Masuk"ท่านแม่ทัพข้าชอบท่านแล้วอย่างไร รูปงามแล้วอยาางไร เก่งกาจแล้วอย่างไร ถึงอย่างนั้นข้าก็ทนนิสัยเย็นชาของท่านมิไหวหรอกนะ อายุท่านกับข้าก็แทบเรียกว่าลุงกับหลานได้อยู่แล้ว สตรีไหนได้ท่านไปครอบครองต้องเฉาตายเป็นแน่....." เด็กหญิงที่ครอบครัวถูกฆ่าล้างยกหมู่บ้าน ถูกท่านแม่ทัพเก็บมาเลี้ยงในจวนจ้าว เด็กหญิงอายุเพียงแปดขวบในวันนั้น สิบปีต่อมากลายเป็นหญิงงามที่ชายใดก็ต่างหมายปอง แม่ทัพหนุ่มที่อายุเลยเข้าวัยที่ควรออกเรือนได้แล้ว กลับครองชีวิตที่ไร้พันธะผูกมัด เขามิได้มีเพียงความเก่งกาจเสียทุกด้านและวรยุทธที่สูงส่ง แต่ใบหน้าที่หล่อเหลาและรูปกายที่สง่างาม แต่ทว่ากลับมีท่าทีที่สุขุมและเย็นชา มิสนใจสตรีนางใดจนทูลขอฝาบาทว่าสตรีที่จะแต่งเข้าจวน มีเพียงชายหนุ่มเท่านั้นที่เป็นคนเลือกได้ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้เขาลดความนิยมในบรรดาสาวงามทั่วเมืองหลวงได้เลยแม้แต่น้อย แต่แล้ววันหนึ่งจู่ๆกลับมีเด็กคนหนึ่งที่อายุห่างจากเขาเกือบหนึ่งรอบ มาทำให้ความเย็นชาและกำแพงของเขาค่อยๆทลายลง...... "เด็กดื้อเช่นนาง เห็นทีคงมีเพียงข้าที่จัดการได้......"
Lihat lebih banyakยามค่ำคืนที่มืดมิด แม้เพียงดวงจันทร์ยังเร้นกายซ่อนอยู่หลังก้อนเมฆหนา แต่กลับสามารถมองเห็นพื้นดินที่กลายเป็นทะเลโลหิต กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งล่องลอยในอากาศ แสงสว่างของเปลวเพลิงสะท้อนในดวงตาเด็กหญิง ในมือกำม้าแกะสลักแน่น หลบซ่อนอยู่ในตรอกมืดไร้ผู้คนพบเห็น ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยคราบน้ำตา เนื้อตัวมอมแมมสั่นเทา ยากที่จะยอมรับและลืมเลือนภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เจอได้
"หยุด~~~" เสียงควบม้ามาแต่ไกล และตามด้วยทหารนับร้อยคน หยุดอยู่กลางถนนมองสภาพบ้านเรือนที่ถูกฆ่าล้างยกหมู่บ้าน บ้านเรือนถูกเพลิงไฟเผาไหม้จนแทบมิเหลือชิ้นดี "ท่านแม่ทัพ เรามาช้าเกินไปขอรับ เกรงว่าชาวบ้านและทุกคนในหมู่บ้านจะถูกฆ่าตายหมดแล้ว" เสียงทหารที่มาด้วยเอ่ยรายงาน เมื่อพวกเขาสำรวจหมู่บ้านจนหมดแล้ว ดวงตาคมกวาดมองบริเวณโดยรอบแล้วกำหมัดแน่น เขามาช้าเพียงก้าว เหล่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ก็ถูกฆ่าทิ้งจนหมดเหมือนผักปลา เขาในฐานะแม่ทัพใหญ่ที่สัญญากับใต้หล้าว่าจะปกป้องประชาชนทั่วแคว้น ตอนนี้กลับมีคนตายเพิ่มอีกกลุ่มเสียแล้ว "มิมีผู้รอดเลยหรือ" เสียงเข้มเอ่ยถามอย่างมีความหวัง