LOGINแม่บ้านประจำคฤหาสน์เห็นเธอก็อดสงสารไม่ได้จึงเข้ามาหาเธอ วางจานผลไม่ลงบนโต๊ะแล้วเอ่ย
" คุณชิชาไม่ทานข้าวมาหลายวันแล้วทานผลไม้หน่อยนะคะ "
เธอมองไปยังแม่บ้านทั้งที่ใบหน้ายังคงเปื้อนคราบน้ำตาอยู่แล้วเอ่ยถามขึ้น
" ทำไมวันนี้ฉันไม่เห็นคนอื่นเลยล่ะ พวกเขาไปไหนกันหมด แล้วทำไมคุณต้องใส่ชุดสีดำด้วย มันเกิดอะไรขึ้น "
แม่บ้านมองชิชาด้วยแววตาสงสารแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าในใจเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและสงสารจับใจ
" คุณชิชา หลังจากนี้คุณต้องดูแลตัวเองแล้วนะ คุณตรัยคุณไล่พวกเราทุกคนออกหมดแล้ว
ฉันไม่อยากจะทิ้งคุณให้อยู่ลำพังแต่ถ้าฉันไม่ไปครอบครัวของฉันก็เดือดร้อน คุณคงเข้าใจนะคะ
ส่วนที่ฉันใส่ชุดสีดำเพราะไว้อาลัยให้กับคุณท่านลู่ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสามวันก่อนค่ะ "
" คุณว่าไงนะ! "
ชิชาเอ่ยออกมาด้วยความตกใจเธอช็อกไปจนพูดอะไรไม่ออกน้ำตาที่ยังไม่แห้งก็ไหลพรั่งพรูลงมาอีกครั้ง แม่บ้านจึงเอ่ยต่อว่า
" คุณชิชาต้องเข้มแข็งนะคะ พวกเราทุกคนรู้ว่าคุณทนทุกข์ใจมาตลอด
หลังจากนี้คุณตัวคนเดียวแล้วคุณต้องมีใจที่เข้มแข็งอย่ายอมแพ้เด็ดขาดนะคะ
ฉันต้องไปแล้วคุณดูแลตัวเองดีๆนะคะ "
เอ่ยจบแม่บ้านก็เดินออกไปจากห้องนั่งเล่น แล้วออกจากคฤหาสน์ไป
ชิชานั่งร้องให้ไม่หยุด เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น
" คุณปู่ คุณปู่จากไปแล้วชิชาจะอยู่ยังไง ชิชาไม่เหลือใครแล้ว ชิชากลัวเหลือเกิน "
เธอร้องให้สะอื้นเสียงดัง ทั้งตกใจและเสียใจมากถึงมากที่สุดกับการจากไปของคุณท่านลู่
เพราะเขาเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเธอที่ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ
" ทำไมคุณปู่ถึงได้ด่วนจากไปเร็วขนาดนี้ ชิชาไร้วาสนาไม่มีโอกาสไปกราบลาคุณปู่
ชิชาขอส่งดวงวิญญาของคุณปู่ตรงนี้คุณปู่จงไปสู่สุคติ ไปเกิดในภพภูมิที่ดีนะคะ
ไม่ต้องห่วงชิชา ชิชาสบายดี ชิชาจะพยายามเข้มแข็งค่ะ "
ชิชาเอ่ยลาคุณท่านลู่ทั้งน้ำตาด้วยความเจ็บปวดใจหัวใจ
ตอนนี้ในคฤหาสน์หลังใหญ่บนเขาเหลือเพียงเธอคนเดียว
ผู้คนในบ้านเริ่มทยอยกันจากเธอไปทีละคนๆ
แม่บ้านสักคนก็ไม่มีแล้วยิ่งมารู้ว่าคุณปู่ลู่จากไปอีก
ความหวาดกลัว ความอ้างว้า ความโดดเดี่ยวความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ได้เข้ามาเยือนเธออย่างไม่ปราณี
เธอนั่งร้องให้ซึมเศร้าในห้องนั่งเล่นด้วยความอาลัย
ไม่นานแสงตะวันค่อยๆลับขอบฟ้า ความสลัวเข้ามาเยือน ลมหนาวเย็นพัดเข้ามาเอื่อยๆกระทบผิวกายเธอ
เธอรู้สึกว้าเหว่คิดถึงบ้านที่เป็นบ้าน คิดถึงช่วงชีวิตที่สวยงาม คิดถึงช่วงชีวิตที่มีพ่อแม่
เธอฝืนยิ้มขึ้นมาแล้วเดินไปเปิดไฟ ปิดประตูหน้าต่างอย่างดี
รอบๆตัวเธอเงียบสงบลงมีเพียงเสียงวิหคร้องเจี๊ยวจ๊าวบินเข้ารังบนต้นไม้รอบๆคฤหาสน์
ชิชาเองก็เดินขึ้นบันได กลับเข้าไปในห้องนอนที่แสนกว้างใหญ่สุดแสนว่างเปล่า
