LOGINรพีออกจากห้องพักผู้ป่วยไปแล้ว เพียงขวัญถอนหายใจโล่งอกเพราะไม่อยากอยู่ในสายตาเขา ที่สำคัญคือเขามักจะยียวนกวนประสาทเธอสุดๆ เหมือนมารผจญคนที่กำลังบำเพ็ญเพียรให้ตบะแตกก็ไม่ปาน นภัสวรรณเห็นสีหน้าที่ผ่อนคลายลงของเพียงขวัญก็อมยิ้ม
“รพีเขาก็เป็นคนกวนประสาทอย่างนั้นแหละ จริงๆ เขาไม่ได้มีอะไรหรอก” นภัสวรรณบอกกับเพียงขวัญ เธอพยักหน้ารับเล็กน้อย คลี่เรียวปากบางแย้มรอยยิ้ม ในช่วงเวลานั้นนภัสวรรณรู้สึกได้ทันทีเลยว่าเด็กสาวคนนี้มีหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มดีนัก
"ค่ะ"
"เพียงขวัญเหนื่อยหรือเปล่า ถ้าเหนื่อยก็นอนพักก่อนก็ได้นะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่เหนื่อยเลย วันนี้งานไม่ค่อยเยอะด้วย" เธอโป้ปดไปคำโตด้วยไม่อยากให้หญิงวัยกลางคนเป็นห่วง เธออยากรับหน้าที่ดูแลหล่อนให้ดีที่สุด เพราะเธอเองก็ไม่มีเงินจ่ายค่าซ่อมรถ
"เช่าหอพักแบบนี้คงลำบากน่าดู ต้องห่างพ่อห่างแม่แล้วยังต้องรับผิดชอบค่าเช่าหออีก" นภัสวรรณเปรยด้วยความเป็นห่วงหญิงสาว แต่มันเหมือนกับเป็นมีดที่กรีดแทงจิ้มใจดำเธอเสียเหลือเกิน เพียงขวัญกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ฝืนยิ้มออกมา
"ค่ะ"
"เดือนนี้แม่จะออกค่าเช่าหอให้นะ แล้วพอหมดเดือนนี้ก็ไปอยู่บ้านเดียวกับแม่ ระหว่างที่ดูแลแม่ แม่จะให้ค่าจ้างด้วย" นภัสวรรณยื่นข้อเสนอ ทำให้เพียงขวัญหูผึ่งขึ้นมาทันที เพราะไม่คิดว่าหญิงวัยกลางคนตรงหน้าจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเธออย่างนี้ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เธอเรียนรู้ว่าทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีคำว่าฟรี
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่" เพียงขวัญปฏิเสธเสียงนิ่มนวล นภัสวรรณยิ้มให้อย่างเอ็นดู
"อย่าคิดมากเลย แม่อยากช่วย อุบัติเหตุมันไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแม้กระทั่งตัวคนทำ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องช่วยๆ ดูแลกันไป เห็นรพีว่าประกันไม่รับผิดชอบด้วยไม่ใช่เหรอ ไหนจะต้องจ่ายค่าซ่อมรถ จ่ายค่าเสียหายแผงขายของในตลาด แล้วยังต้องมาเสียค่าเช่าห้องอีก ค่าใช้จ่ายเยอะแบบนี้ตัวคนเดียวไม่ไหวหรอก" นภัสวรรณพูดขึ้นมา ทำให้เพียงขวัญชะงัก
"แม่รู้ได้ยังไงคะว่าหนูรับผิดชอบค่าใช้จ่ายคนเดียว" เธอย้อนถาม นภัสวรรณยิ้ม
"แม่รู้จักคนในหมู่บ้านที่ลูกอยู่ เขาก็เล่าให้ฟังว่าเพียงขวัญเป็นคนอย่างไร ไม่ต้องเกรงใจแม่นะ แม่จะช่วยเหลือเพียงขวัญเอง"
"ถึงแม่อยากจะช่วย แต่ลูกชายแม่..."
