LOGINแสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดผ่านเข้ามา ลู่ชิงหรูก้มหน้าก้มตาพลิกหน้าหนังสือสำหรับฝึกหัดเขียนอักษรเริ่มต้น ขณะนั่งอยู่กับลู่เทียนหรงที่มุมหนึ่งของห้องอ่านหนังสือนอกหอสมุดเมืองเฟิ่งเซียง
กระดาษหยาบ ๆ ที่เต็มไปด้วยเส้นกำกับและตัวอักษรต้นแบบพู่กันนั้นทำให้นางนิ่วหน้าคราแล้วคราเล่า
“เส้นนี้ให้เขียนตาม แต่เส้นข้าง ๆ...ลากจากไหนไปก่อน?”
นางพึมพำเบา ๆ สายตาจับจ้องแต่ไร้ความเข้าใจอย่างแท้จริง
‘ดูเหมือนความรู้พื้นฐานของร่างนี้ที่ทำให้เจ้าอ่านออกเขียนได้จะไม่ลึกพอให้เจ้าสอนคนอื่นได้นะ’
เสียงหยางอิ๋นดังขึ้นในหัว น้ำเสียงกึ่งขำกึ่งเห็นใจ แต่นางว่าคงเป็นอย่างแรกมากกว่า
‘ข้ารู้ตัวเองหน่า เฮ้อ’
ลู่ชิงหรูตอบกลับระบบอย่างไม่สบอารมณ์ คิ้วขมวดน้อย ๆ มือจับพู่กันในมือแน่นสุดท้ายก็คลายออกอย่างปลงและยอมแพ้เสียแล้ว
เทียนหรงน้อยนั่งอยู่ข้าง ๆ มาตลอด ใบหน้าขาวสะอาดจ้องภาพวาดแผนผังเมืองบนหน้ากระดาษอย่างจดจ่อตั้งแต่ที่ชิงหรูบอกให้เขาดูภาพในหนังสือเล่มหนึ่งเพราะนางงง ๆ นั่นแหละ
หนังสือเล่มใหญ่ที่นางหยิบมาให้นั้นเต็มไปด้วยภาพสีจาง ๆ แสดงถึงสะพาน ตลาด และเรือสำเภาเทียบท่าของเมืองเฟิ่งเซียน
“อาหรง เจ้าดูรู้เรื่องหรือ?”
เด็กชายพยักหน้าเบา ๆ แล้วชี้นิ้วเล็ก ๆ ไปยังภาพวาดเรือลำหนึ่ง เสียงอู้อี้ดังขึ้นอย่างตื่นตาไม่ใช่ง่วงหงามหาวนอนอย่างที่ควรจะเป็น
“เรือ...มีเสา...สูง ที่เพิ่ง เห็น”
ลู่ชิงหรูหัวเราะเบา ๆ พลางลูบผมน้องชายอย่างอ่อนโยน
“อืม ใช่แล้ว เรือขนสินค้าจากเมืองมาแลกเปลี่ยน”
ลู่ชิงหรูปิดหนังสือตรงหน้าในที่สุด นางถอนใจพลางหลุบตามองหนังสือสอนเขียนตรงหน้าอีกครั้ง ความรู้สึกขุ่นมัวแล่นขึ้นมาในใจ ไม่ใช่เพราะน้องชายไม่ตั้งใจ แต่เพราะตนไม่อาจถ่ายทอดให้เข้าใจได้ อาจต้องหาใครสักคนที่ชำนาญมาสอนเสียแล้ว
“อาหรง ถึงเวลากลับบ้านแล้วไปกัน”
เด็กชายพยักหน้าตกลงแม้จะเสียดายก็ตาม วางหนังสือภาพลงแล้วมองตามอย่างอาลัย ลู่ชิงหรูจัดเก็บของใส่ห่อผ้าอย่างเรียบร้อยก่อนลุกขึ้นยืนจูงมือน้อยๆให้เดินตามมาในที่สุด
พวกนางมาถึงท่าเรือสัญจรข้ามฟากที่ฝั่งวัดเยวี่ยอวิ๋น คนรอเรือกลับเมืองมีอยู่ไม่มากนัก เพียงสามสี่กลุ่มกระจายกันนั่งเงียบ ๆ บนเก้าอี้ไม้เรียงริมฝั่ง หนึ่งในนั้นคือบุรุษหนุ่มผู้ใจดีที่ช่วยชี้ทางให้นางในหอสมุดเมื่อครู่
เมื่อเขาเห็นลู่ชิงหรูกับลู่เทียนหรงก็ยิ้มพลางก้าวเข้ามาใกล้ทันที
“แม่นางได้อ่านหนังสือที่ต้องการหรือไม่?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแฝงความเป็นมิตร
ลู่ชิงหรูพยักหน้าพลางตอบเรียบ “ได้อยู่ แต่ก็ติดปัญหาอยู่บ้าง...”
“เช่นนั้นหรือ เอ่อ..” เขาหันไปมองเด็กชายตัวเล็กที่ยืนเงียบอยู่ข้างพี่สาว “เด็กน้อยผู้นี้ดูน่าเอ็นดูนัก อายุเท่าไรแล้วหรือ?”
“เจ็ดขวบเจ้าค่ะ”
ลู่ชิงหรูเอื้อมมือลูบศีรษะน้องเบา ๆ ลู่เทียนหรงขยับยิ้มให้เขาอย่างไม่คุ้นชินแต่ก็ไม่ออกห่างเพราะรู้สึกถูกชะตากับเขาเช่นกัน
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นท่าทีห่างเหินนั่น ก่อนจะถามอย่างสุภาพอย่างใจกล้าในที่สุด
“ข้าขอทราบนามของแม่นางได้หรือไม่?”
ลู่ชิงหรูนิ่งคิดเล็กน้อย “ชิงหรู ส่วนนี่คือเทียนหรง สกุลลู่...เอ่อ แล้วท่านเล่า?”
“เซียวหลิงชวน” เขาตอบพร้อมยิ้ม
แน่นอนว่าสกุลเซียวนี้ นางเองมีหรือจะไม่รู้ว่าในเมืองเฟิ่งเซียนนี้มีอยู่สกุลเดียว นั่นคือสกุลของท่านเจ้าเมืองนั่นเอง
“ใช่อย่างที่แม่นางลู่คิด ข้าเป็นบุตรชายของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง”
ลู่ชิงหรูกะพริบตาน้อย ๆ มองเขาใหม่อย่างครุ่นคิด ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยความสัตย์ตรงตามนิสัยของนาง
“อา ช่างน่าประหลาดนัก ข้านึกว่าบุตรชายของเจ้าเมืองน่าจะ...ถือตัวมากกว่านี้เสียอีก”
เซียวหลิงชวนเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำพูดซื่อตรงนั่นเล็กน้อย แล้วก็หลุดหัวเราะออกมา
“ช่างเป็นคนเถรตรงเสียจริง ทว่าข้ากลับชอบไม่น้อย คนที่กล้าเอ่ยความในใจโดยไม่เสแสร้ง ย่อมหาได้ไม่ง่ายนัก...ยินดียิ่งที่ได้รู้จักแม่นางลู่”
ลู่ชิงหรูไม่ได้ตอบกลับ เพียงแต่หลบสายตาเขาเล็กน้อย พลางก้มลงจัดชายเสื้อของน้องชายอย่างรับคำชมไม่ถูก
และแล้วเรือข้ามฟากก็มาถึง คนพายตะโกนเรียกให้ผู้โดยสารขึ้นเรือ ลู่ชิงหรูกับน้องชายเดินขึ้นไปก่อน นางจูงมือน้องอย่างมั่นคง เล็งหาที่นั่งบริเวณท้ายเรือที่มองเห็นทัศนียภาพโดยรอบได้ชัดเจน
แต่สิ่งที่เตะตานางคือกลุ่มบุรุษสามสี่คนรูปร่างกำยำที่นั่งอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเรือ คนกลุ่มนี้นางสังเกตเห็นตั้งแต่ก่อนขึ้นเรือแล้ว พวกเขาน่าจะโดยสารมาจากฝั่งเมืองแต่กลับไม่ลงเมื่อถึงฝั่งวัด ทั้งยังไม่มีท่าทีจะไปไหว้พระหรือเข้าเมือง นางขมวดคิ้วบาง ๆ อย่างไม่วางใจ
เหตุใดถึงอีกฝั่งแล้วไม่ลงเล่า ?