เธอใช้ชีวิตโดดเดี่ยวเพียงลำพังในบ้านหลังใหญ่จนชินแล้ว และวันนี้เธอก็ต้องฝึกตัวเองให้ชินกับการไม่เหลือใครสักคน
เธอเดินไปอาบน้ำแล้วก็กลับมานอนลงบนเตียงในยามค่ำคืนด้วยความโดดเดี่ยวและเหงาใจ
ในขณะที่ตรัยคุณกับมิตากำลังนั่งกอดกันดูทีวีด้วยกันอย่างมีความสุข
แต่เธอกลับนอนกอดหมอนแล้วร้องให้ออกมาด้วยความเสียใจ
เธอคิดทบทวนมาตลอดทั้งคืน คืนนี้เป็นคืนที่เหน็บหนาวใจกว่าทุกคืนเธอไม่เหลือใครแล้วที่พึ่งพาได้
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าการที่เธอแต่งงานกับตรัยคุณเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์
ทางด้านตรัยคุณตอนนี้เขาอุ้มมิตากลับเข้าไปในห้องแล้วจูบเธออย่างดูดดื่ม
แล้วจบลงด้วยสองกายแนบชิดรวมเป็นหนึ่งอย่างเร่าร้อนบนเตียง
เช้าวันรุ่งขึ้นตรัยคุณลุกขึ้นมาแต่งตัวเตรียมออกไปทำงาน
เขาเข้าไปจูบหน้าผากมิตาเบาๆแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน
" ผมไปทำงานก่อนนะที่รัก "
มิตายิ้มแล้วเอ่ยว่า
" ค่ะ "
พอตรัยคุณจะหมุนตัวเดินออกไปมิตาก็เอ่ยขึ้นทำหน้าน่าสงสาร
" ไตร เลิกงานแล้วรีบกลับมานะคะ อย่าไปไหนนะ "
คำว่าอย่าไปไหนของเธอ ตรัยคุณรู้ดีว่าเธอหมายถึง ห้ามกลับไปที่คฤหาสน์อีก
เขาจึงเอ่ยตอบเธอไปว่า
" ครับ ทำงานเสร็จแล้วผมจะรีบกลับมาหาคุณจะไม่ไปไหนทั้งนั้น "
" ค่ะ "
มิตายิ้มขึ้นอย่างอ่อนหวานด้วยความพอใจ แล้วตรัยคุณก็เดินออกจากห้องไป
มิตาที่อยู่ข้างหลังยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างชั่วร้ายแล้วเอ่ย
" นังชิชาฉันจะทำให้แกตายทั้งเป็นจนต้องตรอมใจตายไปเลย "
ตรัยคุณนั่งในรถอย่างเงียบๆ อยู่ๆเขาก็อยากจะไปดูสภาพของชิชาที่อยู่โดดเดี่ยวลำพัง
พอถึงทางแยกเขาจึงสั่งคนขับรถว่า
" ไปคฤหาสน์ "
" ครับ "
คนขับตอบรับแล้วเลี้ยวรถเข้าไปยังทางไปคฤหาสน์ทันที
พอไปถึงคฤหาสน์บนเขา ตรัยคุณก็ลงมาจากรถแล้วเดินเข้าไปในบ้าน
ด้วยความที่อยู่คนเดียวชิชารู้สึกกลัวมากเธอจึงล็อคบ้านไว้
แม้วันนี้จะไม่มีแม่บ้านคอยคุมเธอเหมือนอย่างที่ผ่านมา
แต่เธอก็ไม่อยากออกไปนอกบ้านแล้วเพราะเธอกลัว
ตรัยคุณเห็นประตูยังปิดอยู่จึงทุบประตูเสียงดังด้วยความโมโหอย่างไม่สบอารมณ์
ที่เช้าแล้วชิชายังไม่ยอมเปิดประตูหน้าบ้าน
ชิชาที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงคนทุบประตู
เธอตกใจและรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที
เพราะถ้าเป็นคนปกติจะแค่เคาะประตูเบาๆ
แต่นี่ไม่ใช่
เธอจึงวิ่งไปหยิบมีดในครัวด้วยอาการสั่นกลัว
ตรัยคุณทุบตีประตูเสียงดังจนสุดจะทนแล้ว
จึงตะโกนขึ้นเสียงดัง
" ชิชา! เปิดประตู เธอตายแล้วหรือไงห๊ะ! "
เมื่อเป็นเสียงตรัยคุณชิชาก็รีบวิ่งไปเปิดประตูด้วยความดีใจและโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
พอประตูเปิดออก ตรัยคุณเห็นร่างกายที่ผอมบางของเธอ
ก็กวาดมองเธอด้วยแววตารังเกียจอย่างสะอิดสะเอียน
ชิชาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยอย่างเอาอกเอาใจ
เพราะเธออยากไปลาคุณปู่ลู่สักครั้ง
เธอแอบหวังว่าเขาจะใจอ่อนและเมตตาเธอบ้าง
" พี่เตชินทานอะไรมาหรือยังคะ ชิชาไปทำอาหารเช้าให้นะ "
เอ่ยจบเธอก็หมุนตัวไป
ตรัยคุณมองเธอด้วยแววตารังเกียจ
สุดแสนเย็นชา แล้วเอ่ยขึ้นเสียงเย็น
" ไม่ต้อง! ฉันแค่มาดูว่าเธอตายหรือยัง "
คำพูดของตรัยคุณเหมือนเป็นสายฟ้าฟาดลงบนตัวเธอ ทั้งตัวและลมหายใจของเธอหยุดชะงักไป
รอยยิ้มค่อยๆหุบลง มือกำกระโปรงแน่นด้วยความสะกดกลั้นอารมณ์ในใจ
เธอกลอกดวงตากะพริบปริบๆดูดซับน้ำตาที่กำลังปริ่มออกมาที่ขอบตาแล้วฝืนยิ้มขึ้น หันมาเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงปกติ" ฉันรู้ว่าพี่แค่อารมณ์ไม่ดี ฉันไม่โกรธพี่ค่ะ พี่พาฉันไปลาคุณปู่เป็นครั้งสุดท้ายหน่อยได้มั้ยคะ "ตรัยคุณมองไปยังชิชาด้วยแววตาเกลียดชังแล้วยื่นมือไปบีบคอของเธอแน่น คำรามออกมาเสียงดังอย่างน่ากลัว" ชิชา ทั้งหมดเป็นเพราะเธอ ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นเพราะเธอคนเดียว เธออยากจะเป็นสะใภ้ตระกูลคังจนตัวสั่น ทำให้ทุกคนตายจากฉันไปทีละคนๆ ฉันจะบอกข่าวดีให้นะ ความจริงคือ พ่อแม่ของเธอไม่ได้ไปฝรั่งเศส แต่พ่อแม่ของเธอตายตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแล้วต่างหาก เธอไม่เหลือใครแล้ว มันเป็นกรรมที่เธอต้องชดใช้ เธอทำให้งานแต่งฉันล่มไม่เป็นท่า ทำให้คุณปู่เกลียดมิตา เธอแสร้งทำเป็นใสซื่อไร้เดียงสาแท้จริงแล้วเธอมันนังปีศาจคอยคร่าชีวิตคนรอบๆตัวฉันไปจนหมด ฉันอยากจะฆ่าเธอให้ตายๆไป แต่ฉันเปลี่ยนใจแล้วให้เธอตายมันง่ายไป ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าการไม่เหลือใครมันรู้สึกยังไงการตกนรกทั้งเป็นมันเป็นยังไง "เอ่ยจบก็ออกแรงบีบคอชิชาแรงขึ้นอีกจนหน้าชิชาเขียวซีดเพราะเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่ถึงจนชิชาเกือบจะหมดลมหายใจแล้วเขาถึงคลายมือแล
แม่บ้านประจำคฤหาสน์เห็นเธอก็อดสงสารไม่ได้จึงเข้ามาหาเธอ วางจานผลไม่ลงบนโต๊ะแล้วเอ่ย" คุณชิชาไม่ทานข้าวมาหลายวันแล้วทานผลไม้หน่อยนะคะ "เธอมองไปยังแม่บ้านทั้งที่ใบหน้ายังคงเปื้อนคราบน้ำตาอยู่แล้วเอ่ยถามขึ้น" ทำไมวันนี้ฉันไม่เห็นคนอื่นเลยล่ะ พวกเขาไปไหนกันหมด แล้วทำไมคุณต้องใส่ชุดสีดำด้วย มันเกิดอะไรขึ้น "แม่บ้านมองชิชาด้วยแววตาสงสารแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าในใจเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและสงสารจับใจ" คุณชิชา หลังจากนี้คุณต้องดูแลตัวเองแล้วนะ คุณตรัยคุณไล่พวกเราทุกคนออกหมดแล้วฉันไม่อยากจะทิ้งคุณให้อยู่ลำพังแต่ถ้าฉันไม่ไปครอบครัวของฉันก็เดือดร้อน คุณคงเข้าใจนะคะส่วนที่ฉันใส่ชุดสีดำเพราะไว้อาลัยให้กับคุณท่านลู่ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสามวันก่อนค่ะ "" คุณว่าไงนะ! "ชิชาเอ่ยออกมาด้วยความตกใจเธอช็อกไปจนพูดอะไรไม่ออกน้ำตาที่ยังไม่แห้งก็ไหลพรั่งพรูลงมาอีกครั้ง แม่บ้านจึงเอ่ยต่อว่า" คุณชิชาต้องเข้มแข็งนะคะ พวกเราทุกคนรู้ว่าคุณทนทุกข์ใจมาตลอดหลังจากนี้คุณตัวคนเดียวแล้วคุณต้องมีใจที่เข้มแข็งอย่ายอมแพ้เด็ดขาดนะคะฉันต้องไปแล้วคุณดูแลตัวเองดีๆนะคะ "เอ่ยจบแม่บ้านก็เดินออกไปจากห้องนั่งเล่น แล้วออ