"ช่างเขาสิ เราก็อย่าไปบอกให้เขารู้" นภัสวรรณบอก ยิ่งเห็นสีหน้าเกรงอกเกรงใจของเพียงขวัญด้วยแล้วยิ่งทำให้หล่อนรู้สึกเวทนาไม่น้อย
"ไม่ต้องร้องไห้ มีอะไรให้แม่ช่วยก็บอกนะ" นภัสวรรณปลอบใจ เพียงขวัญปาดน้ำตาออกจากแก้มป้อยๆ
"ขอบคุณมากนะคะ แต่ขอให้หนูได้รับผิดชอบการกระทำของหนูให้ถึงที่สุดก่อนนะคะ ถ้าเมื่อไหร่ที่เพียงไม่ไหว เพียงจะมาขอความช่วยเหลือจากแม่ค่ะ"
เมื่อเพียงขวัญยืนยันมาอย่างนี้ นภัสวรรณก็ไม่รู้ว่าจะต้องเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร ได้แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามความต้องการของเธอ
นภัสวรรณมองเด็กสาวที่กำลังเช็ดตัวให้อย่างเอ็นดู เพียงขวัญเกิดมาเพื่อเป็นนางพยาบาลจริงๆ มือน้อยนุ่มนิ่มกำลังบิดผ้าขนหนูที่ผ่านการชุบน้ำอุ่นแล้วค่อยๆ เช็ดไปตามแผ่นหลัง เธอค่อยๆ ทำอย่างทะนุถนอม ไม่เหมือนนางพยาบาลคนอื่นๆ ที่มักจะทำอย่างส่งๆ เหมือนรีบ ไม่ได้พิถีพิถันเหมือนเธอ หลังจากเช็ดตัวเสร็จแล้ว เพียงขวัญก็สวมชุดผู้ป่วยให้
"เสร็จแล้วค่ะ" เพียงขวัญบอก แม้จะมีสีหน้าอิดโรย แต่เธอยังคงแย้มรอยยิ้มได้ตลอดเวลา
"ขอบใจมากนะ"
"หนูขอตัวไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะคะ ใกล้ถึงเวลาเข้าเวรแล้ว"
"เหนื่อยแย่เลยลูก วันนี้เลิกงานแล้วไม่ต้องมาเฝ้าแม่ก็ได้นะ แม่อยู่คนเดียวได้ หนูจะได้มีเวลาพักผ่อน"
"ไม่เป็นไรค่ะ หนูเต็มใจมาดูแลแม่ค่ะ" เพียงขวัญตอบ เธอเปิดผ้าม่านออก เห็นรพียืนอยู่ก็สะดุ้งสุดตัว
"พี่รพี!"
"จะตกใจอะไรขนาดนั้น ฉันไม่ใช่ผีสักหน่อย" รพีถอนหายใจ เพียงขวัญถอนหายใจเฮือก
"ก็เล่นมายืนเงียบๆ ไม่ให้สุ่มให้เสียงแบบนี้ เป็นใครก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา" นภัสวรรณพูดขึ้น เพียงขวัญปลีกตัวออกมา ฉวยกระเป๋าใส่เสื้อผ้าเดินเข้าไปในห้องน้ำ รพีมองตามจนเพียงขวัญปิดประตู
"จะมองอะไรขนาดนั้น มองจนลูกตาจะทะลุเบ้าออกมาแล้ว" นภัสวรรณถามลูกชาย รพีกระแอมแก้เขิน
"เปล่าสักหน่อย ผมไม่ได้มอง"
"แน่ะ ยังจะมาแก้ตัวอีก"
"เมื่อคืนเป็นยังไงบ้างครับ ยายแว่นนั่นดูแลแม่ดีหรือเปล่า" รพีเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกเพียงขวัญ ซึ่งนภัสวรรณไม่ชอบเอาเสียเลย นิสัยปากเสียของลูกชาย แก้ยังไงก็ไม่หาย ไม่รู้ว่าไปติดใครมา
"ดีมาก"
"จริง?"
