LOGINแสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดผ่านเข้ามา ลู่ชิงหรูก้มหน้าก้มตาพลิกหน้าหนังสือสำหรับฝึกหัดเขียนอักษรเริ่มต้น ขณะนั่งอยู่กับลู่เทียนหรงที่มุมหนึ่งของห้องอ่านหนังสือนอกหอสมุดเมืองเฟิ่งเซียง
กระดาษหยาบ ๆ ที่เต็มไปด้วยเส้นกำกับและตัวอักษรต้นแบบพู่กันนั้นทำให้นางนิ่วหน้าคราแล้วคราเล่า
“เส้นนี้ให้เขียนตาม แต่เส้นข้าง ๆ...ลากจากไหนไปก่อน?”
นางพึมพำเบา ๆ สายตาจับจ้องแต่ไร้ความเข้าใจอย่างแท้จริง
‘ดูเหมือนความรู้พื้นฐานของร่างนี้ที่ทำให้เจ้าอ่านออกเขียนได้จะไม่ลึกพอให้เจ้าสอนคนอื่นได้นะ’
เสียงหยางอิ๋นดังขึ้นในหัว น้ำเสียงกึ่งขำกึ่งเห็นใจ แต่นางว่าคงเป็นอย่างแรกมากกว่า
‘ข้ารู้ตัวเองหน่า เฮ้อ’
ลู่ชิงหรูตอบกลับระบบอย่างไม่สบอารมณ์ คิ้วขมวดน้อย ๆ มือจับพู่กันในมือแน่นสุดท้ายก็คลายออกอย่างปลงและยอมแพ้เสียแล้ว
เทียนหรงน้อยนั่งอยู่ข้าง ๆ มาตลอด ใบหน้าขาวสะอาดจ้องภาพวาดแผนผังเมืองบนหน้ากระดาษอย่างจดจ่อตั้งแต่ที่ชิงหรูบอกให้เขาดูภาพในหนังสือเล่มหนึ่งเพราะนางงง ๆ นั่นแหละ
หนังสือเล่มใหญ่ที่นางหยิบมาให้นั้นเต็มไปด้วยภาพสีจาง ๆ แสดงถึงสะพาน ตลาด และเรือสำเภาเทียบท่าของเมืองเฟิ่งเซียน
“อาหรง เจ้าดูรู้เรื่องหรือ?”
เด็กชายพยักหน้าเบา ๆ แล้วชี้นิ้วเล็ก ๆ ไปยังภาพวาดเรือลำหนึ่ง เสียงอู้อี้ดังขึ้นอย่างตื่นตาไม่ใช่ง่วงหงามหาวนอนอย่างที่ควรจะเป็น
“เรือ...มีเสา...สูง ที่เพิ่ง เห็น”
ลู่ชิงหรูหัวเราะเบา ๆ พลางลูบผมน้องชายอย่างอ่อนโยน
“อืม ใช่แล้ว เรือขนสินค้าจากเมืองมาแลกเปลี่ยน”
ลู่ชิงหรูปิดหนังสือตรงหน้าในที่สุด นางถอนใจพลางหลุบตามองหนังสือสอนเขียนตรงหน้าอีกครั้ง ความรู้สึกขุ่นมัวแล่นขึ้นมาในใจ ไม่ใช่เพราะน้องชายไม่ตั้งใจ แต่เพราะตนไม่อาจถ่ายทอดให้เข้าใจได้ อาจต้องหาใครสักคนที่ชำนาญมาสอนเสียแล้ว
“อาหรง ถึงเวลากลับบ้านแล้วไปกัน”
เด็กชายพยักหน้าตกลงแม้จะเสียดายก็ตาม วางหนังสือภาพลงแล้วมองตามอย่างอาลัย ลู่ชิงหรูจัดเก็บของใส่ห่อผ้าอย่างเรียบร้อยก่อนลุกขึ้นยืนจูงมือน้อยๆให้เดินตามมาในที่สุด
พวกนางมาถึงท่าเรือสัญจรข้ามฟากที่ฝั่งวัดเยวี่ยอวิ๋น คนรอเรือกลับเมืองมีอยู่ไม่มากนัก เพียงสามสี่กลุ่มกระจายกันนั่งเงียบ ๆ บนเก้าอี้ไม้เรียงริมฝั่ง หนึ่งในนั้นคือบุรุษหนุ่มผู้ใจดีที่ช่วยชี้ทางให้นางในหอสมุดเมื่อครู่
เมื่อเขาเห็นลู่ชิงหรูกับลู่เทียนหรงก็ยิ้มพลางก้าวเข้ามาใกล้ทันที
“แม่นางได้อ่านหนังสือที่ต้องการหรือไม่?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแฝงความเป็นมิตร
ลู่ชิงหรูพยักหน้าพลางตอบเรียบ “ได้อยู่ แต่ก็ติดปัญหาอยู่บ้าง...”
