แชร์

บทที่ 2

ผู้เขียน: เจ้าเหมียวนำโชค
วันต่อมา ผมได้รับปลอกแขนตรวจวัดสัญญาณชีพที่ศูนย์สุสานส่งมาให้

พวกเขาบอกผมว่า ปลอกแขนอันนี้จะระบุตำแหน่งโดยอัตโนมัติภายในสองชั่วโมงหลังจากที่ผมตาย แล้วจะมีคนมาจัดการเก็บศพให้ผม

ดีจริง ๆ

จู่ๆ ผมก็นึกถึงวันนั้นเมื่อหกปีก่อนขึ้นมา

มันเป็นวันงานเลี้ยงหมั้นของผมกับอวี๋เฉี่ยน

อวี๋เฉี่ยนบอกว่าจะมอบเซอร์ไพรส์ชิ้นหนึ่งให้แก่ผม

ผมอยู่ในงานด้วยความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและตั้งตารอ

กระทั่งพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ถึงได้มีสายจากเบอร์แปลกโทรเข้ามา

ปลายสายบอกว่ารถยนต์ที่พวกเขานั่งร่วงตกหน้าผา รถพังยับเยินและคนเสียชีวิต ทั้งหมดที่ค้นเจอมีเพียงแหวนวงหนึ่งที่สลักอักษร smc เอาไว้

ผมทรุดลงกับพื้นตรงนั้น โลกทั้งใบพังทลายลงในพริบตา

แม่ของผมร้องไห้ฟูมฟายราวกับฟ้าดินจะถล่ม ก่อนเอ่ยปากตวาดด่าทออย่างเกรี้ยวกราด

"ทั้งหมดเป็นเพราะแก แกเป็นคนทำร้ายพวกเขาจนตาย เพราะต้องการเตรียมเซอร์ไพรส์ให้แกแท้ๆ พวกเขาถึงต้องมาตายแบบนี้"

แขกทุกคนในงานต่างชี้ไม้ชี้มือ ซุบซิบนินทาผม

วันนั้นฝนตกหนักเหลือเกิน หนักเสียจนเปียกปอนไปทั้งชีวิตของผม

ทว่าในตอนนี้ พวกเขากลับบอกผมว่า น้ำตาและความโศกเศร้าทั้งหมด เป็นเพียงละครที่เล่นให้ผมดูคนเดียว

มิน่าล่ะ ทั้งที่ซ่งฉีตายไปแล้ว แต่ที่บ้านก็มักจะทำอาหารรสจัดที่เขาชอบอยู่เสมอ

มิน่าล่ะ หลายปีมานี้แม่ไม่เคยไปกราบไหว้หลุมศพเลยสักครั้งเดียว

···

ช่างเถอะ มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

เงินทั้งหมดที่เหลือติดตัวอยู่ ผมได้จ่ายให้ศูนย์สุสานไปจนหมดแล้ว

ผมทำได้เพียงอาศัยอยู่ที่นี่ วาดภาพชิ้นสุดท้ายให้เสร็จ แล้วจากไป

ผมไม่กลัวความตายเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับรู้สึกโล่งใจเสียด้วยซ้ำ

เช้าตรู่วันถัดมา ผมเตรียมตัวจะออกไปข้างนอก

แต่ซ่งฉีกลับเอ่ยปากรั้งไว้

"พี่ครับ ผมกับเฉี่ยนเฉี่ยนอยากกินโจ๊กฝีมือพี่น่ะ พี่น่ะดูแลคนเก่งที่สุดมาตั้งแต่เด็กแล้วนี่นา"

เขาโอบกอดอวี๋เฉี่ยนเอาไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความท้าทาย

ราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อวาน

อวี๋เฉี่ยนซบลงตรงอกของเขา ก่อนหันมามองผม

"อาฉีอยากกิน นายก็ไปต้มให้หน่อยสิ ฉันกำลังท้องกำลังไส้ ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่"

แม่ของผมก็พยักหน้าตาม น้ำเสียงพูดจาราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา

"ไปสิ ต้มให้มันเปื่อยๆ หน่อยล่ะ อย่าใส่แต่น้ำตาลนะ อาฉีไม่ชอบกินหวาน แต่ก่อนแกดูแลคนเก่งที่สุด เรื่องแค่นี้คงไม่เกินความสามารถแกหรอก"

ผมยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ขยับเขยื้อน

ซ่งฉีดูมีท่าทีอึดอัดเล็กน้อย ก่อนพูดอย่างลุกลี้ลุกลน

"พี่ยังโกรธผมอยู่เหรอครับ? ผมรู้ว่าเป็นความผิดของผมเอง ผมไม่ควรไปคบกับเฉี่ยนเฉี่ยน แต่ว่าผมรักเธอจริงๆ นะ…ถ้าพี่ไม่อยากต้ม ผมไม่กินก็แค่นั้นแหละ อย่าฝืนใจเลยครับ"

เขาพูดไปถอนหายใจเบาๆไปแสดงท่าทางเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายต้องยอมอดทนรับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง

สีหน้าของอวี๋เฉี่ยนเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงขึ้นมาทันที สายตาที่มองมาที่ผมมีความไม่พอใจเพิ่มขึ้น"ซ่งหมิงโจว ก็แค่โจ๊กชามเดียว นายถึงขั้นต้องมาชักสีหน้าใส่เลยเหรอ? อาฉีอายุน้อยกว่านาย นายยอมอ่อนข้อให้เขาหน่อยไม่ได้หรือไง?"

พ่อของผมเองก็วางหนังสือพิมพ์ลง ขมวดคิ้วตวาดเสียงดัง

"บอกให้ทำก็ทำไปสิ จะมัวรีรออืดอาดทำไมกัน? คนครอบครัวเดียวกัน จะมานั่งหยุมหยิมคิดเล็กคิดน้อยทำไม!"

คนครอบครัวเดียวกัน

คำเหล่านี้ช่างระคายหูเหลือเกิน

ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายตากวาดมองใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าทั้งสี่ใบนี้

ราวกับกำลังดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวผมเลย

ผมเป็นแค่คนนอก

"ตกลงครับ ผมจะไปต้มให้"

ผมหันหลังเดินเข้าห้องครัวไป

โจ๊กชามนี้ ขอมอบให้เพื่อถือเป็นการทดแทนค่าน้ำนมและบุญคุณที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาก็แล้วกัน

ซ่งฉีกินไปกินมาจู่ๆ ก็พุ่งตัวเข้าห้องน้ำ อ้วกออกมาจนหน้ามืดตามัว

ผมยืนอึ้งไป

ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปล้อม เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงเล็กน้อย

"ไม่เป็นไรครับ ไม่เกี่ยวกับพี่หรอก น่าจะเป็นเพราะร่างกายของผมอ่อนแอเอง"

ทว่ายิ่งเขาทำตัวแบบนี้ ทุกคนก็ยิ่งพากันปักใจเชื่อว่าเป็นความผิดของผม

อวี๋เฉี่ยนขมวดคิ้วมองผม น้ำเสียงแฝงไปด้วยความผิดหวัง

"หมิงโจว เมื่อก่อนนายไม่ได้เป็นคนแบบนี้นี่นา"

"ทำไมนายถึงกลายเป็นคนใจคออำมหิตได้ขนาดนี้ แม้กระทั่งน้องชายแท้ๆ ของตัวเองก็ยังไม่เว้น"

ผมก้มมองตุ่มน้ำพองบนหลังมือ แต่หัวใจกลับเจ็บยิ่งกว่าแผลนั้น

พ่อของผมโกรธจนตัวสั่น "เอาตัวมันไปขังไว้ ขังไว้ในห้องเก็บของ ให้มันไปสำนึกซะบ้าง ตระกูลซ่งของฉันเลี้ยงดูคนแบบนี้ออกมาได้ยังไงกัน!"

แม่ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาขัดขวาง ทำเพียงหันหน้าหนีแล้วถอนหายใจ "แกก็ไปทบทวนดูให้ดีๆ เถอะ อย่าคอยแต่จะคิดดึงดันอีก"

อวี๋เฉี่ยนมีท่าทีลังเลอยู่ชั่วครู่ ทว่าสุดท้ายก็ยอมร่วมมือกับพ่อผลักผมเข้าไปในห้องเก็บของอยู่ดี

เสียงประตูห้องเก็บของปิดลงดัง "ปัง" พร้อมกับถูกล๊อคกุญแจจากด้านนอกจนแน่นหนา

ไม่มีใครยอมรับฟังคำอธิบายของผมเลยสักคน

ภายในพื้นที่ที่ทั้งแคบและมืดมิด ช่างดูอบอ้าวและเต็มไปด้วยอากาศที่อุดอู้

หนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนเต็มๆ โดยไม่มีทั้งน้ำและอาหารตกถึงท้อง

โรคเก่าของผมกำเริบขึ้นมาอย่างรุนแรง อาการเจ็บแปลบแล่นเข้าสู่กลางอก ทรมานจนต้องลงไปนอนดิ้นกับพื้น

