تسجيل الدخولมุกระวีใช้ชีวิตตามลำพังอยู่ที่วังหลวงอย่างเบื่อหน่าย แม้จะสุขสบาย มีเสื้อผ้า อาหารพร้อม และยังมีคนคอยรับใช้ไม่ขาด แทบไม่ต้องหยิบจับทำอะไรเลย แต่เธอก็ไม่ชอบชีวิตที่เป็นดั่งนกน้อยในกรงทองแบบนี้ เธอถามสาวใช้คนหนึ่งว่าท่านชีคหายไปไหน คำตอบที่ได้ก็เหมือนอย่างเคย“ดิฉันไม่ทราบค่ะ”มุกระวีถอนหายใจไม่คิดจะถามต่อ ตอนนี้เธอคิดถึงบ้าน อยากกลับเมืองไทย ไม่รู้คนที่เมืองไทยจะมีใครเป็นห่วงเธอบ้างไหม ไหนจะงาน ไหนจะค่าเช่าห้อง นี่ก็สิ้นเดือนแล้วถ้าไม่ไปจ่าย ป้าเจ้าของห้องต้องได้ไขกุญแจ เอาของที่ห้องเธอมาโยนทิ้งแน่นอนในเมื่ออยู่ที่มีดีสก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่บ้าน เจ้าของวังหลวงเองก็บอกปาวๆ ใส่หน้าว่าเกลียด เธอก็คงไม่กล้ามีหน้าอยู่อีก มุกระวีรู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางเสียเหลือเกิน สมองน้อยๆ จึงรีบคิดหาวิธีพาตัวเองออกไปสาวใช้คนเดิมยกของว่างเข้ามาพอดีตอนที่มุกระวีมองเสื้อผ้าของอีกฝ่าย“นี่น้ำส้มเมื่อเช้าที่เธอยกมาให้มันขมไปนะ เธอลองชิมสิ”สาวใช้คนซื่อรีบทำตามคำสั่ง เพราะกลัวคนโปรดของท่านชีคจะโกรธ ปกติท่านชีคไม่เคยให้ความสนิทกับผู้หญิง
“พูดคำเดิมๆ ไม่เบื่อหรือไง แล้วตกลงจะไปเที่ยวต่อไหม ผมจะพาไปต่อ”“ไม่ไปแล้ว ฉันเหนื่อย ฉันอยากพัก”ทว่าเป็นเวลาเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นพอดี ฟาริสหยิบขึ้นมาดู เห็นว่าเป็นเบอร์ของอะลีฟก็รีบรับสาย เพราะเขาสั่งงานสำคัญไว้“มีอะไรอะลีฟ”“ไอ้อาฟรีนมันตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฟาริสกำโทรศัพท์แน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน กรามแกร่งขบแน่น เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบคนสนิท “ฉันเข้าใจแล้ว เดี๋ยวจะรีบไป”มุกระวีเห็นสีหน้าเขาเคร่งเครียดขึ้นก็สงสัย เธอไม่ทันจะถามอะไรเขา ฟาริสก็พูดขึ้นก่อน “คุณต้องการพักผ่อนใช่ไหมมุกระวี” มุกระวีพยักหน้าอย่างงงๆ “งั้นผมจะไปส่ง”“คุณมีธุระอะไรหรือเปล่า ถ้ามีก็ไปได้เลย ฉันจำทางกลับได้ แค่นี้เอง” เพราะเห็นเขาเพิ่งวางสายแล้วก็มีสีหน้าเครียดๆ เธอเลยไม่อยากรบกวนเขา“ไม่เป็นไรผมไปส่งดีกว่า” ฟาริสบอก แล้วก้าวขึ้นนำหน้า มุกระวีลอบผ่อนลมหายใจโล่งอกที่เขาจะพาเธอกลับเสียที อยู่ที่ฮาเร็มตามลำพังกับเขาแล้วเธออดคิ
มุกระวีเบิกตาโตเท่าไข่ห่านคนอะไรพูดตรงเป๊ะหักหลบไม่เป็นหรือไง หน้าเจ้ากรรมแดงแจ๋อย่างควบคุมไม่อยู่ อาการเธอออกชัดเจนขนาดนั้นหรือ อายจริงๆ“เอาอะไรมาพูด ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นสักนิด บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ชอบคุณ”ฟาริสกระตุกยิ้ม มุกระวีปากพูดไม่ตรงกับใจ เขาเห็นสายตาหลุกหลิกหลบเลื่อนไปมา “โกหก”“ไม่ได้โกหก” มุกระวีบอกอย่างเคืองๆ แล้วพยายามหันหลังหนีเพราะไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอแอบคิดแบบนั้นจริง ทว่าไม่ทันเดินไปไกลก็ถูกมือแกร่งโอบกอดจากด้านหลัง“ถ้าไม่โกหกก็อย่าเดินหนีแล้วมาพิสูจน์กันว่าใครพูดจริงมุกระวีหยุดอยู่กับที่ สับสนลังเลไปหมด อีกทั้งสมองก็ไม่สามารถคิดอะไรได้ถ้วนถี่ เพราะไรเคราสากระคายที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้ม “รังเกียจไหม ไม่ใช่ไหมล่ะ” ใบหน้าสวยๆ ต้องย่นคอหนีแต่ก็ถูกเขาเอาคางไซ้จนขนลุก“อื้อ อย่า ตอเคราของคุณมันครูดผิวฉันจักกะจี้” เธอบอกตรงๆ แต่กลายเป็นว่ายิ่งเพิ่มความร้อนระอุให้กับคนฟัง“ถ้ามันครูดตรงอื่นเธอจะจักกะจี้กว่านี้อีก ผมอยากรู้ว่าผิวตรงส่วนอื่นของคุณมัน
