로그인ผ่านไปหลายชั่วโมงห้องผ่าตัดก็ถูกเปิดออกพร้อมกับหมอที่ออกมาด้วยใบหน้าอิดโรย
คุณท่านลู่จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความกระวนกระวายใจอย่างไม่เป็นสุข
" พวกเขาปลอดภัยใช่มั้ยครับ "
หมอถอนหายใจแล้วเอ่ย
“ คนไข้พ้นขีดอันตรายไปหนึ่งคนเดี๋ยวพยาบาลจะส่งไปยังห้องพักฟื้นของผู้ป่วย รอฟื้น
อาจต้องใช้เวลานานหน่อยนะครับ
แต่ญาติผู้ป่วยต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดนะ
คอยสังเกตอาการมีอะไรเปลี่ยนหรือแปลกไปให้รีบแจ้งคุณหมอทันที
เพราะผู้ป่วยได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองอย่างหนัก ”
“ ครับ ขอบคุณมากครับ ”
คุณท่านลู่เอ่ยขอบคุณอย่างให้เกียรติ
แล้วเตียงรถเข็นห้องผ่าตัด ก็เข็นร่างชิชาออกมาพาร่างของชิชาไปยังห้องพักฟื้น
คุณท่านลู่ก็นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดต่อไป
ส่วนตรัยคุณนั้นตามชิชาไปยังห้องพักผู้ป่วยทันที
ทันทีที่คุณปู่คุณย่าของชิชาทราบข่าวก็รีบบินมาที่โรงพยาบาลทันที
เมื่อพวกเขามาถึงก็รู้ว่าลูกชายและลูกสะใภ้ของพวกเขายังคงอยู่ในห้องไอซียูทำให้พวกเขาเครียดอย่างหนัก
คุณย่าของชิชาร้องให้เสียใจเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจด้วยความกลัวจะสูญเสียลูกชายกับลูกสะใภ้ไป
แกซบอกสามีร้องให้ไม่หยุดอย่างน่าสงสาร ตัดพ้อไม่หยุด
“ ทำไมๆต้องเกิดเรื่องเลวร้ายแบบนี้ขึ้นกับพวกเขาด้วยทำไม
ทำไมพระเจ้าถึงไม่คุ้มครองพวกเขาเลยฮือๆๆๆ ทำไมพระเจ้าใจร้ายขนาดนี้
ได้โปรดๆช่วยให้ลูกๆหลานๆของฉันพ้นขีดอันตรายฟื้นขึ้นมาโดยเร็ว ให้พวกเขาทุกคนด้วยปลอดภัยเถิดฮือๆๆๆ ”
ผู้เป็นสามีคอยปลอบใจตบหลังหล่อนเบาๆ
“ ลูกๆและหลานของเราจะต้องฟื้นแน่นอนพวกเขาต้องปลอดภัยพ้นขีดอันตรายแน่นอน คุณอย่าคิดมากเลยนะเดี๋ยวความดันจะขึ้น ”
ชายชราปลอบใจภรรยาอย่างอ่อนโยน คุณท่านลู่นั่งอยู่เงียบๆอย่างเจ็บปวด
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปชิชาฟื้นขึ้นมาอยู่ในความดูแลของคุณปู่คุณย่า
พอรู้ว่าพ่อและแม่ยังไม่ฟื้นและอาจเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายนิทรานไปตลอดมีโอกาสน้อยมากที่จะรอด
เธอก็ร้องให้เสียใจอย่างหนักหัวใจเธอแตกสลายด้านชาไปหมดจนไร้ความรู้สึกเจ็บใดๆ
สามเดือนต่อมาเธอถูกฝากไว้กับบ้านลู่เพื่อเรียนต่อให้จบมัธยม
ส่วนพ่อแม่ของเธอนั้นถูกส่งตัวไปรักษาที่บ้านย่าที่ฝรั่งเศส
ปู่กับย่าให้เหตุผลกับว่าเธอต้องเรียนต่อให้จบและต้องเรียนรู้งานในบริษัทเฟิ่งหลงให้มาก
เพราะเธอจะต้องรับช่วงเป็นผู้ถือหุ้นต่อจากพ่อของเธอ
เธอจึงตั้งใจเรียนจนจบมัธยมพอเรียนจบเธอก็ตั้งใจเรียนรู้งานในบริษัทอย่างตั้งใจ
ผ่านไปปีกว่าคุณท่านลู่ก็บังคับให้ตรัยคุณเลิกกับมิตาแล้วมาแต่งงานกับเธอ จนทำให้ตรัยคุณเกลียดเธอจนเข้ากระดูกดำ
ในคืนวันแต่งงานของทั้งสอง มิตาก็ไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
