LOGIN“เชิญคุณมุกระวีทางนี้ครับ” อะลีฟก้มศีรษะเชิญ “นายไปจัดการคุยกับทางสถานทูตด้วย ว
“เชิญคุณมุกระวีทางนี้ครับ” อะลีฟก้มศีรษะเชิญ “นายไปจัดการคุยกับทางสถานทูตด้วย ว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน” ประโยคท้ายอะลีฟหันไปสั่งลูกน้องคนสนิทมุกระวีมองคนนั้นที คนนี้ที แล้วหลับตาถอนใจ ไม่อยากตามอะลีฟไปแต่ก็ไม่กล้าดื้อดึงจะอยู่ที่สถานทูตอีก เวลานี้เธอควรตามอะลีฟไปก่อนแล้วค่อยคิดหาวิธีต่อไปร่างบอบบางเดินออกมาจากประตูสถานทูตอย่างหมดแรง วันนี้ทั้งวันวิ่งวุ่นจนเหนื่อย สุดท้ายก็ไม่ได้กลับเมืองไทย สองเท้าเดินตามอะลีฟออกมาแล้วต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นว่ามีรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่มันเหมือนรถที่ฟาริสใช้ประจำ มุกระวีมองเข้าไปด้านในแต่ไม่เห็นใคร“เขาไม่มาใช่ไหมคะ” มุกระวีถามอะลีฟ ซึ่งเขาที่ว่าเป็นอันรู้กันว่าหมายถึงใครอะลีฟยิ้ม “เชิญครับ”มุกระวียิ้มให้อะลีฟที่เปิดประตูให้ เธอสอดตัวเข้าไปนั่งในรถ แล้วต้องตกใจเมื่อเห็นร่างหนาใหญ่นั่งอยู่ด้านใน“คะ คุณ” สาบานได้ตอนนี้เห็นโจรยังกลัวน้อยกว่าเจอเขา เธอรับรู้ถึงพลังงานอันชวนสะพรึงบางอย่างคิดจะลงจากรถแต่ประตูรถถูกปิดลงแล้ว มุก
เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่ทันตอบ ก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนวิ่งหน้าตาตื่นออกมา “มีทหารจากวังหลวงมาที่นี่ เขาต้องการคุยกับเรา เขาบอกว่ามีคนไทยไปขโมยของจากสาวใช้ในวังหลวง เขาบอกว่าชื่อมุกระวี จินดาพร”“ฉันเหรอ” มุกระวีตกใจแทบสิ้นสติ ทำไมเรื่องกลายเป็นเลวร้ายแบบนี้ “ฉันไม่ได้ขโมยของนะ” เธอรีบบอก แล้วรีบเค้นหาทางออก “ฉันรู้จักคนใหญ่คนโตที่นี่” เธอรีบอ้างเพื่อเอาตัวรอด“คุณรู้จักใคร ถ้ามีคนที่เชื่อถือได้ เราจะได้ช่วยตามเขามาช่วยคุณ”“ฉันรู้จัก เอ่อ...” มุกระวีครุ่นคิด นึกถึงหน้าคนที่ตะโกนใส่หน้าว่าเกลียดแล้วก็ไม่กล้าตามเขามา เขาน่ะใหญ่มาก ถ้ามาก็ต้องช่วยเธอได้แต่เธอจะหนีไปจากเขาจะให้เขารู้ไม่ได้ “ฉันรู้จักคุณดานิช อัล มีดีส”“จริงหรือครับคุณ”มุกระวีพยักหน้าอย่างหนักแน่น “จริงค่ะ”“เขาเป็นเชื่อพระวงศ์ระดับสูง คุณแน่ใจนะ”“ต่อสายให้ฉันสิคะ”เจ้าหน้าที่ไทยไม่อยากเชื่อ แต่อยากพิสูจน์เลยกดโทร.ติดต่อ พอเลขาของอีกฝ่ายรับ