“เช่นนั้นหรือ เอ่อ..” เขาหันไปมองเด็กชายตัวเล็กที่ยืนเงียบอยู่ข้างพี่สาว “เด็กน้อยผู้นี้ดูน่าเอ็นดูนัก อายุเท่าไรแล้วหรือ?”
“เจ็ดขวบเจ้าค่ะ”
ลู่ชิงหรูเอื้อมมือลูบศีรษะน้องเบา ๆ ลู่เทียนหรงขยับยิ้มให้เขาอย่างไม่คุ้นชินแต่ก็ไม่ออกห่างเพราะรู้สึกถูกชะตากับเขาเช่นกัน
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นท่าทีห่างเหินนั่น ก่อนจะถามอย่างสุภาพอย่างใจกล้าในที่สุด
“ข้าขอทราบนามของแม่นางได้หรือไม่?”
ลู่ชิงหรูนิ่งคิดเล็กน้อย “ชิงหรู ส่วนนี่คือเทียนหรง สกุลลู่...เอ่อ แล้วท่านเล่า?”
“เซียวหลิงชวน” เขาตอบพร้อมยิ้ม
แน่นอนว่าสกุลเซียวนี้ นางเองมีหรือจะไม่รู้ว่าในเมืองเฟิ่งเซียนนี้มีอยู่สกุลเดียว นั่นคือสกุลของท่านเจ้าเมืองนั่นเอง
“ใช่อย่างที่แม่นางลู่คิด ข้าเป็นบุตรชายของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง”
ลู่ชิงหรูกะพริบตาน้อย ๆ มองเขาใหม่อย่างครุ่นคิด ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยความสัตย์ตรงตามนิสัยของนาง
“อา ช่างน่าประหลาดนัก ข้านึกว่าบุตรชายของเจ้าเมืองน่าจะ...ถือตัวมากกว่านี้เสียอีก”
เซียวหลิงชวนเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำพูดซื่อตรงนั่นเล็กน้อย แล้วก็หลุดหัวเราะออกมา
“ช่างเป็นคนเถรตรงเสียจริง ทว่าข้ากลับชอบไม่น้อย คนที่กล้าเอ่ยความในใจโดยไม่เสแสร้ง ย่อมหาได้ไม่ง่ายนัก...ยินดียิ่งที่ได้รู้จักแม่นางลู่”
ลู่ชิงหรูไม่ได้ตอบกลับ เพียงแต่หลบสายตาเขาเล็กน้อย พลางก้มลงจัดชายเสื้อของน้องชายอย่างรับคำชมไม่ถูก
และแล้วเรือข้ามฟากก็มาถึง คนพายตะโกนเรียกให้ผู้โดยสารขึ้นเรือ ลู่ชิงหรูกับน้องชายเดินขึ้นไปก่อน นางจูงมือน้องอย่างมั่นคง เล็งหาที่นั่งบริเวณท้ายเรือที่มองเห็นทัศนียภาพโดยรอบได้ชัดเจน
แต่สิ่งที่เตะตานางคือกลุ่มบุรุษสามสี่คนรูปร่างกำยำที่นั่งอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเรือ คนกลุ่มนี้นางสังเกตเห็นตั้งแต่ก่อนขึ้นเรือแล้ว พวกเขาน่าจะโดยสารมาจากฝั่งเมืองแต่กลับไม่ลงเมื่อถึงฝั่งวัด ทั้งยังไม่มีท่าทีจะไปไหว้พระหรือเข้าเมือง นางขมวดคิ้วบาง ๆ อย่างไม่วางใจ
เหตุใดถึงอีกฝั่งแล้วไม่ลงเล่า ?