ทันทีที่ตรัยคุณรู้ข่าวก็รีบไปหาเธอทันที
หลังจากนั้นในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เป็นเรือนหอ
ก็มีเพียงเธอและเหล่าแม่บ้านไร้เงาของตรัยคุณ
เธอรู้สึกเศร้าใจและโดดเดี่ยวเดียวดายราวกับฮองเฮาในวังหลัง
ความเหงาทำให้เธอคิดถึงความอบอุ่นที่ได้รับจากพ่อแม่ก่อนหน้านี้
เธอนั่งกอดเข่าตัวเองร้องให้กลางดึกเช่นนี้ทุกคืน บางคืนก็คิดทบทวนอะไรต่างๆนาๆ
สิ่งที่เธอได้รับจากตรัยคุณคือความเย็นชา
เธอไม่รู้ว่าคุณท่านลู่ขู่อะไรตรัยคุณ
เขาจึงยอมตกลงแต่งงานกับเธอแต่กลับแสดงท่าทีรังเกียจเธอ เกลียดเธอยิ่งกว่าอะไรดี
การแต่งงานของเธอและเขาเป็นแค่ในนาม
แต่เธอกลับเต็มใจและยินดีแต่งกับเขาจากใจจริง
เธอไม่คิดว่าหลังแต่งงานเธอจะกลายเป็นแบบนี้พี่ตรัยคุณคนนั้นของเธอไม่มีอีกแล้ว
คนที่เธอแต่งงานด้วยกลายเป็นคนที่เธอไม่รู้จักเอาเสียเลยและทำให้เธอกลัวเขามากขึ้นทุกวัน
ในตอนแรกเธอคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอนั้นเดิมทีดีอยู่แล้วหากอยู่ด้วยกันไปพี่ตรัยคุณของเธอ
อาจจะหันมารักเธอแบบคนรักบ้างแต่สิ่งที่เขาปฏิบัติกับเธอคือความเย็นชา
ไร้ความเป็นมิตร มีแต่ความเกลียดชังที่มอบให้เธอ
ทุกครั้งที่เขาเข้ามาในบ้านเธอก็พยายามเข้าหาเขาตลอด
แม้เขาจะย่างกรายเข้ามาในบ้านเพียงวินาทีเดียวเพื่อมาเอาของก็ตาม
และคำพูดที่เขาให้เธอคือ
“ ออกไปให้พ้นหน้าผม แล้วอย่ามาเสนอหน้าอีก "
" เธอรู้มั้ยว่าตัวเองน่ารังเกียจไร้ค่าแค่ไหน "
" ผมเกลียดผู้หญิงประเภทคุณที่สุดออกไปให้ห่างจากตัวผม ”
ทุกครั้งเธอได้แต่หลั่งน้ำตาออกมาสุดท้ายเขาโยนใบหย่าลงตรงหน้าเธอพร้อมกับเอ่ยอย่างเย็นชาว่า
“ ถ้าเธอยังอยากให้ฉันดีต่อเธอก็เซ็นชื่อลงบนใบหย่าซะ ”
ครั้งนี้เหมือนความอดทนของเธอเริ่มจะหมดลง มันก็สมควรแล้วเธอไม่ใช่คนดีอะไรนักเธอเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อและหัวใจเธอจึงพูดตอบโต้ไปว่า
“ ฉันไม่อย่า คุณอยากหย่าคุณก็ไปคุยกับคุณปู่เอง ”
เธอต้องการยั่วโมโหเขาแต่เธอคาดไม่ถึงว่าคำพูดเพียงแค่นั้นเขาถึงกับตบหน้าเธอด้วยความโมโห
“ ชิชาเธอคิดว่าเธอเป็นใครกันถึงกล้าเอาคุณปู่มาขู่ฉัน ”
แววตาเกรี้ยวกราดและน้ำเสียงดุดันของเขาทำให้รู้สึกกลัวมาก
สีหน้าทะมึงทึงแววตาราวกับปีศาจร้ายจ้องมองใบหน้าของเธอราวกับจะฆ่าทิ้งให้ได้
เธอจับไปที่แก้มของตัวเองด้วยความโกรธแค้นและเสียใจ
มองหาร่องรอยของความรู้สึกผิดในแววตาของเขา แต่กลับไม่พบเลย
ในเช้าวันรุ่งขึ้นชิชาก็ลุกขึ้นมาใช้ชีวิตตามปกติ ตรัยคุณยังกักบริเวณเธอเหมือนเดิม
ไม่ให้เธอออกไปทำงานที่บริษัทอีก ไม่ให้เธอพบเจอใคร ขังเธอไว้ในบ้านหลังใหญ่ที่ไร้โทรศัพท์
ทำให้เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย
ตลอด1ปีมานี้เธอไม่ได้ออกไปสัมผัสหรือได้เหยียบหญ้าหน้าบ้านเลย
โลกภายนอกตอนนี้เป็นยังไงเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว เธอก็ไม่สามารถรู้ได้
