LOGINท่ามกลางพายุหิมะ โรงเตี๊ยมสองแห่งซึ่งตั้งอยู่ทางขึ้นเขาหนี่ว์ซานกำลังพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่จำต้องหยุดพัก เสียงลมอื้ออึง บวกกับอากาศหนาวเย็น ทำให้ไม่ว่าใครก็ล้วนรักชีวิตไม่กล้าออกไปเผชิญกับความตายทั้งสิ้น
หนี่ว์ซานหรือหุบเขาแห่งเทพธิดา เป็นหุบเขาสูงชันที่มีอายุมากกว่าพันปี ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนสามแคว้น ได้แก่แคว้นเยียน แคว้นเทียนเฉา และแคว้นฉี
กระนั้นเพราะแคว้นฉีเป็นฝ่ายชนะสงครามสามแคว้นเมื่อสามสิบปีก่อน หุบเขาหนี่ว์ซานจึงตกเป็นอาณาเขต ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิแคว้นฉี
ชาวบ้านจากสามแคว้นเล่าขานกันว่าในทุกๆ หนึ่งร้อยปีจะมีเทพธิดาลงมาจุติยังหนี่ว์ซานตนหนึ่ง ผู้ใดที่ทำให้เทพธิดาเต็มใจติดตามลงเขา คนผู้นั้นจะแคล้วคลาดสมปรารถนาทุกประการ
คำร่ำลือกลายเป็นเรื่องเล่าขาน เรื่องเล่าขานกลายเป็นตำนาน กาลเวลากว่าห้าร้อยปีผ่านไป แม้ไม่มีใครตอบได้อย่างเต็มปากว่าเคยพบเทพธิดา ถึงอย่างนั้นผู้คนก็ยังหลงงมงาย กระทั่งหลั่งไหลมารวมตัวกันยังทางขึ้นหนี่ว์ซานเช่นตอนนี้
ห้องพักในโรงเตี๊ยมล้วนอัดแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย ราคาที่ถูกโก่งจนเรียกได้ว่าเป็นการขูดเลือดเนื้อ กระนั้นกลับไม่มีใครกล้าปริปาก เนื่องจากคนที่โวยวายเหล่านั้นล้วนถูกไล่ออกไป หลายคนจึงต้องยอมนอนในโรงเก็บฟืน เพราะที่พักไม่เพียงพอกับจำนวนคน
ภายในห้องพักขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่บนชั้นสอง เงาร่างสูงกำลังยืนมองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นผ่านช่องหน้าต่าง แผ่นหลังของเขาตรงแน่ว ท่วงท่าสุขุมสง่างาม ผิดไปจากเหล่าชาวยุทธ์หลายคน ซึ่งกำลังโวยวายเพราะห้องพักเต็มจนไม่อาจรองรับ
“นายท่านขอรับ”
โม่สวินก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับคำนับเพื่อรายงานสถานการณ์ เขากับสหายอีกสามคนติดตามเกาเฟิงเหยียนมาหลายปี นับจากชายหนุ่มขึ้นรับตำแหน่งมหาเสนาบดีแคว้นฉี
“มีอะไรคืบหน้าหรือไม่”
“ไม่มีใครสามารถฝ่าพายุหิมะขึ้นเขาไปได้ขอรับ ทางขึ้นเขาทั้งหมดถูกหิมะถล่มปิดตาย อีกทั้งพายุยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง คนทั้งหมดจึงถอยร่นลงมารวมตัวกันที่นี่”
“ต้าเหมิง เซียวจิง ยังมีเยี่ยหลิง พวกเขาไปไหนแล้วเล่า”
“ยังดูลาดเลาอยู่ข้างล่างขอรับ ที่นี่คนเยอะเกินไปไม่อาจวางใจ เราไม่มีทางรู้ได้ว่าหนึ่งในคนเหล่านั้นจะเป็นคนของอีกสองแคว้นหรือไม่ ทางที่ดี...”
