LOGINเฉินซินเยว่ หญิงสาวกำพร้าผู้ซึ่งอาศัยอยู่ตามลำพังอย่างโดดเดี่ยว จันทร์เสี้ยวสีดำใต้ดวงตาคู่งาม ทำให้ผู้คนต่างรังเกียจและขับไล่ไสส่ง เนื่องจากเชื่อว่านั่นคือตราของปีศาจแห่งความมืด หญิงสาวถูกชาวบ้านส่งตัวไปบูชายัญบนจิ่วซาน และในป่าลึกนั่นนางก็ได้พบกับหลางจวิน บุรุษที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของนางไปตลอดกาล หลางจวิน ชายหนุ่มจากเผ่าพันธุ์หมาป่าแห่งจิ่วซาน กึ่งกลางหน้าผากของเขามีจันทร์เสี้ยวสีดำ เป็นคู่ครองซึ่งเกี่ยวข้องกับเฉินซินเยว่ ทั้งในอดีตกระทั่งถึงปัจจุบัน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชะตาชีวิตของนางผกผัน
View Moreตำบลหย่งอัน แคว้นฉิน
กระท่อมหลังเล็กซอมซ่อตั้งอยู่นอกหมู่บ้าน ทั้งยังอยู่ติดกับเนินเขาลูกเล็ก ซึ่งเป็นทางเดินเชื่อมต่อขึ้นไปยังจิ่วซาน หุบเขาที่สูงชันและซับซ้อนที่สุดของแคว้น กระท่อมหลังนี้นอกจากหญิงสาวอัปลักษณ์ผู้หนึ่งแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นอาศัยอยู่อีก
นับแต่โบราณผู้คนแคว้นฉินมักเชื่อถือในภูตผีปีศาจ ยิ่งเป็นตำบลหย่งอันซึ่งอยู่ติดกับจิ่วซาน พวกเขาก็ยิ่งงมงายจนถึงขั้นเคยจับคนส่งขึ้นไปบนเขาเพื่อบูชายัญมาแล้ว
ค่ำคืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ชาวบ้านหลายคนที่งมงายเชื่อถือในเรื่องของภูตผี กำลังรวมตัวกันหารืออย่างเคร่งเครียด
ปีนี้เกิดภัยแล้งอย่างหนัก พวกเขาต่างก็เชื่ออย่างหมดใจ ในยามที่หมอผีบอกว่าต้องส่งหญิงสาวพรหมจรรย์ให้กับหมาป่าแห่งจิ่วซาน ซึ่งเป็นผู้ปกปักแห่งพงไพร
หมอผีใคร่ครวญอย่างหนัก หลังจากที่ไม่ว่าใครก็ล้วนไม่ต้องการส่งบุตรสาวของตนขึ้นไปจิ่วซาน “ข้านึกถึงสตรีผู้หนึ่ง นางนับว่าเหมาะที่สุดแล้วเพราะปีนี้นางอายุได้สิบเก้าปีเต็ม ทั้งยังเกิดในคืนเดือนมืด”
“ผู้ใดหรือ!”