นางคิดพลางเหลือบมองเซียวหลิงชวนที่ขึ้นแล้วไปนั่งด้านหน้าเรือ กำลังคุยกับคนพายเรืออย่างคนอัธยาศัยดี
พวกกลุ่มบุรุษร่างกำลังเริ่มขยับตัว คล้ายกำลังหาตำแหน่ง ยืนหันหลังให้กราบเรือบ้าง แสร้งมองน้ำบ้าง แต่เมื่อเผลอ มุมหางตาก็พุ่งตรงไปยัง...เซียวหลิงชวนบ้าง
‘กลิ่นไม่ดีแน่... เจ้าคิดแบบข้าใช่ไหม’
หยางอิ๋นถามในหัว น้ำเสียงเริ่มจริงจังขึ้นอย่างที่ชิงหรูนั้นก็เข้าใจเรื่องเดียวกัน
‘น่าจะรอให้เรือแล่นไปกลางทะเลแล้วค่อยลงมือกระมัง หากพวกเขาลงมือก็ยากจะมีใครช่วยได้ไม่ว่าจะคนจากชายฝั่งไหน’
‘ข้าไม่อยากเห็นเลือดนะ เหตุใดต้องมีเรื่องเข้าหาด้วย’
‘เจ้าก็หุบปากไว้ก่อนเถิด ข้าจะไม่ใช้มีดหั่นอาหารเช่นเจ้า หากไม่จำเป็นจริง ๆ’
นางจับมือน้องชายแน่นขึ้น ลมหายใจนิ่งสงบ ใจคำนวณทุกความเป็นไปได้ หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงดังคาด นางต้องพาน้องชายหนีอย่างไรให้ปลอดภัย
นางโน้มตัวลงกระซิบข้างหูลู่เทียนหรงเสียงเบา
“หรงเอ๋อร์ หากพี่บอกให้เจ้าทำอันใดต้องทำตามอย่างไม่มีข้อแม้ เข้าใจไหม?”
“อ้อ...เข้าใจ”
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้จะไม่เข้าใจเหตุผล แต่เขาก็เชื่อฟังพี่สาวที่สุด
...และเมื่อเรือแล่นถึงช่วงกลางทะเลตามคาด เสียงตะโกนห้าวหาญก็ดังขึ้น
“หยุดอยู่กับที่! ใครขยับ ข้าจะปาดคอให้หมดทุกคน!”
บทที่ 18ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจรกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแต่เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่ เขายังพาเพื่อนล่าสัตว์อีกสามคนมาด้วย“ไม่ต้องพูดมากแล้ว!” นางหูเท้าสะเอวตะโกนลั่น “เนื้อกวางตัวนั้นสามีของข้าล่ามาเองกับมือ เช้านี้ยังห้อยไว้ที่เรือน พอหายก็ไปเจอที่บ้านเจ้าพอดี! ไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”เสียงซุบซิบของชาวบ้านลอยแว่วมาพร้อมสายลม ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ด้านข้าง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงไกล่เกลี่ยตลอดทว่าก็ไม่สามารถสู้สองสามีภรรยาที่มีพรรคพวกน่าหวั่นเกรงได้“อย่างน้อยข้าก็ต้องเอาเนื้อกวางคืนมาให้ได้! ข้าถึงจะยุติ”เถียนเหล่ยตวาดลั่นต่อมาทันที “ข้ากับพวกเหนื่อยแทบตายกว่าจะล่าได้! พวกเจ้ามาขโมยไปใช้ได้ที่ไหน!”“ไม่รู้พวกเจ้าทำเนียนขโมยไปได้อย่างไร บอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ดีเก่าเมียขุนนางในเมืองหลวงแต่ที่แท้ก็สันดานโจรเท่านั้นเอง!” นางหูเสริมเสียง
บทที่ 17ทุกคนหายไปไหนหมด?‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’ เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจนางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสะอาดของคฤหาสน์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนเสื้อเบา ๆ“แม้แต่ชุดบ่าวก็ยังดูดีกว่าที่บ้านข้าเสียอีก…”นางพึมพำขณะจัดชายเสื้อให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะถูกไล่ออกมาอีกทีได้ จากนั้นจึงรีบกลับไปยังห้องรับรองเดิมที่เจ้าบุรุษจอมเย็นชารออยู่เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนเหวินซีกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองนางทีหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอาหารที่จัดวางเรียงตรงหน้าที่เพิ่งเอาออกจากกล่องไม้ แววตาเขายังนิ่ง แต่คล้ายแฝงความแปลกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์อาหารที่ไม่คุ้นตาบ่าวส่วนตัวที่ยืนข้างนายรีบเอ่ยเตือนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าชิงหรูกำลังเข้ามาใกล้เกินว่าควรแล้ว“แม่นางไม่ต้องเข้าใกล้ เพียงวางไว้แล้วออกมายืนนิ่ง ๆก็พอ คุณชายไม่ชอบให้ใครจุกจิกกับมื้ออาหารขอรับ”ยังไม่ทันที่ลู่ชิงหรูจะก
บทที่ 16คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรกรถม้าคันหรูหนึ่งจอดหน้าภัตตาคารจินฮวา ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าทรงสง่า ผ้าแพรคลุมไหล่เนื้อดีพลิ้วตามแรงลม บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติมใดเขาคือ เซียวหลิงชวน บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง ผู้มีใบหน้าคมสันดวงตาสว่างกระจ่างดังทะเลสาบยามต้องแสง เมื่อเขาเดินเข้ามาภายในร้าน เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งก็รีบตรงเข้าไปต้อนรับ“คุณชายเซียว เชิญท่านนั่งด้านในขอรับ ห้องชั้นบนยังว่างอยู่”“ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากกินมื้อกลางวันธรรมดา”เซียวหลิงชวนยิ้มบางแล้วเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปยังถนนเบื้องนอก ก่อนเอ่ยขึ้น “ว่าแต่...วันนี้พ่อครัวหรูอยู่หรือไม่?”เสี่ยวเอ้อชะงักเล็กน้อยอย่างฉงนก่อนจะตอบเสียงสุภาพ“น่าเสียดาย พ่อครัวหรูเพิ่งออกไปได้ครู่เดียวเองขอรับ ไปส่งอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลหยวน ด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ เถ้าแก่เลยให้ไปดูแลด้วยตนเอง...”เซียวหลิงชวนนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วมือเรียวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้ รอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากจางลง“คลาดกันเสียได้...”เขาพึมพำเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าเป็นกา
บทที่ 15นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สองกลิ่นหอมของงาคั่วลอยอบอวลทั่วห้อง ลู่ชิงหรูกำลังจัดวัตถุดิบลงบนโต๊ะเรียงเป็นหมวดหมู่ น้ำมันงาอย่างดี ข้าวสวยหุงใหม่ ปลาตากแห้งย่างเตรียมคลุกเครื่องเทศ เห็ดหอมแห้ง และผักกาดดอง ทั้งหมดเป็นของที่หาได้ในตลาดเมืองเฟิ่งเซียงนี้ทั้งสิ้น‘ซูชิ…?’นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขณะนั่งพิจารณารูปในจอโฮโลแกรมที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพจำลองเมนูจากระบบที่นางเคยลิ้มลองในอดีตชาติ เมนูนี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับวัตถุดิบที่มีนี้‘หากจะดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ยุคนี้ยอมรับได้ แนะนำให้ใช้ปลาตากแห้งย่างคลุกเครื่องเทศ แทนปลาดิบที่ไม่มีในที่นี้ และใช้น้ำราดจากซีอิ๊วเห็ดหอมผสมเหล้าจีนแทนน้ำราดแบบญี่ปุ่น จะได้ทั้งกลิ่นและรสที่ดี...’เสียงของหยางอิ๋นลอยเข้าโสตประสาท เป็นโทนเรียบจริงจังอย่างที่ยามทั่วไปไม่เจอแน่นอน“เริ่มจากทำน้ำราดรอก่อนแล้วกัน...”ลู่ชิงหรูหันไปหยิบซีอิ๊วไปหมักกับเห็ดหอมจากชามที่เคี่ยวไว้ก่อนหน้านี้ หยดผสมกับเหล้าจีนเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมฉุนแต่นุ่มลึก ชิมรสชาติแล้วก็ปรุงรสเพิ่มอีกเล็กน้อยจนกลมกล่อมดี นางค่อยเริ่มปั้นข้าวคำเล็ก ๆ ด้วยมือเปล่