"แม่ไม่ได้มีนิสัยโกหกเหมือนคนแถวนี้สักหน่อย" นภัสวรรณว่าเข้าให้ เล่นเอารพีหน้าม้านไปชั่วขณะ
"ผมล่ะเบื่อแม่จริงๆ กินข้าวดีกว่าครับ เช้านี้ผมซื้อน้ำเต้าหูกับปาท่องโก๋มาให้ แล้วก็มีโจ๊กเจ้าอร่อยที่แม่ชอบด้วย" ลูกชายคนเดียวของหล่อนแกะโจ๊กและน้ำเต้าหู้ใส่ชาม นภัสวรรณมองลูกชายแล้วก็ยิ้มออกมา
"จะซื้อมาทำไมเยอะแยะ อาหารของโรงพยาบาลก็มี เปลืองเงินเปล่าๆ"
"ผมรู้ว่าแม่ไม่ชอบอาหารของโรงพยาบาลหรอก กินของผมดีกว่า อร่อยกว่าตั้งเยอะ" รพียกถาดอาหารวางบนโต๊ะ แล้วลากครืดๆ ไปที่เตียง จากนั้นก็ลงมือคนๆ โจ๊กให้เย็นลง แล้วจะป้อนแม่
"ไม่ต้องป้อนแม่หรอก แม่กินเองได้"
"แต่แม่ป่วยอยู่นะ" คนเป็นลูกว่าเข้าให้
"แม่แค่ขาหัก ไม่ได้แขนหักสักหน่อย เราน่ะไปกินของตัวเองเถอะ แล้วนี่ซื้ออะไรมาเผื่อน้องเค้าหรือเปล่า"
"ไม่ได้ซื้อครับ ให้ไปหากินเอง!" ด้วยความหมั่นไส้ที่เพียงขวัญเข้าหาแม่ได้อย่างรวดเร็ว รพีจะพูดน้ำเสียงสะบัดงอน
"ทำไมเป็นคนแบบนี้ ไม่น่ารักเลย" คนเป็นแม่เอ็ดเข้าให้ แต่เจ้าลูกชายตัวดียังคงลอยหน้าลอยตาอยู่อย่างนั้น นภัสวรรณจึงค้อนวงโต เมื่อเพียงขวัญอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ออกมาจากห้องน้ำ
"หนูขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ"
"จะรีบไปไหน กินโจ๊กก่อนสิ ฉันซื้อมาให้" รพีบอกแต่ตายังคงมองที่โจ๊กอีกถุงที่กำลังแกะ นภัสวรรณลอบถอนหายใจ มองคนขี้เก๊กด้วยความหมั่นไส้
"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูค่อยหากินเองก็ได้" เธอรีบปฏิเสธ รพีเริ่มมีท่าทีไม่พอใจเมื่อหญิงสาวกำลังจะขัดใจเขา
"ฉันซื้อมาให้ก็กินๆ ไปเถอะ เรื่องมากอยู่ได้ แล้วถามหน่อยถ้าเธอไม่กินแล้วใครจะกิน ฉันซื้อมาพอดีคน มันก็ต้องเหลือ พอเหลือก็ต้องทิ้ง" รพีบ่นเป็นหมี เพียงขวัญเห็นหน้าตาเอาเรื่องจึงยอมมาร่วมโต๊ะกินมื้อเช้าพร้อมกับรพี
"ทีหลังไม่ต้องนะคะ หนูเกรงใจ"
"เงียบปากไปเถอะน่า หนวกหู!" รพีแหวกขึ้นมาทันควันหลังได้ยินประโยคเกรงใจจากหญิงสาว ทำให้เพียงขวัญต้องหุบปากลงแล้วก้มหน้าก้มตากินโจ๊กจนหมดชาม
รพีปล่อยให้เพียงขวัญนอนหลับพักผ่อน เพราะเธอต้องเหนื่อยหลายอย่าง ไหนจะให้นมลูก ไหนจะพาอุ้มเดินในตอนกลางวัน รพีจึงเสียสละดูแลลูกตอนกลางคืน เธอมีหน้าที่แค่ถลกเสื้อแล้วเอาลูกเข้าเต้าเท่านั้นเองปัจจุบันนี้รพียังคงทำงานสอนหนังสือเหมือนเดิม เพิ่มเติมคืนนอนน้อยลงกว่าแต่ก่อน แต่ละวันนอนติดกันได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมงเท่านั้น เขาคิดอย่างเศร้าๆ เพราะลูกชายเพิ่งจะมานอนยาวไม่กี่วันที่ผ่านมา“เดี๋ยวอีกพักเดียวลูกเราก็โตแล้วค่ะ ถ้าพี่รพียังไม่พร้อม หนูว่าเราควรคุมกำเนิดนะคะ เอาอย่างนี้ไหม หนูจะไปฝังยาคุม...”