทั้งยังคิดว่าจะต้องสั่งให้คนคุ้มกันหมู่บ้านแห่งนี้ ให้มากขึ้นสักหน่อยหลังจากจัดการเรื่องภัยพิบัติครั้งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วกวนเยวี่ยหลันเพิ่งจะล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด นางกำลังยกมือขึ้นเช็ดหน้าตน แต่กลับพบว่าเซียวอวี้ฉีกำลังยื่นผ้าเช็ดหน้ามาตรงหน้านาง ไม่เพียงเท่านั้นเขายังใช้มันเช็ดใบหน้าให้นางอย่างอ่อนโยนและเบามืออีกด้วย กวนเยวี่ยหลันพลันยิ้มออกมาเล็กน้อย“ท่านมาแล้วหรือ คนพวกนั้นเล่า?”







