Mag-log inเสียงโทรศัพท์ดังจนทำให้ราเชนทร์ที่ขณะนี้เรียกได้ว่าแทบจะคลานออกจากห้องน้ำเป็นรอบที่หกของวันต้องชะงัก
รู้อะไรไม่สู้รู้งี้ เอาโทรศัพท์ผูกติดตัวไว้เสียก็ดี
วันนี้เขาได้รับโทรศัพท์จากพ่อแม่ พี่น้อง ญาติทั้งสนิทและไม่สนิท เขาแค่ท้องร่วงนะ ไม่ใช่กำลังจะตาย ไม่รู้จะห่วงใยอะไรกันขนาดนั้น
[เฮ้ยไอ้เชน เป็นไงบ้างวะ]
“ไม่เท่าไรแค่รอบที่หกตั้งแต่เช้า”
[หนักกว่ากูอีก...โทษทีว่ะ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น] เมฆินทร์ที่กำลังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเดียวกันกับราเชนทร์ กล่าวขอโทษเพื่อนผ่านทางโทรศัพท์ที่ทำให้ต้องแอดมิตไปด้วยกันกับตน
“อืม ไม่เป็นไร” หลังจากฟังรายงานความคืบหน้าของต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เขาเกิดอาการท้องร่วงอย่างหนักแล้ว จะบอกว่าไม่โกรธเลยก็ไม่ใช่
เขาโกรธสิ โกรธมากด้วย แผนการและงานที่วางตารางไว้เป็นอันล้มไม่เป็นท่า หมอให้เขาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอย่างน้อยสองถึงสามวัน เพราะตอนนี้ร่างกายของเขายังไม่ฟื้นตัว
“แต่กูขอเรียกค่าเสียหาย”
[จะเอาเท่าไรก็ว่ามา เดี๋ยวกูรับผิดชอบเอง]
“ไม่ใช่จากมึง แต่จากลูกน้องของมึง”
[ก็มาไล่เบี้ยกับกูในฐานะที่เป็นนายจ้างก็ได้ แล้วเดี๋ยวกูไปหักลบกลบหนี้กับเขาเอาเอง]
“ไม่ มึงก็เห็นว่าเขาโกงไปตั้งเท่าไร กูจะเก็บจากเขาจะได้เข็ดแล้วไม่ทำแบบนี้อีก”
[อย่าเพิ่งด่วนสรุปดิวะ ต้องสืบให้ละเอียดก่อน]
“ปกป้อง? ชอบ?” ราเชนทร์ถามกลับทันที
[จะบ้าเรอะ นั่นลูกน้อง เด็กนั่นทำงานที่นี่มาตั้งแต่อายุสิบแปดไง เป็นเด็กทุนของโรงแรมด้วย]
“แล้วยังไง เด็กทุนแล้วไล่ออกไม่ได้?”
[โอเค จะทำไรก็ทำ แต่อย่าหนักนะเว้ย สงสารเด็ก]
“ห้าแสนเป็นค่าเสียเวลา ยังไม่รวมค่ารักษาและค่าห้องอาหารคืนนั้น” ราเชนทร์บอกจำนวนค่าเสียหายที่ตนหมายจะเรียก
เมฆินทร์หมดคำพูด แน่นอนว่าคนทำผิดต้องชดใช้และรับโทษ แต่อย่างไรก็ต้องสืบหาต้นตอที่แท้จริงเสียก่อน เพราะเขาไม่เชื่อว่าเด็กที่อยู่กับโรงแรมมาตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนั้นจะสามารถทำเรื่องโกงได้ใหญ่โตขนาดนี้
[เอาที่มึงสบายใจก็แล้วกัน]
“ได้เงินมากูจะไปทำบุญล้างซวย บอกเลย”
[เดี๋ยวบ่ายนี้เขาจะเข้ามาเยี่ยม มึงก็บอกเขาไปนะ]
“ไม่ต้อนรับ” ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น เสียงเคาะห้องก็ดังแทรกเข้ามาจากปลายสาย ทำให้ทั้งคู่ต้องจบบทสนทนาลงก่อน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
“ขออนุญาตค่ะ” เป็นบงกชนั่นเอง เธอเข้ามาพร้อมกับกระเช้าขนาดใหญ่สองใบในมือ คาดว่าน่าจะเป็นของที่คนอื่นฝากมา
ตามมาด้วยซูเชฟประจำห้องอาหาร ต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดที่ทำให้เมฆินทร์และเพื่อนควบตำแหน่งที่ปรึกษาของเขาต้องท้องร่วงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“สวัสดีค่ะคุณเมฆินทร์” พุฒิตาทักทายด้วยเสียงเบาหวิวราวกับรู้ชะตากรรมของตน หลังจากได้พูดคุยกับบงกชระหว่างทางมาโรงพยาบาล และรับรู้เรื่องราวว่า ทีมออดิตตรวจพบข้อมูลการโกงมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่าสองล้านบาท ได้ยินตัวเลขแล้วแทบลมจับ!