บทที่ 14คำสั่งด่วนจากตระกูลหยวนทันทีที่เท้าแตะพื้นท่าเรือ เซียวหลิงชวนก็รีบจัดการติดต่อทางการอย่างรวดเร็ว ขุนนางผู้รับหน้าที่ตรวจตราบริเวณท่าเรือเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่นานก่อนหน้านั้นเขาก็เอ่ยปลอบใจชาวบ้านที่ยังตกใจกับเหตุการณ์บนเรือด้วยสีหน้าอ่อนโยน ท่าทีไม่ถือดีแม้จะเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองก็ตาม จากนั้นจึงเดินมายังลู่ชิงหรูและลู่เทียนหรงที่ยืนเงียบนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง“ข้าต้องขอบคุณแม่นางเป็นอย่างยิ่งอีกครั้ง ชาวบ้านบนเรือเมื่อครู่ฝากมาเช่นกัน”เซียวหลิงชวนประสานมือคำนับเล็กน้อย น้ำเสียงจริงใจทำให้ชิงหรูรู้สึกทำอันใดไม่ถูกโดยพลัน โดยปกติแล้วนางมักทำตามหน้าที่ตามภารกิจที่องค์กรสายลับมอบหมาย พอได้ช่วยคนโดยไม่หวังผลอันใดจึงรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรไปบ้าง หากนางอยู่ตรงนี้คงต้องรับคำขอบคุณอีกหลายรอบแน่ ทางที่ดีควรรีบพาอาหรงที่เกาะขานางอยู่ด้วยใบหน้าง่วงงุนมาสักพักกลับบ้านเสียที“ข้ารับคำขอบคุณไว้ แล้วฝากไปบอกพวกเขาว่าข้าเพียงช่วยตนเองเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจช่วยใครไม่ต้องมาขอบคุณข้าอีก”หลิงชวนยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจ เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้วสุดท้ายก็มองมาทางนางที่กำลังอุ้มน้องชายที่ห
บทที่ 13เมื่อครู่มันมุกจีบสาวชายหนึ่งในกลุ่มนั้นชักมีดออกมาจากอกเสื้อ เงาวับสะท้อนแสงแดดพร้อมกระโดดขึ้นยืนโดดเด่นบนที่นั่งด้านหน้าสุด ก่อนชายอีกสองคนจะชักอาวุธตามออกมา กระตุ้นให้เสียงหวีดร้องดังระงมทันทีหญิงสาวคนหนึ่งกรีดร้องไม่หยุดก็ถูกฟาดด้วยสันมีดที่ไหล่ ล้มลงกุมแขนสะอื้นแทน นางรู้ว่าพวกเขาทำพอเป็นตัวอย่างเซียวหลิงชวนก้าวออกมาขวางไว้อย่างใจกล้า “อย่าทำร้ายใครอีก ข้ามีเงินเยอะ นี่เอาไปเถอะ!”เขาดึงถุงเงินออกมาแล้วโยนลงบนพื้นเรือทันทีชายคนหนึ่งเก็บขึ้นมา พลิกดูภายในสีหน้าฉายความพอใจเล็กน้อย แต่คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลับต่างออกไป“เงินแค่นี้ไม่พอ! ทรัพย์สินทั้งหมด เอาออกมาวางตรงนี้!”สายตามันไล่ไปทั่วเรือก่อนหยุดที่เด็กน้อยลู่เทียนหรง เด็กชายตัวเล็กที่หลบอยู่ข้างหลังพี่สาว แววตาสว่างวาบอย่างมีความคิดร้ายใหม่ทันใด“เด็กคนนั้นก็ใช้ได้ เอามา!”“อย่าแตะต้องเขา!”ลู่ชิงหรูที่มองนิ่งอยู่นานแทรกตัวขึ้นขวางอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาเย็นเฉียบไร้ความหวั่นเกรงเหมือนสตรีอื่น นางไม่ได้กลัวเพียงบุรุษร่างโตแต่เหมือนเพียงทรงตัวบนเรือยังทำได้ยากพวกนี้หรอก เพียงแต่นางไม่อยากทำร้







