LOGINบทที่ 5 เริ่มเข้าตา
รถ SUV สีดำด้านของเฮดเตอร์แล่นเข้าจอดชิดริมรั้วบ้านหลังเล็กในซอยเงียบสงบ ย่านชานเมืองที่ไม่พลุกพล่านแต่ก็ดูมีชีวิต มีเสียงเด็กขี่จักรยานสวนกันไปมา และกลิ่นหอมของกับข้าวลอยอวลมาจากบ้านข้างๆ
บ้านของณคุณเป็นบ้านสองชั้นทรงเรียบหลังไม่ใหญ่แต่ดูสะอาดและอบอุ่น สนามหน้าบ้านมีไม้ดอกปลูกเรียงราย แม้จะไม่มากนักแต่ก็ชวนให้รู้ว่าคนในบ้านดูแลที่นี่ด้วยใจจริง
นาเนียร์เปิดประตูรถก่อนจะหันกลับมาพูดกับพี่ชาย
“ขอบคุณที่มาส่งนะคะพี่ณ…ขอบคุณเฮียเตอร์ด้วยค่ะ”
เธอเอ่ยพร้อมค้อมศีรษะเล็กน้อยไปทางที่นั่งข้างคนขับ
เฮดเตอร์ไม่ตอบอะไรในทันที เขาเพียงแต่มองผ่านกระจกหน้ารถออกไปยังตัวบ้าน สายตานิ่งสงบแต่มีบางอย่างที่จับความรู้สึกได้ยากยิ่ง
บ้านของณคุณเรียบง่ายมากกว่าที่เขาคาดไว้ มันไม่หรูหรา ไม่โอ่อ่า…แต่กลับมีความมั่นคงบางอย่างที่เขามองไม่วางตา
มันคือที่มา คือพื้นที่ปลอดภัยที่สร้างคนอย่างณคุณขึ้นมา และตอนนี้เขาเห็นว่านาเนียร์เองก็เติบโตมาจากที่เดียวกัน
เฮดเตอร์เลื่อนสายตากลับไปมองเธอ หญิงสาวในชุดเรียบร้อยที่ยังไม่ถอดคราบเด็กนักเรียนออกเสียที แต่กลับมีบางอย่างในแววตาที่ไม่ได้เป็นเด็กเลยแม้แต่น้อย
เธอไหว้เขาด้วยมือเรียบร้อย แล้วเปิดประตูเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ไม่เร่งรีบ ไม่ประจบ ไม่กลัว
เขายังคงมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปจนเธอเดินพ้นรั้วหน้าบ้าน แล้วหันกลับมาโบกมือลาให้พี่ชายเบาๆ ก่อนจะหายเข้าไปในตัวบ้าน
เฮดเตอร์ยังคงนิ่งเงียบอยู่ข้างคนขับ
ณคุณเหลือบมองเขา แล้วตัดสินใจพูดขึ้นเบาๆ
“บ้านไม่ใหญ่ครับ แต่ก็พอให้มีที่ให้ยืนโดยไม่ต้องก้มหน้าให้ใคร”
เฮดเตอร์ไม่ตอบ เขาเพียงกระตุกมุมปากน้อยๆ ราวกับรับฟังโดยไม่แสดงความเห็น ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“น้องมึง…ไม่ใช่คนที่ควรให้เดินหลงเข้าไปในวงจรนี้”
ณคุณนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนพยักหน้าเบาๆ
“ผมรู้ครับ ผมก็ไม่อยากให้เธอเดินเข้ามา…แต่ถ้าเธอเลือกแล้ว ผมจะไม่ยอมให้เธอเดินโดยไม่มีใครระวังหลัง”
เฮดเตอร์ปรายตามองเขานิดหนึ่ง จากนั้นณคุณจึงเหยียบคันเร่งเบาๆ พารถคันใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้าน แม้รถจะแล่นห่างออกมาเรื่อยๆ แต่ในกระจกมองหลัง เฮดเตอร์ยังคงเห็นประตูบ้านหลังนั้นปิดลงช้าๆ
และเขาก็ยังไม่ละสายตาจากมัน จนกระทั่งลับสายตาไป