น่าจะส่งข่าวกลับเมืองหลวงเพื่อให้ส่งคนมาคุ้มกันเพิ่ม
โม่สวินอยากจะบอกแบบนั้นแต่ถูกผู้เป็นนายบอกปัด
“เรียกสามคนนั้นกลับมา คืนนี้ไม่ต้องทำอะไร พรุ่งนี้เตรียมรถม้าให้พร้อม ฟ้าสางข้าจะกลับเมืองหลวง”
“แต่...”
“ตั้งแต่แรกข้าเพียงรับปากว่าจะมาที่หนี่ว์ซาน ไม่ได้บอกว่าจะขึ้นเขา เขาเองก็ไม่ได้คัดค้าน”
เห็นสีหน้าโม่สวิน เกาเฟิงเหยียนเพียงอมยิ้ม
“เจ้าเชื่อจริงๆ หรือว่าเทพธิดาแห่งหนี่ว์ซานมีจริง ข้ากับเขาเติบโตที่นี่ ถึงอย่างนั้นกลับไม่เคยเห็นมีเทพธิดาปรากฏตัวเลยสักครั้ง”
โม่สวินยังคงมีท่าทีกังขา “แต่ท่านเทพแห่งคำทำนายยืนยันให้ท่านมาที่นี่”
‘เขา’ ที่เกาเฟิงเหยียนกล่าวถึง ก็คือหวังอวี่ เทพแห่งคำทำนายที่ผู้คนแคว้นฉีต่างก็ร่ำลือถึงการทำนายอันแม่นยำ
“ก็จริง” เกาเฟิงเหยียนยังคงมีรอยยิ้ม
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาให้เรามาตามล่าหาเทพธิดาเหมือนคนพวกนั้น เรียกสามคนนั้นกลับมาให้หมด คืนนี้หิมะตกหนักไม่มีใครโง่งมถึงขนาดเอาชีวิตไปเสี่ยง เพียงเพื่อตามหาสิ่งที่ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่หรอก”
ถึงจะโลภโมโทสันแต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของคนยังคงเหนือกว่าสิ่งใด เขาเชื่อเช่นนั้น
“แล้วหากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเล่าขอรับ”
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้สุดแล้วแต่ชะตากำหนดเถิด แม้หวังอวี่จะเป็นถึงเทพแห่งคำทำนาย แต่ทุกเรื่องย่อมมีครรลองของมัน ฝืนไปก็เท่านั้น”
นึกถึงท่านเทพแห่งคำทำนาย ซึ่งป่านนี้คงนอนหลับสบายในเรือนพักอันเงียบสงบ เกาเฟิงเหยียนได้แต่ถอนหายใจออกมา ในใจกำลังก่นด่าอีกฝ่ายที่หาเรื่องส่งเขาออกมานอกเมืองหลวงแคว้นฉี
ความจริงแล้วทั้งเกาเฟิงเหยียน และหวังอวี่ ต่างก็เป็นศิษย์ของคนไร้นาม บุรุษซึ่งเป็นหนึ่งในใต้หล้าที่เคยช่วยอดีตจักรพรรดิแคว้นฉีเอาชนะศึกสามแคว้นเมื่อสามสิบปีก่อน
ก่อนสิ้นใจคนไร้นามได้สั่งเสียให้ศิษย์ทั้งสองลงจากหนี่ว์ซาน ทั้งนี้ก็เพื่อเลือกทายาทผู้ซึ่งจะครองบัลลังก์ต่อจากอดีตจักรพรรดิ
หวังอวี่เป็นคนที่ไม่ชอบความยุ่งยากซับซ้อน ทางหนึ่งเขาสร้างชื่อเสียงจากการเป็นเทพแห่งคำทำนาย ส่วนอีกทางก็ลอบติดต่อกับเกาเฟิงเหยียน ซึ่งเลือกเป็นกุนซือให้องค์ชายรองแคว้นฉี
