Masukวันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ค่าใช้จ่ายของซ่งฉีก็ยิ่งนับวันจะยิ่งบานปลายเขาเอาแต่รักความสนุกสบาย ใช้เงินมือเติบสุรุ่ยสุร่ายเงินเก็บทั้งชีวิตของพ่อซ่งและแม่ซ่ง ถูกเขาผลาญจนหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็วทว่าเขาก็ยังคงไม่รู้จักพอ เมื่อมองดูบ้านหลังนี้ที่ตั้งอยู่ในทำเลค่อนข้างดี ในหัวก็พลันผุดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาเขาแอบขโมยบัตรประชาชนและโฉนดที่ดินของพ่อซ่งแม่ซ่งไป โดยปิดบังไม่ให้ใครรู้ ก่อนจะนำบ้านไปจำนองกู้เงินกับธนาคารมาได้ก้อนโตเขาเอาเงินทั้งหมดนั้นไปเที่ยวเตร่ผลาญเล่น เข้าออกแต่สถานที่หรูหราราคาแพง ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยสุขสบายจนกระทั่งมีหนังสือทวงหนี้จากธนาคารส่งมาถึงบ้าน พ่อซ่งและแม่ซ่งถึงเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ ทั้งสองคนสติแตกในพริบตาพวกเขาทั้งโกรธทั้งแค้นซ่งฉี "ซ่งฉี แกมันบ้าไปแล้ว! แกกล้าดียังไงถึงเอาบ้านไปจำนอง!" พ่อซ่งโกรธจนตัวสั่น ยกมือจะตบเขา แต่กลับถูกซ่งฉีผลักกระเด็น ซ่งฉีไม่คิดจะเสแสร้งอีกต่อไป สีหน้าเต็มไปด้วยความรำคาญ “ก็แค่บ้านหลังเดียวเอง จะโวยวายอะไรกันนักหนา? ผมใช้เงินหน่อยแล้วเป็นอะไร? ตอนนี้บ้านนี้ก็เหลือผมเป็นลูกแค่คนเดียว เงินพวกนี้เดิมทีก็ต้องเป็นของผม
อวี๋เฉี่ยนนำหลักฐานทั้งหมดกลับไปยังบ้านตระกูลซ่ง เธอตั้งใจจะลองเชิงซ่งฉี เมื่อซ่งฉีเห็นอวี๋เฉี่ยนกลับมา ก็รีบปรี่เข้าไปหาหวังจะสวมกอดเธอ แต่กลับโดนอวี๋เฉี่ยนสะบัดออกอย่างแรง"อย่ามาจับฉัน"น้ำเสียงของอวี๋เฉี่ยนเย็นเยียบเข้ากระดูก สายตาไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ทำเอาซ่งฉีหน้าถอดสีจนซีดเผือดด้วยความตกใจเมื่อแม่ของซ่งเห็นเช่นนั้น ก็รีบเข้ามาพูด “อวี๋เฉี่ยน เป็นอะไรไป? อาฉีเองก็เสียใจเหมือนกัน อย่าดุเขาขนาดนี้เลย” "เสียใจงั้นเหรอ?"อวี๋เฉี่ยนหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ก่อนจะขว้างหลักฐานในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง "เขามีสิทธิ์อะไรมาเสียใจ? เรื่องราวทั้งหมดนี้ เขาเป็นคนวางแผนสร้างขึ้นมาเองกับมือ!"เธอเอ่ยปากเล่าความจริงในปีนั้นออกมาทีละคำทีละประโยค พร้อมทั้งกางหลักฐานทั้งหมดแผ่หลาต่อหน้าพ่อซ่งและแม่ซ่งพ่อซ่งและแม่ซ่งจ้องมองหลักฐานตรงหน้าจนสมองตื้อไปหมด พากันหันไปมองซ่งฉีด้วยความเหลือเชื่อ"อาฉี นี่…นี่เป็นเรื่องจริงเหรอ?"เสียงของแม่ซ่งสั่นเครือ เธอไม่อยากเชื่อว่าลูกชายคนเล็กที่เธอรักมาตลอด จะเป็นคนเจ้าเล่ห์และร้ายกาจถึงเพียงนี้ ใบหน้าของซ่งฉีซีดขาวในพริบตา เขาแสร้งต่