มุกระวีใช้ชีวิตตามลำพังอยู่ที่วังหลวงอย่างเบื่อหน่าย แม้จะสุขสบาย มีเสื้อผ้า อาหารพร้อม และยังมีคนคอยรับใช้ไม่ขาด แทบไม่ต้องหยิบจับทำอะไรเลย แต่เธอก็ไม่ชอบชีวิตที่เป็นดั่งนกน้อยในกรงทองแบบนี้ เธอถามสาวใช้คนหนึ่งว่าท่านชีคหายไปไหน คำตอบที่ได้ก็เหมือนอย่างเคย“ดิฉันไม่ทราบค่ะ”มุกระวีถอนหายใจไม่คิดจะถามต่อ ตอนนี้เธอคิดถึงบ้าน อยากกลับเมืองไทย ไม่รู้คนที่เมืองไทยจะมีใครเป็นห่วงเธอบ้างไหม ไหนจะงาน ไหนจะค่าเช่าห้อง นี่ก็สิ้นเดือนแล้วถ้าไม่ไปจ่าย ป้าเจ้าของห้องต้องได้ไขกุญแจ เอาของที่ห้องเธอมาโยนทิ้งแน่นอนในเมื่ออยู่ที่มีดีสก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่บ้าน เจ้าของวังหลวงเองก็บอกปาวๆ ใส่หน้าว่าเกลียด เธอก็คงไม่กล้ามีหน้าอยู่อีก มุกระวีรู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางเสียเหลือเกิน สมองน้อยๆ จึงรีบคิดหาวิธีพาตัวเองออกไปสาวใช้คนเดิมยกของว่างเข้ามาพอดีตอนที่มุกระวีมองเสื้อผ้าของอีกฝ่าย“นี่น้ำส้มเมื่อเช้าที่เธอยกมาให้มันขมไปนะ เธอลองชิมสิ”สาวใช้คนซื่อรีบทำตามคำสั่ง เพราะกลัวคนโปรดของท่านชีคจะโกรธ ปกติท่านชีคไม่เคยให้ความสนิทกับผู้หญิง
“พูดคำเดิมๆ ไม่เบื่อหรือไง แล้วตกลงจะไปเที่ยวต่อไหม ผมจะพาไปต่อ”“ไม่ไปแล้ว ฉันเหนื่อย ฉันอยากพัก”ทว่าเป็นเวลาเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นพอดี ฟาริสหยิบขึ้นมาดู เห็นว่าเป็นเบอร์ของอะลีฟก็รีบรับสาย เพราะเขาสั่งงานสำคัญไว้“มีอะไรอะลีฟ”“ไอ้อาฟรีนมันตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฟาริสกำโทรศัพท์แน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน กรามแกร่งขบแน่น เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบคนสนิท “ฉันเข้าใจแล้ว เดี๋ยวจะรีบไป”มุกระวีเห็นสีหน้าเขาเคร่งเครียดขึ้นก็สงสัย เธอไม่ทันจะถามอะไรเขา ฟาริสก็พูดขึ้นก่อน “คุณต้องการพักผ่อนใช่ไหมมุกระวี” มุกระวีพยักหน้าอย่างงงๆ “งั้นผมจะไปส่ง”“คุณมีธุระอะไรหรือเปล่า ถ้ามีก็ไปได้เลย ฉันจำทางกลับได้ แค่นี้เอง” เพราะเห็นเขาเพิ่งวางสายแล้วก็มีสีหน้าเครียดๆ เธอเลยไม่อยากรบกวนเขา“ไม่เป็นไรผมไปส่งดีกว่า” ฟาริสบอก แล้วก้าวขึ้นนำหน้า มุกระวีลอบผ่อนลมหายใจโล่งอกที่เขาจะพาเธอกลับเสียที อยู่ที่ฮาเร็มตามลำพังกับเขาแล้วเธออดคิ
