Masukหลิงหลงทะลุมิติไปในยุคโบราณแต่ดันตื่นขึ้นมาในร่างอ๋องหนุ่มต้องอยู่ในร่างเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอรู้ว่าเขาหลงรักน้องสาวผู้เรียบร้อยและงดงามของฝูโจวจึงคิดช่วยให้ทั้งคู่สมหวัง ในระหว่างทำภารกิจของร่างที่ตนอาศัยเธอสนิทสนมกับฝูโจวองครักษ์ของอ๋องซีฮัน ทว่าเมื่อย้ายร่างอีกครั้งเธอไม่ได้ลาเขาตื่นคราวนี้กลับอยู่ในร่างสตรีต้องพิษใกล้ตาย
Lihat lebih banyakเสียงดนตรีที่ดังออกมาจากตัวตึกด้านข้าง ส่งผลให้เจ้าของร่างแน่งน้อยชะงักเท้าก้าวเดิน ดวงตาสวยเบิกกว้างด้วยความฉงน ด้วยนี่คือสิ่งใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ทว่าเสียงนั้นกลับบาดลึกสู่กลางอกจนไม่อาจทำเฉยแล้วเดินผ่านไปได้
ใบหน้างามสมวัยดรุณีผินตามทิศทางของเสียง ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงหลับพริ้ม ดั่งจะซึมซับทุกท่วงจังหวะกังวาน ทุ้ม ต่ำ ลุ่มลึก มีอำนาจ แลบางครั้งกลับแหลมขึ้น คล้ายผู้เล่นจงใจให้เป็นเช่นนั้น
ทุกสรรพเสียงที่ก่อเกิดเป็นท่วงทำนองช่างแปลกไม่คุ้นหู แต่กลับน่าหลงใหล
“ไม่ใช่เสียงซอ หรือว่าจะใช่ แต่ก็ไม่นะ... เสียงซอไม่ใช่แบบนี้...”
ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อขยับพึมพำกับตนเอง ก่อนจะเม้มเข้าหากันเพียงนิดอย่างครุ่นคิด ดวงตาสวยงามชวนฝันเปิดขึ้นและมองตรงไป
เจ้าของร่างอรชรบอกตนเองว่าจะต้องเห็นเครื่องดนตรีชนิดนี้ให้ได้ หล่อนมั่นใจว่าต้องเป็น ‘เครื่องสาย’ อย่างแน่นอน แต่เครื่องสายชนิดใดกันเล่าที่จะมีเสียงทุ้มลุ่มลึกได้เท่านี้
ร่างแน่งน้อยตัดสินใจก้าวเข้าใกล้จนหยุดอยู่ด้านข้างตัวตึกเพราะเสียงดังฟังชัดนี้ดังออกมาจากห้องด้านในแน่นอน ท่วงทำนองยังคงขับขานเปล่งออกเป็นเสียงบาดลึกให้ใจได้เต้นตึกตัก จนหล่อนไม่อาจเก็บกั้นความสงสัยใคร่รู้ไว้ได้อีก
ใบหน้าน้อยค่อยๆ เยี่ยมมองผ่านประตูที่เปิดค้างเอาไว้ และนั่นกลับทำให้สาวรุ่นต้องเบิกดวงตากว้างขึ้นอีก เพราะหล่อนเห็นแล้วว่าต้นกำเนิดแห่งเสียงนั้นเป็นเครื่องสายขนาดใหญ่คล้ายซอแต่ไม่ใช่ โดยมีผู้เล่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตั้งเครื่องสายไว้ระหว่างต้นขาทั้งสองที่กางออก
มือซ้ายกุมบริเวณคอพร้อมขยับปลายนิ้วกดไปตามเส้นสายก่อกำเนิดเป็นเสียงที่แตกต่าง มือขวาจับคันชักเคลื่อนไหวเสียดสี ไม่ต่างจากยามหล่อนเล่น ‘ซอสามสาย’
หล่อนพินิจเจ้าเครื่องสายขนาดใหญ่ที่คล้ายซอแต่ไม่ใช่ รับรู้ได้ว่าผู้เล่นโอบประคองและบรรเลงบทเพลงอย่างทะนุถนอม เพราะแค่ลักษณะการจับยังคล้ายถูกโอบกอด บ่งบอกว่าผู้เล่นนี้ถนอมเครื่องดนตรีราวกับสิ่งล้ำค่า ด้วยทุกปลายนิ้วของเขาที่ขยับไปมาสลับกับมือที่เคลื่อนคันชักไปบนเส้นสาย สร้างความเพลิดเพลินเสมือนหล่อนถูกดูดเข้าไปมีส่วนร่วมกับอารมณ์แห่งท่วงทำนอง ที่ผู้เล่นยังคงดื่มด่ำกับความสุขดังจะฉายชัดบนใบหน้า