ผมขดตัวอยู่บนพื้น เหงื่อเย็นชุ่มไปทั้งเสื้อผ้า สติค่อย ๆ เลือนรางลง

ผมรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ยกมือขึ้นเคาะประตูครั้งแล้วครั้งเล่า

"เปิดประตูที…ผมเจ็บเหลือเกิน…"

"อวี๋เฉี่ยน…แม่…ผมอยากกินยา…"

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ระฆังยามเย็นมิอาจมองเห็นจันทร์เหนือสายน้ำ   บทที่ 9

    วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ค่าใช้จ่ายของซ่งฉีก็ยิ่งนับวันจะยิ่งบานปลายเขาเอาแต่รักความสนุกสบาย ใช้เงินมือเติบสุรุ่ยสุร่ายเงินเก็บทั้งชีวิตของพ่อซ่งและแม่ซ่ง ถูกเขาผลาญจนหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็วทว่าเขาก็ยังคงไม่รู้จักพอ เมื่อมองดูบ้านหลังนี้ที่ตั้งอยู่ในทำเลค่อนข้างดี ในหัวก็พลันผุดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาเขาแอบขโมยบัตรประชาชนและโฉนดที่ดินของพ่อซ่งแม่ซ่งไป โดยปิดบังไม่ให้ใครรู้ ก่อนจะนำบ้านไปจำนองกู้เงินกับธนาคารมาได้ก้อนโตเขาเอาเงินทั้งหมดนั้นไปเที่ยวเตร่ผลาญเล่น เข้าออกแต่สถานที่หรูหราราคาแพง ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยสุขสบายจนกระทั่งมีหนังสือทวงหนี้จากธนาคารส่งมาถึงบ้าน พ่อซ่งและแม่ซ่งถึงเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ ทั้งสองคนสติแตกในพริบตาพวกเขาทั้งโกรธทั้งแค้นซ่งฉี "ซ่งฉี แกมันบ้าไปแล้ว! แกกล้าดียังไงถึงเอาบ้านไปจำนอง!" พ่อซ่งโกรธจนตัวสั่น ยกมือจะตบเขา แต่กลับถูกซ่งฉีผลักกระเด็น ซ่งฉีไม่คิดจะเสแสร้งอีกต่อไป สีหน้าเต็มไปด้วยความรำคาญ “ก็แค่บ้านหลังเดียวเอง จะโวยวายอะไรกันนักหนา? ผมใช้เงินหน่อยแล้วเป็นอะไร? ตอนนี้บ้านนี้ก็เหลือผมเป็นลูกแค่คนเดียว เงินพวกนี้เดิมทีก็ต้องเป็นของผม

  • ระฆังยามเย็นมิอาจมองเห็นจันทร์เหนือสายน้ำ   บทที่ 8

    อวี๋เฉี่ยนนำหลักฐานทั้งหมดกลับไปยังบ้านตระกูลซ่ง เธอตั้งใจจะลองเชิงซ่งฉี เมื่อซ่งฉีเห็นอวี๋เฉี่ยนกลับมา ก็รีบปรี่เข้าไปหาหวังจะสวมกอดเธอ แต่กลับโดนอวี๋เฉี่ยนสะบัดออกอย่างแรง"อย่ามาจับฉัน"น้ำเสียงของอวี๋เฉี่ยนเย็นเยียบเข้ากระดูก สายตาไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ทำเอาซ่งฉีหน้าถอดสีจนซีดเผือดด้วยความตกใจเมื่อแม่ของซ่งเห็นเช่นนั้น ก็รีบเข้ามาพูด “อวี๋เฉี่ยน เป็นอะไรไป? อาฉีเองก็เสียใจเหมือนกัน อย่าดุเขาขนาดนี้เลย” "เสียใจงั้นเหรอ?"อวี๋เฉี่ยนหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ก่อนจะขว้างหลักฐานในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง "เขามีสิทธิ์อะไรมาเสียใจ? เรื่องราวทั้งหมดนี้ เขาเป็นคนวางแผนสร้างขึ้นมาเองกับมือ!"เธอเอ่ยปากเล่าความจริงในปีนั้นออกมาทีละคำทีละประโยค พร้อมทั้งกางหลักฐานทั้งหมดแผ่หลาต่อหน้าพ่อซ่งและแม่ซ่งพ่อซ่งและแม่ซ่งจ้องมองหลักฐานตรงหน้าจนสมองตื้อไปหมด พากันหันไปมองซ่งฉีด้วยความเหลือเชื่อ"อาฉี นี่…นี่เป็นเรื่องจริงเหรอ?"เสียงของแม่ซ่งสั่นเครือ เธอไม่อยากเชื่อว่าลูกชายคนเล็กที่เธอรักมาตลอด จะเป็นคนเจ้าเล่ห์และร้ายกาจถึงเพียงนี้ ใบหน้าของซ่งฉีซีดขาวในพริบตา เขาแสร้งต่