“โรงแรมของผมคงจะใจดีกับคุณมากเกินไปใช่ไหม ถึงได้กล้าทำเรื่องแบบนี้” เมฆินทร์ที่แม้ตอนนี้จะป่วยจนโรยแรง แต่นั่นไม่ทำให้ความน่าเกรงขามลดน้อยลงเลย น้ำเสียงของเขาทำเอาซูเชฟสาวสะดุ้งวาบแต่ยังอุตส่าห์หลุดปาก
“นึกว่าเป็นโรงแรมของปลายฟ้าซะอีก” ไม่รู้ผีห่าซาตานตนไหนกระทุ้งลิ้นไก่ให้พุฒิตาลั่นออกไปแบบนั้น ทำให้สถานการณ์ที่นับว่าย่ำแย่พออยู่แล้วยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีก
ซวยแล้ว! เธอรีบตะครุบปากตัวเองแล้วก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตากับรองประธานด้วยกลัวกระตุกต่อมหลุดปากพาวิปโยคอะไรอีก
“อ้อ นึกว่าเป็นโรงแรมเพื่อนเลยคิดจะทำยังไงก็ได้งั้นสิ ผมขอบอกให้รู้ไว้เลยนะว่า ตอนนี้เพื่อนคุณไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมนี้หรือโรงแรมในเครือ หรือบริษัทอื่น ที่นี่ ตอนนี้ ผมมีอำนาจที่สุด เพราะฉะนั้นอย่าหวังอ้างใครทั้งสิ้น!”
“เอ่อ...บอสคะ ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ เดี๋ยวอาการทรุดค่ะ” บงกชพยายามยับยั้งสถานการณ์ เพราะกลัวเจ้านายตนจะองค์ลงจนเป็นลมเป็นแล้งไปซะก่อน ทั้งยังหนักใจและอ่อนใจกับแม่ซูเชฟจอมเซ่อซ่าคนนี้เหลือเกิน
“ขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะหมายความว่าอย่างนั้น คือหนูขอโทษท่านรองด้วยนะคะ คือ...” พุฒิตาอยากเป็นลมรอบที่สามร้อยแปดสิบสอง เธอไม่ได้ตั้งใจแต่หมดปัญญากับปากเจ้ากรรมจริง ๆ ทั้งพยายามเค้นคำขอโทษและข้อแก้ตัวเพื่ออธิบาย แต่ตอนนี้สมองเธอตื้อตันไปหมดจึงได้แต่อ้ำอึ้ง พูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา
“คุณรู้ใช่ไหม เรื่องที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงมาก” เมฆินทร์พยายามข่มกลั้นอารมณ์ เมื่อได้ฟังคำของเลขาฯ ท่าทีของเขาจึงกลับมาสุขุมอีกครั้ง
“ทราบค่ะ”
“แล้วคราวนี้คุณจะทำยังไง รับผิดชอบไหวงั้นเหรอ”
“คือหนูไม่ได้ทำแบบนั้นนะคะ หนูโดนใส่ร้าย”
“ถ้าคุณคิดว่าถูกใส่ร้าย งั้นก็รอดูหลักฐานตอนผมออกจากโรงพยาบาลแล้วกัน อยากรู้นักว่าจะแก้ตัวยังไง”
“เอ่อ...บอสคะ บัวว่าน้องเตยเขาเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ นะคะ ไว้บอสหายดีแล้วช่วยทบทวนอีกสักครั้งได้ไหมคะ”
รองประธานหนุ่มจ้องตัวการเขม็ง ก่อนระบายลมหายใจยาว ตามมาด้วยประโยคที่ไม่ค่อยเป็นผลดีกับพุฒิตาเสียเท่าไร
“เอาเป็นว่าระหว่างนี้คุณพักงานไปก่อน รอผมนัดพิจารณาอีกทีหลังจากประชุมภายในเสร็จก็แล้วกัน” พูดจบเขาก็เลิกสนใจเธอ หันไปคุยเรื่องอื่นกับเลขาฯ สาวที่หอบหิ้วของฝากเยี่ยมมาด้วย
