LOGINเสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ดังกริ๊งเบา ๆ เมื่อประตูร้านกาแฟเปิดออก ลมบ่ายพัดผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ กลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ลอยคลุ้งอบอวลผสมกับกลิ่นเนยจากขนมปังอบในเตา เสียงเครื่องบดมือดังครืด ๆ เป็นจังหวะช้า ๆ ราวกับหัวใจของร้านที่เต้นอย่างสม่ำเสมอ
เงินนั่งอยู่ในมุมสงบสุดของร้าน เก้าอี้ไม้ที่ขัดจนเงาเนียนเย็นใต้ฝ่ามือช่วยให้เขารู้สึกสงบขึ้นเล็กน้อย แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านกระจกทิ้งเงาลวดลายจากต้นไม้ด้านนอกลงบนโต๊ะเป็นพร้อย สีทองของแสงตัดกับสีน้ำตาลเข้มของโต๊ะไม้ เกิดเป็นบรรยากาศที่เหมือนภาพวาดนิ่ง โต๊ะด้านข้างมีหญิงวัยกลางคนกำลังอ่านหนังสือ เสียงพลิกหน้ากระดาษดังเบา ๆ เป็นจังหวะ กลม เจ้าของร้านกาแฟ ใส่ผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้ม ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ กำลังบดเมล็ดกาแฟด้วยเครื่องบดมือใบใหญ่ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาดูช้าสงบแต่มีน้ำหนัก ดวงตาคมอบอุ่นจับจ้องไปที่เครื่องมืออย่างตั้งใจ บนโต๊ะของเงินมีแก้วลาเต้เย็นที่น้ำแข็งเริ่มละลายเล็กน้อย เขาจับแก้วแน่นราวกับใช้มันเป็นที่ยึดเหนี่ยว เสียงโทรศัพท์สั่นอยู่ข้าง ๆ เขามองหน้าจอ เห็นคำว่า “แม่” ปรากฏขึ้น หัวใจเขากระตุกทันที เงินสูดหายใจลึก กดรับสายด้วยมือที่สั่นน้อย ๆ “ฮัลโหล เงิน! ลูกอยู่ไหน ทำไมไม่ติดต่อเลย แม่กับพ่อเป็นห่วงมากนะ” เสียงแม่ทั้งดังทั้งกังวลและเร่งร้อน เสียงบดกาแฟที่ดังต่อเนื่องเหมือนกลายเป็นฉากหลังของบทสนทนาที่ตึงเครียด “แม่ครับ… ผมขอโทษนะ ผมแค่… อยากอยู่เงียบ ๆ สักพักครับ” น้ำเสียงเงินแผ่วลงจนแทบเป็นกระซิบ พ่อพูดขึ้นจากปลายสาย “เงิน นี่พ่อเองนะลูก หายไปแบบนี้ไม่ดีเลย พ่อกับแม่เป็นห่วงมาก” เงินก้มหน้ามองเงาของตัวเองในน้ำแข็งละลาย “ผมรู้ครับพ่อ… แต่ตอนนี้ผมยังตั้งสติไม่ได้เลย” กลมเงยหน้าขึ้นจากเครื่องบด มองทางเงินแวบหนึ่ง เขาสังเกตว่าชายหนุ่มตรงหน้ากำมือแน่นและพูดด้วยเสียงสั่น เขาไม่ได้เดินเข้าไปทันที แต่แค่เปลี่ยนมารินน้ำเปล่าใส่แก้ว พร้อมเช็ดขอบแก้วอย่างเรียบร้อย กลมเดินออกจากเคาน์เตอร์อย่างเงียบ ๆ วางแก้วน้ำเปล่าเย็นจัดลงบนโต๊ะของเงินอย่างเบามือ “น้ำเพิ่มครับ เผื่อคอแห้งนะครับ” เงินสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้ามองกลม ยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณครับ” กลมเพียงพยักหน้าด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ก่อนเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์โดยไม่พูดอะไรต่อ แม่ถามด้วยเสียงห่วงใย “แล้วตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน อยู่คนเดียวหรือเปล่า กินข้าวกินปลาบ้างไหม” เงินมองแก้วน้ำที่กลมเพิ่งวางให้ ก่อนตอบ “ผมอยู่ต่างจังหวัดครับ รถเสียหน้าร้านกาแฟที่นึงครับ เจ้าของร้านชื่อกลม… เขาใจดีมาก ช่วยผมไว้” พ่อเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังนึกชื่อ มันคุ้นหูมาก เลยลองถามลูกดู “กลม? เป็นทั้งชื่อจริงกับชื่อเล่น ใช่ไหม?” เงินเลิกคิ้ว “พ่อรู้จักเหรอครับ?” เสียงพ่อหัวเราะเบา ๆ “รุ่นน้องพ่อมีชื่อนี้นะ จำไม่ลืมเลย กลมทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น มีคนเดียวที่ชื่อแบบนี้ที่พ่อรู้จัก เป็นรุ่นน้องพ่อสมัยเรียน เรียนเก่งเรียนมาก คนนี้แหละที่ช่วยให้พ่อเรียนจบปีแปดมาได้ ไม่ต้องรีไทร์ คนนั้นนิสัยดี ดูแลคนรอบข้างเก่ง พ่อดีใจนะที่ลูกเจอเขา พ่อขอคุยกับพี่เขาได้มั้ยจะได้ฝากฝังให้ดูแลลูก” เงินไม่อย่างเชื่อว่าพ่อของเขาสมัยเรียนจะใช้เวลาคุ้มค่าขนาดนี้ ถ้าคิดดีๆ ช่วงนั้นเขาก็เกิดแล้ว เป็นลูกชายของพ่อแม่วัยเรียน "อย่าเลยครับพ่อ คุณกลมยังไม่ว่างครับ" แม่พูดต่อด้วยเสียงที่โล่งใจขึ้น “อย่างน้อยแม่ก็สบายใจขึ้นที่ลูกไม่ได้อยู่คนเดียว” เงินยกแก้วน้ำขึ้นจิบ รู้สึกเย็นไหลผ่านลำคอเหมือนความกังวลค่อย ๆ ลดลง “ครับ… เขาใจดีจริง ๆ ผมรู้สึกสบายใจเวลาเขาอยู่ใกล้ ๆ” เสียงฝีเท้าของกลมค่อยๆ ห่างออกไป เงินยังคงถือแก้วน้ำไว้ในมือ ความเย็นของแก้วทำให้ความร้อนรุ่มในใจเขาลดลงเล็กน้อย “ลูก…” เสียงพ่อดังขึ้นอีกครั้ง "พ่อกับแม่ไม่เคยโกรธที่ลูกหายไปแบบนี้ เราแค่ห่วง… กลัวว่าลูกจะเป็นอันตราย” เงินเม้มปากแน่น มองหยดน้ำที่ไหลลงมาตามผิวแก้ว “ครับ… ตอนนี้ผมแค่… ยังไม่อยากเจอใครเลยครับพ่อ ไม่อยากกลับบ้าน ไม่อยากเจอเพื่อน ไม่อยากเจอใครทั้งนั้น” กลมที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ชำเลืองมองเงินอย่างไม่ให้สังเกตเห็น เขาเห็นแววตาที่เศร้า ริมฝีปากที่ขยับพูดช้าๆ เสียงสั่น กลมไม่ได้เดินเข้าไปกวน เพียงแค่นำแก้วกาแฟไปเสิร์ฟอีกโต๊ะให้ลูกค้า พร้อมวางเค้กมะพร้าวอย่างระมัดระวัง พ่อพูดขึ้น “พ่อกับแม่ก็ผิดจริงๆ ที่ไม่มีเวลาให้ ขนาดลูกมีความรัก จนเลิกกัน พ่อแม่ยังไม่รู้เลย” เงินหลับตาแน่น ความทรงจำภาพสุดท้ายที่เขากับแฟนเก่ายังวนเวียนอยู่ในหัวเอาไม่ออกสักที แม่พูดเบาๆ “ลูกไม่ต้องรีบตอบอะไรแม่กับพ่อตอนนี้ก็ได้ แต่แม่อยากให้ลูกดูแลตัวเองก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง” เงินหายใจเข้าลึก พยายามสะกดเสียงที่สั่น “ผม… ผมจะพยายามครับแม่” บรรยากาศในร้านยังคงสงบ เสียงกระดิ่งประตูดังขึ้นเบาๆ เมื่อลูกค้าสองคนเดินเข้ามา พวกเขากล่าวทักทายกลมด้วยรอยยิ้ม กลมโค้งศีรษะเล็กน้อย ต้อนรับด้วยท่าทีเป็นกันเอง ก่อนจะชงกาแฟให้พวกเขาอย่างคล่องแคล่ว เงินมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นทุ่งนาที่ลมพัดให้ใบข้าวเอนไหว เสียงจักจั่นร้องเป็นจังหวะเนิบช้า แตกต่างจากเสียงเมืองใหญ่ที่คุ้นเคย “ผมยังไม่พร้อมคิดอะไรตอนนี้หรอกครับแม่” น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความอ่อนแรง “แต่… ผมรักพ่อกับแม่นะครับ” แม่พูดเสียงสั่น “แล้วตอนนี้ลูกอยู่กับใครแน่ๆ ใช่ไหม ไม่ได้อยู่คนเดียว?” "ครับแม่" “พักเยอะ ๆ นะลูก” พ่อเสริมเสียงอ่อนลง “ไม่ต้องรีบกลับบ้านก็ได้ อยู่ที่นั่นก่อนก็ได้ พ่อเชื่อว่ากลมจะดูแลลูกได้ดี” เงินยิ้มบาง ๆ “ครับ… ขอบคุณครับพ่อ ขอบคุณครับแม่” เสียงปลายสายเงียบลง ก่อนจะมีเพียงเสียงสัญญาณวางสายดังขึ้นเบา ๆ ร้านกาแฟกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เสียงกระดิ่งประตูดังเมื่อหญิงวัยกลางคนที่อ่านหนังสือจ่ายเงินแล้วเดินออกไป ลมบ่ายพัดผ่านหน้าต่างกระจกทำให้ม่านผ้าไหมสั่นไหวเบา ๆ แสงแดดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองเข้ม สาดเงายาวลงบนพื้นไม้ เงินวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ลมหายใจยาวหลุดออกมาราวกับปลดบางสิ่งในอกออกไปได้เล็กน้อย “คุยเสร็จแล้วเหรอครับ?” เสียงทุ้มอบอุ่นดังขึ้นใกล้ ๆ เงินเงยหน้าขึ้น เห็นกลมยืนถือถาดเล็ก ๆ ที่มีขนมปังอบใหม่สองชิ้นกับเนยวางอยู่ กลมยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก “ผมเอามาให้ลองชิม ขนมปังอบเองเมื่อเช้า” เงินทำท่าจะปฏิเสธ แต่กลมวางถาดลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น “ไม่คิดเงินหรอกครับ ผมเห็นสีหน้าคุณเมื่อกี้… เหมือนมีเรื่องให้คิดเยอะ” เงินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มจาง ๆ “ครับ… ขอบคุณนะครับ” กลมนั่งลงฝั่งตรงข้าม ชี้ไปที่มุมหน้าต่าง “ตรงนี้เป็นมุมที่ผมชอบที่สุด เวลาบ่ายแก่ ๆ แบบนี้ แดดจะสวยมาก” เงินหันไปมองนอกหน้าต่าง ทุ่งนาสีเขียวเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อแสงตกกระทบ ลมพัดให้รวงข้าวเอนไหวเป็นระลอก ๆ ความรู้สึกอุ่นแผ่ซ่านในอกโดยไม่รู้ตัว “ถ้ารถยังซ่อมไม่เสร็จ นั่งอยู่ที่นี่ก็ได้นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ” กลมพูดเสียงเรียบแต่จริงใจ เงินมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความใจดีของชายตรงหน้า ก่อนจะยิ้มบาง “ครับ… ขอบคุณมากนะครับ” กลมหัวเราะเบา ๆ “ยินดีครับ ร้านผมตั้งใจทำให้คนที่มานั่งรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ อย่างน้อยก็สักชั่วครู่หนึ่ง” กลิ่นขนมปังอบใหม่ลอยขึ้นมาแตะจมูก เงินรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวช้าลง เงียบลง เหมือนโลกภายนอกที่วุ่นวายค่อย ๆ หายไป เงินก้มหน้ามองขนมปังสลับกับผู้ชายที่ชื่อกลม กลมทั้งชื่อเล่นชื่อจริง แปลกดี ความรู้สึกอุ่นค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ทว่าในใจลึก ๆ ก็ยังมีเงาของความทรงจำเดิมแทรกเข้ามา กลมมองสีหน้าเงินแล้วพูดอย่างไม่กดดัน “ไม่เป็นไรนะครับ บางทีความเจ็บมันก็อยู่กับเราสักพัก แต่สุดท้ายมันจะเบาลงเอง” เงินเงยหน้าขึ้น ดวงตาสบกับกลม เขาเห็นในแววตาของชายตรงหน้ามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม “คุณ… เคยเจ็บแบบนี้มาก่อนเหรอครับ” เงินถามเบา ๆ กลมหัวเราะน้อย ๆ “ใครบ้างล่ะครับที่ไม่เคย” บรรยากาศในร้านเงียบสงบ เหลือลูกค้าอีกเพียงโต๊ะเดียว เสียงจักจั่นจากนอกหน้าต่างดังประสานกับเสียงลมพัดผ่านทุ่งนา แสงแดดยามเย็นเปลี่ยนเป็นสีส้มทองส่องลงบนพื้นไม้จนดูอบอุ่น เงินกัดขนมปังอีกคำ ช้า ๆ เหมือนกลัวว่าความสงบนี้จะหายไปเร็วเกินไป ความรู้สึกหนักในอกที่กดทับมาตลอดหลายวันเหมือนเบาลงเล็กน้อย “ขอบคุณนะครับ… สำหรับทุกอย่าง” เขาพูดเสียงแผ่ว กลมยิ้มอ่อนโยน “ยินดีครับ อยู่ตรงนี้ได้ตามสบายเลยนะครับ ไม่ต้องรีบไปไหน” เงินไม่ได้บอกกลมเรื่องที่พ่อรู้จักเขา เขาแค่อยากเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักเท่านั้น ในเวลานี้ เงินพยักหน้า พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง รวงข้าวที่เอนไหวตามแรงลมดูสวยอย่างประหลาด ในใจเขาเริ่มมีความคิดว่า… บางทีที่นี่อาจเป็นที่พักใจชั่วคราวที่เขาตามหามานานแล้วก็ได้เช้าวันนั้น อากาศสดชื่นกว่าทุกวัน ลมเย็นพัดผ่านใบไม้ทำให้เกิดเสียงกรอบแกรบ แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านกิ่งไม้เป็นลำ กลมเดินออกจากที่พักคนงานพร้อมกระเป๋าผ้าใบเล็ก เขาสูดลมหายใจลึก รู้สึกถึงความอุ่นในอกที่ยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อคืนที่ได้กอดเงินไว้จนหลับสนิทรู้สึกดีแปลก ๆ… เหมือนหัวใจไม่ว่างเปล่าอีกต่อไปแล้ว กลมคิดกับตัวเองพลางก้าวเดินไปยังป้ายรถสองแถววันนี้เขามีจุดหมายที่ โรงงานซ่อมเครื่องจักรของ “คิม” เพื่อนสนิทสมัยเรียนวิทยาลัยช่าง คิมเป็นคนเก่งเรื่องกลไก ตรวจสอบเครื่องจักรได้อย่างแม่นยำเพียงแค่มองหรือฟังเสียง กลมเชื่อมือคิมที่สุดเวลาเลือกเครื่องจักรสำคัญโรงงานตั้งอยู่ชานเมือง ตัวอาคารเป็นโกดังเหล็กสูงใหญ่ ลานด้านหน้ามีรถบรรทุกและเครื่องจักรเก่าจอดเรียง เสียงเครื่องเชื่อมดังแซ่บ ๆ ผสมกับเสียงโลหะกระทบกันเป็นจังหวะ กลิ่นน้ำมันและสนิมเหล็กคละคลุ้งในอากาศจนสัมผัสได้กลมเดินเข้าไปด้วยท่าทางคุ้นเคย ทักทายคนงานบางคนที่เคยเจอเมื่อก่อน“เฮ้ย! ไอ้กลม!” เสียงทุ้มดังลั่นพร้อมรอยยิ้มกว้างของคิม เจ้าของโรงงานกำลังเช็ดมือมัน ๆ ด้วยผ้าขี้ริ้ว“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเว้ย” คิมเดินเข้ามาหาพร้อมตบไหล่แรง ๆ
แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟเก่าที่ติดอยู่บนเพดาน ทำให้ห้องพักคนงานเล็ก ๆ ดูอบอุ่นกว่าทุกวัน กลมวางถุงยาและน้ำแข็งลงบนโต๊ะไม้เก่า ๆ เสียงวัตถุกระทบกันเบา ๆ ดังคลิก เขาหันไปมองเงินที่นั่งเงียบอยู่บนขอบเตียง พลางยกมือแตะคอตัวเองเบา ๆ ซึ่งรอยช้ำยังเห็นได้ชัด“นั่งนิ่ง ๆ นะครับ เดี๋ยวผมทาให้” กลมเอ่ยเสียงนุ่ม พลางบีบยาทาออกมาบนปลายนิ้วเงินพยักหน้าเบา ๆ “ครับ…”กลมโน้มตัวเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วอุ่นค่อย ๆ แตะลงบนรอยฟกช้ำที่คอเงิน ความรู้สึกเย็นของยาและสัมผัสที่อ่อนโยน ทำให้เงินเผลอหลับตาลง เขา… อ่อนโยนเสมอเลยกลมขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยช้ำที่เป็นสีม่วงเข้ม “เจ็บมากไหม?”เงินส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่เท่าไหร่ครับ ผม… ชินแล้ว”คำตอบนั้นทำให้กลมชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เหมือนเคยเจอแบบนี้บ่อย ๆ”เงินหลุบตาลง “ก็นิดหน่อยครับ…”กลมทายาช้า ๆ แต่แววตากลับเริ่มคมขึ้น “คุณรู้จักยาพวกนี้ดีเกินไปนะครับ ตอนไปซื้อยา พูดเหมือน… คุณเคยใช้มันเป็นประจำ”เงินเงียบไปชั่วครู่ ยิ้มบาง ๆ อย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปจูบกลมเบาๆ เพื่อขอกำลังใจ ครั้งนี้กลมไม่ได้ตกใจ หรือเขินอาย ปล่อยให้เงินจูบ และเขาจ