“จะใครเสียอีกเล่า สตรีอัปลักษณ์ผู้นั้นอย่างไรเล่า”
“ใคร”
“หมายถึงบุตรสาวตระกูลเฉินหรือ”
“ใช่ๆ เป็นนาง เฉินซินเยว่ผู้นั้น”
“แต่...พวกเราขับไล่นางขึ้นเขาไปแล้ว นางไม่มีวันยินยอม”
เฉินซินเยว่ผู้นี้เดิมทีเป็นบุตรสาวของคหบดีตระกูลเฉิน สิบปีก่อนเกิดเรื่องโชคร้ายขึ้น ในยามที่ออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องต่างเมือง ไม่คิดว่าระหว่างทางจะมีโจรกลุ่มหนึ่งเข้าปล้นฆ่าชิงทรัพย์ ขบวนใหญ่โตกลับหลงเหลือเพียงเด็กสาววัยเก้าขวบเพียงหนึ่งเดียว
ว่ากันตามจริงแล้วด้วยกำลังทรัพย์ของตระกูลเฉิน เด็กเก้าขวบสมควรมีญาติเกี่ยงกันมารับตัวไป เนื่องจากความมั่งคั่งของตระกูลเฉินนั้น เกินกว่าผู้ใดจะคาดเดาได้
หากแต่...เด็กน้อยกลับมีตราจันทร์เสี้ยวใต้หางตาข้างหนึ่ง ซึ่งทำให้เหล่าญาติที่มาพอรุมทึ้งทรัพย์สมบัติจนเกลี้ยงแล้ว พวกเขาก็พากันหลบเร้นและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งเด็กน้อยให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง
ความจริงแล้วตราจันทร์เสี้ยวที่ถูกพบเห็น แบ่งออกเป็นสองประเภท ตราแห่งแสงสว่างเป็นตราจันทร์เสี้ยวสีทองหรือสีแดง หากแต่ตราของเฉินซินเยว่นั้นเป็นจันทร์เสี้ยวสีดำ
หมอผีมีใบหน้าเคร่งเครียด “ตรานั่นเห็นชัดว่าเป็นของปีศาจแห่งความมืด จิ่วซานมีเพียงหมาป่าผู้ปกปักที่สามารถขับไล่ความชั่วร้าย เราต้องส่งนางให้หมาป่าผู้ปกปัก หาไม่ภัยแล้งคงมีแต่จะยิ่งรุนแรง”
“เช่นนั้นก็จับนางมัดแล้วส่งไปก็สิ้นเรื่อง” เสียงหนึ่งเสนอขึ้น
เงียบกริบ... ชาวบ้านต่างก็ไม่มีใครคัดค้าน
กระนั้นใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความละอาย สิบปีก่อนหลังเกิดเรื่องกับตระกูลเฉิน ไม่ว่าไปที่ใดเด็กน้อยแซ่เฉินก็มักจะถูกขับไล่ นางเร่ร่อนมาถึงที่นี่ด้วยเพราะตระกูลเฉินมีที่ดินมากมายที่ปล่อยให้เช่า
ที่ผ่านมานายท่านเฉินจิตใจดีมักช่วยเหลือผู้คน หากแต่เมื่อเกิดเรื่องทุกคนล้วนปิดปากเงียบและครอบครองที่ดินผืนนั้นเป็นของตัวเอง ด้วยหวังว่าเด็กคนหนึ่งไหนเลยจะกล้ามาทวงสิทธิ์
การปรากฏตัวของเฉินซินเยว่ แม้ต่างคนต่างก็รังเกียจหากแต่ก็ไม่อาจขับไล่ ชาวบ้านต่างรวมตัวหารือกันจนได้ข้อสรุปว่าให้เฉินซินเยว่ออกไปอยู่นอกหมู่บ้าน
ถึงอย่างนั้นนางก็เป็นเพียงเด็กอายุเพียงเก้าขวบ เด็กตัวเท่านั้นเอาตัวรอดมาได้อย่างไร พวกเขาเองก็ไม่เคยรับรู้ รู้เพียงแต่ว่ามีคนเคยเห็นนางเดินอยู่ในกระท่อมซอมซ่อ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาอยู่หลายต่อหลายครั้ง