ผ่านไปหลายชั่วโมงห้องผ่าตัดก็ถูกเปิดออกพร้อมกับหมอที่ออกมาด้วยใบหน้าอิดโรยคุณท่านลู่จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความกระวนกระวายใจอย่างไม่เป็นสุข" พวกเขาปลอดภัยใช่มั้ยครับ "หมอถอนหายใจแล้วเอ่ย“ คนไข้พ้นขีดอันตรายไปหนึ่งคนเดี๋ยวพยาบาลจะส่งไปยังห้องพักฟื้นของผู้ป่วย รอฟื้น อาจต้องใช้เวลานานหน่อยนะครับ แต่ญาติผู้ป่วยต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดนะคอยสังเกตอาการมีอะไรเปลี่ยนหรือแปลกไปให้รีบแจ้งคุณหมอทันทีเพราะผู้ป่วยได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองอย่างหนัก ”“ ครับ ขอบคุณมากครับ ” คุณท่านลู่เอ่ยขอบคุณอย่างให้เกียรติแล้วเตียงรถเข็นห้องผ่าตัด ก็เข็นร่างชิชาออกมาพาร่างของชิชาไปยังห้องพักฟื้นคุณท่านลู่ก็นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดต่อไปส่วนตรัยคุณนั้นตามชิชาไปยังห้องพักผู้ป่วยทันทีทันทีที่คุณปู่คุณย่าของชิชาทราบข่าวก็รีบบินมาที่โรงพยาบาลทันทีเมื่อพวกเขามาถึงก็รู้ว่าลูกชายและลูกสะใภ้ของพวกเขายังคงอยู่ในห้องไอซียูทำให้พวกเขาเครียดอย่างหนักคุณย่าของชิชาร้องให้เสียใจเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจด้วยความกลัวจะสูญเสียลูกชายกับลูกสะใภ้ไป แกซบอกสามีร้องให้ไม่หยุดอย่างน่าสงสาร ตัดพ้อไม่หยุด “ ทำไมๆต้องเกิดเรื่อ
และในขณะนั้นพ่อบ้านรีบวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นหายใจหอบเหนื่อยและมีบอดี้การ์ดสามสี่คนวิ่งตามหลังเพื่อเข้ามาจับตัวเขาไว้ก่อนหน้านี้เขาได้รับโทรศัพท์จากตำรวจและจากทางโรงพยาบาลแจ้งมาว่า ตระกูลจันทร์ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะเดินทางไปสนามบินเขาวิ่งเข้ามาในงาน ทำให้แขกและนักข่าวในงานต่างพากันตกอกตกใจคนที่กำลังจะสวมแหวนแต่งงานก็ต้องหยุดชะงักไป สายตาคุณท่านลู่มองไปทางเขาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามลู่อี้เทียนจ้องเขม็งไปทางเขาอย่างเยือกเย็นแล้วออกคำสั่งอย่างเลือดเย็นไร้ความปราณีด้วยความเดือดดาล“ ลากมันออกไปจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้มันมาปรากฏต่อหน้าผมอีก ”มิตามองดูพ่อบ้านด้วยแววตาสงสารจับใจแต่ภายใต้ดวงตาที่หรี่ลงนั้นกลับแฝงไปด้วยเกลียดชังเพราะใบหน้าอ่อนหวานอันอ่อนโยนช่วยเธอปกปิดใบหน้าที่แท้จริงได้ดีมากเลยทีเดียวถือว่าใบหน้าและตาภักดีต่อเธอจริงๆพ่อบ้านกลัวจนเข่าอ่อนทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรงบอดี้การ์ดจับกดเขาลงหน้าท้องแบนราบสัมผัสพื้นแต่ถึงอย่างไรเขาก็พยายามควบคุมสติพยายามเปล่งเสียงออกมาอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าตนเองจะถูกตัดลิ้นไปเสียก่อนจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างหวาดกลัว“ คุณท