“ฉันแซ่เยี่ย ชื่อเฟิงเย่ มีพี่ชายอยู่คนหนึ่งแซ่เดียวกันชื่อจิ่งหรัน เขาเป็นซีอีโอบริษัท...”“ผมแซ่เกา ชื่อเฟิงเหยียน มีน้องสาวต่างพ่ออยู่คนหนึ่งแต่เธอใช้แซ่หยวนของแม่ ชื่อไห่หลัน พ่อเสียไปแล้วแต่มีแม่สองคนหวังว่าคงไม่รังเกียจ แต่ผมมั่นใจว่าคุณต้องรักพวกเธอ เพราะพวกเธอใจดีมาก พวกเธอคนหนึ่งแซ่ซู คนหนึ่งแซ่หยวน หากตกลงผมจะส่งทนายมาพรุ่งนี้”“เดี๋ยว! ตกลงเรื่องอะไร แล้วส่งทนายมาทำไม”“ทรัพย์สินทั้งหมดของผมมีทนายประจำตัวเท่านั้นที่สามารถแจกแจง”ในซวงเสวี่ยเชียนเหนียนเขายกห้องเก็บสมบัติให้ ในชีวิตจริงเขาก็ยังอยากให้ทุกอย่างชัดเจน “ปีศาจเงินตราตัวน้อยๆ เราตกลงหมั้นหมายกันแล้ว คงไม่ได้คิดจะเบี้ยวหรอกจริงมั้ย” ดวงตาคมหรี่ลงในขณะที่กล่าวจบประโยคเฟิงเย่หัวเราะลั่น “ป๋ามาก ผู้สายเปย์! เกาเฟิงเหยียนคุณสอบผ่าน”สองเดือนถัดมาหลังจากการพัฒนาเกมรูปแบบใหม่ ซวงเสวี่ยเชียนเหนียนอันสมบูรณ์แบบก็วางขาย เสียงตอบรับยังคงดีเกิดคาด เพราะไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบเล่นเกม หรือคนที่ชอบอ่านนิยาย ทุกคนล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันสมจริงมากในเวลาเดียวกันกับที่เสียงตอบรับของสินค้าออกมาดี ข่าวดีอีกเรื่องคือการหมั้นหมายของ
“หรือว่าคุณคือตัวแทนจากบริษัทหยวนเฟิ่ง มาถึงนานแล้วหรือครับ” ที่แท้ก็คือหุ้นส่วนที่เข้ามาร่วมงานในโพรเจคของเทียนอวี้เยี่ยจิ่งหรันมองเขาสลับกับน้องสาวตัวเอง “เย่เอ๋อร์มาที่บริษัทมีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า”“มาคิดบัญชีกับเทียนอวี้ค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเบาพร้อมกันนั้นก็หลบตาเกาเฟิงเหยียน ที่แท้เขาก็รั้งเธอไว้เพียงเพื่อจะถามทาง “แต่ตอนนี้หนีไปแล้ว พี่เองก็รู้เหรอคะว่าเทียนอวี้พยายามหลบหน้าฉัน”เยี่ยจิ่งหรันถอนหายใจ “พี่ต้องทำงาน ไว้ค่อยคุยกันได้ไหม”“ไม่แน่ใจว่าจะได้คุยกันเรื่องงานหรือเปล่านะครับเพราะน้องสาวของผมเองก็หนีไปแล้ว” เกาเฟิงเหยียนพูดกลั้วหัวเราะข้างๆ “นักเขียนไม่อยู่แล้วจะคุยเรื่องงานได้ยังไงถูกมั้ยครับ”“นักเขียนหรือคะ” เฟิงเย่อุทานออกมา “หรือว่าคนเมื่อครู่คือสโนว์ไวท์”“ครับ”“เชิญด้านในดีกว่าครับ”มองดูเกาเฟิงเหยียนหมุนตัวเดินตามพี่ชายไป เฟิงเย่ได้แต่ยืนมองด้วยท่าทีลังเล ไม่ว่ามองอย่างไรเขาก็คือเกาเฟิงเหยียน แต่ข้างๆ กันนั้นพี่ชายของเธอเองก็ไม่ต่างจากหวังอวี่ความลังเลสับสนทำให้หญิงสาวไม่รู้จะเดินไปทางไหนดีใจหนึ่งอยากหันหลังแล้วตามพี่ชายกับเกาเฟิงเหยียนไป การพลัดพรากครั้งนั้น