พุฒิตาเบิกตาโพลง การหยุดพักงานไม่เท่ากับขาหลุดจากตำแหน่งไปแล้วข้างหนึ่งหรอกหรือ แล้วทีนี้เธอจะอยู่อย่างไร ยังจะได้ทำงานที่นี่ต่อไหม ไหนยังต้องใช้ทุนคืนให้กับโรงแรมอีก
“ได้โปรดให้โอกาสหนูอธิบายหน่อยเถอะค่ะ เพราะทุกคนเอาแต่พูดโดยไม่ฟังความจริงจากหนูบ้างเลย” เธอรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นอีกครั้ง พร้อมน้ำตาที่เริ่มปริ่มคลอเบ้า
เมฆินทร์หันกลับมาเห็นดังนั้นแล้วกล่าวเพียง
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็เตรียมหลักฐานและพยานมาพิสูจน์ว่าคุณพูดความจริงในวันนัดให้ดีแล้วกัน”
ตอนนี้อาการท้องไส้ปั่นป่วนเริ่มกลับมาอีกครั้ง เมฆินทร์ไม่อยากคุยกับพุฒิตาให้ยืดยาวอีก
“เดี๋ยวบัวจะพาน้องเตยไปขอโทษคุณราเชนทร์นะคะบอส”
“อย่าดีกว่า เชนมันไม่อยากเจอ” เมฆินทร์รีบห้าม ใครมันจะอยากเจอคนที่ทำให้ท้องร่วงหมดหล่อจนต้องนอนโรงพยาบาลสภาพร่อแร่กัน ตัวเขาเองยังเคืองเลย
บงกชรู้สึกผิดกับพุฒิตาอยู่เล็กน้อย เพราะวันนี้ตั้งใจจะพารุ่นน้องสาวมาขอโทษเพื่อบรรเทาสถานการณ์ แต่ทุกอย่างกลับดูไม่เหมือนที่คิดไว้
“งั้นเดี๋ยวบัวพาน้องไปส่งก่อนนะคะ” เธอกะว่าจะได้ปลอบใจอีกฝ่ายไปด้วยระหว่างทาง
“ไม่ต้องไป ผมมีงานจะสั่งต่อ” ในเมื่อสั่งพักงานแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปส่งหรือช่วยเหลืออะไรอีก
“เดี๋ยวเตยกลับเองได้ค่ะพี่บัว ขอบคุณสำหรับวันนี้นะคะ” พุฒิตาบอกลาบงกชด้วยท่าทางจ๋อยสนิทอย่างเห็นได้ชัด
“เตยต้องขออภัยท่านรองอย่างสูงอีกครั้งนะคะ” เธอยกมือไหว้เมฆินทร์ พร้อมกล่าวขอโทษอีกครั้ง ก่อนส่งสายตาร่ำลาคนทั้งสองแล้วเดินคอตกออกจากห้องพักผู้ป่วย
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ปกติแล้วเวลานี้เธอคงกำลังหัวหมุนอยู่ในครัว ยืนงงในดงเมนู ไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อน แต่ตอนนี้...เธอกำลังยืนงงอยู่หน้าโรงพยาบาลหรูโดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
“เรียกรถแท็กซี่ไหมครับ” บุรุษพยาบาลเดินเข้ามาถามเพราะเห็นเธอยืนนิ่งอยู่พักใหญ่
“ไม่เป็นไรค่ะ” พุฒิตาปฏิเสธก่อนเดินตุปัดตุเป๋ออกจากจุดนั้น ลัดเลาะตามขอบถนน ออกจากซอยที่มีรถวิ่งขวักไขว่ มุ่งไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด เพื่อกลับห้องพักไปให้เจ้าตุ๋นตุ๋นปลอบประโลม…