ภายในบ้านมีเพียงทีวีให้เธอได้ดูแก้เหงาไปวันๆ เธอไม่ได้คุยกับใครไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเธอเป็นยังไงบ้าง
ความขมขื่นที่มีในใจกัดกินหัวใจของเธอไปทีละนิดๆ
ทุกวันนี้เธอแทบจะเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว
เธอนั่งร้องให้หน้าทีวีอย่างเงียบๆ ทานอะไรไม่ลงร่างกายของเธอจึงผอมลงไปมาก
เธอกลอกดวงตากะพริบปริบๆดูดซับน้ำตาที่กำลังปริ่มออกมาที่ขอบตาแล้วฝืนยิ้มขึ้น หันมาเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงปกติ" ฉันรู้ว่าพี่แค่อารมณ์ไม่ดี ฉันไม่โกรธพี่ค่ะ พี่พาฉันไปลาคุณปู่เป็นครั้งสุดท้ายหน่อยได้มั้ยคะ "ตรัยคุณมองไปยังชิชาด้วยแววตาเกลียดชังแล้วยื่นมือไปบีบคอของเธอแน่น คำรามออกมาเสียงดังอย่างน่ากลัว" ชิชา ทั้งหมดเป็นเพราะเธอ ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นเพราะเธอคนเดียว เธออยากจะเป็นสะใภ้ตระกูลคังจนตัวสั่น ทำให้ทุกคนตายจากฉันไปทีละคนๆ ฉันจะบอกข่าวดีให้นะ ความจริงคือ พ่อแม่ของเธอไม่ได้ไปฝรั่งเศส แต่พ่อแม่ของเธอตายตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแล้วต่างหาก เธอไม่เหลือใครแล้ว มันเป็นกรรมที่เธอต้องชดใช้ เธอทำให้งานแต่งฉันล่มไม่เป็นท่า ทำให้คุณปู่เกลียดมิตา เธอแสร้งทำเป็นใสซื่อไร้เดียงสาแท้จริงแล้วเธอมันนังปีศาจคอยคร่าชีวิตคนรอบๆตัวฉันไปจนหมด ฉันอยากจะฆ่าเธอให้ตายๆไป แต่ฉันเปลี่ยนใจแล้วให้เธอตายมันง่ายไป ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าการไม่เหลือใครมันรู้สึกยังไงการตกนรกทั้งเป็นมันเป็นยังไง "เอ่ยจบก็ออกแรงบีบคอชิชาแรงขึ้นอีกจนหน้าชิชาเขียวซีดเพราะเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่ถึงจนชิชาเกือบจะหมดลมหายใจแล้วเขาถึงคลายมือแล
แม่บ้านประจำคฤหาสน์เห็นเธอก็อดสงสารไม่ได้จึงเข้ามาหาเธอ วางจานผลไม่ลงบนโต๊ะแล้วเอ่ย" คุณชิชาไม่ทานข้าวมาหลายวันแล้วทานผลไม้หน่อยนะคะ "เธอมองไปยังแม่บ้านทั้งที่ใบหน้ายังคงเปื้อนคราบน้ำตาอยู่แล้วเอ่ยถามขึ้น" ทำไมวันนี้ฉันไม่เห็นคนอื่นเลยล่ะ พวกเขาไปไหนกันหมด แล้วทำไมคุณต้องใส่ชุดสีดำด้วย มันเกิดอะไรขึ้น "แม่บ้านมองชิชาด้วยแววตาสงสารแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าในใจเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและสงสารจับใจ" คุณชิชา หลังจากนี้คุณต้องดูแลตัวเองแล้วนะ คุณตรัยคุณไล่พวกเราทุกคนออกหมดแล้วฉันไม่อยากจะทิ้งคุณให้อยู่ลำพังแต่ถ้าฉันไม่ไปครอบครัวของฉันก็เดือดร้อน คุณคงเข้าใจนะคะส่วนที่ฉันใส่ชุดสีดำเพราะไว้อาลัยให้กับคุณท่านลู่ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสามวันก่อนค่ะ "" คุณว่าไงนะ! "ชิชาเอ่ยออกมาด้วยความตกใจเธอช็อกไปจนพูดอะไรไม่ออกน้ำตาที่ยังไม่แห้งก็ไหลพรั่งพรูลงมาอีกครั้ง แม่บ้านจึงเอ่ยต่อว่า" คุณชิชาต้องเข้มแข็งนะคะ พวกเราทุกคนรู้ว่าคุณทนทุกข์ใจมาตลอดหลังจากนี้คุณตัวคนเดียวแล้วคุณต้องมีใจที่เข้มแข็งอย่ายอมแพ้เด็ดขาดนะคะฉันต้องไปแล้วคุณดูแลตัวเองดีๆนะคะ "เอ่ยจบแม่บ้านก็เดินออกไปจากห้องนั่งเล่น แล้วออ