หยางอวิ๋นอี้กำลังรำลึกความหลังกับโม่สวินผู้เป็นศิษย์น้อง เขารำพึงว่าหากวันนั้นคุ้มกันคนรักของเกาเฟิงเหยียนได้ หากเกาเฟิงเหยียนไม่สูญเสียคนรัก อีกฝ่ายก็ไม่ต้องพิษกำเริบจนสิ้นใจ กระทั่งหวังอวี่อาสานำศพกลับขึ้นหนี่ว์ซานในนิยายกล่าวถึงเพียงเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงว่าคนรักของเกาเฟิงเหยียนคือใคร ที่สำคัญเหตุการณ์ในนิยายดูเหมือนสอดคล้องกับในเกม นั่นก็คือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เฟิงเย่จากมาแล้ว ทั้งยังอธิบายโดยใช้บทพระเอกนายเอกเป็นหลักเฟิงเย่ยังไม่ยอมแพ้เข้าอินเทอร์เน็ตลองค้นหาว่าคนพูดถึงเรื่องนี้ว่ายังไง กระทั่งในที่สุดก็เห็นคอมเม้นท์ที่โจมตีเทียนอวี้--เกาเฟิงเหยียนอยู่หนายยยย----ทำไมอยู่ๆ ก็เปลี่ยนบทอ่ะ ตัวสำคัญอย่างมหาเสนาบดีทำไมหายไป----ทำไมอยู่ๆ เรื่องราวช่วงแรกๆ ก็หายไป เปลี่ยนเป็นเริ่มต้นเรื่องเพราะหยางอวิ๋นอี้แทนอ่ะ แล้วที่ปูเรื่องถึงเทพแห่งคำทำนายกับมหาเสนาบดีคืออะไร งง----แม่ทัพจ้าวของเค้าหายไป—ต่อจากนั้นคอมเม้นท์เหล่านั้นก็ไม่ได้รับการสนใจ เปลี่ยนเป็นคอมเม้นท์เกี่ยวกับพระเอกและนายเอกแทนเฟิงเย่ขมวดคิ้วครุ่นคิดแล้วพยายามโทรหาเทียนอวี้ ถึงอย่างนั้นก็ยังเหมือนเดิมคือไม
ที่สุดแพทย์ก็ลงความเห็นให้หญิงสาวกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่ทุกเดือนต้องกลับไปปรึกษาและประเมินผลมองดูห้องนอนอันว่างเปล่า หญิงสาวรับรู้ได้ว่าตัวเองคงไม่อาจกลับไปเป็นคนเดิมอีกแล้ว จากมาโดยไม่ได้ร่ำลาวันนั้น ไม่รู้ว่าเกาเฟิงเหยียนเป็นอย่างไรบ้างเสียงมือถือดังขึ้นนั่นเป็นเบอร์ของเยี่ยจิ่งหรัน พี่ชายของเธอเอง “ค่ะพี่”“เสร็จหรือยัง จะให้พี่ไปรอข้างบนมั้ย?”“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันลงไปดีกว่า”วันนี้เยี่ยจิ่งหรันจะพาไปกินข้าวนอกบ้าน ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เฟิงเย่มองหาหวังอวี่ในตัวพี่ชายมาโดยตลอด และหลังจากทำเช่นนั้นในใจก็มักจะรู้สึกผิดหวังอวี่เป็นเพียงตัวละครที่ถูกสร้างขึ้น แต่เธอกลับเอามาปะปนในความทรงจำร่วมกับพี่ชายของตัวเอง พี่ชายแท้ๆ ที่ห่วงใยเธอจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ“อยากกินอะไร”หญิงสาวนึกอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงตอบเสียงเบา “บะหมี่เนื้อตุ๋นค่ะ พี่พอจะรู้จักร้านไหนที่อร่อยๆ บ้างมั้ยคะ?”