“คือว่าพอดีทางนี้สั่งอาหารเดลิเวอรีไว้ด้วยค่ะ คิดว่าน่าจะถึงในอีกไม่กี่นาทีนี้ จะต้องทำอย่างไรคะ”“อ๋อ โดยปกติต้องโทรแจ้งป้อมยามส่วนใน ก็คือป้อมยามตรงทางเข้ามาที่นี่นะคะ เสร็จแล้วเดี๋ยวทางนั้นจะจัดการต่อเองค่ะ” เธออธิบายพลางชี้ขอที่สมุดมาเปิดหน้ารายชื่อเบอร์โทรศัพท์ จากนั้นกาเครื่องหมายดอกจันไว้ให้พุฒิตา เพื่อที่ครั้งหน้าจะได้มองเห็นง่าย“เรียบร้อยนะคะ มีอย่างอื่นเพิ่มเติมไหมคะ” เจ้าหน้าที่นิติฯ หมู่บ้านถาม“ตอนนี้ไม่มีแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ” พุฒิตาสวมรอยยิ้มประดับบนหน้า พลางคิดในใจว่าเดี๋ยวคงได้โทรถามจนเบื่อกันไปข้างเลยละค่ะ แค่เห็นจำนวนกุญแจกับปุ่มรีโมตเมื่อกี้ก็ท้อแล้ว“หากมีอะไรเพิ่มเติมก็โทรสอบถามนิติฯ ได้ตลอดเวลาเลยนะคะ ที่นี่เรามีเจ้าหน้าที่ประจำการคอยให้ความช่วยเหลือตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงค่ะ” เจ้าหน้าที่นิติบุคคลย้ำถึงความช่วยเหลือตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอีกครั้ง ไว้ต่อไปเวลาคุยเล่นหยุมหัวกับเพื่อน ๆ เปลี่ยน มาเป็นนัดตบกันหลัง ‘นิติฯ หมู่บ้าน’ ปิดก็เก๋ไม่หยอก...“ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” พุฒิตายกมือไหว้ลานิติฯ ตามประสาสาวมารยาทงาม ก่อนกลับมาให้ความสนใจกับพวงกุญแจในมือ ทำไมมันเยอะเบอร์นี้ดู
ปึง! กิ่งกาญจน์ตบโต๊ะด้วยความโมโห“จะไปไหนก็ไป อย่าโผล่หัวกลับมาที่นี่อีกก็แล้วกัน” พร้อมผลักกระเป๋าหญิงสาวออกจากตัว จากนั้นโบกมือไล่ส่ง ๆ พุฒิตาก็ไม่รอช้า คว้ากระเป๋าข้าวของก้าวฉับ ๆ ออกจากห้องพักพนักงานครัวทันที“พี่เตยคะ” เสียงเรียกอันคุ้นเคยของอดีตเพื่อนร่วมงานอีกคนดังขึ้นจากด้านข้าง หญิงสาวที่เพิ่งก้าวพ้นประตูห้องพักมาหันไปหาต้นเสียง“มีอะไรเหรอเฟยเฟย” พุฒิตาเอ่ยถามหญิงสาวลูกครึ่งหน้าตาจิ้มลิ้มพลางมองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ ในมือเฟยเฟยมีซองสีน้ำตาลฉบับหนึ่ง“เมื่อวานนี้มีเอกสารฝากถึงพี่เตยค่ะ เฟยเฟยส่งข้อความบอกพี่แล้วแต่ยังไม่เห็นพี่อ่านค่ะ” เฟยเฟยกล่าวพร้อมยื่นซองนั้นให้เธอด้วยสองมือพุฒิตาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เธอเห็นแถบแจ้งเตือนข้อความที่เฟยเฟยส่งมาแวบหนึ่งจึงรู้ว่ามีเอกสาร แค่ไม่ได้เปิดอ่านเพราะเมื่อวานมัวแต่ยุ่งจนลืมไปนั่นเอง ว่าแต่เอกสารอะไรกันหนาเป็นปึก จำได้ว่าตัวเองไม่ได้ไปลงสมัครอะไรไว้ที่ไหนนี่ แล้วใครส่งมากันนะหญิงสาวคิดพลางพลิกดูชื่อผู้ส่ง‘สำนักงานกฎหมายราเชนทร์แอนด์พาร์ตเนอร์’...ชื่อคุ้นมาก แต่ยังไม่ทันนึกอะไรเพิ่มเติม พุฒิตาก็สัมผัสได้ถึงสายตาคล้ายมีอะไรอยากจะพู