  • ระฆังยามเย็นมิอาจมองเห็นจันทร์เหนือสายน้ำ   บทที่ 7

    อวี๋เฉี่ยนเดินทางไปยังสุสานฉางชิงก่อนเป็นที่แรก และได้พบกับร่างอันเย็นเยียบไร้วิญญาณของซ่งหมิงโจวเธอมองดูเขานอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น โดยไม่มีวันที่จะส่งยิ้มให้เธอได้อีกต่อไปแล้วเธอคุกเข่าลงต่อหน้าป้ายหลุมศพ ร้องไห้ฟูมฟายราวกับเด็กคนหนึ่ง ก่อนเอ่ยคำว่าขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่ากลับไม่ได้รับเสียงตอบรับใดๆ กลับมาอีกเลยเจ้าหน้าที่ของสุสานได้นำสิ่งของที่ซ่งหมิงโจวทิ้งไว้มามอบให้แก่เธอ มันคือสมุดรวมภาพวาดเล่มหนึ่ง และไดอารี่อีกหนึ่งเล่มภายในสมุดรวมภาพ มีแต่ผลงานที่เขาวาดขึ้นตลอดหลายปีมานี้ มีทั้งบ้านในวัยเด็ก และมีภาพของเธอในวัยเยาว์ภาพวาดเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเงาร่างที่โดดเดี่ยว ใช้โทนสีที่หม่นหมอง มืดมน และแฝงไปด้วยความโศกเศร้าสลดใจจางๆผลงานภาพวาดชิ้นสุดท้าย ก็คือผลงานชิ้นที่เขาส่งไปจัดแสดงในนิทรรศการมันเป็นภาพของสุสานอันรกร้างว่างเปล่า มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ด้านหลังไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ภาพนี้มีชื่อว่า "ทางกลับบ้าน"ที่แท้ เขามองสุสานแห่งนี้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของตัวเองมาตั้งนานแล้ว ส่วนไดอารี่เล่มนั้น ได้บันทึกเรื่องราวในใจทั้งหมดของเขา นับตั้งแต่เรื่องงานเลี้ยงหมั้นเมื่อ

  • ระฆังยามเย็นมิอาจมองเห็นจันทร์เหนือสายน้ำ   บทที่ 6

    ที่แท้เมื่อคืนนี้หลังจากที่พวกเขาพากันไปส่งซ่งฉีที่โรงพยาบาลแล้วกลับมาไม่เจอซ่งหมิงโจว ไม่ใช่เพราะเขาเดินหนีไปเองแต่เป็นเพราะเขาถูกคนของศูนย์สุสานมาเก็บศพไปแล้วต่างหากแม่ซ่งเป็นคนแรกที่สติแตก นั่งพังพาบอยู่กับพื้น พร้อมพึมพำซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้…ทำไมถึงจากไปจริงๆ…หมิงโจว หมิงโจวของแม่…"จริงอยู่ที่เธอไม่ได้ชอบซ่งหมิงโจวเท่าไหร่นัก แต่เธอก็ไม่ได้อยากให้เขาต้องมาตายแบบนี้นะเธอมักจะคิดเสมอว่าซ่งหมิงโจวเป็นคนอดทน ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความอยุติธรรมหรือความน่าน้อยใจขนาดไหน เขาก็สามารถเก็บกดและทนมันไว้เงียบๆ ได้เด็กที่เรียกร้องเก่งมักจะได้รับความสนใจด้วยเหตุนี้เธอจึงเลือกปฏิบัติและทำดีกับซ่งฉีมากกว่าพ่อซ่งเองก็ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ หนังสือพิมพ์ในมือร่วงหล่นลงพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาเขาคอยเอาแต่คิดว่าซ่งหมิงโจวเป็นเด็กไม่รู้จักความมาตลอดไม่ว่าเมื่อไร ตัวเขาเองก็มักจะเข้าข้างลูกชายคนเล็กอย่างไม่มีเงื่อนไขทว่าจนกระทั่งวินาทีนี้ ในตอนที่ได้เห็นภาพถ่ายอันเย็นเยียบนั้นเขาถึงเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า ตั้งแต่เล็กจนโตซ่งหมิงโจวไม่เคยคิดจะแย่งชิงอ