ชาวบ้านนับร้อยคนกลับไม่มีคนรอดเช่นนี้ มิรู้ว่าตอนที่ลงมือสังหารนั้นจะโหดเหี้ยมมากเพียงใด "ข้าน้อยตรวจดูแล้ว ไม่มีผู้ใดรอดขอรับ" ครึม! คลืน~ เสียงฟ้าร้องดังก้อง เกิดแสงสว่างที่ปลายขอบฟ้า เพียงไม่กี่อึดใจ สายฝนก็โปรยลงมาเหมือนดั่งสายน้ำที่ชำระคราบโลหิตที่พื้นให้จางหายไป เพลิงไหม้ค่อยๆดับลงเมื่อถูกน้ำฝน เหลือเพียงซากปรักหักพังสีดำจากกองเพลิงเท่านั้น ชายหนุ่มร่างกายองอาจสวมชุดเกราะทั้งตัวจนแทบมองมิเห็นใบหน้า ยังคงอยู่บนหลังม้าแม้ตนจะเปียกชุ่มไปด้วยหยาดฝนก็ตาม "ทำเช่นไรดีขอรับ ฝนตกหนักแล้ว" "ตรวจนับจำนวนศพทั้งหมดให้ดี และฝังลงหลุมให้เรียบร้อยทั้งหมด" ชายหนุ่มเอ่ยสั่งเสียงเข้ม "พี่ชาย ศพของท่านพ่อท่านแม่ของข้า ถูกคนหน้าผีนำตัวไป" เสียงเล็กตะโกนดังลั่น เมื่อดูท่าทีของคนมาใหม่แล้วว่ามิใช่พวกเดียวกับคนที่ฆ่า ดวงตาคมมองมายังเด็กหญิงที่ตัวเล็กเท่าเอวของเขาเท่านั้น ชายหนุ่มกระโดดลงจากหลังม้าก่อนที่จะเดินเข้ามาหานาง ร่างใหญ่คุกเข่าลงหนึ่งข้างพลางยกมือวางที่ไหล่เล็กเบาๆ "พี่ชายไม่ใช่คนไม่ดีใช่ไหมเจ้าคะ" เสียงเล็กเอ่ยถามตาแป๋ว ถึงนางจะกลัวจนจับใจ แต่ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วที่จะช่วยท่านพ่อท่านแม่ได้ "หนูน้อย เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่" "ท่านแม่ขังข้าไว้ในหีบไม้ ข้าใช้มีดพกพังมันถึงออกมาได้" ร่างเล็กเอ่ยอย่างอธิบาย ก่อนที่มือหนาจะคว้ามือเล็กขึ้นมาดู พบว่ายังมีรอยบาดแผลที่ใช้มีดทุบจริงๆ เขาเองก็รู้สึกสงสารนางยิ่งหนัก อายุเพียงเท่านี้จะใช้ชีวิตเช่นไรต่อไป พ่อแม่ถูกฆ่าอีกทั้งคนในหมู่บ้านก็ไม่มีแล้ว "เจ้ามีนามว่าอันใด" "พี่ชาย ข้ามีนามว่าหนิงหนิงเจ้าค่ะ" "ดี! ต่อไปนี้เจ้าลืมชื่อนั้นไปซะ นามของเจ้าคือ.....เยี่ยนฟาง" "ทำไมเจ้าคะ" เด็กน้อยเอียงคอถามด้วยท่าทีไม่เข้าใจ มือใหญ่วางลงที่หัวเล็กอย่างอ่อนโยน "เจ้ายินดีไปอยู่กับข้าหรือไม่" ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงนุ่ม ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดเขาถึงถูกชะตากับนางเช่นนี้ นางเหมือนน้องสาวของเขาเมื่อสิบปีที่แล้ว ที่ด่วนจากไปด้วยโรคร้ายแรง หากท่านแม่ได้เจอนาง คงต้องรักและเอ็นดูนางเป็นแน่ "ไปแล้วข้าจะได้พบท่านพ่อกับท่านแม่หรือไม่" "......" ชายหนุ่มส่ายหน้าเป็นคำตอบ "ข้าไปแล้วจะมีที่นอนอุ่นๆ มีอาหารอร่อยๆกินหรือไม่" "......" ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นคำตอบ "ท่านพ่อท่านแม่ข้าตายไปแล้ว ข้ามิเหลือผู้ใดอีกแล้ว.....ข้ายินดีไปกับท่านเจ้าค่ะ" เด็กหญิงเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่จะตอบตกลง ร่างใหญ่อุ้มนางขึ้นหลังม้า แต่ไม่ลืมที่จะหันมาสั่งลูกน้องให้จัดการเรื่องที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย และควบม้าออกไปทันที9 ปีต่อมา"เจ้าว่าอันใดนะ ลาอีกแล้วหรือ"ปัง! เสียงปารายงานลงพื้นดังลั่นจนขุนนางทั้งหลายต้องสะดุ้งตัวโหย่ง อี้หนิงหลงนั่งในตำแหน่งสูงสุด เนื่องด้วยฝ่าบาทประชวรหนักจึงให้เขาในฐานะองค์รัชทายาทขึ้นประชุมแทน หลังจากเหตุการณ์ชนเผ่าเหยียนกู๋จบลง ตระกูลเหวินก็ถูกตรวจสอบและพบข้อหาอีกมากมาย ทั้งการเก็บสินบนทางการที่เอาเปรียบชาวบ้านยาวเป็นหางว่าว ร่วมมือกับชนเผ่าเหยียนกู๋ มีความสัมพันธ์บางอย่างกับแคว้นศัตรูที่อาจก่อให้เกิดผลเสียกับแคว้นเป่ยเทียน โดยเฉพาะเรื่องการลอบปลงพระชนม์องค์ชายอีกสองพระองค์อีกด้วย เหวินซูหลินถูกปลดจากตำแหน่งฮองเฮาเป็นเพียงสามัญชน ห้ามเข้าเมืองหลวงตลอดชีวิต แต่เพราะตระกูลเหวินถูกประหารทั้งหมด ทำให้นางผูกคอฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ส่วนเหวินเย่วเสียงก็หายสาบสูญไม่มีผู้ใดพบเจอเขาอีกเลย แต่ถึงอย่างนั้นอี้หนิงหลงก็ตามหาพี่ชายคนนี้ตลอด เขาไม่เคยโกรธเหวินเย่วเสียงเลยถึงแม้คราหนึ่งเคยคิดจะสังหารตนก็ตาม เพราะชายหนุ่มรู้ดีว่าพี่ชายเขาทำไปด้วยเหตุใด"แม่ทัพจ้าวบอกว่าวันนี้ฮูหยินไม่สบายพะยะคะ""ไม่สบาย ไม่สบายอีกแล้วเหรอ เห็นทีว่าวันนี้ข้าต้องไปจวนจ้าวเสียหน่อย"อี้หนิงหลงเอ่ยด้วยความโมโห
"ฮูหยินของข้า"จ้าวเทียนหยางไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังจุมพิตไปที่หน้าผากมนอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆเลื่อนริมฝีปากมาที่ปลายจมูกเรียว และสุดท้ายที่ริมฝีปากแดง เขาบรรจงจูบนางอย่างแผ่วเบา ลมหายใจอุ่นรดที่แก้มเนียน มือหนาวางบนแขนเรียวช้าๆก่อนจะค่อยๆรูดอาภรณ์ที่ห่อไหล่บางไว้ลงช้าๆ มือหนาเอื้อมไปรองท้ายทอยนางให้แหงนหน้ารับกับปาก แทรกลิ้นเข้าไปภายในปากแล้วเกี่ยวตวัดกันเบาๆ ความหวานของสุราที่พึ่งดื่มไปเหมือนสักครู่ทำเอาหญิงสาวรู้สึกตาพร่ามัว ยิ่งตอนที่มือหนาสัมผัสร่างกายนางนั้นยิ่งทำให้ใจเต้นแรงจนควบคุมไม่ได้ จ้าวเทียนหยางดึงมือเรียวให้คล้องคอตนเองเอาไว้ ก่อนจะยกนางขึ้นเหนือพื้นโต๊ะตรงไปที่เตียงกว้าง ในขณะที่ริมฝีปากก็ไม่ปล่อยให้นางเป็นอิสระ"ทะ...