และนั่นกลับทำให้ดวงตาสวยหวานเต้นระริกไม่แพ้หัวใจ เมื่อได้เห็นผู้บรรเลงบทเพลงได้ชัด บุรุษผิวขาวราวหยวก ใบหน้างามราวเทพสลักเสลา เขาหลับตาพริ้มดื่มด่ำกับท่วงทำนอง
ภาพที่เห็นก่อเกิดความร้อนวูบไปทั่วใบหน้า จนหล่อนต้องหลบเร้นกายเข้าหลังบานประตู ทว่าหัวใจสาวรุ่นที่เต้นระรัวกลับคล้ายเป็นแรงขับให้หล่อนค่อยๆ แย้มหน้าแอบมองเขาอีกครั้ง
เขาใส่เสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าม่วง ใส่ถุงเท้าขาวยาวเลยเข้าไปในโจง และสวมรองเท้าหนังสีดำขัดมันเรี่ยมเฉกเช่นบิดาของหล่อน คงเป็นข้าราชสำนัก ณ ที่แห่งนี้ไม่ผิดแน่ เพราะนี่คือ ‘กรมมหรสพ’ และเครื่องสายที่คล้ายอยู่ในอ้อมกอดของเขาก็คงเป็น ‘ซอฝรั่ง’ อย่างที่คุณย่าเคยบอกเล่าว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้าให้เจ้าพนักงานดนตรีได้ฝึกหัดกัน ซึ่งก็ทำให้หล่อนใคร่รู้และอยากจะเห็นในสักวัน
ทว่าในเวลานี้สิ่งที่น่าจดจำยิ่งกว่าซอฝรั่งก็คือ... บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หลับตาพริ้มด่ำดื่มกับท่วงทำนอง โดยมิรู้เลยว่ามีใครแอบซุ่มมองอยู่ และเขาได้สร้างความหวั่นไหวในใจสาวรุ่นเข้าแล้ว
เรือนผมดำตัดสั้นสะอาดตาและผิวที่ขาวจัด เผยให้เห็นใบหน้าหล่องามเด่นไปด้วยเครื่องหน้าที่ชัดลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรียวคิ้วเข้ม เปลือกตาหลับพริ้มแลเห็นแพขนตางอนหนา จมูกโด่ง ปากเป็นกระจับเม้มสนิท
ทว่าหล่อนใคร่อยากเห็นดวงตาที่หลับพริ้มนั้นเปิดขึ้นมอง อยากเห็นว่าสิ่งที่ถูกปิดบังอยู่นี้จะงามได้มากเท่าไรกัน
“แม่บุษ แอบดูอะไรอยู่รึ”
“อุ้ย! น้องมิได้แอบดูอันใดค่ะ”
‘บุษบา’ ส่ายหน้าพร้อมเอ่ยปฏิเสธ ทว่าผู้เป็นพี่สาวกลับก้าวเข้าใกล้พร้อมทำท่าจะชะเง้อดูว่าภายในห้องนั้นมีใครอยู่ ด้วยเสียงดนตรีที่ขับขานแม้จะแปลกหูแต่ก็ไพเราะน่าฟัง และหล่อนก็เห็นว่าน้องสาวเฝ้าแอบดูอยู่นานแล้ว
“ไหน ไม่ได้ดูอะไรกัน เห็นอยู่ว่าแอบดู ไหนพี่ดูสิว่าแม่บุษดูอะไรอยู่ เจ้าพนักงานดนตรีกำลังซ้อมอยู่รึ เอ... แต่เครื่องดนตรีชนิดใดกันเล่า เสียงนี้พี่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ไหนหลบสิ พี่จะขอดูหน่อย”
บุษบารีบเข้ามากันเมื่อผู้เป็นพี่สาวชะเง้อชะแง้จะเข้ามาดูให้ได้
“น้องไม่ดูแล้วค่ะคุณพี่ น้องว่าเรารีบไปหาคุณย่าน้อยกันดีกว่าค่ะ ป่านนี้คุณย่าท่านคงเตรียมหวายไว้หวดน่องน้องเสียแล้วกระมัง นี่ก็สายแล้วด้วย”
“เอ๊ะ! แม่บุษนี่… น้องมีพิรุธเยี่ยงนี้ พี่ยิ่งต้องดูให้ได้ หลีกทางพี่...”