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดลอดหน้าต่างเล็ก ๆ ของห้องพักคนงานเข้ามา เสียงนกที่เกาะอยู่บนสายไฟข้างนอกดังแว่ว ๆ เงินค่อย ๆ ลืมตาตื่น พลิกตัวอย่างงัวเงียทันทีที่มือสัมผัสกับพื้นเย็น ๆ ความรู้สึกว่างเปล่าก็แล่นเข้ามา เขาหันมองเตียงเหล็กที่เมื่อคืนกลมนอนอยู่ว่างเปล่า ไม่มีร่างของคนที่เขาเฝ้าคิดถึงทั้งคืนมีเพียงผ้าห่มที่พับเรียบร้อยและกลิ่นหอมสะอาดอ่อน ๆ ที่ยังคงติดอยู่ มันเป็นกลิ่นที่เงินจำได้ดี… กลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจตั้งแต่ครั้งแรกที่อยู่ใกล้กลมเงินนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ ยกมือแตะผ้าห่มเบา ๆ ราวกับพยายามเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ คุณไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ…เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นไปล้างหน้าแต่งตัวเพื่อเริ่มงานวันใหม่เช้าวันนี้เงินตั้งใจทำหน้าที่ รปภ. อย่างเต็มที่ แม้ในใจจะรู้สึกโหวงเหวง เขาตรวจบัตรพนักงาน จดบันทึกการเข้าออก และคอยเปิดปิดประตูอย่างเคร่งครัด“ดีมากเลยคุณเงิน แบบนี้แหละที่ลุงชอบ เห็นไหม งานยามไม่ใช่แค่ยืนเฉย ๆ” ลุงนพพูดพลางตบไหล่เบา ๆเงินยิ้มบาง ๆ “ครับผม”“ฮ่า ๆ ใช่สิ ต้องทำให้พ่อคุณเห็นว่าลูกชายเขาก็ทำได้ทุกอย่างเหมือนกัน”ระหว่างเดินตรวจรอบบริษัท ลุงนพยังคอยเล่าเทคนิค
ภายในสถานีตำรวจบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงหลังจากที่กลมจัดการเรื่องค่าปรับเรียบร้อย เขาไม่ได้จ่ายให้แค่เงิน แต่ยังรวมถึงลุงนพและพนักงานที่มามีเรื่องด้วยกันทั้งหมด“ขอบคุณนะครับคุณกลม…” ลุงนพพูดเสียงอาย ๆ เพราะรู้สึกผิดที่ทำให้เรื่องบานปลาย“ไม่เป็นไรหรอกครับลุงนพ แค่คราวหน้าดื่มกันให้พอประมาณก็พอนะครับ” กลมพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงด้วยความจริงจังเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับห้องพักของตัวเอง เหลือเพียงกลมที่ยังเดินออกมาพร้อมกับเงินตามหลัง การก้าวเท้าช้าลง ซึ่งเงินอยากใช้เวลากับกลมให้ยาวนานขึ้นเงินก้มหน้าเดินเงียบไปตลอดทาง จนกระทั่งเสียงของกลมดังขึ้นเบา ๆ “คุณพักอยู่ที่ไหนครับ?”เงินชะงักไปนิด ก่อนตอบอย่างไม่เต็มเสียง “ห้องพักคนงานครับ… อยู่หลังบริษัท”กลมพยักหน้ารับ ก่อนจะพูดเรียบ ๆ “ผมขอเดินไปส่งนะครับ”ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไร ต่างฝ่ายต่างเดินท่ามกลางแสงไฟถนนสลัว ๆ จนมาถึงห้องพักเล็ก ๆ ของเงินเมื่อกลมก้าวเข้ามาในห้อง เขาก็ชะงักเล็กน้อย สายตามองไปรอบ ๆ ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่กองอยู่บนเก้าอี้ โต๊ะเล็ก ๆ ที่มีข้าวของวางระเกะระกะ และเตียงเหล็กที่ปูผ้าห่มไม่เรียบร