“ไม่ๆๆๆ ไม่ต้องถึงขนาดนั้น ฉันไม่ได้ไม่พร้อมขนาดนั้น” รพีรีบแทรกก่อนที่ภรรยาจะเสนอไอเดียมากกว่านี้“ก็พี่รพีบอกว่ายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้เราก็ไม่ได้ป้องกัน” เธอเปรยขึ้น พอมดลูกเข้าอู่สามีก็จัดหนักทุกคืน ปากก็บ่นว่าไม่ค่อยมีเวลานอน แต่พอสบโอกาสลูกหลับก็ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทุกวี่ทุกวัน เพียงขวัญชักเริ่มงงกับชายหนุ่มแล้ว“ฉันไม่ได้ไม่พร้อมขนาดนั้น เฮ้อ... อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยดีกว่า เอ้า! เฮ้ย! เจ้าพัฒน์!” รพีวิ่งปราดไปที่ลูกชายตัวแสบ เขากำลังจะคลานลงบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยกอบัวเสียแล้ว รพีวิ่งหน้าต
เพียงขวัญนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ตอนนี้อายุครรภ์เธอย่างเข้า 35 สัปดาห์แล้ว ใกล้คลอดเต็มทน เธอเอามือลูบท้องตัวเองไปมาแล้วเล่นกับลูกชายที่ชอบตื่นกลางดึก แรงเตะถีบทำให้เพียงขวัญยิ้มกว้าง พูดคุยกับลูกชายเล่น“เป็นยังไง ตื่นแล้วเหรอจ๊ะลูก” เธอถามเสียงหวาน รพีเดินออกมากห้องน้ำ ได้ยินเสียงเมียก็อดอมยิ้มไม่ได้ เขาชอบดูเวลาที่เธอเล่นกับลูกในท้อง“เจ้าตัวแสบดิ้นเหรอ”“ค่ะ วันนี้ดิ้นแรงด้วย”“ไหน... มาให้พ่อดูหน่อยสิว่าเป็นยังไง อยู่ในท้องเมื่อยเหรอ โอ้ว... ดูสิ ท้องเธอเขยื้อนเป็นลูกคลื่นเลย เอ... ตรงนี้เข่าหรือข้อศอกกันแน่เนี่ย” รพีเอามือลูกท้องขนาดใหญ่ เพียงขวัญหัวเราะคิก“น่าจะเป็นข้อศอกนะคะ”“อืม... นั่นสินะ ไหนเรามาจุ๊บกันหน่อยเป็นไง ขอเหม่งหน่อย โหม่งมาเลยพ่อจะจุ๊บ” รพีเอาสองมือกุมหน้าท้องแล้วจรดริมฝีปากลงไปยังท้องนูนเด่น เด็กในท้องดิ้นหยุบหยับไปหมด รพีเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่แสนอัศจรรย์เหลือเกินที่เด็กตัวน้อยดิ้นอยู่ในท้องอย่างนี้ รพีนอนหนุนตักเมียแล้วกุมมือเล็กไว้แน่น“เหนื่อยไหมที่ต้องอุ้มท้องแบบนี้” เขาถามหลังจากที่เงียบไปครู่หนึ่ง เพียงขวัญส่ายหน้า“ไม่เลยค่ะ หนูชอบด้วยซ้ำที่ตัวเองตั