อวี๋เฉี่ยนเดินทางไปยังสุสานฉางชิงก่อนเป็นที่แรก และได้พบกับร่างอันเย็นเยียบไร้วิญญาณของซ่งหมิงโจวเธอมองดูเขานอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น โดยไม่มีวันที่จะส่งยิ้มให้เธอได้อีกต่อไปแล้วเธอคุกเข่าลงต่อหน้าป้ายหลุมศพ ร้องไห้ฟูมฟายราวกับเด็กคนหนึ่ง ก่อนเอ่ยคำว่าขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่ากลับไม่ได้รับเสียงตอบรับใดๆ กลับมาอีกเลยเจ้าหน้าที่ของสุสานได้นำสิ่งของที่ซ่งหมิงโจวทิ้งไว้มามอบให้แก่เธอ มันคือสมุดรวมภาพวาดเล่มหนึ่ง และไดอารี่อีกหนึ่งเล่มภายในสมุดรวมภาพ มีแต่ผลงานที่เขาวาดขึ้นตลอดหลายปีมานี้ มีทั้งบ้านในวัยเด็ก และมีภาพของเธอในวัยเยาว์ภาพวาดเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเงาร่างที่โดดเดี่ยว ใช้โทนสีที่หม่นหมอง มืดมน และแฝงไปด้วยความโศกเศร้าสลดใจจางๆผลงานภาพวาดชิ้นสุดท้าย ก็คือผลงานชิ้นที่เขาส่งไปจัดแสดงในนิทรรศการมันเป็นภาพของสุสานอันรกร้างว่างเปล่า มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ด้านหลังไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ภาพนี้มีชื่อว่า "ทางกลับบ้าน"ที่แท้ เขามองสุสานแห่งนี้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของตัวเองมาตั้งนานแล้ว ส่วนไดอารี่เล่มนั้น ได้บันทึกเรื่องราวในใจทั้งหมดของเขา นับตั้งแต่เรื่องงานเลี้ยงหมั้นเมื่อ
ที่แท้เมื่อคืนนี้หลังจากที่พวกเขาพากันไปส่งซ่งฉีที่โรงพยาบาลแล้วกลับมาไม่เจอซ่งหมิงโจว ไม่ใช่เพราะเขาเดินหนีไปเองแต่เป็นเพราะเขาถูกคนของศูนย์สุสานมาเก็บศพไปแล้วต่างหากแม่ซ่งเป็นคนแรกที่สติแตก นั่งพังพาบอยู่กับพื้น พร้อมพึมพำซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้…ทำไมถึงจากไปจริงๆ…หมิงโจว หมิงโจวของแม่…"จริงอยู่ที่เธอไม่ได้ชอบซ่งหมิงโจวเท่าไหร่นัก แต่เธอก็ไม่ได้อยากให้เขาต้องมาตายแบบนี้นะเธอมักจะคิดเสมอว่าซ่งหมิงโจวเป็นคนอดทน ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความอยุติธรรมหรือความน่าน้อยใจขนาดไหน เขาก็สามารถเก็บกดและทนมันไว้เงียบๆ ได้เด็กที่เรียกร้องเก่งมักจะได้รับความสนใจด้วยเหตุนี้เธอจึงเลือกปฏิบัติและทำดีกับซ่งฉีมากกว่าพ่อซ่งเองก็ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ หนังสือพิมพ์ในมือร่วงหล่นลงพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาเขาคอยเอาแต่คิดว่าซ่งหมิงโจวเป็นเด็กไม่รู้จักความมาตลอดไม่ว่าเมื่อไร ตัวเขาเองก็มักจะเข้าข้างลูกชายคนเล็กอย่างไม่มีเงื่อนไขทว่าจนกระทั่งวินาทีนี้ ในตอนที่ได้เห็นภาพถ่ายอันเย็นเยียบนั้นเขาถึงเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า ตั้งแต่เล็กจนโตซ่งหมิงโจวไม่เคยคิดจะแย่งชิงอ