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ร้านอาหารในย่านชานเมืองที่ไม่ไกลจากเขตสนามรถ เป็นร้านแนวลอฟต์กึ่งผับกึ่งเรือนอาหาร มีเสียงดนตรีสดเบาๆ ลอยคลออยู่ในบรรยากาศ มีกลิ่นหอมของเนื้อย่าง ลอยตลบผสมกลิ่นเหล้าเบียร์และเสียงหัวเราะของลูกทีมที่กำลังปลดปล่อยหลังวันทำงานหนัก
ไฟสีวอร์มโทนทำให้บรรยากาศดูไม่แข็งกระด้างจนเกินไป โต๊ะยาวด้านในสุดถูกจับจองโดยทีมของเฮดเตอร์ ลูกน้องหลายคนเริ่มยกแก้วชนกัน เสียงแซวเสียงคุยเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเสียงหัวเราะสนุกสนาน
เฮดเตอร์นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยสีหน้านิ่งขรึมเช่นเคย แก้วเหล้าในมือถูกจิบเพียงนิด ราวกับแค่ให้เข้ากับสถานการณ์ เขาไม่ได้พูดมากนัก แต่อยู่ในสายตาทุกคนเสมอ แม้จะไม่ใช่คนเริ่มบทสนทนา แต่ทุกครั้งที่พูดออกมา…ทั้งโต๊ะก็เงียบลงโดยอัตโนมัติ
ณคุณนั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ เขามองบรรยากาศรอบตัวสลับกับหันไปมองโทรศัพท์ราวกับกำลังคิดถึงบางอย่าง หรือบางคน…
ตัดภาพไปยังบ้านหลังเล็ก
เสียงกระทะดังฉ่า! ขณะที่นาเนียร์ตอกไข่สองฟองลงในชามเล็ก ใส่น้ำปลา พริกไทย และหอมหัวใหญ่ซอยบางๆ แล้วตีให้เข้ากัน เธอเทไข่ลงกระทะแล้วเอียงด้ามเบาๆ ให้ไข่กระจายตัวทั่วพื้นร้อนๆ อย่างชำนาญ
กลิ่นไข่เจียวลอยหอมอบอวลไปทั่วครัวเล็กๆ
แสงไฟจากหลอดนีออนสีขาวในบ้านสะท้อนลงบนโต๊ะกินข้าวซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือกางอยู่สามสี่เล่ม ทั้งหนังสือเรียนและโน้ตจดติวต่างๆ วางกระจายล้อมจานข้าวธรรมดาๆ ใบหนึ่ง
นาเนียร์นั่งลงกับพื้นพรมข้างโต๊ะ เอาไข่เจียวกับข้าวสวยวางไว้บนถาดเตี้ยๆ เธอตักคำเล็กๆ เข้าปากพลางอ่านหนังสือไปด้วย ตาคอยเหลือบมองนาฬิกาบนผนังที่เดินช้าอย่างน่าเบื่อ
ในบ้านเงียบเกือบสนิท มีเพียงเสียงแมวของข้างบ้านร้องลอดหน้าต่างเข้ามาเป็นพักๆ กับเสียงกระดิ่งลมเบาๆ ที่แขวนไว้นอกระเบียง
เธอถอนหายใจน้อยๆ แล้วเขียนบางอย่างลงในสมุดติว ก่อนจะหยุดมองตัวอักษรแล้วนิ่งไปสักพัก
…ไม่ใช่เพราะคิดไม่ออก แต่เพราะจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของพวกพี่ๆ ลูกน้องพี่ณที่ร้านอาหารลอยขึ้นมาในหัว
ไม่รู้ว่าพี่ณได้กินอะไรหรือยัง…แล้วเฮียเตอร์ล่ะ ยังคงทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรในใจอยู่หรือเปล่า
นาเนียร์ส่ายหน้าน้อยๆ ไล่ความคิดนั้นทิ้ง แล้วหันกลับมาสนใจหนังสือ มือขวายังช้อนไว้แน่น ในขณะที่ใจเธอ…ไม่ได้แนบสนิทกับบ้านเท่าเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว
“เราน่าจะขอไปด้วยกับพี่ณ…เฮ้อ…ยายนาเนียร์ ทำไมปากหนักแบบนี้เนี่ย” เธอปิดหนังสือแล้วตักข้าวเข้าปากเคี้ยวจนแก้มตุ้ย
และเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว เธอก็กลับมานั่งดูทีวีรอพี่ชายอยู่ด้านนอกห้องนอน รอจนกว่าพี่ชายจะกลับมา
ตีหนึ่งกว่าๆ ไฟถนนหน้าบ้านเปิดสว่างเพียงพอให้มองเห็นรถยนต์สีดำด้านจอดชิดขอบฟุตบาทหน้าบ้านหลังเล็ก
เสียงประตูรถเปิดดัง แกร๊ก ก่อนที่เฮดเตอร์ในเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมเม็ดบนสุดจะก้าวลงมายืนตรงหน้ารถ เขาอ้อมมาด้านข้าง ช่วยเปิดประตูอีกฝั่งหนึ่งให้คนที่นั่งอยู่ด้านในได้ลงมา
ณคุณที่ใบหน้าเริ่มแดงจัดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ค่อยๆ โน้มตัวออกมาช้าๆ อย่างคนเสียการทรงตัว
“เฮีย…ผมไหวๆ เดี๋ยวผมลงเอง…” แต่เขาก็เซจนเกือบล้ม ดีที่เฮดเตอร์คว้าแขนไว้ทัน
“แน่ใจว่าไหว?” น้ำเสียงของเฮดเตอร์ยังเรียบขรึมเช่นเคย แต่แววตาฉายความเอือมปนห่วงแวบหนึ่ง “กูกินมากกว่ามึงอีก ยังไม่แผ่วเลย”
นาเนียร์รีบวิ่งออกมาจากหน้าบ้านเมื่อได้ยินเสียงรถ
“พี่ณ!” เธอร้องเสียงแผ่ว รีบเข้ามาช่วยอีกแรงทันที “ขอบคุณค่ะเฮียเตอร์”
เฮดเตอร์พยักหน้าเบาๆ โดยไม่พูดอะไรอีก ปล่อยให้นาเนียร์เข้าไปรับตัวพี่ชายแทน เขาก้มมองภาพสองพี่น้องตรงหน้าแวบหนึ่ง…ภาพผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่พยุงผู้ชายตัวโตด้วยความถนัดมืออย่างคุ้นเคย
“…ลุกไหวไหมพี่ณ?”
“ตัวพี่ไม่ได้หนัก แต่หัวมันเบาว่ะ…” ณคุณตอบเสียงอ้อแอ้
นาเนียร์อมยิ้ม ก่อนจะหันไปพูดกับเฮดเตอร์
“ขอบคุณที่มาส่งพี่ณนะคะ เดี๋ยวเนียร์ดูแลพี่เอง”
“ไม่ต้องให้มันไปเมาที่ไหนบ่อยก็พอ ฝากด้วย”
“ค่ะ…” นาเนียร์รับคำเบาๆ พลางดึงแขนพี่ชายให้เดินตรงเข้าบ้าน
เฮดเตอร์ยืนมองอยู่หน้าประตูบ้านชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วหันหลังกลับขึ้นรถไปอย่างเงียบๆ
ทันทีที่ประตูหน้าบ้านปิดลง นาเนียร์ก็ช่วยพี่ชายนั่งที่โซฟา ก่อนจะเดินไปเอาผ้าเย็นมาเช็ดหน้าให้
“โอ๊ย…น้อง มือหนัก”
“ก็ใครบอกให้พี่ดื่มจนหมดสภาพล่ะ ขนาดน้องไม่ได้ไปด้วยยังรู้เลยว่าต้องกลับมาสภาพนี้…”
ณคุณลืมตามองน้อง ก่อนจะหัวเราะในคอ
“น่าจะไปด้วยนะ บรรยากาศดี เฮียยังชมเลยว่าถ้าเนียร์ไปด้วย คงไม่เบาเหมือนตอนอยู่สนามแข่งรถแน่ๆ”
นาเนียร์ชะงักไปเล็กน้อย
“…เฮียเตอร์พูดงั้นจริงเหรอคะ?”