“ใช่ เพราะฉะนั้นทำตัวน่ารักๆ แล้วอย่าพูดประชดผมอีก แล้วผมจะพาไปดูรอบๆ ให้ทั่ว ถือว่าคุณมาเที่ยวครั้งนี้โชคดีกว่าคนอื่นๆ อีกมากเชียวล่ะ เพราะไม่เสียค่าเข้า ไม่ต้องต่อคิว เป็นการชมแบบไพรเวทส่วนตัวกับเจ้าของสถานที่”“ค่ะ ฉันซาบซึ้งมากแล้ว ถ้าคุณพูดอีกทีฉันคงต้องก้มลงไปกราบแทบเท้าท่านชีคที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อแล้ว”ฟาริสรู้สึกมีความสุขกับการได้ต่อปากต่อคำกับสาวไทยคนนี้เหลือเกิน เขาลอบยิ้มในใจแล้วเดินนำต่อ“เดี๋ยวก่อนค่ะท่านชีค ฉันยังสงสัยเรื่องที่คุณพูดเมื่อครู่ คุณว่าที่นี่เป็นของคุณแต่คุณไม่รับนางในฮาเร็มเข้ามา มันหมายความว่ายังไงคะ”ฟาริสหันมาจ้องตาคนช่างสงสัย “ก็หมายความตรงตัวนี่ ในอดีตฮาเร็มแห่งนี้เป็นของเสด็จพ่อ แต่เสด็จพ่อของผมพระองค์ทรงสวรรคตแล้ว มันก็เลยกลายเป็นของผมไปในทันทีแต่ผมไม่คิดจะมีนางในฮาเร็ม” เขาหยุดพูดแค่นี้ ไม่อยากอธิบายต่อว่าเขาต้องการมีพระชายาเพียงคนเดียว เขาเห็นพระบิดามีนางสนมมากมาย ทุกวันล้วนมีแต่เรื่องปวดหัวไม่หยุดสนมแต่ละคต่างแย่งชิงความรักและบางครั้งมันไม่ใช่เพียงแค่ความรักแต่เป็นการเมือ
“ไปจริง แต่ถ้ายังชักช้า ผมจะพาไปทัวร์รอบเตียงอีกสักรอบ”มุกระวีอายแทนคนพูด “ไม่ค่ะ ฉันอยากจะไปทัวร์ข้างนอกมากกว่า”“ผมก็จะพาคุณไปอยู่นี่ไงล่ะ”มุกระวีดีใจ รีบเดินตามหลังคนตัวโตออกไป พอบอกว่าไปเที่ยวความคิดก็เริ่มบรรเจิดแผนการ ถ้าได้ออกไปเที่ยวไกลๆ ก็จะได้หาโอกาสหนีได้ง่ายขึ้นมุกระวียิ้มให้กับความฉลาดของตัวเอง แต่ไม่ทันเห็นว่าคนตัวโตหยุดเดินจนเธอชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างจัง บางอย่างที่ซ่อนไว้เกือบหล่นออกมา“ว้าย” มุกระวีอุทานออกมาหน้าซีดเผือด ขณะที่ฟาริสหันมามอง หรี่ตาคมเข้มมีแววรู้ทันไปที่คนตัวเล็ก“ใจลอยจนเดินชนผม คุณมัวแต่เหม่อคิดอะไรอยู่งั้นเหรอ”“เปล่านี่ ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย ถ้าจะคิดก็คิดว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ฉันอยากไปที่สวยๆ คุณมีที่ไหนแนะนำบ้างล่ะ คุณเป็นเจ้าของบ้าน น่าจะรู้จักสถานที่สวยๆ มากกว่าฉัน”มุกระวีถามไปพลางยิ้มกว้าง ขอแค่ได้ไปไกลจากวังหลวงก็เพียงพอแล้ว“อยากไปที่สวยๆ”“อืม ใช่ แต่สวนสวรรค์อะไรนั่นฉันไม่ไป
มุกระวีพยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันพอใจกับการเป็นสไตลิสต์ ได้แต่งตัวให้ดารานักแสดง พวกเขาล้วนชอบเสื้อผ้าที่ฉันเลือกให้ใส่ บางทีฉันได้อยู่ใกล้พระเอกหล่อๆ ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตเลยนะคะ”พอพูดจบมุกระวีก็ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปตรงไหน เพราะจู่ๆ ก็ถูกคว้ามือไปกุมไว้อย่างรวดเร็ว“โอ๊ย” มุกระวีร้องออกมาด้วยความเจ็บ “ท่านชีค คุณเป็นอะไรคะเนี่ย มากระชากมือฉันทำไม”เสียงทุ้มกร้าวขึ้น พร้อมกับแววตาไม่พอใจ “อย่าพูดถึงผู้ชายคนอื่นต่อหน้าผม ผมไม่ชอบ”มุกระวีเม้มปากแน่น มองตอบเขาด้วยความไม่ชอบใจ “คุณไม่ชอบก็เรื่องของคุณสิ”มุกระวีสะบัดหน้าหนี แล้วลุกขึ้นยืน เธอจะรีบเดินเร็วๆ กลับไปที่ห้องนอน ทั้งที่ไม่อยากกลับไปที่ห้องนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี“อย่าเดินหนีผม มุกระวี”มุกระวีหันหน้ากลับมา ยิ้มเป็นเส้นตรง “ได้ค่ะ ไม่เดินหนี” แต่ตอนนี้ร่างบอบบางกำลังวิ่งออกไปจากหน้าประตู ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวพ้นออกไป ทหารองครักษ์หลายนายก็กรูกันเข้ามา“หลบไป มาขวางหน้าฉันทำไม