"หมิงโจว""ไม่นะ"ผมได้ยินเสียงของพวกเขา เป็นครั้งแรกที่เสียงเหล่านั้นแฝงไปด้วยความตื่นตระหนกเพราะตัวผมในวินาทีที่ร่างร่วงหล่นลงไป ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็แทรกซึมไปทั่วทั้งร่าง เลือดจำนวนมากไหลทะลักออกจากร่างของผม ย้อมแปลงดอกไม้จนแดงฉาน ครั้งนี้ พวกคุณจะยอมเชื่อผมขึ้นมาบ้างสักเล็กน้อยไหมนะสายฝนกระหน่ำเทลงมา ชะล้างทั้งเลือดและน้ำตาของผมไปจนหมดตัวเย็นเหลือเกิน เจ็บเหลือเกิน ผมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า"ผมเหนื่อยแล้ว…"ผมค่อย ๆ หลับตาลง และไม่ลืมตาขึ้นมาอีกเลย เที่ยงวันถัดมา คนในบ้านก็ยังคงตามหาซ่งหมิงโจวไม่พบเขาตกลงมาจากชั้นบน ตัวคนหายวับไปแบบนี้แสดงว่าต้องยังไม่ตายแน่ๆคงจะเดินหนีไปเองแม่ซ่งคิดในใจว่ารอให้ซ่งหมิงโจวกลับมาเมื่อไหร่ จะต้องตักเตือนสั่งสอนเขาให้หนักๆ เสียหน่อยกล้าดียังไงถึงคิดจะประชดด้วยการโดดตึกก็โดดอวี๋เฉี่ยนขมวดคิ้ว เอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิดใจเล็กน้อย "หมิงโจวหนีไปมุดหัวอยู่ที่ไหนนะ ยังจะรู้จักประชดประชันไม่ยอมกลับบ้านอีก"แม่ของผมบ่นพึมพำ "รอให้เขากลับมาค่อยสั่งสอนเขาให้ดีๆ อย่าเอาแต่ใจตัวเองอีก"ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ก็ดังข
บ่ายวันนั้น ผมกำลังเก็บผ้าอยู่ที่ระเบียง ซ่งฉีเดินเข้ามาใกล้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้าย"พี่ครับ พี่นี่มันหน้าหนาจริงๆ เลยนะ ทุกคนเขาเกลียดพี่กันขนาดนี้แล้ว พี่ยังจะทนอยู่ต่อได้อีกเหรอ?"ผมไม่ได้สนใจเขา ทว่าในจังหวะที่เตรียมจะเดินหนี เขากลับคว้าจับมือผมไว้แน่น แล้วยื่นหน้าเข้ามาแนบชิดใบหูพึมพำกระซิบราวกับปีศาจ"พี่คงยังไม่รู้สินะ จริงๆ แล้วหลายปีมานี้อวี๋เฉี่ยนไม่เคยลืมพี่ได้เลยสักครั้ง ในโทรศัพท์มือถือของเธอมีแต่รูปถ่ายคู่ของพวกพี่เต็มไปหมดเลยล่ะ"หัวใจของผมสั่นไหวด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะได้ยินเขาพูดต่อ "ผมเกลียดพี่เหลือเกิน พี่ครับ งั้นพี่ก็ไปตายซะเถอะนะ"จู่ ๆ ซ่งฉีก็ออกแรงกระชากผมไปทางด้านนอกอย่างแรง! ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่า ตัวเขาเองก็ยืนทรงตัวไม่อยู่เช่นกันพวกเราทั้งสองคนล้มพับลงไปพร้อมๆ กันร่างของผมเสียการทรงตัว ครึ่งตัวห้อยออกไปนอกระเบียง ลมหนาวหวีดหวิว ใต้เท้าไร้ที่เหยียบ เพียงขยับอีกนิดเดียว ร่างของผมก็คงตกลงแหลกเป็นชิ้น ๆ ซ่งฉีเริ่มลนลาน ก่อนร้องตะโกนด้วยใบหน้าหวาดกลัว "ช่วยด้วย! พี่จะผลักผมตกตึก!"คนที่อยู่ในห้องรับแขกพากันวิ่งหน้าตั้งราวกับคนบ้าพุ่งต