เยี่ยจิ่งหรันหัวเราะ “พี่กินออกบ่อย ร้านที่อยู่ใกล้ๆ บริษัท ตอนนี้น่าจะยังเปิดอยู่” เขามองนาฬิกาข้อมือ “เพิ่งทุ่มครึ่ง เขาน่าจะปิดสามทุ่มยังทัน”เฟิงเย่มองเสี้ยวหน้าด้านข้างของพี่ชาย เขายังคงอ่อนโยนเช่นนี้เส
“เรารู้” น้ำเสียงราบเรียบนั้นคล้ายคนที่กำลังปลงตก “เขารักเจ้า และคงไม่อาจมอบให้ให้ผู้อื่น” ฉีเฟิ่งเซียนหัวเราะเสียงขื่น “เป็นเราที่โง่งมเองที่คิดว่าเขาจะหันมามองหากสามารถกำจัดเจ้า”เฟิงเย่ชะงักเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าพูดออกมาตามตรง“เสด็จพี่บอกเจ้าแล้วกระมังว่าเราคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” กล่าวจบก็มองลงไปเบื้องล่างกำแพง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดเราพาเจ้ามาที่นี่” ร่างงามก้าวขึ้นไปยังขอบกำแพง“องค์หญิง!” เฟิงเย่ขมวดคิ้ว“ไม่ต้องตื่นเต้นไป เราไม่กระโดดลงไปหรอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้” มือน้อยลูบหน้าท้องของตนเบาๆ “เราเพียงอยากบอกเขา”ก้มลงมองยังหน้าท้องแบนราบ “ว่าบิดาที่แสนต่ำช้าของเขา ตกลงไปจากจุดนี้ก่อนสิ้นใจอย่างน่าสมเพช” ในน้ำเสียงแฝงประกายความเกลียดชังระคนเจ็บปวด“องค์หญิงลงมาเถิดเพคะ ไม่คุ้มกันหรอก”ฉีเฟิ่งเซียนเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เฟิงเย่ “เจ้าเป็นถึงเทพธิดาแห่งหนี่ว์ซาน เจ้าว่าชีวิตหลังความตายมีอยู่จริงหรือไม่ หากมีจริงคงดีไม่น้อยเลย ข้าหวังว่าในชีวิตหน้าข้าจะสามารถลืมเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นชาตินี้ ลืมสิ้นว่าข้าเคยมีใจให้เกาเฟิงเหยียน”เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทำให้หญิงสาวทั้
นางสงสัยว่านางกำนัลน้อยผู้นั้นอาจถูกข่มขู่ แม้ท่าทีหนักแน่นเมื่อขอร้องคน แต่ในดวงตากลับฉายแววหวาดกลัวระคนวิตกกังวล เกรงว่าคนสำคัญของอีกฝ่ายคงถูกนำมาข่มขู่เป็นแน่หาไม่ในเวลาเช่นนี้ผู้ใดจะกล้าเสี่ยงโดนลงโทษ เพียงเพื่อช่วยเหลือองค์หญิงที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจเอาตัวรอดไปได้เช่นนี้หงกงกงหันไปกระซิบกับนางกำนัลด้านหลัง จากนั้นตัวเขาก็เดินมากับหญิงสาว