เสียงเข้มของพี่สาวคนโตทำให้บุษบาหน้าแหยก้มหน้าพลางถอยห่างจากมุมประตู ทว่าเสียงเครื่องสายที่เงียบลงกลับฉุกใจให้บุษบาชะเง้อหน้าเข้าไปดูอีกครั้ง ใคร่รู้ว่าเหตุใดคนด้านในจึงหยุดบรรเลง และภาพที่เห็นก็ทำให้ดรุณีน้อยนิ่งอึ้ง ด้วยดวงตาคมเข้มคู่นั้นที่มองมาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ส่อแววใจดีส่งมาให้ ช่างทำให้ใบหน้างามปานเทพบุตรราวจะยิ่งงดงามมากขึ้น จนริมฝีปากน้อยเผลอแย้มยิ้มตอบรับไม่รู้ตัว
หลี่หลิงหลงหันมองฝูโจวเมื่อเขารั้งตัวเอวบางขึ้นนั่งบนตักตนขณะที่ม้าย่ำเดินไปอย่างเชื่องช้า“ทำอย่างที่ใจข้าอยาก อา ตัวข้าตึงไปหมดแล้วเมียจ๋าช่วยโน้มตัวลงไปจับอานม้าก่อนได้ไหม” หญิงสาวมองเขาตาละห้อยสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายจึงทำตามโดยไม่ขัดข้อง“อ๊ะ พี่ฝูโจว”อกกว้างโน้มตัวลงทับแผ่นหลังบางขณะสตรีที่อยู่เบื้องหน้าหันข้ามไหล่กัดริมฝีปากยกหัวคิ้วสูงมองเขาตาลอย มือใหญ่ก็เอื้อมถึงสันคอของอาชาไนย“ขอโทษนะอาโป เจ้าช่วยเร่งฝีเท้าพาข้ากับภรรยาไปป่าเหมยฮวาเร็วขึ้นอีกนิด”“อึอื้อ” หญิงสาวครางเมื่อเขาตั้งตัวตรงแล้วดึงร่างบางให้เอนหลังแนบแผ่นอกด้วยลมหายใจกระเส่า มือกำบังเหียนแน่นก่อนฟาดมันลง”“ย๊า!!”“อะ!! อ๊า!! อ๊า!!” ยิ่งม้ากระแทกเกือกลงพื้นแรงเท่าใดริมฝีปากอวบอิ่มยิ่งกรีดร้องดังเท่านั้นหญิงสาวจุกจนน้ำตาไหลตัวสั่นเทิ้ม กระตุกเกร็งเร่าๆ มือเล็กรีบจับอานม้าไว้ใบหน้าเธอเหยเกกรีดร้องไม่เป็นศัพท์ เอวบางอรชรดีดเด้งขึ้นลงทั้งที่ส่วนนั้นของเขาฝังลึกอยู่ในตัวจนถึงที่หมายอาชาไนยย่ำเท้าช้าลงขณะที่ต้นคอร่างบางพาดอยู่ระหว่างซอกคอฝูโจวครางกระเส่าหายใจหอบ และเขาก็ซุกไซ้จมูกคมอยู่พวงแก้มนวลนางแทบจะตลอดเวลา
“ก็เพราะว่า” เหล่าพ่อค้าพูดยังไม่จบขณะกำลังผายมือไปหาชายร่างสูงว่าได้เขาคุ้มภัย หลี่เจิ้งหนานก็ปรี่เข้าหาพลางชักดาบออกชี้ปลายดาบเดินตรงไปจี้ที่อกเขาไว้“เผยตัวตนออกมา ต่อหน้าท่านอ๋องเจ้ายังกล้าปิดบังใบหน้า” สายตาคมเงยขึ้นจ้องชายเบื้องหน้า ขณะนั้นเองดาบของหลี่เจิ้งหนานก็แทบหลุดมือ“เอ่อ.. ข้าน้อยขออภัย” เขารีบเก็บดาบเข้าฝักจนคนข้างหลังรู้สึกแปลกๆ ก่อนเขาจะกระโจนใส่ชายที่เพิ่งหันดาบเข้าหาอย่างดีอกดีใจ“ท่านกลับมาแล้ว พี่รอง