นางคิดพลางเหลือบมองเซียวหลิงชวนที่ขึ้นแล้วไปนั่งด้านหน้าเรือ กำลังคุยกับคนพายเรืออย่างคนอัธยาศัยดี
พวกกลุ่มบุรุษร่างกำลังเริ่มขยับตัว คล้ายกำลังหาตำแหน่ง ยืนหันหลังให้กราบเรือบ้าง แสร้งมองน้ำบ้าง แต่เมื่อเผลอ มุมหางตาก็พุ่งตรงไปยัง...เซียวหลิงชวนบ้าง
‘กลิ่นไม่ดีแน่... เจ้าคิดแบบข้าใช่ไหม’
หยางอิ๋นถามในหัว น้ำเสียงเริ่มจริงจังขึ้นอย่างที่ชิงหรูนั้นก็เข้าใจเรื่องเดียวกัน
‘น่าจะรอให้เรือแล่นไปกลางทะเลแล้วค่อยลงมือกระมัง หากพวกเขาลงมือก็ยากจะมีใครช่วยได้ไม่ว่าจะคนจากชายฝั่งไหน’
‘ข้าไม่อยากเห็นเลือดนะ เหตุใดต้องมีเรื่องเข้าหาด้วย’
‘เจ้าก็หุบปากไว้ก่อนเถิด ข้าจะไม่ใช้มีดหั่นอาหารเช่นเจ้า หากไม่จำเป็นจริง ๆ’
นางจับมือน้องชายแน่นขึ้น ลมหายใจนิ่งสงบ ใจคำนวณทุกความเป็นไปได้ หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงดังคาด นางต้องพาน้องชายหนีอย่างไรให้ปลอดภัย
นางโน้มตัวลงกระซิบข้างหูลู่เทียนหรงเสียงเบา
“หรงเอ๋อร์ หากพี่บอกให้เจ้าทำอันใดต้องทำตามอย่างไม่มีข้อแม้ เข้าใจไหม?”
“อ้อ...เข้าใจ”
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้จะไม่เข้าใจเหตุผล แต่เขาก็เชื่อฟังพี่สาวที่สุด
...และเมื่อเรือแล่นถึงช่วงกลางทะเลตามคาด เสียงตะโกนห้าวหาญก็ดังขึ้น
“หยุดอยู่กับที่! ใครขยับ ข้าจะปาดคอให้หมดทุกคน!”
บทที่ 64ขนมเป็นเหตุตำหนักชิงหลงเงียบงันเช่นทุกคราแต่ที่ต่างออกไปคงกลิ่นหอมของผลไม้จาง ๆ ที่ลอยโชยเข้ามาพร้อมเสียงฝีเท้าขันทีที่ก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวังกล่องไม้เนื้อดีผูกเชือกอย่างดีถูกวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์ เฉินกงกงขยับเข้าใกล้ เอ่ยรายงานเสียงเบา“เป็นขนมมาจากตำหนักเฉินหลงพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรองทรงรับสั่งให้ส่งมาถวายพระองค์… พร้อมอีกส่วนหนึ่งส่งไปตำหนักของฮองเฮา”ฉู่เหวินซีไม่เอ่ยถามใด ดวงตาสีนิลจับอยู่ที่กล่องนั้นนิ่ง ๆ ไม่ใช่เพราะสนใจขนมที่ใครส่งมาแต่เป็นเพราะกลิ่นที่ลอยโชยออกมามันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดต่างหาก เขายื่นมือไปคลายเชือกไหมช้า ๆ ฝาเปิดออก กลิ่นหอมละมุนของผลไม้สุกก็ลอยแตะปลายจมูกทันทีปลายนิ้วของเขาชะงักทันใด ขนมหน้าตาเช่นนี้ ประหลาดแต่เขาเคยเห็นมาก่อน เพียงแต่ต่างออกไปแค่น้ำราดข้างบนเท่านั้น แต่แก่นแท้ดูแล้วไม่ต่างออกไปจากสิ่งที่เขาคิดแน่นอนว่าขนมตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ไหนจะทำได้!“เตรียมเสื้อคลุม”เฉินกงกงสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายทันใด “พระองค์จะเสด็จออกไปยามนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”คำถามไม่ได้รับคำตอบ ฉู่เหวินซีเพียงก้าวออกจากตำหนักชิงหลงด้วยจังหวะการเดินไม่ช้าแต่ก็ไม่เร็วให้ใค