เพียงขวัญนั่งดูคลิปวีดิโอผ่านเฟซบุ๊กแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ดีใจเหลือเกิน ในที่สุดเตชินท์กับวิมลรัตน์ก็คืนดีกันได้เสียที แต่เป็นการคืนดีที่มีฟางเส้นสุดท้ายเป็นเดิมพัน หลังจากนี้คงต้องแล้วแต่การกระทำของเตชินท์เท่านั้น หากก้าวพลาดไปสักก้าวเดียว เตชินท์คงหมดโอกาสที่จะดูแลลูกเมีย และคงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอีกเป็นแน่แท้“ดูอะไรอยู่” รพีเดินเข้ามาหาเมียสาว เธอหันมายิ้มให้กับเขา“นั่งดูผลงานของนักการทูตจำเป็นไงคะ พี่รพีทำได้ดีมาก ในที่สุดพี่หมอก็ได้คืนดีกับภรรยา” เธอเอ่ยปากชม รพียิ้มกว้าง หยิกแก้มของเพียงขวัญเล่นอย่างหมั่นเขี้ยว“ไม่ใช่เพราะพี่คนเดียวหรอก สองคนนั้นเขารักกันมาก ทั้งรักและผูกพันมาตั้งแต่ต้น เลยทำให้อะไรๆ ง่ายดายขึ้น ว่าแต่เราเถอะ กินข้าวหรือยัง”“ยังค่ะ รอพี่รพีอยู่”“จะรอทำไม ก็รู้อยู่ว่าพี่กลับค่ำ ไม่หิวหรือไง” รพีมองระอา เธอส่ายหน้าเล็กน้อย“ไม่ค่ะ รู้สึกอิ่มด้วยซ้ำ วันนี้กินผลไม้ไปเยอะมาก”“เธอจะกินแต่ผลไม้อย่างเดียวไม่ต้อง ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลูกเราจะได้แข็งแรง” เขาบ่น เพียงขวัญพยักหน้ารับ“รู้แล้วค่ะ พี่รพีอย่างลืมสิคะว่าหนูเป็นพยาบาลนะ”“ไม่ได้ลืม แต่เธอนั่นแหละชอบลืมท
“คุณทราบใช่ไหมว่าผมเป็นสามีของเพียงขวัญ” รพีถาม ทำเอาวิมลรัตน์ชะงักหยุดใช้ความคิดไปเล็กน้อย“ดิฉันไม่แน่ใจ ช่วงนั้นดิฉันกำลังวุ่นวายกับหลายๆ เรื่อง” เธอตอบแบบไม่หลบสายตา“คงเป็นเรื่องเตรียมหลักฐานฟ้องหย่ากับคุณหมออยู่สินะครับ” เขาเปรย วิมลรัตน์ไม่ตอบ เธอยกน้ำเปล่าขึ้นดื่ม“เข้าเรื่องเถอะค่ะ ฉันมีเวลาไม่มากนัก”“ตอนนี้คุณหมอเตชินท์คิดถึงคุณกับลูกมาก เขาอยากให้ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิม อยากใช้ชีวิตครอบครัวกับคุณและน้องลูกตาล”“หึ! คุณมาพูดกับฉันแบบนี้คงไม่รู้สินะคะว่าเขาทำอะไรกับฉันไว้บ้าง” วิมลรัตน์กระแทกเสียงใส่ รพีแย้มรอยยิ้ม แววตามีแต่ความเห็นอกเห็นใจคู่สนทนา“ผมทราบทุกอย่างครับว่าคุณต้องเผชิญกับความเลวร้ายต่างๆ ที่คุณหมอเตชินท์มอบให้กับคุณ โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของคุณขาด แต่ผมอยากบอกคุณว่าที่เขาทำแบบนั้น เป็นเพราะเขาต้องการแก้แค้นคุณ จริงๆ แล้วเขาไม่ได้รักเพียงขวัญ เขารู้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วว่าเพียงขวัญเป็นของผม และไม่มีวันที่เพียงขวัญจะไปแต่งงานกับเขา แต่ก็อยากจะลองเล่นกับความรู้สึกเพียงขวัญ เขาแค่ปลาบปลื้มชื่นชอบที่เพียงขวัญเป็นเด็กขยัน กตัญญู และรู้สึกเอ็นดูเหมือนน้