ท่านแม่ทัพ ข้า....."เยี่ยนฝางรู้สึกประหม่าเล็กน้อย ผงะออกจากร่างใหญ่เบาๆ"ทำไมหื่อ.... กลัวหรือไม่"ขณะที่พูดมือหน่าก็อยู่ไม่สุข ค่อยๆปลดอาภรณ์ที่นางสวมใส่ออกที่ละชิ้น ไหล่ขาวเนียนปรากฏต่อสายตาคม ชายหนุ่มก้มจุมพิตเบาๆอย่างอดใจไม่ได้"มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ""หากเจ้ายังไม่พร้อม ข้ารอเจ้าได้ อย่าได้กังวล"เสียงทุ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พร้อมยิ้มกว้างส่งไปให้นางเพื่
จี้ชุน.ยามชื่อ (ปลายฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม)แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายเพิ่มความอบอุ่นช่วงปลายฤดูวสันต์ ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้ประดับประดาด้วยม่านมุกเพิ่มความเป็นศิริมงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้กำลังเคลื่อนตัวไปยังจวนเจ้าบ่าวที่ตั้งตารอการมาถึง สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวผู้ขึ้นชื่อว่างามล่มเมืองและห้อยโคมไฟสีชมพูร่วมแสดงความยินดี ขบวนเกี้ยวหยุดลงหน้าจวนที่ตกแต่งเพื่อต้อนรับการมาถึงของเจ้าสาวเช่นกัน บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว ม่านมุกถูกเปิดออกร่างบางค่อยๆออกมาจากเกี้ยวช้าๆ มือเรียวข้างหนึ่งถือพัดมงคลปิดบังใบหน้า ส่วนอีกข้างยื่นออกไปเพื่อรอคนผู้หนึ่งมาจับกุม จ้าวเทียนหยางรองมือรอหญิงสาวอยู่ก่อนแล้วพรมแดงที่ถูกปักเป็นรูปดอกโบตั๋นทอดยาวจากหน้าประตูจวนไปยังห้องโถงพิธี หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษชะตาต้อง สวมอาภรณ์มงคลสีแดงสดด้านในและถูกสวมทับด้วยอาภรณ์สีขาว ด้ายแดงลวดลายมงคลที่ถูกปักเย็บอย่างประณีตเข้าคู่กัน ทำให้ยามที่เดินเคียงข้างดูสง่างามเหมาะสม กลีบดอกเหม่ยฮวาถูกโปรยให้พัดผ่านไปตามสายลม อันแสดงถึงความรักที่บริสุทธิ์ของทั้งคู่ "ผ
ปัจจุบัน"แล้วท่านนำร่างของนางไปฝังที่ใดเจ้าคะ ข้าเองก็อยากขอบใจนางเช่นกัน จื่อห่าวบอกว่าซีอันดูแลข้ามาตลอดยามที่อยู่จวนจ้าวก่อนข้าความจำเสื่อม""ที่หน้าทางเข้าชนเผ่า เจ้ามิต้องห่วงนางก็นับว่าเป็นทหารกล้าที่ช่วยปกป้องชาวแคว้นเป่ยเทียนเช่นกัน เพราะฉะนั้นข้าได้จัดพิธีตามสิ่งที่นางสมควรจะได้แล้ว"จ้าวเทียนหยางเอ่ยพลางกระชับมือหญิงสาว มือหนาเอื้อมไปถัดปอยผมที่ถูกสายลมพัด สีผมขาวถูกย้อมสีจนดำสนิทเหมือนคนทั่วไป