ฮ่าๆๆ” ฝูโจวถึงกับกลอกตามองบนกับความติ๊งต๊องที่ไม่เคยเปลี่ยนเมื่อหลี่เจิ้งหนานกระโดดกอดเขาเหมือนลิงน้อยเจอแม่แต่ชายหนุ่มก็ไม่ว่าอะไรได้แต่กอดตอบแล้วกระซิบบอก“นี่เหมือนว่าจะมีคนมองเจ้าอยู่นะ หลายคนด้วย”“หา” หลี่เจิ้งหนานลุกลี้ลุกลนหันมองไปรอบข้างและสะดุดเข้ากับสายตาของหมอหญิงจางซินอี๋ก่อนปล่อยขาลงแล้วผละออก“ข้าดีใจที่ท่านกลับมา”“อืม”ฝูโจวพยักหน้าในขณะที่อ๋องซีฮันยังคงตะลึงในท่าทีของชายสองคน โจวหมิ่นเองก็เดินมาหยุดมองห่างเขาเพียงสามก้าวก่อนที่ฝูโจวจะดึงผ้าลงดวงตากลมถึงเบิกโพลง“ท่านพี่” หญิงสาวกระโจนหาพี่ชายที่เฝ้ารอกว่าห้าเดือนจนเกือบจะถึงเวลาแต่งงานอยู่แล้ว สองพ
ฝูโจวกอดหลี่หลิงหลงไว้แน่นก่อนผละออก ต่างฝ่ายต่างประคองใบหน้าเช็ดน้ำตาให้กัน ยิ้มและพยักหน้ารับรู้ความรู้สึกของกันและกัน ก่อนจะโผเข้ากอดแนบแน่นอีกครั้ง“เจ้ามาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่”“สามเดือนก่อนเจ้าค่ะ ข้าอยากไปหาท่านใจแทบขาดแต่เจียเอ๋อห้ามไว้ เขาบอกว่าท่านมาที่นี่ทุกปีข้าเลยอดทนรอ”“เขาคิดถูกแล้วล่ะ โจรชุกชุมมากเดินทางลำพังคงอันตราย”“อื้ม”“ทางบ้านเป็นเช่นไรบ้าง ทั้งสามคนแข็งแรงดีหรือเปล่า เจ้ามาที่นี่พวกเขาจะเสียใจไหม” ฝูโจวถามคำถามนั้นก่อนผละออกมองหน้าเธอ“ทุกคนแข็งแรงดีเจ้าค่ะ คุณพ่อคุณแม่เหมือนเข้าใจสถานการณ์ ท่านทั้งสองต่างโบกมือลาให้ข้าตอนอากาศแปรปรวน อี้หลงเองก็เช่นกัน” ฝูโจวดึงร่างบางเข้ามากอดแน่นอีกครั้ง“ขอบคุณสวรรค์ที่นำพาเจ้ากลับมาหาข้า”“เหตุการณ์คืนนั้นทำข้ากลัว เป็นห่วงท่านแทบแย่เลยรู้ไหม”“ข้ารู้ ข้าเองก็เป็นห่วงเจ้ามาก โชคดีที่นาฬิกาของเจ้าช่วยข้าเอาไว้เราไปนั่งกันเถอะ”“จริงสิท่านหิวหรือเปล่าข้าทำอาหารมาแล้วเดี๋ยวข้าไปตักข้าวมาเพิ่ม”“งั้นข้าไปเป็นเพื่อน” สองคนยิ้มให้กันก่อนจูงมือเดินออกนอกห้อง มุ่งตรงไปยังโรงครัวของอารามเขต บรรยากาศโดยรอบเริ่มมืดแล้ว ทั้งสองเ
เจียเอ๋อยังไม่ทันตอบฝูโจวก็พูดเองและเดินนำไปก่อนจนถึงประตูอาราม พลันสายตาของเขาก็หันไปเห็นแผ่นหลังของใครคนหนึ่งไวๆ เดินไปอีกทาง ร่างสูงนึกแปลกใจว่าที่นี่มีสตรีมาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ก่อนจะหันกลับแล้วเดินเข้าอาราม แต่สิ่งแรกที่เห็นเมื่อก้าวเข้าไปคือเด็กน้อยชี้นิ้วทักท้วงรูปชายชราบนเพดานจนเขามองตาม“ท่านฝูโจว ความจริงอาจารย์ปู่ได้จากโลกนี้ไปเมื่อสามเดือนก่อนแล้วล่ะ”“เอ๋..