“ไม่มีทางเลือกแล้ว วันนี้เป็นคืนเดือนมืด หากเราส่งตัวนางไป หมาป่าแห่งจิ่วซานย่อมมารับตัวเจ้าสาวอย่างแน่นอน”
หมอผีเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ จากนั้นจึงระดมชาวบ้านเดินตรงไปยังกระท่อมบนเนินเขา
กลางคืนอันเงียบเชียบอากาศหรือก็หนาวเหน็บ เฉินซินเยว่นอนหลับอยู่บนเตียง หลายวันมานี้นางทำงานจนเหนื่อย เนื่องจากต้องดองผักไว้แลกกับข้าวสาร ทั้งยังต้องเก็บเอาไว้กินหน้าหนาว
ชีวิตที่ต้องดิ้นรนตามลำพัง ทำให้นางไม่อาจอยู่เฉย ทุกวันต้องออกไปทำงานจึงจะมีข้าวกิน
หลายปีก่อนมีท่านลุงกับท่านป้าแซ่หูซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านสงสารนาง จึงได้ลอบนำข้าวสารและอาหารมาให้ ทั้งยังแอบมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ พร้อมกับนำผ้าห่มและของจำเป็นมามอบให้
ต่อมาเฉินซินเยว่เรียนรู้ที่จะปลูกผัก เลี้ยงไก่ และทำหลายๆ สิ่งหลายๆ ตัวเอง แต่ก็ยังไม่พอเพราะนางไม่มีพื้นที่พอสำหรับปลูกข้าว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดองผัก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ท่านลุงนำหูไปแลกข้าวสารมาให้
ย่างก้าวที่ให้ความหวามหวิว เพราะจุดประสานยังคงแนบชิด จังหวะการเดินที่เขาจงใจโยกขยับบดเบียดความอ่อนนุ่ม ทำให้เฉินซินเยว่ครวญเสียงหวานนางโอบแขนทั้งสองข้างกับลำคออีกฝ่าย ริมฝีปากตอบรับจุมพิตของเขาอย่างยินดี เมื่อไปถึงโขดหินหลางจวินวางท่อนขาข้างหนึ่งของนางลง กระชับท่อนขาอีกข้างของนางให้โอบรอบเอวสอบมือใหญ่รั้งข้อมือเล็กขึ้นพันธนาการไว้เหนือศีรษะ กดสะโพกเพื่อโจนจ้วงเข้าหานุ่มเนื้ออุ่นที่เต้นตุบ ด้วยท่วงท่านี้เขาจึงรู้สึกว่าทั้งสองสามารถเติมเต็มให้แก่กันและกันอย่างลึกล้ำดังใจหมายอกแกร่งบดเบียดอกอิ่ม มือใหญ่เลื่อนไปนวดเฟ้นท่อนขาที่โอบกระชับ จากนั้นปลายนิ้วจึงเลื่อนไปลูบไล้จุดเชื่อมประสาน กระทั่งยื่นเข้าไปคีบปุ่มเนื้ออ่อนนุ่มที่ไวต่อสัมผัสเฉินซินเยว่อ้าปากหอบหายใจ นางสบตาคมดุอย่างหลงใหล จังหวะโจนจ้วงลึกล้ำ บวกกับปลายนิ้วที่ไล้วนปุ่มกระสัน ผนึกให้ความเสียวซ่านยิ่งถาโถมนางกรีดร้องอย่างลืมอายในยามที่เขากระทั้นกายเข้าหาด้วยจังหวะถี่ยิบ เสียงเนื้อแท้ซึ่งกระแทกกระทบดังระงมผสานเสียงครวญและเสียงคำรามด้วยความพึงพอใจข้อมือน้อยถูกปลดปล่อยเพราะหลางจวินเลื่อนมืออีกข้างลงมากอบกุมอกนุ่มหยุ่น เขาไล้ปลาย