นางคงลำบากไม่น้อยที่ต้องย้อมเช่นนี้อยู่บ่อยๆ มือหนาล้วงเข้าแขนเสื้อตนเองพร้อมปักปิ่นหยกที่ตั้งใจเลือกมากว่าหนึ่งชั่วยามที่บนหัวนางเบาๆ"อื้ม~ ปิ่นนี้เหมาะกับเจ้าจริงๆด้วย""ใช้ปิ่นจองข้าไว้หรือเจ้าคะ"เยี่ยนฝางเอ่ยหยอกล้อชายหนุ่ม จ้าวเทียนหยางส่ายหน้า"เงินหนึ่งร้อยเหรียญภู่ทองเมื่อเก้าเดือนก่อนต่างหากที่ข้านำมาจองเจ้าเอาไว้""ทะ..ท่านวางแผนตั้งต้นแล้วหรือเจ้าคะ"เยี่ยนฝางเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ นางคิดว่าตนเองฉลาดมาโดยตลอดไม่คิดว่าแท้จริงแล้วเดินตามแผนเขามาตั้งแต่ต้น แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ วิธีการที่ชายหนุ่มใช้กับตนเองนั้นนับว่าไม่ได้บังคับความรู้สึกนาง อีกทั้งให้เวลานางได้ค่
แสงสีทองนวลจากดวงอาทิตย์ช่วงยามเย็นสะท้อนบนผิวน้ำใส จนเกิดเป็นภาพสวยงามพลอยทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นตามไปด้วย ฟ้าหลังฝนพายุลูกใหญ่เริ่มเบาบางลง หมอกหนาล่องลอยตามทิวเขาดูสดชื่น ฝูงนกน้อยใหญ่บ้างที่ออกหากินยามกลางวันก็บินว่อนเข้ารังนอน บ้างที่ออกหากินตอนกลางคืนเฉกเช่นค้างคาวก็บินเป็นคลื่นตามกันออกไป ช่าง
ครึม! คลืน~เสียงฟ้าร้องข้างนอกทำให้ร่างใหญ่เอื้อมมือไปเปิดกระโจม ดูสภาพอากาศด้านนอกที่ฝนยังคงตกลงไม่หยุด ก่อนที่จะปิดมันไว้เช่นเคย สายตาคมมองร่างบางที่นั่งกอดตนเองด้วยท่าทีสั่นเทา จึงได้ถอดเสื้อคลุมของตนเองแล้วยื่นไปให้นาง"ข้ามิเป็นอันใดเจ้าค่ะ""ใส่ไว้ซะ คนช่วยงานข้ามีไม่เยอะ"สิ้นคำชายหนุ่ม มือ
ซ่า~~ครึ้ม! ครืน~เสียงฝนและฟ้าร้องดังก้องไปทั่วท้องนภา อากาศวันนี้ฝนก็ตกเช่นเคย ระดับน้ำที่สะสมยังคงท่วมบ้านเรือน ถึงแม้ในหลายพื้นที่จะถูกระบายออกไปบ้างแล้ว แต่ทหารทุกคนก็ยังทำงานลำบาก พวกเขาต้องขุดคลองน้ำลึกให้ไหลมารวมกัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เขื่อนกั้นน้ำเองก็ถูกซ่อมแซมไปได้เพียงสี่ในสิบส่ว
จ้าวเทียนหยางที่กำลังตั้งใจอธิบาย เริ่มรู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ จึงได้เงยหน้าจากสมุดรายงานขึ้นมามองหน้าหญิงสาว แต่เพราะอยู่ห่างกันเพียงแค่คืบ ทำให้สบตาเข้ากับดวงตางามที่ตั้งใจมองเขาอยู่ก่อนแล้ว จ้าวเทียนหยางชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้มองหญิงสาวใกล้ๆ ใบหูเขาแดงก่ำขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล เยี่ยนฝางเองก็ไม่คิด

