จริงเหรอ”“ขอรับ จริงสิ..นี่เสี่ยวเป่าเจ้าอยากอยู่ที่นี่หรือเปล่าข้าไม่มีเพื่อน แล้วข้าจะสอนความรู้ของเต๋าให้”“ข้าจะได้เรียนเหรอ”“ใช่” เด็กน้อยมีท่าทีดีใจแต่ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นครุ่นคิด“แต่ว่าชีวิตข้าตอนนี้เป็นของนายท่านแล้ว ข้าคงอยู่กับท่านไม่ได้ ข้าต้องคอยติดตามปรนนิบัติเขา”“เสี่ยวเป่า” มือใหญ่ยกขึ้นลูบผมเด็กน้อยก่อนจะย่อตัวนั่งลงต่อหน้า“เจ้ายังเด็กมาก หากติดตามข้าตอนนี้เจ้าก็ไม่ได้เป็นทหาร แต่เจ้าจะได้เป็นเด็กในครัวแทน เผลอๆ อาจต้องกลายเป็นเด็กตัดชายเสื้อ ซึ่งข้าไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น”“เด็กตัดชายเสื้อคืออะไรเหรอขอรับ”“เอาเป็นว่ามันไม่ดีสำหรับตัวเจ้าแน่ ที่ผ่านมามีหลายคนที่ต้องจบชีวิตตนเองเ
สามอาชาไนยถูกบังคับควบเร็ววิ่งฝ่าแหวกฝูงชนออกจากเมืองหลวงไปราวสิบลี้เพียงเพราะหนึ่งบุรุษถวิลหาหนึ่งสตรี หนึ่งคนรู้สึกเหนื่อยล้ากระหายน้ำและปวดหัวที่สองคนไม่ฟังตน อีกคนก็หน้าตึงเพราะสงสัย เหตุใดน้องสาวจึงต้องมาเป็นบ่าวรับใช้อยู่บ้านสกุลเหริน ทั้งยังกะมาเอาเรื่องเหรินไห่อีกด้วยปัง!!ขายาวก้าวสาวไวว่
“ข้าน้อยจางซินอี๋คารวะท่านอ๋องซีฮัน”“แม่นางจางเริ่มลงมือเลย” อ๋องซีฮันหันไปพยักหน้าแต่ไม่ได้มองร่างบางให้ชัดเจนนักทั้งอนุญาตให้ทำแผลทันที“หนิงเอ๋อ เจ้าลองไปดูน้ำร้อนในห้องครัวให้ข้าที เอาน้ำเย็นมาด้วยนะ”“เจ้าค่ะ”“เอ่อ ท่านต้องการให้ข้าช่วยหรือเปล่า” หมอหญิงมองอาหวงแกะผมอ๋องซีฮันดูงกๆ เงิ่นๆ จึง
“พวกเจ้าหยุดพักกันก่อนเถอะเดินทางมาทั้งวันนี่ก็ใกล้ค่ำแล้วข้าอยากเข้าไปตอนฟ้ามืดหน่อยตอนนี้มีอะไรก็กินกันก่อนข้าไม่อยากไว้ใจอาหารในโรงเตี๊ยม บางทีหากพวกมันเห็นพวกเรามันอาจวางยาในอาหารและน้ำ ทางที่ดีกันไว้ดีกว่า”“ขอรับท่านอ๋อง”ทหารทำตามคำสั่ง จัดแจงหาอาหารและน้ำดื่มกินกันง่ายๆ ก่อนเข้าโรงเตี๊ยม ฝู
“ฝูโจวกว่าจะไปถึงโรงเตี๊ยมเราต้องเดินทางกี่วัน”“ห้าวันกับสี่ราตรีขอรับ”“หา!!!”“ท่านแปลกใจอะไรเหรอขอรับ”“ทำไมนานจังล่ะ”“ก็เราเดินทางด้วยรถลากกับรถขนสัมภาระที่มีแต่หินกรวดกับฟางไม่ใช่ม้าเร็วระยะเวลาก็จะนานหน่อยขอรับ”“ทำไมเจ้าไม่บอกข้าล่ะ”“ก็ข้านึกว่าท่านรู้นี่ขอรับ”“แล้วเรารีบแต่งชุดสตรีมาทำไ