มุกระวีเบิกตาโตเท่าไข่ห่านคนอะไรพูดตรงเป๊ะหักหลบไม่เป็นหรือไง หน้าเจ้ากรรมแดงแจ๋อย่างควบคุมไม่อยู่ อาการเธอออกชัดเจนขนาดนั้นหรือ อายจริงๆ“เอาอะไรมาพูด ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นสักนิด บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ชอบคุณ”ฟาริสกระตุกยิ้ม มุกระวีปากพูดไม่ตรงกับใจ เขาเห็นสายตาหลุกหลิกหลบเลื่อนไปมา “โกหก”“ไม่ได้โกหก” มุกระวีบอกอย่างเคืองๆ แล้วพยายามหันหลังหนีเพราะไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอแอบคิดแบบนั้นจริง ทว่าไม่ทันเดินไปไกลก็ถูกมือแกร่งโอบกอดจากด้านหลัง“ถ้าไม่โกหกก็อย่าเดินหนีแล้วมาพิสูจน์กันว่าใครพูดจริงมุกระวีหยุดอยู่กับที่ สับสนลังเลไปหมด อีกทั้งสมองก็ไม่สามารถคิดอะไรได้ถ้วนถี่ เพราะไรเคราสากระคายที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้ม “รังเกียจไหม ไม่ใช่ไหมล่ะ” ใบหน้าสวยๆ ต้องย่นคอหนีแต่ก็ถูกเขาเอาคางไซ้จนขนลุก“อื้อ อย่า ตอเคราของคุณมันครูดผิวฉันจักกะจี้” เธอบอกตรงๆ แต่กลายเป็นว่ายิ่งเพิ่มความร้อนระอุให้กับคนฟัง“ถ้ามันครูดตรงอื่นเธอจะจักกะจี้กว่านี้อีก ผมอยากรู้ว่าผิวตรงส่วนอื่นของคุณมัน
“ใช่ เพราะฉะนั้นทำตัวน่ารักๆ แล้วอย่าพูดประชดผมอีก แล้วผมจะพาไปดูรอบๆ ให้ทั่ว ถือว่าคุณมาเที่ยวครั้งนี้โชคดีกว่าคนอื่นๆ อีกมากเชียวล่ะ เพราะไม่เสียค่าเข้า ไม่ต้องต่อคิว เป็นการชมแบบไพรเวทส่วนตัวกับเจ้าของสถานที่”“ค่ะ ฉันซาบซึ้งมากแล้ว ถ้าคุณพูดอีกทีฉันคงต้องก้มลงไปกราบแทบเท้าท่านชีคที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อแล้ว”ฟาริสรู้สึกมีความสุขกับการได้ต่อปากต่อคำกับสาวไทยคนนี้เหลือเกิน เขาลอบยิ้มในใจแล้วเดินนำต่อ“เดี๋ยวก่อนค่ะท่านชีค ฉันยังสงสัยเรื่องที่คุณพูดเมื่อครู่ คุณว่าที่นี่เป็นของคุณแต่คุณไม่รับนางในฮาเร็มเข้ามา มันหมายความว่ายังไงคะ”ฟาริสหันมาจ้องตาคนช่างสงสัย “ก็หมายความตรงตัวนี่ ในอดีตฮาเร็มแห่งนี้เป็นของเสด็จพ่อ แต่เสด็จพ่อของผมพระองค์ทรงสวรรคตแล้ว มันก็เลยกลายเป็นของผมไปในทันทีแต่ผมไม่คิดจะมีนางในฮาเร็ม” เขาหยุดพูดแค่นี้ ไม่อยากอธิบายต่อว่าเขาต้องการมีพระชายาเพียงคนเดียว เขาเห็นพระบิดามีนางสนมมากมาย ทุกวันล้วนมีแต่เรื่องปวดหัวไม่หยุดสนมแต่ละคต่างแย่งชิงความรักและบางครั้งมันไม่ใช่เพียงแค่ความรักแต่เป็นการเมือ