ณคุณพยักหน้าทั้งที่หลับตา
“อืม…เฮียว่า…ยายน้องมึงมีอะไรที่น่าจับตา”
นาเนียร์นิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะอมยิ้มจางๆ แม้จะยังไม่แน่ใจว่านั่นคือคำชม หรือคำเตือนกันแน่…
ตอนพิเศษ 2เช้าวันหยุดในบ้านหลังใหญ่บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ห้องโถงกลางถูกจัดแต่งด้วยดอกไม้สีขาวสลับชมพูอ่อน กลิ่นหอมอวลไปทั่วจนสร้างความอบอุ่นราวกับงานหมั้นเล็กๆ ที่แฝงไปด้วยความหมายยิ่งใหญ่กันต์กำลังช่วยช่างจัดดอกไม้ยกแจกันไปตั้งตรงมุมโต๊ะอย่างตั้งใจ“พวกนายวางตรงนี้สิ จะได้บาลานซ์กับเวที” เขาพูดพร้อมหันไปเช็กตำแหน่งต้นหนยืนพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น พลางก้มหน้ากางแผนผังการจัดโต๊ะ“นี่พวกแขกผู้ใหญ่ต้องนั่งฝั่งไหนกันแน่ เฮดเตอร์ถ้าไม่รีบตอบ เดี๋ยวพรุ่งนี้คนมาแล้วจะมั่วกันหมดนะเว้ย”ลีอองหัวเราะพลางยกถาดแก้วน้ำมาวางเรียงบนโต๊ะรับแขก“ใจเย็นๆ หน่อยเถอะไอ้ต้น มึงก็เหมือนแม่บ้านไปทุกทีแล้วนะ”เสียงหยอกล้อทำให้เฮดเตอร์ที่นั่งตรวจเช็กรายชื่อแขกอยู่เงยหน้าขึ้น เขายิ้มบางๆ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากเพื่อนสนิทที่ร่วมลงแรงกันเต็มที่ระหว่างที่ทุกคนกำลังวุ่นอยู่ เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางประตูบ้าน ก่อนจะปรากฏร่างชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ามีเค้าโครงคล้ายเฮดเตอร์ไม่ผิดเพี้ยน“เซอร์ไพรส์!”ทุกสายตาหันไปทันที เฮดเตอร์ชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง ดวงตาคมวาวด้วยความดีใจ“ไอ้คิว!”ร่างส
ตอนพิเศษ 1ย่างเข้าสู่ปีที่สี่ของการเป็นนักเรียนแพทย์ การเจอกันกับเฮดเตอร์ก็น้อยลงตามตารางเรียนที่มากขึ้น และเป็นปีสี่ของนาเนียร์ที่ต้องขึ้นชั้นคลินิกและได้ราวน์คนไข้จริงๆ กับอาจารย์หมอเสียงโทรศัพท์สั่นและดังเบาๆ อยู่ในกระเป๋าเสื้อของนาเนียร์ เธอวางแฟ้มเอกสารลงบนเคาน์เตอร์แล้วเดินไปหลบมุมเพื่อรับสายของเฮดเตอร์“เฮีย เนียร์ยุ่งอยู่ค่ะ มีอะไรด่วนไหม”(เปล่า แค่คิดถึงเด็กดื้อน่ะ)“อ๋อ คิดถึงเหมือนกันนะคะ อย่าน้อยใจนะที่เนียร์ไม่มีเวลาให้ ช่วงนี้ยุ่งมากจริงๆ”เสียงถอนหายใจทุ้มต่ำลอดผ่านมาทางสายคล้ายจะกลั้นความน้อยใจเอาไว้ไม่มิด(รู้หรอกว่าเรายุ่ง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า…ตอนนี้ใครกันแน่ที่อยู่กับเนียร์มากกว่าเฮีย)น้ำเสียงติดกระเซ้า ทว่ามีความน้อยใจแฝงอยู่จนหัวใจนาเนียร์สะดุ้ง เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามอธิบายเสียงเบา“ไม่มีใครทั้งนั้นค่ะเฮีย มีแต่คนไข้กับอาจารย์หมอ เนียร์อยากให้เฮียเข้าใจนะ”เฮดเตอร์หัวเราะหึเบาๆ แต่ก็ยังไม่อาจปิดบังความรู้สึกในใจได้(แต่เฮียก็ยังอยากให้เราเจอกันบ้าง…ไม่ใช่แค่ได้ยินเสียงผ่านโทรศัพท์แบบนี้)มือที่จับโทรศัพท์ของนาเนียร์สั่นน้อยๆ เธอหลับตาลง สูดลมหายใจลึกแล้วตอบด