  • ระฆังยามเย็นมิอาจมองเห็นจันทร์เหนือสายน้ำ   บทที่ 5

    "หมิงโจว""ไม่นะ"ผมได้ยินเสียงของพวกเขา เป็นครั้งแรกที่เสียงเหล่านั้นแฝงไปด้วยความตื่นตระหนกเพราะตัวผมในวินาทีที่ร่างร่วงหล่นลงไป ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็แทรกซึมไปทั่วทั้งร่าง เลือดจำนวนมากไหลทะลักออกจากร่างของผม ย้อมแปลงดอกไม้จนแดงฉาน ครั้งนี้ พวกคุณจะยอมเชื่อผมขึ้นมาบ้างสักเล็กน้อยไหมนะสายฝนกระหน่ำเทลงมา ชะล้างทั้งเลือดและน้ำตาของผมไปจนหมดตัวเย็นเหลือเกิน เจ็บเหลือเกิน ผมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า"ผมเหนื่อยแล้ว…"ผมค่อย ๆ หลับตาลง และไม่ลืมตาขึ้นมาอีกเลย เที่ยงวันถัดมา คนในบ้านก็ยังคงตามหาซ่งหมิงโจวไม่พบเขาตกลงมาจากชั้นบน ตัวคนหายวับไปแบบนี้แสดงว่าต้องยังไม่ตายแน่ๆคงจะเดินหนีไปเองแม่ซ่งคิดในใจว่ารอให้ซ่งหมิงโจวกลับมาเมื่อไหร่ จะต้องตักเตือนสั่งสอนเขาให้หนักๆ เสียหน่อยกล้าดียังไงถึงคิดจะประชดด้วยการโดดตึกก็โดดอวี๋เฉี่ยนขมวดคิ้ว เอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิดใจเล็กน้อย "หมิงโจวหนีไปมุดหัวอยู่ที่ไหนนะ ยังจะรู้จักประชดประชันไม่ยอมกลับบ้านอีก"แม่ของผมบ่นพึมพำ "รอให้เขากลับมาค่อยสั่งสอนเขาให้ดีๆ อย่าเอาแต่ใจตัวเองอีก"ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ก็ดังข

  • ระฆังยามเย็นมิอาจมองเห็นจันทร์เหนือสายน้ำ   บทที่ 4

    บ่ายวันนั้น ผมกำลังเก็บผ้าอยู่ที่ระเบียง ซ่งฉีเดินเข้ามาใกล้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้าย"พี่ครับ พี่นี่มันหน้าหนาจริงๆ เลยนะ ทุกคนเขาเกลียดพี่กันขนาดนี้แล้ว พี่ยังจะทนอยู่ต่อได้อีกเหรอ?"ผมไม่ได้สนใจเขา ทว่าในจังหวะที่เตรียมจะเดินหนี เขากลับคว้าจับมือผมไว้แน่น แล้วยื่นหน้าเข้ามาแนบชิดใบหูพึมพำกระซิบราวกับปีศาจ"พี่คงยังไม่รู้สินะ จริงๆ แล้วหลายปีมานี้อวี๋เฉี่ยนไม่เคยลืมพี่ได้เลยสักครั้ง ในโทรศัพท์มือถือของเธอมีแต่รูปถ่ายคู่ของพวกพี่เต็มไปหมดเลยล่ะ"หัวใจของผมสั่นไหวด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะได้ยินเขาพูดต่อ "ผมเกลียดพี่เหลือเกิน พี่ครับ งั้นพี่ก็ไปตายซะเถอะนะ"จู่ ๆ ซ่งฉีก็ออกแรงกระชากผมไปทางด้านนอกอย่างแรง! ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่า ตัวเขาเองก็ยืนทรงตัวไม่อยู่เช่นกันพวกเราทั้งสองคนล้มพับลงไปพร้อมๆ กันร่างของผมเสียการทรงตัว ครึ่งตัวห้อยออกไปนอกระเบียง ลมหนาวหวีดหวิว ใต้เท้าไร้ที่เหยียบ เพียงขยับอีกนิดเดียว ร่างของผมก็คงตกลงแหลกเป็นชิ้น ๆ ซ่งฉีเริ่มลนลาน ก่อนร้องตะโกนด้วยใบหน้าหวาดกลัว "ช่วยด้วย! พี่จะผลักผมตกตึก!"คนที่อยู่ในห้องรับแขกพากันวิ่งหน้าตั้งราวกับคนบ้าพุ่งต

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status