“ลูกค้าครับ ไม่เอาแมวไปเหรอครับ” พนักงานเอ่ยถามหญิงสาวที่ก้าวขึ้นมานั่งข้างคนขับก่อนคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย“ฉิบหาย! ลืมแมว...รอแป๊บนะคะ” พุฒิตาปลดเข็มขัดก่อนเปิดประตูกระโดดลงจากรถไปอย่างไว ทิ้งให้พนักงานเกาหัวแกรก ๆพุฒิตาซอยเท้าขึ้นบันได พุ่งไปอดีตห้องพักของตนเร็วจี๋เพื่อพบว่า เธอวางตะกร้าเจ้าหมูตุ๋นไว้ข้างห้องนั้นเอง เจ้าแมวนมชมพูโวยวายแง้ว ๆ ใส่เธอด้วยความไม่พอใจ หากพูดภาษามนุษย์ได้มันคงบ่นว่ายัยทาสใจร้ายทำไมถึงลืมแมวน่ารักอย่างมันได้ลงคอ“โอ๋ ๆ เมื่อกี้มี้แค่ลงไปเช็กของ ไม่ได้ลืมตุ๋นตุ๋นจริง ๆ น้า” หญิงสาวพยายามง้อเจ้านายตนด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม เจ้าหมูตุ๋นหยุดร้องทันทีที่ได้ยินเธอพูด พุฒิตายิ้มกริ่มปนโล่งอกที่ง้อแมวง่ายดายเสียนี่กระไร ก่อนพบสายตาจ้องเป๋งที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่า หึ ยัยตอแหล เห็นดังนั้นหญิงสาวจึงส่งยิ้มเจื่อนพร้อมทำตาปิ๊ง ๆ ออดอ้อนใส่อีกครา เจ้าแมวส่งเสียงพ่นลมฉุนเฉียวก่อนทิ้งตัวลงกับเบาะในตะกร้า ปล่อยให้ยัยทาสจอมเฟอะฟะหิ้วตนขึ้นรถแต่โดยดี“เรียบร้อยนะครับ” พนักงานคนเดิมถามจากฝั่งที่นั่งคนขับ ก่อนมองเจ้าก้อนกลมสีชมพูในตะกร้า พุฒิตาส่งยิ้มพยักหน้าให้“ค่ะพี่ ออกรถได
“ถ้าอย่างนั้นเตยขอลากลับก่อนจะได้ไหมคะ กลัวจะจัดของไม่ทันค่ะ” ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร เธอก็ต้องรีบลากลับบ้านเสียแล้ว“เอาเถอะ ไว้พรุ่งนี้หรือวันหลังแม่แวะไปหาที่บ้านเจ้าเชนแล้วกันนะ” คุณนายสุพรรณีรู้สึกเสียดาย ยังไม่ทันได้ศึกษาอุปนิสัยของว่าที่ลูกสะใภ้เลย ก็ต้องส่งเธอให้กับเจ้าลูกชายสุดแสบเสียแล้ว ความรู้สึกนี้มันช่างเหมือนตอนที่กำลังจะส่งชิฌาเข้าเรือนหอเลยไม่ผิดเพี้ยนร่ำลากันเสร็จ พุฒิตารีบเดินทางกลับห้องพักพร้อมเจ้าหมูตุ๋น และห้องน้ำแมวอันใหม่ที่เพิ่งจะได้มา ทำการเก็บข้าวของลงกล่องและกระเป๋าเดินทางในแบบฉบับที่คิดว่าหยิบอะไรได้ก็ยัด ๆ ไปก่อนเมื่อแพ็กของตัวเองเรียบร้อย เธอจึงหันไปจัดแจงเก็บของใช้ของเจ้าหมูตุ๋น ไม่ว่าจะเป็นกระบะทราย ที่นอนแมว และของเล่นสารพัดอย่างที่กระจัดกระจายอยู่ทุกมุมห้องทุกอย่างดูเหมือนจะเสร็จสิ้น เหลือบไปดูเวลาก็พบว่าขณะนี้ล่วงเลยไปจนห้าทุ่มแล้วนี่เธอยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้า! ว่าแล้วก็คุ้ยหาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กดน้ำร้อนใส่รอประมาณสามนาทีแล้วก็นั่งซดไปพลางเปิดแชตพิมพ์หากลุ่มเพื่อน ๆ ไปพลางToei: นอนแล้วยังสาว~Wann: ยางงงงงToei: ทำไรอะหวาน ดึกมว้ากWa