บทที่ 55 บทส่งท้ายเปิดเทอมปีสองของนักศึกษาแพทย์มาได้ไม่กี่สัปดาห์ แต่นาเนียร์ก็สัมผัสได้ถึงความหนักหน่วงที่ต่างจากเดิม ทั้งชั่วโมงเรียนที่ยาวนานกว่าปีแรก และเนื้อหาวิชาที่เข้มข้นขึ้นจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เธอมักกลับมาบ้านหรือคอนโดพร้อมกับความเหนื่อยล้าเต็มสองแขน แต่สิ่งที่แตกต่างจากเมื่อก่อนคือเธอไม่เคยต้องแบกรับเพียงลำพังอีกแล้วเฮดเตอร์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ยังคงนิสัยเจ้าเล่ห์และแฝงความกวนประสาทอยู่ตลอด แต่เวลามีเธออยู่ใกล้กลับกลายเป็นคนใจเย็นลงอย่างน่าประหลาด ยิ่งหลังจากผ่านเรื่องราวมากมาย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แน่นแฟ้นขึ้นจนเหมือนหายใจด้วยจังหวะเดียวกันเย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน นาเนียร์เดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากมหาวิทยาลัยอย่างอิดโรย แต่ทันทีที่เห็นร่างสูงคุ้นตายืนพิงรถหรูรออยู่ หัวใจที่หนักอึ้งกลับเบาสบายอย่างน่าประหลาด“เฮียขา…” เสียงหวานอ้อนดังขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาใกล้ เธอยกแขนคล้องเอวเขาแน่นเหมือนหาที่พักพิงเฮดเตอร์ก้มลงสบตา ดวงตาคมอ่อนแสงลงอย่างไม่รู้ตัว มือหนายกขึ้นลูบผมเธอเบาๆ“เหนื่อยอีกแล้วใช่ไหมตัวเล็ก”เธอพยักหน้าหงึกๆ พลางซบลงกับอกกว้าง“เหนื่อยมากเลยค่ะ วันนี้เรี
บทที่ 54 เด็กขี้อ้อนหลายเดือนต่อมานาเนียร์เดินมาหาเฮดเตอร์ที่ยืนรออยู่หน้าบ้านด้วยท่าทางอิดโรยสุดๆ ทันทีที่ปลายรองเท้าและกับปลายรองเท้าเขา แขนสองข้างก็อ้าออกและสวมกอดเอวสอบอัตโนมัติ“ขออ้อนหน่อย เรียนเหนื่อยมาทั่งอาทิตย์เลย”“อยากกินอะไรอร่อยๆ ไหม เฮียตามใจเราหนึ่งวัน”“ไม่อยากกินอะไรเลยค่ะ อยากนอนบนตัวเฮียมากกว่า”“ขี้อ้อนจริงๆ นะเรา”“น้อยๆ หน่อยน้องสาว” เสียงณคุณดังขึ้นจากทางด้านหลังนาเนียร์ เขาถือถุงผ้าใบโปรดของน้องสาวมายื่นให้เฮดเตอร์พลางยกมือขึ้นไปแตะหน้าผากน้องด้วยความมันเขี้ยว “ฝากด้วยเฮีย บ่นว่าเหนื่อยตั้งแต่ไปรับมาจากมหา‘ลัยแล้ว”“อืม แล้วมึงจะเข้าบริษัทตอนไหน ถ้าเข้าไปกูฝากดูรถแข่งด้วย”“อีกหนึ่งชั่วโมงเฮีย”“อืม”“ไปเถอะ อยากนอนแล้ว” นาเนียร์หันไปยกมือไหว้พี่ชาย แล้วเดินอ้อมไปขึ้นรถอีกฝั่งเองเมื่อเห็นแบบนั้นเฮดเตอร์จึงเชิดหน้าน้อยๆ ให้ณคุณแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ“เหนื่อยขนาดนั้นเลย?”“มากค่ะ เรียนว่าหนักแล้วนะ อาจารย์บอกว่าเทอมสองจะต้องเรียนผ่าอาจารย์ใหญ่แล้ว ขนลุกไม่หาย”“ก็เราเลือกเอง”“ก็จริงค่ะ แค่บ่นให้ฟันเฉยๆ สนใจมาเป็นอาจารย์ใหญ่ให้เนียร์ลองผ่าเล่นๆ ไหม”“ตลก