เช้าวันแรกของการฝึกงาน เงินยืนอยู่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทพ่อในชุดเครื่องแบบยามรักษาความปลอดภัย หมวกแก๊ปสีกรมถูกสวมอย่างเรียบร้อย แม้เสื้อผ้าจะไม่หรูหราเหมือนที่เคยใส่ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น“มาแล้วเหรอคุณหนู เอ้ย! คุณเงิน” ชายวัยกลางคนท่าทางใจดีเดินเข้ามาหา เขาคือ ลุงนพ หัวหน้า รปภ. ของบริษัทที่พ่อสั่งให้คอยดูแลเงินเป็นพิเศษ“เรียกผมว่าเงินเฉย ๆ ก็ได้ครับ” เงินยิ้มบาง ๆ“โอ้ ได้เลย งั้นวันนี้เดี๋ยวลุงจะพาเดินรอบ ๆ บริษัทก่อน รู้ทาง รู้หน้าที่ก่อนนะ” ลุงนพพูดพลางตบไหล่เบา ๆตลอดทั้งวัน ลุงนพพาเงินเดินดูรอบบริษัท ตั้งแต่ประตูทางเข้า โรงจอดรถ ไปจนถึงคลังสินค้า คอยอธิบายขั้นตอนการตรวจสอบรถ พนักงาน และผู้มาติดต่อ และมุมลับตาที่มักจะมีคนแปลกหน้ามาหลบอยู่ “งานยามนี่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริง ๆ สำคัญนะ ต้องใช้ทั้งความจำ ความละเอียด และความรับผิดชอบ บางครั้งต้องใช้พละกำลังด้วย” ลุงนพพูดจริงจัง เงินตั้งใจฟังทุกคำ ตอบคำถามอย่างไม่ถือตัวแม้จะเป็นลูกเจ้าของบริษัท เขายืนตรวจบัตรพนักงาน รับโทรศัพท์แจ้งเหตุเล็ก ๆ และจดบันทึกการเข้าออกอย่างตั้งใจเวลาพักกลางวัน ลุงนพยื่นกล่องข้าวให้
บ่ายวันหนึ่ง หลังจากร้านกาแฟปิดเงียบลง เงินเดินออกมานั่งเล่นที่ม้านั่งหน้าร้าน กลิ่นกาแฟอ่อน ๆ ยังลอยคลุ้งในอากาศ ลมเย็นพัดผ่านเบา ๆโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้นพร้อมกับชื่อ “พ่อ” ที่ปรากฏบนหน้าจอเงินลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกดรับสาย “ครับพ่อ…”เสียงทุ้มหนักแน่นของผู้เป็นพ่อดังขึ้น “เงิน… ถึงเวลาที่ลูกต้องกลับมาบ้านแล้วนะ”เงินเงียบไปเล็กน้อย “มีเรื่องอะไรเหรอครับ?”“ลูกก็รู้ว่าบริษัทของเราต้องการคนสืบต่อ พ่ออยากให้ลูกเริ่มเรียนรู้งาน ตั้งแต่ตำแหน่งเล็ก ๆ ไปจนถึงตำแหน่งสูงสุด ถ้าช้ากว่านี้ คนในบริษัทจะไม่ยอมรับการขึ้นมาของลูกง่าย ๆ”เงินเม้มริมฝีปากแน่น เขารู้ดีว่านี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้“ลูกต้องตัดสินใจ ถ้าอยากดูแลกิจการครอบครัวจริง ๆ ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้”น้ำเสียงของพ่อไม่ดุ แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง เงินรู้ดีว่าพ่อพูดด้วยความหวังดี“ผม… เข้าใจครับ” เสียงของเงินเบาลง“ถ้าอย่างนั้นพ่อรอลูกกลับมา…” พ่อพูดอย่างหนักแน่น “เงิน… พ่อเชื่อว่าลูกทำได้”เงินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ครับพ่อ… ผมจะกลับไป”เมื่อวางสายลง เงินนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม มองไปยังไร่กาแฟที่มีแสงอาทิตย์ยามเย็นส่