“ใช่ ที่นั่นมีเรือนพักเดิมของข้าอยู่ ข้าเพิ่งให้คนซ่อมแซมเสร็จ อยู่ด้านหลังตำหนักจันทรานี่เอง” เขาอมยิ้มจากนั้นจึงพานางเดินลงจากเขาไปขึ้นม้าน้ำพุร้อนที่หลางจวินเอ่ยถึง เป็นน้ำพุร้อนจากธรรมชาติซึ่งหาได้ยากยิ่ง ท่ามกลางป่าเขาที่โอบล้อม มีน้ำพุร้อนขนาดเล็กอยู่จริงๆ มองดูธารน้ำที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าถูกสร้างขึ้น ทำให้เฉินซินเยว่หันไปสบตากับหลางจวินเป็นเชิงถาม“แช่น้ำพุร้อนโดยตรงไม่ได้ น้ำร้อนเกินไป ข้าให้คนเบี่ยงเส้นทางน้ำทั้งสองสาย หนึ่งร้อน หนึ่งเย็น แยกออกมาจนเป็นบ่อเล็กๆ เจ้าจะได้ลงไปแช่ได้โดยไม่ต้องกังวล”นางนั่งลงก่อนวักน้ำขึ้นมา ราวกำลังทดสอบว่าน้ำร้อนเกินไปหรือไม่ ซึ่งก็เป็นดังที่เขาบอก น้ำสองสายที่ไหลมาบรรจบกันนั้น เกิดเป็นน้ำอุ่นกำลังพอดีสำหรับลงไปนั่งแช่เพื่อผ่อนคลายเฉินซินเยว่มองดูท่าทีกระตือรือร้นปรนนิบัตินางลงแช่น้ำ ก่อนที่หลางจวินจะลงมือถอดเสื้อผ้าตนพร้อมกับเดินลงมานั่งข้างๆ นาง ความคิดหนึ่งทำให้นางหรี่ตามองเขา“อะไรหรือ” เขาเอ่ยถามนางเมื่อมองเห็นแววหวาดระแวงในดวงตาคู่สวย“ทำเช่นนี้เพื่อหวังเอาใจข้า มิใช่ว่าทำเรื่องใดผิดต่อข้าหรอกนะเจ้าคะ”หลางจวินหัวเราะ “มิใช่เช่นนั้นแน
เสียงทารกร้องไห้จ้าทำเอาหลางจวินสะดุ้ง เขารีบอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้น ก่อนจะมองไปยังเตียงนอนด้วยสายตาหวาดระแวง กระนั้นเมื่อมองเห็นว่าเฉินซินเยว่ยังคงนอนหลับ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกมองไปยังเปลนอนอีกอัน เจ้าเด็กน้อยอีกคนจ้องมองเขาตาแป๋ว แต่อีกคนที่เขาอุ้มขึ้นมากลับน้ำตาคลอหน่วย “อ้ายเล่อเจ้าไม่ง่วงหรือ ดูสิพี่สาวของเจ้าแม้ไม่นอน แต่นางยังไม่ส่งเสียงรบกวนท่านแม่เลย อ้ายซินช่างเป็นเด็กดี”เฉินซินเยว่ให้กำเนิดฝาแฝดชายหญิงตัวอ้วนท้วนเมื่อสามเดือนก่อน แฝดผู้พี่เป็นทารกหญิง มีนามเรียกขานว่าอ้ายซิน แฝดผู้น้องเป็นทารกเพศชาย มีนามเรียกขานว่าอ้ายเล่อ ทั้งสองเป็นเด็กที่สมบูรณ์และแข็งแรงมากอย่างที่เขาวาดหวังแต่ถึงอย่างนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พอทั้งสองอายุครบสามเดือนกลับงอแงไม่เลิก เฉินซินเยว่รับมือจนเหนื่อยล้า เขาสงสารผู้เป็นฮูหยินจึงอาสาดูแลสองแฝด จากนั้นก็ปล่อยให้นางนอนหลับพักผ่อน“อ้ายซิน อ้ายเล่อลูกพ่อ เจ้าสองคนเป็นเด็กดีให้แม่ของเจ้าได้นอนสักหลายๆ ชั่วยามเถิดนะ นางไม่ได้นอนเลยเมื่อคืน หากเชื่อฟังพ่อ โตขึ้นอีกหน่อยพ่อจะพาไปเที่ยวดีหรือไม่”ได้ผลเด็กทั้งสองจ้องเขาตาแป๋ว ทั้งยั