เมื่อเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของนางเขาก็ยิ้ม“ข้าน้อยไม่อาจวางใจ ก่อนหน้านี้ข้าน้อยรับปากท่านมหาเสนาบดีว่าจะส่งท่านกลับอย่างปลอดภัย ดังนั้นจึงจะไปเป็นเพื่อนท่านหญิงเข้าเฝ้าองค์หญิง เรื่องที่ท่านกำชับข้าน้อยให้คนเร่งไปดำเนินการต่อแล้ว อีกไม่นานคงรู้ผล ท่านหญิงวางใจได้”หงกงกงผู้นี้เป็นคนไม่เลวจริงๆ“หงกงกง ในที่สุดก็หาท่านพบ” หน้าตำหนักองค์หญิงเฟิ่งเซียนกงกงน้อยคนหนึ่งวิ่งปราดเข้ามา เฟิ่งเย่หัวเราะในลำคอ นางแหงนขึ้นมองซุ้มประตูตำหนักเฟิ่งอวี่ ในใจคล้ายตระหนักถึงบางอย่าง“มีอะไรพรวดพราดเข้ามาเสียมารยาทยิ่ง” หงกงกงตำหนิ“ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า”“ตอนนี้หรือ” หงกงกงเลิกคิ้ว“ขอรับ”“เช่นนั้น...” เขากังวลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อ
เช้าตรู่วันถัดมาราชสำนักแทบจะลุกเป็นไฟเพราะข่าวใหญ่ แม่ทัพจ้าวลอบกลับมาเมืองหลวงเพื่อพบเกาเฟิงเหยียน สถานการณ์ชายแดนคับขัน แต่แม่ทัพใหญ่กลับละเลยหน้าที่ ทั้งยังถูกหัวหน้ามือปราบจับตัวได้ที่จวนท่านเทพแห่งคำทำนายคนทั้งสามถูกควบคุมตัวเอาไว้ กระทั่งถูกส่งตัวไปยังคุกหลวงตามรับสั่งของฮ่องเต้ หลังจากที่จ
เซียวเหอยังคงจับจ้องเฟิงเย่ที่นอนนิ่ง กระนั้นกลับรู้สึกประหลาดใจ “นางไม่ได้หลับ?”“นี่เป็นการฝังเข็มของฝานเจ๋อ นางมีสติรับรู้ แต่จะไร้เรี่ยวแรง”“อ้อ ป้องกันการหลบหนีสินะ” เซียวเหอพยักหน้า“ข้ามีเรื่องหนึ่งสงสัย” หลิ่วจื่อเอ่ยเสียงเรียบ“ท่านสงสัยหรือ” เซียวเหอเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ นั
รถม้าโยกคลอนน่าปวดหัวยิ่ง แม้แต่เสียงพูดคุยสนทนาก็ฟังดูน่ารำคาญ เฟิงเย่ได้แต่นั่งนิ่งหลับตาอย่างไม่สบายตัว ร่างกายที่ไม่ตอบสนองความเคลื่อนไหว บวกกับอากาศอันหนาวเหน็บ ส่งผลให้ร่างกายหนักอึ้งและง่วงงุน ด้านนอกเสียงตีฆ้องบอกโมงยาม ทำให้นางรับรู้ว่าล่วงเข้าสู่ยามจื่อ[1]แล้วฝานเจ๋อลงมืออย่ารวดเร็ว เห็น
ที่สำคัญไปกว่านั้นกุญแจดอกที่สองซึ่งส่งสัญญาณ นางก็ได้รับมาจากหลิ่วจื่อผู้นี้!!!“คิดไม่ถึงจริงๆ ข้าคิดว่าท่านเป็นคนดี หาไม่เหตุใดเขากับพี่ใหญ่จึงวางใจท่านถึงเพียงนี้” กล่าวจบเฟิงเย่ก็จ้องเขม็งไปยังหลิ่วจื่อ จินตนาการไม่ออกเลยว่าเขาที่มีบทเป็นนายเอก จะพบและรักกันกับโจวฟ่านที่เป็นพระเอกได้อย่างไร...