“ไม่มีทาง ฉันไม่มีทางเบื่อเธอเป็นอันขาด” รพียืนยัน จับข้อมือทั้งสองข้างของเธอยกขึ้นแล้วถลกกระโปรงชุดนอนออกจากร่าง เธอนอนเปล่าเปลือยตรงหน้าชายหนุ่ม รพีไล่สายตามองด้วยความปรารถนา ท้องนูนเด่นทำให้เขาต้องก้มลงไปจูบปลอบใจเจ้าลูกชายที่อยู่ในท้องให้ไม่ตื่นตระหนกเวลาที่เขากับเธอร่วมรักและส่งเสียงร้องครวญครางกันอย่างดัง รพีจูบหน้าท้องแล้วไล่เรื่อยลงมายังกลีบกายสาว“อะ... อื้อ...”เพียงขวัญขยุ้มกลุ่มผมดกดำของรพี เธอบิดกายกระเส่า ท้องน้อยเสียวมวนไปหมด รพีเร่งปลายลิ้นฉกาจฉกเจ้าดอกไม้งามที่เต็มตื้นไปด้วยน้ำหวานหอมกรุ่นเรื่อยๆ แถมยังสอดนิ้วเข้าหาอีกต่างหาก เพียงขวัญครางไม่หยุดหย่อนจนกระทั่งเสร็จไปหลายรอบ แต่เขายังไม่หยุดเลีย จนเธอต้องกระเถิบกายหนี แต่เขารั้งสะโพกเอาไว้แน่น เรียวขาทั้งสองข้างบีบรัดศีรษะชายหนุ่มเอาไว้ เด้งกายขึ้นจนตัวลอยแผ่นหลังไม่ติดที่นอน“อ่าส์...”เสียงครางผะแผ่วเป็นสัญญาณบอกได้ว่าเธอได้เสร็จอีกครั้งแล้ว รพีผละใบหน้าออก เขาลุกขึ้นเปลื้องผ้าตัวเองแล้วเอาความเป็นชายไปจ่อยังริมฝีปากของหญิงสาว เพียงขวัญกลืนกินตัวตนอันใหญ่โตเข้าไปในปาก ดูดเลียจนต้นขาสั่นสะท้าน รพีเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจ
เพียงขวัญมองคนข้างกายอย่างใช้ความคิด กลับมาคราวนี้เขามีเหตุผลและใจเย็นขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง เพียงขวัญนั่งเงียบๆ จนกระทั่งเขาพาเธอมากินมื้อเย็นที่ร้านโปรดของเธอ รพีอยากให้เธอได้กินอาหารทะเลมากๆ กลับไปเชียงใหม่ก็ไม่ค่อยมีอาหารพวกนี้ให้กินแล้ว ถึงมีก็ไม่อร่อยเท่าชายทะเลแบบนี้“หรือว่ามันคงถึงเวลาแล้วที่หนูควรจะต้องกลับไปอยู่เชียงใหม่” หญิงสาวเปรย รพีหันขวับ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ในใจตื่นเต้นเหลือคณา เขาพยายามหลบซ่อนความดีใจไว้ในอกไม่ให้เธอสังเกตเห็น“เธอคิดว่ายังไงล่ะ”“หนูคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่หนูจะต้องกลับไปเชียงใหม่ กลับไปดูแลครอบครัว กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง” เพียงขวัญตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่รพีต้องการมาก่อนหน้านี้ เขาหันไปลอบยิ้มให้กับตัวเองแล้วหันกลับมาหาเธอด้วยความเป็นห่วง“ตัดสินใจแบบนี้ แน่ใจแล้วใช่ไหม”“ค่ะ” เธอตอบอย่างเด็ดเดี่ยว แววตามั่นคงไม่สับสนเลยแม้แต่น้อย“โอเค ฉันจะโทรไปบอกแม่บัวพรุ่งนี้ แล้วเธอจะเอายังไงกับงานต่อ”“หนูจะต้องเข้าไปคุยกับคุณหมอเบญ คุณหมอให้โอกาสหนูมากมายเหลือเกิน จนหนูรู้สึกติดหนี้บุญคุณหลายเรื่อง หากมีโอกาสหนูคงจะต้องตอบแทนบุญคุณ อ้อ... รวมทั้