บทที่ 63ให้ส่งไปของตำหนักของพี่ใหญ่ด้วยลู่ชิงหรูก้าวเข้าสู่ครัวของตำหนักองค์ชายรอง สถานที่ซึ่งแม้เรียกว่าครัว แต่กลับกว้างขวางสะอาดสะอ้านจนนึกว่าเป็นห้องรับรองชั้นดีอีกห้องหนึ่ง เครื่องครัวเรียงรายครบถ้วนจนน่าอิจฉา กระเบื้องเคลือบพื้นหินเย็นจับฝ่าเท้าอาฮวาเดินตามหลังมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อครู่ก็เพียงช่วยจัดเตรียมผ้ากันเปื้อนให้นางพ่อครัวหลวงสามคนที่ประจำครัวต่างจ้องนางด้วยสีหน้าสงบแต่มีคำถามในแววตา พวกเขาอาจไม่กล้าแสดงออกชัดเจน แต่ดูจากกิริยาก็รู้ว่ารู้สึกเหมือนโดนล้ำเขตอาชีพชิงหรูมองไปรอบห้อง ก่อนจะแสร้งยิ้มอย่างครุ่นคิด“ข้าจะทำขนมโดยใช้ลูกพลับสุกที่ต้องคัดเฉพาะจากต้นลูกโตเปลือกบาง สีแดงเข้ม มีไหมเจ้าคะ? และสาลี่น้ำผึ้งรสหวาน แต่ขอที่ผิวนุ่มเล็กน้อยนะเจ้าคะ...อ้อ ถ้ามีผลไม้เปรี้ยวหวานอย่างอื่นด้วยก็จะดีมาก”พ่อครัวใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ของพวกนี้มิได้เตรียมไว้ครบขอรับ ต้องไปเลือกที่คลัง”“เช่นนั้นก็ขอรบกวนท่านช่วยดูให้หน่อยเถิดเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหรูกล่าวพร้อมรอยยิ้มจริงใจและท่าทีนอบน้อมพ่อครัวหลวงทั้งสามสบตากันก่อนจะพยักหน้าอย่างมิอาจปฏิเสธ แล้วรีบออกไปทันทีเมื่อประตูครัวปิดลง ควา
บทที่ 62สะพานเชื่อมไปยังอำนาจหลายวันก่อน มีนางกำนัลของตำหนักเฉินหลงมามอบจดหมายถึงมือของบ่าวชิงหรู บอกว่าองค์ชายรองมีความประสงค์ให้นางไปพบที่พระตำหนัก มิได้ระบุเหตุผลชัดเจนอาฮวาเองก็อดถามขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ…วันนี้ท่านจะไปวังจริงหรือเจ้าคะ? หากฮูหยินรองไม่ยินดี…”“ฮวา” ลู่ชิงหรูเอ่ยเรียบ ๆ ดวงตาฉายแววเยียบเย็น “ข้าก็ไม่อาจขัดพระประสงค์ขององค์ชายรองได้เช่นกัน เจ้าคิดว่าระหว่างคำสั่งเวินซื่อกับองค์ชายในวัง…ข้าควรเลือกฟังผู้ใด?”อาฮวาก้มหน้า “บ่าวไม่กล้าคิดเพคะ”“เพียงแต่…” ลู่ชิงหรูวางเสียงราบเรียบ “ข้าคิดว่าวันนี้นางคงไม่ปล่อยให้ข้าไปเพียงลำพัง เสวี่ยเอ๋อร์…คงจะตามไปด้วยแน่นอน”คำคาดการณ์นั้นแม่นยิ่งกว่าคำทำนายใดเมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว ชิงหรูออกมายืนรอหน้าจวนเพียงครู่ รถม้าประดับตราเฉินหลงขององค์ชายรองก็มาหยุดอยู่หน้าประตูอย่างเด่นตระหง่าน บ่าวข้างจวนและชาวบ้านละแวกนั้นต่างแอบมามุงดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลนัก บ้างก็ซุบซิบ บ้างก็แย้มยิ้มแต่เงี่ยหูรอคอยและไม่นานนัก เวินซื่อก็ค่อย ๆ พยุงเสวี่ยเอ๋อร์ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายกวางชมดอกเหมย ออกมาหน้าจวนอย่างถนุถนอม ราวกับกลัวบุตรสาว