ผ่านไปหลายชั่วโมงห้องผ่าตัดก็ถูกเปิดออกพร้อมกับหมอที่ออกมาด้วยใบหน้าอิดโรยคุณท่านลู่จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความกระวนกระวายใจอย่างไม่เป็นสุข" พวกเขาปลอดภัยใช่มั้ยครับ "หมอถอนหายใจแล้วเอ่ย“ คนไข้พ้นขีดอันตรายไปหนึ่งคนเดี๋ยวพยาบาลจะส่งไปยังห้องพักฟื้นของผู้ป่วย รอฟื้น อาจต้องใช้เวลานานหน่อยนะครับ แต่ญาติผู้ป่วยต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดนะคอยสังเกตอาการมีอะไรเปลี่ยนหรือแปลกไปให้รีบแจ้งคุณหมอทันทีเพราะผู้ป่วยได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองอย่างหนัก ”“ ครับ ขอบคุณมากครับ ” คุณท่านลู่เอ่ยขอบคุณอย่างให้เกียรติแล้วเตียงรถเข็นห้องผ่าตัด ก็เข็นร่างชิชาออกมาพาร่างของชิชาไปยังห้องพักฟื้นคุณท่านลู่ก็นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดต่อไปส่วนตรัยคุณนั้นตามชิชาไปยังห้องพักผู้ป่วยทันทีทันทีที่คุณปู่คุณย่าของชิชาทราบข่าวก็รีบบินมาที่โรงพยาบาลทันทีเมื่อพวกเขามาถึงก็รู้ว่าลูกชายและลูกสะใภ้ของพวกเขายังคงอยู่ในห้องไอซียูทำให้พวกเขาเครียดอย่างหนักคุณย่าของชิชาร้องให้เสียใจเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจด้วยความกลัวจะสูญเสียลูกชายกับลูกสะใภ้ไป แกซบอกสามีร้องให้ไม่หยุดอย่างน่าสงสาร ตัดพ้อไม่หยุด “ ทำไมๆต้องเกิดเรื่อ
และในขณะนั้นพ่อบ้านรีบวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นหายใจหอบเหนื่อยและมีบอดี้การ์ดสามสี่คนวิ่งตามหลังเพื่อเข้ามาจับตัวเขาไว้ก่อนหน้านี้เขาได้รับโทรศัพท์จากตำรวจและจากทางโรงพยาบาลแจ้งมาว่า ตระกูลจันทร์ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะเดินทางไปสนามบินเขาวิ่งเข้ามาในงาน ทำให้แขกและนักข่าวในงานต่างพากันตกอกตกใจคนที่กำลังจะสวมแหวนแต่งงานก็ต้องหยุดชะงักไป สายตาคุณท่านลู่มองไปทางเขาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามลู่อี้เทียนจ้องเขม็งไปทางเขาอย่างเยือกเย็นแล้วออกคำสั่งอย่างเลือดเย็นไร้ความปราณีด้วยความเดือดดาล“ ลากมันออกไปจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้มันมาปรากฏต่อหน้าผมอีก ”มิตามองดูพ่อบ้านด้วยแววตาสงสารจับใจแต่ภายใต้ดวงตาที่หรี่ลงนั้นกลับแฝงไปด้วยเกลียดชังเพราะใบหน้าอ่อนหวานอันอ่อนโยนช่วยเธอปกปิดใบหน้าที่แท้จริงได้ดีมากเลยทีเดียวถือว่าใบหน้าและตาภักดีต่อเธอจริงๆพ่อบ้านกลัวจนเข่าอ่อนทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรงบอดี้การ์ดจับกดเขาลงหน้าท้องแบนราบสัมผัสพื้นแต่ถึงอย่างไรเขาก็พยายามควบคุมสติพยายามเปล่งเสียงออกมาอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าตนเองจะถูกตัดลิ้นไปเสียก่อนจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างหวาดกลัว“ คุณท