ชิฌาขับตามทางเข้าไปจอดภายในโรงจอดรถ จากนั้นหันมาแซวหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านหลังนิดหน่อย“เป็นยังไง เห็นบ้านแล้วลมแทบจับเลยไหม”ใช่…ลมแทบจับ หวังว่าบ้านของคุณเชนอะไรนั่นจะไม่ใหญ่เท่านี้หรอกนะตอนที่ขับผ่านเพียงหน้าบ้านก็เล่นเอาเธอคิดสะระตะว่า ถ้าต้องทำความสะอาดบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้คนเดียว มีหวังเธอคงตายคาที่แน่นอน“เดี๋ยวเราเข้าไปคุยรายละเอียดกันในบ้านดีกว่า” ชิฌาเสนอ เพราะทุกคนต่างนั่งรถเดินทางกันมาเหนื่อยๆ ถึงระยะทางไม่ไกล แต่การจราจรที่ติดขัดเกินไปก็สร้างความเมื่อยล้าให้กับผู้โดยสารได้เช่นกันเมื่อเข้าไปภายใน พุฒิตาวางตะกร้าเจ้าหมูตุ๋นลงข้าง ๆ เพราะระยะทางระหว่างโรงจอดรถกับตัวบ้านก็ใช่ว่าจะใกล้ ๆ แบกมานาน ๆ เล่นเอากล้ามแขนแทบขึ้นเช่นกันจากนั้นเธอก็ก้มลงถอดรองเท้าแล้วนำไปวางบนชั้นที่จัดไว้สำหรับแขกผู้มาเยี่ยมเยือน“แมวชื่ออะไรเหรอจ๊ะ” คุณนายสุพรรณีถามขึ้น“หมูตุ๋นค่ะ”“มันไม่อึดอัดเหรออยู่แต่ในกรง ไหนจะต้องกินน้ำ ขับถ่ายอีก” จะว่าไปตัวมันก็ดูเนียนน่าสัมผัสพิกล“ไม่หรอกค่ะ มันชินแล้ว” เมื่อก่อนเธอเคยหิ้วมันไปด้วยทุกที่ แต่นั่นก็ค่อนข้างนานมาแล้วเหมือนกัน“ถ้าน้องไม่ข่วนข้าวของ ไม่เข้าห้อ
Toei: โอ๋ยยย เอาดี ๆ ชมอยู่LadyGecko: บอกแล้ว ฉันแม่น ฉันเก่ง ฉันสวย และรวยมว้ากToei: ไหนบอกมีหนี้เยอะLadyGecko: นังลูกจกตกอับ เคยได้ยินคำนี้ไหม ‘รวยหนี้’ นั่นแหละแม่เลยLadyGecko เพิ่มคุณเป็นเพื่อนToei: ไหนบอกจะเพิ่มเพื่อนต้องเสียเงินไงLadyGecko: ยกให้เป็นกรณีพิเศษ ไว้ลับฝีปาก แต่ถ้าจะดูดวงจ่ายเงินนะบอกก่อนToei: ลับฝีปากอะไรก๊อน ลูกจกออกจะเรียบร้อยดุจผ้ายับที่พับไว้ แต่เดี๋ยวแชร์ให้ค่าLadyGecko: ดีมาก แล้วอย่าลืมไปตามหาญาติด้วยนะ เผื่อมีญาติเหลืออยู่Toei: ตอนนู้นเจ้าหน้าที่เหมือนเคยตาม แล้วบอกว่าประสานงานติดต่อไม่ได้LadyGecko: บางทีเขาอาจจะตกหล่น ถ้าไม่เขาตกหล่น ก็ฉันมั่ว แค่นั้น จะเสียหายอะไรToei: โอเคร ขอบคุณมัก ๆ แม่จก ไว้ลูกจกจะเอาธูปเทียนและพานดอกไม้ไปกราบไหว้LadyGecko: เปลี่ยนจากธูปเทียน พานดอกไม้ เป็นพวงมาลัยเงินทองแล้วกันนะToei: งก!LadyGecko: ยอมรับ ฉันไปก่อน ง่วงจะนอนหลังจากได้แชร์ความสุขกับใครสักคนแล้ว พุฒิตามุ่งตรงกลับไปยังหอพักของตัวเอง และเริ่มลงมือเก็บข้าวของอย่างจริงจังสิ่งหนึ่งที่เธอกังวลมากคือ เจ้าหมูตุ๋นแมวเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างจะติดที่ เธอเคยอ่านเจอ บ