บทที่ 61นางมีนัดกับองค์ชายรองยามค่ำคืนในตำหนักชิงหลงสงบเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงสายลมพัดกิ่งไผ่กระทบกันเบา ๆ เงาไฟจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนเคลื่อนไหวอยู่บนผนังหินสีดำ พระพักตร์ขององค์ชายใหญ่แลดูไร้อารมณ์ ขณะถอดเสื้อนอกออกอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีนิลของเขากลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคุณหนูจากสกุลลู่…หญิงสาวที่ปรากฏตัวแทนยังสถานที่นัดในวันนี้...ไม่ใช่นางคนนั้นภาพของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายที่เคยก้มหน้าก้มตารอเขากินอาหารตอนเขาพักอยู่ที่เมืองเฟิ่งเซียนยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ สีหน้าระรื่นหยาดเยิ้มของคุณหนูจากสกุลลู่ในวันนี้ขัดแย้งกับความสุขุมลึกของแววตาของนางยังแจ่มชัดในสายตาเขาเขาเอื้อมมือหยิบกล่องขนมที่ถูกส่งมาจากจวนลู่ซึ่งยังวางอยู่บนโต๊ะ เปิดฝาแล้วจ้องมองขนมถั่วสลักรูปเหยี่ยวบน รูปร่างและลายเส้น...เหมือนป้ายหยกของเขาไม่มีผิดเพี้ยน“แล้วนางรู้ได้อย่างไร...” เสียงต่ำของเขาดังขึ้นแผ่วเบาในห้องเงียบงันไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะรู้ตราประจำตัวของเขาในฐานะผู้นำองค์กรเงาในเมืองเฟิ่งเซียน นอกจากผู้เคยอยู่ใกล้ชิดเขาตอนอยู่เมืองเฟิ่งเซียนแล้วจะมีใครไหนรู้อีกเล่าเขาหรี่ตา แววตาเย็นเยียบ“เฉินอัน” เขาเอ่ยเร
บทที่ 60เจ้าติดหนี้ข้าหนึ่งครั้งเมื่อบทสนทนาในห้องทำงานจบลง ลู่ชิงหรูก็ค้อมกายขอตัวออกมาอย่างนอบน้อม นางเดินออกจากห้องไปโดยมีอาฮวาเดินตามเงียบ ๆฝีเท้าของนางช้ากว่าปกติเพราะรออะไรบางอย่างอยู่‘เจ้าวางเหยื่อล่อ กระตุกความรู้สึกคนได้ชำนาญนัก’ดวงตานิ่งราบของลู่ชิงหรูกะพริบช้ายิ้มรับคำชมของหยางอิ๋นแล้วแล้วในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยงออกจากเขตของเรือนหลักแล้วนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลัง“คุณหนูลู่”ลู่ชิงหรูหยุดฝีเท้าก่อนหันกลับมาอย่างเชื่องช้าฉู่เหวินซานยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าสงบ สายตาทอดมองมาอย่างเรียบเรื่อย แต่ในแววตากลับเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่“องค์ชายรองมีเรื่องอันใดให้หม่อมฉันรับใช้หรือเพคะ?”“ข้ามาเยี่ยมจวนคราวนี้ยังไม่ได้ชมเหล่าดอกท้อที่กำลังบานเลย พาข้าเดินชมสวนหน่อยสิ”เขาเอ่ยเหมือนพูดเรื่องธรรมดาทั้งที่ในยุคนี้พบปะของบุรุษสตรีพบไม่บ่อยนักลู่ชิงหรูยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะย่อคำนับ “หม่อมฉันยินดีเพคะ”เมื่อหันไปส่งสัญญาณให้อาฮวา อาฮวาก็เข้าใจถอยห่างไปพร้อมบ่าวคนอื่น ทิ้งให้ทั้งสองเดินเคียงกันในสวนที่ยังไม่เห็นดอกไม้บานสะพรั่งอย่างที่อีกคนเอ่ยอ้างก่อนหน้าสักนิดเดินเงียบมาพ
