LOGINตอนที่เลือกคณะเรียนต่อ ทุกคนต่างก็รุมล้อมพูดคุยอยู่กับน้องสาวฝาแฝด พี่ชายชี้ไปที่รหัสสถาบันในบรรทัดแรก “ก็ต้องยื่นชิงต๋าอยู่แล้ว มาเป็นรุ่นน้องมหา'ลัยเดียวกับพี่ เดี๋ยวพี่ชายคนนี้ดูแลเราเอง” เพื่อนสมัยเด็กดันโบรชัวร์ของเป่ยต้าไปตรงหน้าน้องสาว “อย่าไปบ้าจี้ตามพี่ชายเธอเลย เราไปเข้าเป่ยต้าด้วยกันดีกว่า จะได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันต่ออีกตั้งสี่ปี” พ่อกับแม่หัวเราะร่าพร้อมกับเออออตามน้ำ “ไปเรียนเมืองหลวงก็ดีนะลูก มีคนคอยดูแล พ่อกับแม่จะได้หมดห่วง” ผ่านไปตั้งนาน กว่าพวกเขาจะนึกขึ้นได้ว่าฉันเองก็เพิ่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จเหมือนกัน “ซิงซิง แกเรียนไม่ค่อยเก่ง สมัครมหา'ลัยอะไรก็ได้ในปักกิ่งส่งๆ ไปก็พอ” พี่ชายพูดแทรกขึ้นมาโดยที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “ใช่ ถึงตอนนั้นทั้งสี่คนก็จะได้อยู่ในเมืองเดียวกัน สะดวกนัดเจอกันตอนเสาร์อาทิตย์ด้วยไง” เพื่อนสมัยเด็กบ่นฉันอย่างติดเป็นนิสัย “เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็จะหมดเขตยื่นใบสมัครแล้ว เธอก็อย่ามัวแต่ทำตัวสะเพร่าลืมโน่นลืมนี่อีกล่ะ” ฉันกำคู่มือการสมัครเรียนต่อในมือแน่นขึ้นทีละนิด
View Moreเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สี่ปีให้หลังบนบอร์ดประกาศรายชื่อนักศึกษาที่ได้รับโควตาเรียนต่อปริญญาโทของมหาวิทยาลัยหนานเฉิง ชื่อของฉันปรากฏหราเป็นอันดับหนึ่งของคณะเคมีตลอดสามปีที่เรียนปริญญาโท ฉันกวาดรางวัลที่สามารถคว้ามาได้ของมหาวิทยาลัยมาจนหมดเกลี้ยงแถมยังได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยระดับ SCI ในฐานะผู้แต่งชื่อแรกถึงสามฉบับ และได้เข้าร่วมทำโปรเจกต์สำคัญระดับชาติกับอาจารย์ที่ปรึกษาอีกด้วยฉันไม่ใช่ลูกเป็ดขี้เหร่ที่ต้องหดหัวอยู่ในห้องเก็บของ และทำได้แค่กินเนื้อแตงโมติดเปลือกเพื่อขอเศษเสี้ยวความสนใจจากพ่อแม่อีกต่อไปแล้วฉันสยายปีกที่แข็งแกร่ง บินข้ามน้ำข้ามทะเล จนค้นพบท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ที่เป็นของตัวเองรายได้จากงานพาร์ตไทม์ในตอนนี้ มากพอที่จะจ่ายทั้งค่าเทอมและค่าครองชีพทั้งหมดของฉันได้สบายๆแถมยังเหลือพอให้ฉันไปกินอาหารทะเลมื้อหรูริมชายหาดได้เป็นครั้งคราวด้วยฉันเปลี่ยนมือถือเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด และซื้อกระโปรงสวยๆ มาใส่ตั้งหลายตัวฉันใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีความสุขกว่าสิบแปดปีที่อยู่ในบ้านตระกูลเสิ่นรวมกันเป็นหมื่นเท่าพวกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวและเพื่อนฝูงก่อนหน้านี้ ก็เคยแวะเวียนมาหาฉ
ฉันทำหูทวนลม ย่อตัวลงนั่งยองๆ แล้วเก็บส้มบนพื้นใส่กลับลงไปในถุงทีละลูกจากนั้น ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองเขา“เห็นใจเรื่องอะไร? ฉันเป็นลูกสาวที่แสนดีมาตั้งสิบแปดปี ตอนนี้ก็แค่เลือกมหา'ลัยที่ตัวเองชอบ มันผิดตรงไหนไม่ทราบ?”เสิ่นหวยอันถูกฉันตอกกลับจนเถียงไม่ออก เขาชี้หน้าฉันด้วยความโกรธจัดที่ถูกหักหน้า“แกมันเห็นแก่ตัว! เลือดเย็น! ฉันรู้อยู่แล้วเชียว ว่าตั้งแต่เล็กจนโตแกมันเป็นพวกน่ารังเกียจ ตอนนี้ยิ่งทำตัวกำเริบเสิบสานเข้าไปใหญ่!”“จาวจาวเครียดเรื่องของแก จนไม่มีอารมณ์เตรียมตัวเปิดเทอมที่ชิงต๋าแล้ว แกยังจะมีความสุขลงอีกเหรอ!”