ขณะที่ทั้งคู่สนทนากันอย่างมีความสุขตรัยคุณกับมิตาก็เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของชิชาแล้วปล่อยให้ทั้งสองคนคุยกันไปโดยไม่รบกวนตรัยคุณได้ยินทุกอย่างตั้งแต่ที่ชิชาบอกว่าวันหนึ่งเธอก็ต้องไปมีครอบครัวจนถึงบอกว่าเธอกำลังจะไปฝรั่งเศสวันนี้เขามองชิชาที่พูดด้วยรอยยิ้มสดใส ในใจเขารู้สึกหวิวๆไม่น้อยแต่เขาก็ไม่แสดงอะไรออกมาทางสีหน้า มิตาที่ยืนควงแขนเขา กลับยิ้มเยาะขึ้นจากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่สวยงามแต่ภายใต้ความสวยงามนั้นแฝงร้ายกาจไว้คุณปู่ลู่อึ้งไปมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใสของชิชา แล้วมองไปทางคุณพ่อจอร์นคุณแม่มารีราวกับมีคำถามมากมายที่อยากจะถามว่าที่มาวันนี้เพื่อมาแสดงความยินดีพร้อมกับมาบอกลาเขาใช่มั้ย แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปเขารู้สึกใจหายเมื่ออยู่ๆชิชาที่เขารักดุจหลานสาวแท้ๆจะไปจากเขาเขารู้ว่าเพราะสาเหตุใด แม้ชิชาจะยิ้มราวกับไม่มีอะไรแต่เขาก็คิดว่าเธอแค่ฝืนใจยิ้มกลบเกลื่อนความเสียใจเท่านั้นเขาโกรธหลายชายมาก แต่ต่อหน้าผู้คนมากมายเขาทำเพียงยิ้มแล้วเอ่ยว่า“ จ้ะ! งั้นปู่จะโทรหาบ่อยๆนะ ”“ ค่ะ ” ชิชาเอ่ยตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแล้วเข้าไปกอดคุณปู่ลู่เมื่อเห็นว่าทั้งคู่คุย
พอได้สติเขาก็รีบวางสายแล้วไปโอบไหล่ลูกสาวให้มานั่งบนโซฟาทันที“ ชิชาแม่ว่าพวกเราไปเที่ยวต่างประเทศกันสักพักมั้ยไปเยี่ยมคุณย่าที่ฝรั่งเศสอยู่ที่นั่นสักระยะลูกว่าดีมั้ย ” คุณหญิงมารีพูดอย่างเอาอกเอาใจขอความเห็นจากลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน“ คุณพ่อคะคุณแม่คะ ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วงหนู ขอโทษที่ทำให้ทุกข์ใจหนูนั่งคิดนอนคิดทบทวนมาตลอดทั้งคืนแล้วค่ะจากนี้ไปหนูจะไม่ร้องให้แล้ว เราไปแสดงความยินดีกับพี่ตรัยคุณกันนะคะจากนั้นเราก็ไปหาคุณย่าที่ฝรั่งเศสกัน ”“ ลูกแน่ใจเหรอว่าจะไปงานแต่งพี่เขา ” คุณผู้ชายจอร์นเอ่ยถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วง“ หนูแน่ใจค่ะ หนูคิดมาทั้งคืนแล้วเราควรดีใจกับพี่เขาให้พี่เขาไปมีครอบครัวถึงจะถูกใช่มั้ยคะอีกหน่อยหนูเองในอนาคตก็ต้องมีครอบครัวเหมือนกันหนูพูดถูกมั้ยคะ ”ชิชาพูดพร้อมกับฝืนยิ้มเพื่อให้พ่อแม่สบายใจคุณพ่อจอร์นกับคุณแม่มารี ยิ้มอย่างดีใจที่ลูกสาวคิดได้พวกเขาพยักหน้าโอบกอดลูกสาว ทั้งสามคนกอดกันแน่นด้วยความรักราวกับผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ผ่านช่วงเวลาแห่งความเศร้าไปแล้ว“ ถูกต้องจ้ะลูก ลูกพูดถูกต้องที่สุด ” คุณพ่อจอร์นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างดีใจจนน้ำตาแ