ขณะที่ทั้งคู่สนทนากันอย่างมีความสุขตรัยคุณกับมิตาก็เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของชิชาแล้วปล่อยให้ทั้งสองคนคุยกันไปโดยไม่รบกวนตรัยคุณได้ยินทุกอย่างตั้งแต่ที่ชิชาบอกว่าวันหนึ่งเธอก็ต้องไปมีครอบครัวจนถึงบอกว่าเธอกำลังจะไปฝรั่งเศสวันนี้เขามองชิชาที่พูดด้วยรอยยิ้มสดใส ในใจเขารู้สึกหวิวๆไม่น้อยแต่เขาก็ไม่แสดงอะไรออกมาทางสีหน้า มิตาที่ยืนควงแขนเขา กลับยิ้มเยาะขึ้นจากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่สวยงามแต่ภายใต้ความสวยงามนั้นแฝงร้ายกาจไว้คุณปู่ลู่อึ้งไปมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใสของชิชา แล้วมองไปทางคุณพ่อจอร์นคุณแม่มารีราวกับมีคำถามมากมายที่อยากจะถามว่าที่มาวันนี้เพื่อมาแสดงความยินดีพร้อมกับมาบอกลาเขาใช่มั้ย แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปเขารู้สึกใจหายเมื่ออยู่ๆชิชาที่เขารักดุจหลานสาวแท้ๆจะไปจากเขาเขารู้ว่าเพราะสาเหตุใด แม้ชิชาจะยิ้มราวกับไม่มีอะไรแต่เขาก็คิดว่าเธอแค่ฝืนใจยิ้มกลบเกลื่อนความเสียใจเท่านั้นเขาโกรธหลายชายมาก แต่ต่อหน้าผู้คนมากมายเขาทำเพียงยิ้มแล้วเอ่ยว่า“ จ้ะ! งั้นปู่จะโทรหาบ่อยๆนะ ”“ ค่ะ ” ชิชาเอ่ยตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแล้วเข้าไปกอดคุณปู่ลู่เมื่อเห็นว่าทั้งคู่คุย
พอได้สติเขาก็รีบวางสายแล้วไปโอบไหล่ลูกสาวให้มานั่งบนโซฟาทันที“ ชิชาแม่ว่าพวกเราไปเที่ยวต่างประเทศกันสักพักมั้ยไปเยี่ยมคุณย่าที่ฝรั่งเศสอยู่ที่นั่นสักระยะลูกว่าดีมั้ย ” คุณหญิงมารีพูดอย่างเอาอกเอาใจขอความเห็นจากลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน“ คุณพ่อคะคุณแม่คะ ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วงหนู ขอโทษที่ทำให้ทุกข์ใจหนูนั่งคิดนอนคิดทบทวนมาตลอดทั้งคืนแล้วค่ะจากนี้ไปหนูจะไม่ร้องให้แล้ว เราไปแสดงความยินดีกับพี่ตรัยคุณกันนะคะจากนั้นเราก็ไปหาคุณย่าที่ฝรั่งเศสกัน ”“ ลูกแน่ใจเหรอว่าจะไปงานแต่งพี่เขา ” คุณผู้ชายจอร์นเอ่ยถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วง“ หนูแน่ใจค่ะ หนูคิดมาทั้งคืนแล้วเราควรดีใจกับพี่เขาให้พี่เขาไปมีครอบครัวถึงจะถูกใช่มั้ยคะอีกหน่อยหนูเองในอนาคตก็ต้องมีครอบครัวเหมือนกันหนูพูดถูกมั้ยคะ ”ชิชาพูดพร้อมกับฝืนยิ้มเพื่อให้พ่อแม่สบายใจคุณพ่อจอร์นกับคุณแม่มารี ยิ้มอย่างดีใจที่ลูกสาวคิดได้พวกเขาพยักหน้าโอบกอดลูกสาว ทั้งสามคนกอดกันแน่นด้วยความรักราวกับผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ผ่านช่วงเวลาแห่งความเศร้าไปแล้ว“ ถูกต้องจ้ะลูก ลูกพูดถูกต้องที่สุด ” คุณพ่อจอร์นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างดีใจจนน้ำตาแ