“นั่นมันก็เรื่องของเธอ”ฉันหิ้วถุงผลไม้ เดินขึ้นตึกไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง“อ้อ คราวหน้าถ้ามากระชากของฉันอีก ฉันแจ้งความแน่”เสิ่นหวยอันแผดเสียงคำรามลั่นอยู่ข้างหลัง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่กล้าตามขึ้นมาอยู่ดีคนที่สาม คือลู่กวานหลานในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มีฝนตกปรอยๆฉันเดินกางร่มออกมาจากห้องสมุด แต่กลับเห็นใครคนหนึ่งยืนตากฝนอยู่ลู่กวานหลานเปียกปอนไปทั้งตัว เส้นผมยุ่งเหยิงลู่แนบไปกับหน้าผากดวงตาคู่นั้นที่เคยทำให้ฉันใจเต้นแรง บัดนี้แดงก่ำ และกำลังจ้องมองมาที
คนที่ตามหาฉันเจอเป็นคนแรกก็คือพ่อเขาไปขอตารางเรียนของฉันมาจากอาจารย์ที่ปรึกษาคณะทันทีที่กริ่งเลิกเรียนดังขึ้น ฉันเดินออกจากห้องเรียน ก็เห็นพ่อยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดินแล้วไม่ได้เจอกันแค่สองเดือน เขาดูแก่ลงไปตั้งสิบปีผมหงอกขาวไปครึ่งหัว แผ่นหลังก็ไม่ได้ตั้งตรงสง่าผ่าเผยเหมือนเมื่อก่อนวินาทีที่เห็นฉัน ขอบตาของเขาก็แดงก่ำ รีบสาวเท้าเข้ามาหา หวังจะคว้ามือฉันเอาไว้“ฝานซิง! ในที่สุดพ่อก็ตามหาลูกจนเจอ!”ฉันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เบี่ยงตัวหลบสัมผัสของเขา“พ่อมาทำไม?”ท่าทางของพ่อชะงักค้างอยู่กลางอากาศ บนใบหน้าฝืนปั้นรอยยิ้มเอาใจ“ฝานซิง กลับบ้านกับพ่อเถอะนะลูก”“แม่เขาร้องไห้อยู่บ้านทุกวันจนตาแทบจะบอดอยู่แล้ว”“จาวจาวก็เอาแต่เหม่อลอยไม่มีสติ ที่บ้านตอนนี้วุ่นวายเละเทะไปหมดแล้ว”ฉันจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนูด้วยล่ะ?“ทำไมลูกถึงพูดจาแบบนี้ล่ะ!”พ่อเริ่มร้อนรน เสียงดังขึ้นมาทันที“นั่นมันบ้านของลูกนะ! ลูก…ลูกรีบหนีออกมา ทะเบียนบ้านก็ไม่ได้หยิบติดมือมาด้วย ยังไงก็ต้องกลับไปเอาไม่ใช่เหรอ?”ฉันแค่นยิ้ม“หนูไม่จำเป็นต้องใช้หรอก พ่อเก็บไว้ให้เสิ่นจาวหยวนใ
รถไฟขบวนสีเขียวโยกเยกสั่นคลอนมุ่งหน้าลงสู่ทางใต้ที่ราบทางตอนเหนือ นอกหน้าต่างค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเนินเขาที่ทอดยาวและพื้นที่สีเขียวชอุ่มฉันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แข็งๆ มองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่พุ่งทะยานผ่านไป สัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนราวกับได้ดึงหนามที่ทิ่มแทงอยู่ในใจมาตลอดสิบแปดปีออกไปถึงแม้จะมีเลือดไหลออกมานิดหน่อย แต่ในที่สุดมันก็จะไม่กลัดหนองอักเสบอีกต่อไปแล้วเดือนสิงหาคมในหนานเฉิง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายชื้นๆ ของลมทะเลตอนที่ฉันลากกระเป๋าสัมภาระเดินออกจากสถานีรถไฟ รุ่นพี่ที่รับผิดชอบต้อนรับนักศึกษาใหม่ก็มารออยู่ก่อนแล้ว“น้องครับ เป็นเด็กปีหนึ่งหรือเปล่า? อยู่คณะอะไรครับ?”รุ่นพี่เดินเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น“คณะเคมีค่ะ”“ว้าว คณะของเด็กหัวกะทินี่นา! มาเลย รถของมหา'ลัยจอดอยู่ทางนี้ครับ!”เพราะเดินทางมาถึงมหา'ลัยล่วงหน้าครึ่งเดือน ฉันก็เลยทำเรื่องขอเข้าพักก่อนกำหนดได้สำเร็จห้องพักแบบสี่คน เตียงชั้นบนติดหน้าต่างรูมเมตคนอื่นๆ ยังไม่มีใครมา ในหอพักที่ว่างเปล่ามีเพียงเสียงลมพัดผ่านระเบียงเข้ามาเท่านั้นฉันใช้เวลาทั้งช่วงบ่ายเก็บกวาดหอพัก