บทที่ 53 แฟนหรือพ่อ?หลังกลับจากไปเยี่ยมครอบครัวเฮดเตอร์ นาเนียร์ก็เข้าสู่โหมดปกติ เธอเรียนเช้าเลิกค่ำ บางวันก็ดึกเพราะทำรายงานกับกลุ่มเพื่อน ส่วนเฮดเตอร์ก็รับหน้าที่คอยส่งข้าวส่งน้ำเช่นเคย และเขายังเป็นที่รู้จักของเพื่อนๆ ในกลุ่มของนาเนียร์อีก“เฮีย”“หืม?” เขารีบวางโทรศัพท์แล้วหันหน้ามองนาเนียร์ทันที“อาทิตย์นี้ขอนอนหอกับรูมเมทนะคะ อาทิตย์หน้าค่อยจะไปค้างกับเฮียที่คอนโด”เฮดเตอร์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำขอจากปากเธอ ดวงตาคมกริบที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความผ่อนคลายค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแววเคร่งขรึม แต่ก็ยังมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่“ทำไมล่ะ” เสียงทุ้มถามเรียบๆ แต่แฝงน้ำหนักบางอย่างที่นาเนียร์ฟังออกเธอยกมือขึ้นเสยผมทัดหู เกิดอาการประหม่าเล็กๆ“ก็…อยากอยู่ทำงานกับเพื่อนๆ ให้เสร็จ จะได้ไม่เกรงใจเฮีย อีกอย่าง…นอนหอบ้างก็ดีเหมือนกันค่ะ เนียร์กลัวว่าเฮียจะลำบาก ต้องคอยรับส่งทุกวัน”เฮดเตอร์กอดอก เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าเหมือนกำลังชั่งใจระหว่างความหวงแหนกับความเข้าใจ เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอเบาๆ“พูดซะดีเชียวนะ” เขาโน้มตัวมาข้างหน้า เอื้อมมือแตะปลายคางมนให้เงยหน้าขึ้นสบตา “แ
บทที่ 52 ครอบครัวของเฮดเตอร์ในห้องทำงานของเฮดเตอร์ ณคุณเดินตามทั้งสองมา และได้เอ่ยขึ้นเสียงเรียบเมื่อเห็นเฮดเตอร์รั้งใบหน้าน้องสาวไปจูบเบาๆ ต่อหน้าต่อตาเขา“เฮียก็เบาๆ หน่อยแล้วกัน ผมไม่อยากให้นาเนียร์เสียอนาคตที่จะเป็นหมอตอนนี้”“รู้หรอกน่า”“ก็…เบาๆ หน่อย”“พี่ณ…”“เรานั่นแหละตัวดีเลย แล้วจะกลับบ้านเลยไหม หรือจะกลับไปนอนที่หอพัก?” ณคุณเอ่ยถามนาเนียร์ ทว่าเฮดเตอร์กลับโอบเอวบางไว้หลวมๆ“นาเนียร์จะกลับไปนอนที่คอนโดกับกู”“โอเค” ณคุณส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอือมระอาใจ แล้วหันหลังเดินออกมาจากห้องทำงานของเฮดเตอร์ทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลงตามร่างสูงของณคุณ ความเงียบก็เข้ามาแทนที่ เฮดเตอร์ยังคงโอบเอวนาเนียร์ไว้แน่น ร่างสูงโน้มตัวลงเล็กน้อยจนปลายจมูกเฉียดผิวแก้มใสของเธอ“พี่ณของเธอนี่แม่ง…ทำอย่างกับฉันจะกินเธอตรงนี้เลย” เขาเอ่ยเสียงทุ้ม แฝงรอยหัวเราะในลำคออย่างขี้เล่นนาเนียร์หน้าแดงจัด รีบผลักแผ่วๆ ที่อกหนา แต่กลับไม่ขยับแม้แต่น้อย เพราะเฮดเตอร์จงใจยืนขวางเอาไว้ ดวงตาคมสบมองเธอแน่วแน่ ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์“ว่าแต่…” เขาโน้มเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “ถ้าจะเดินจับมือไปด้วยกันจริงๆ แบบที่ถามต