บทที่ 59คะแนนความพอใจหลักร้อยมาอีกแล้วสายตาของฉู่เหวินซานจับจ้องอยู่ที่ชิงหรูอย่างไม่ปิดบัง...ไม่ใช่เพราะเครื่องแต่งกาย ไม่ใช่เพราะความงามเหนือกว่าสตรีใดที่เขาเคยเจอ แต่เพราะบางอย่างในดวงตานิ่งลึกคู่นั้นที่ดูคล้าย...ไม่ยินดียินร้ายต่อการมีอยู่ของเขาเท่าที่ควรต่างหากใต้เท้าลู่กระแอมเบา ๆ ขัดบุตรสาวที่เขาเองก็เพิ่งใกล้ชิดคราแรกอย่างพยายามแสดงออกว่าไม่ได้ห่างเหินกันต่อหน้าคนนอก แม้จะประหลาดใจว่าเหตุใดบุตรสาวคนโตถึงมาหาเขาในวันที่มีแขกพอดีแต่ก็ต้องรับสถานการณ์ตรงหน้าก่อนจึงปัดความสงสัยทิ้งไปชั่วคราวก่อน“ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว นั่งลงก่อน เจ้านำขนมอะไรมาด้วยหรือ?”ลู่ชิงหรูยิ้มรับอย่างยินดีก่อนพยักหน้าเบา ๆ ให้ฮวาวางขนมในถาดลงบนโต๊ะที่คั่นระหว่างบุรุษในห้องทั้งสองก่อนสีไข่น่าจะนุ่มส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอทันใด“ข้าเพิ่งลองทำขนมสูตรใหม่เจ้าค่ะ ...คิดว่าอยากให้ท่านพ่อได้ลองชิม...”“ไม่รู้ว่าเจ้าก็ทำขนมเป็นด้วย มันคือขนมอันใดเหตุข้าไม่เคยเห็นมาก่อน...”ลู่ไห่เทียนเลื่อนขนมจานหนึ่งให้ไปอยู่ตรงหน้าของผู้มีศักดิ์สูงกว่า ก่อนจะเงยหน้าถามบุตรสาวของตน“เป็นขนมเนื้อนุ่มรสเกาลัดเจ้าค่ะ”“กลิ่นหอมอีกท
บทที่ 30พวกเขาทั้งสองต่างไม่มีทางถอยทั้งคู่เช่นนั้น ชิงหรูก็ตัดสินใจได้แล้ว! นางถอนหายใจยาวเหยียดในใจ ‘หากเขาหลับเจ้าว่า ข้าจะแอบถีบเขาให้ตกเตียงสักหน่อยดีไหม’หยางอิ๋นรีบเอ่ยเสียงรีบร้อนห้ามทันใด “นายท่านโปรดคิดถึงฟังก์ชันครัวยุโรป วัตถุดิบจากทั่วหล้า... โอ้... เบคอน...ชีส...เจ้าไม่มีหนทางอื่นที
บทที่ 28ใช้เล่ห์มาก็ใช้กลับลู่ชิงหรูกอดเข่าบนกองฟางอันเย็นชื้นหลังพิงกำแพงหินเย็นเฉียบ แสงตะเกียงด้านนอกส่องผ่านซี่ลูกกรงเป็นเงาทอดยาวบนพื้น นางไม่ได้หลับตลอดคืน ไม่ได้ใช่เพราะหวาดหวั่นใดใดนางนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงคนที่บ้านว่าจะเป็นห่วงนางแค่ไหนต่างหาก ตอนนี้น่าจะขึ้นเช้าวันใหม่แล้วหากพวกเขาพบว
บทที่ 27นักฆ่าเดนตายเสียงฝีเท้าหนักแน่นสะท้อนผ่านความเงียบสงัดของคุกใต้ดินในยามค่ำคืน ลู่ชิงหรูที่นั่งสงบนิ่งอยู่ภายในห้องขังลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาคมดั่งมีดปลายแหลมเหลือบไปยังประตูเหล็กที่เปิดออกพร้อมร่างสูงของพ่อบ้านเฉินปิ่งย่างกรายเข้ามาแสงตะเกียงในมือเขาสาดผ่านบานเหล็กเผยให้เห็นแววตาที่เคยมั่นค
บทที่ 26นางถูกจับไปขังในคุกใต้ดิน“แม่นางลู่ ขออภัยที่ต้องรบกวนยามวิกาลเช่นนี้ ข้าจำต้องให้คนไปเชิญเจ้า เพราะข้าอยากรบกวนให้เจ้าช่วยทำอาหาร...สำหรับผู้ป่วยหน่อย”ลู่ชิงหรูได้ฟังคำขอ พอจะเดาได้ทันที...คุณชายหยวนป่วยอย่างนั้นหรือ? เมื่อบ่ายจึงไม่ได้ให้นางมาทำงานนางเพียงคิดเงียบ ๆ แต่ไม่ได้เอ่ยถามอ