นางเงยหน้าสบตาเขา “ท่านไม่คิดถึงข้าหรือ” นางเอ่ยถามเขาเสียงเบา“แต่...ข้ากลัวว่าจะรุนแรงกับเจ้าเกินไป กลัวว่าเจ้ากับลูก...”“ข้าเชื่อใจท่าน”ประโยคนั้นทำให้หลางจวินชะงักเฉินซินเยว่ขยับเข้าไปใกล้เขาอย่างใจกล้า มิใช่มีเพียงเขาที่ปรารถนาแนบชิด นางเองก็คิดถึงเขาเหลือเกิน...สองแขนสอดเข้าไปรั้งเอวอ่อนเข้าหาตัว หลางจวินตอบรับจุมพิตของนางช้าๆ เลื่อนตัวขึ้นนั่งพร้อมกับช่วยนางแกะสายคาดเอว“หากรู้สึกไม่ดีเจ้าต้องรีบบอกข้า” ลมหายใจของเขาแตกพร่า ความต้องการตื่นตัวขึ้นจนรู้สึกอึดอัด ยิ่งในยามที่ฉินซินเยว่ขยับขึ้นมานั่งคร่อมบนตัก เขาก็ยิ่งหัวใจเต้นรัวจนแทบระเบิดหลางจวินกางท่อนขาออกเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพื่อให้นางได้นั่งบนตักได้สบายขึ้น ทั้งสองต่างคนต่างก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของกันและกันออกอย่างลนลาน จากนั้นหลางจวินก็รั้งใบหน้างามเข้าหาจุมพิตเร่าร้อนรุกเร้า ทำให้ทั้งสองหอบหายใจเสียงพร่า อ้อมกอดที่โหยหากันและกัน ในที่สุดก็ได้รับการเติมเต็ม ผิวกายเนียนมือของเฉินซินเยว่ ทำให้หลางจวินครางออกมาด้วยความพอใจ เขาลูบไล้สัมผัสด้วยความหลงใหล จากนั้นจึงก้มหน้าครอบครองปลายยอดที่ดุนดันแผ่นอกของเขาอย่างเร่าร้อนเฉิน
ดังนั้นเช้ามืดที่นางปลอมตัวเป็นสาวใช้ ทั้งยังอ้างว่าออกมาหาซื้อของกินให้สตรีตั้งครรภ์ คนเฝ้าประตูจึงยอมให้นางออกมาอย่างง่ายดาย โดยไม่เอ่ยถามให้มากความมือน้อยลูบไล้ลงไปบนจันทร์เสี้ยวที่นางใช้แป้งปกปิดจนหนาเตอะ แม้จะยังคงหลงเหลือร่องรอยจางๆ ให้เห็น หากแต่ก็สังเกตเห็นได้ยากในใจนึกไปถึงหลางจวิน บุรุษ
หากแต่มองดูใบหน้าแดงเรื่อด้วยความเหน็ดเหนื่อยนั้น เขากลับรู้สึกทั้งรักใคร่และสงสาร สุดท้ายก็ตัดใจลงมือไม่ได้จริงๆ แม้กายแกร่งจะแทบระเบิดก็ตาม“รอเจ้าตื่นก่อนเถิด กล้าทิ้งข้าเอาไว้กลางทาง”หลางจวินดันไหล่เล็กให้นางซบใบหน้าเข้ากับไหล่ตน จากนั้นนำมือน้อยไปวางยังแก่นกายที่ตื่นตัว“เยว่เอ๋อร์...”เขากอบ
“อีกไม่ถึงชั่วยามเราจะผ่านน้ำตกเล็กๆ เดินทางเหน็ดเหนื่อยเจ้าแช่น้ำเสียหน่อย เราจะค้างคืนที่นั่นสักสองวันค่อยเดินทางต่อ”“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงหันกลับไปมองห่อสัมภาระที่จือหลานมอบให้ ในนั้นมีทั้งเสื้อผ้า อาหารแห้ง และข้าวของจำเป็นมากมายสำหรับสองคน ราวกับรับรู้ว่านางและหลางจวินจะเ
จุมพิตไล้ต่ำลงไปเรื่อยๆ กระทั่งเข้าครอบครองปลายยอดสีหวาน ริมฝีปากร้อนขบกัดดูดดึง มือหนึ่งก็กอบกุมบีบเคล้น เมื่อได้ยินเสียงครวญเล็ดลอด เอวสอบก็ดันกายเข้าหานางจนสุดทางเสียงหวีดร้องดังขึ้น หลางจวินจุมพิตปลอบประโลม เอวสอบกดลึกและตรึงนางเอาไว้ไม่ให้ขยับ“อา....” เขาคำรามออกมาอย่างซาบซ่านมองดูใบหน้านวล











