LOGIN4
ออกเดินทาง
ฝนตกตามที่คีรีบอกสองวันติด สงสัยเขาจะดูพยากรณ์อากาศมา อีกสี่วันถัดมาจึงเป็นวันออกเดินทาง พวกเราเริ่มออกเดินทางจากเมืองหลวงช่วงเย็นของวัน กะไว้ว่าคงถึงจุดหมายช่วงเช้ามืดวันพรุ่งนี้
ขณะยกกระเป๋าขึ้นรถ ก็มีรถสองคันขับเข้ามาในบริเวณบ้าน คันหนึ่งผมจำได้แม่นเลย ปริมมาจริง ๆ ผมอุตส่าห์ไม่บอกวันเดินทางหมอนี่รู้ได้ไงว่าเราเดินทางกันตอนเย็น ส่วนรถเล็กขับเคลื่อนสี่ล้อหรือที่คนชอบเรียกว่าออฟโรดคันนั้น ไม่แน่ใจเลยว่าเป็นรถของใคร แต่ถ้าให้เดาก็ไม่ยากเท่าไร น่าจะเป็นคนที่เรียกตนเองว่าอารักษ์ขาคนนั้น
“ปริม มาทำไม”
“ก็บอกแล้วไงว่าปริมจะไปด้วย” ปริมยักคิ้วแล้วยกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ลงจากรถสปอร์ตคันโปรด แบกเป้เดินไปหาพี่มีนตรงออฟโรดคันสีขาวเงา พี่มีนหันมามองผมเหมือนกำลังจะถามว่าจะให้จัดการอย่างไร
ถึงไล่ปริมก็ไม่ไปผมยักไหล่สองข้างอย่างจนใจ เธอเลยเปิดประตูรถให้เขาเก็บเป้เดินทางไว้ในรถ ครู่เดียวคีรีเดินลงจากรถฝั่งข้างคนขับ สองเท้าก้าวออกไปอัตโนมัติ เดินมาครึ่งทางก็เจอคีรียืนอยู่ตรงหน้า
“พร้อมหรือยัง”
“ครับ คนของผมก็เตรียมพร้อมแล้ว รอคีรีคนเดียว”
“งั้นก็ไปเถอะ ผมจะตามอยู่หลังสุด” คุยกับนายท่านอารักษ์ขาเสร็จ ก็หันพยักหน้าให้พี่มีนเป็นอันว่าพร้อมเดินทาง เธอเรียกลูกทีมด้านหลังเสียงดัง ทุกคนพากันขึ้นรถเสียงปิดประตูดังไล่กันไปจนครบทุกคัน
ออฟโรดห้าคันแล่นไปบนถนนใจกลางเมืองมุ่งสู่ภาคเหนือของประเทศ ไม่ว่าใครเห็นก็รู้ว่าเป็นคณะเดียวกัน สามคันแรกเป็นลูกทีมนั่งคันละสี่คน คันที่สี่มีผม ปริม พี่มีนเป็นคนขับ คันสุดท้ายอย่างที่รู้ว่าคีรีจะเป็นคนปิดท้าย ขับไปได้ห้าหกชั่วโมงก็จอดพักยืดเส้นยืดสาย เปลี่ยนคนขับ จากนั้นจึงขับต่อไปอีกสี่ห้าชั่วโมงก็เกือบถึงจุดหมาย
เส้นทางเริ่มลำบากขึ้นเล็กน้อยเพราะสิ้นสุดถนนหลวง ต่อไปจึงเป็นทางชนบทขรุขระบ้างเรียบบ้าง ตามแต่จะว่าเส้นนั้นใกล้หมู่บ้านแค่ไหน
ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านของพรานพง ไกด์นำทางของเราในครั้งนี้ หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองเกือบหนึ่งร้อยกิโลเมตร เส้นทางต้องใช้คำว่าค่อนข้างทุรกันดารเลยก็ว่าได้ ผมนั่งจนเมื่อยก้นไปหมด หากเอารถบ้านมาคงดีกว่านี้
ทุกคนลงจากรถเพื่อยืดเส้นยืดเส้นอีกครั้ง เท่าที่พรานพงบอกเราต้องขับรถต่อไปอีกประมาณสี่สิบกิโลเมตร จากนั้นค่อยเดินเท้าเข้าป่าต่อไป
“สวัสดีครับพรานพง”
“คุณเดินทางมาเหนื่อย ๆ พักผ่อนกันก่อนเถอะ สักชั่วโมงค่อยออกเดินทาง เดินเท้าเข้าป่าตอนเย็นน่าถึงจะจุดพักพอดี” พรานพงบอกผมแต่สายตากลับมองผ่านไปด้านหลัง เหมือนกำลังมองหาใครสักคน คีรีเดินเข้ามาหาถึงรู้ว่าคนที่เขากำลังมองหาคือใคร
“ผมจะแนะนำให้รู้จักนะครับ นี่พรานพง ส่วนนี่พันคีรี พรานพงเป็นคนแนะนำให้ผมไปเชิญคีรีมาเป็นอารักษ์ขา” คีรีพยักหน้ายิ้มให้ผม แล้วหันไปมองหน้าพรานพงสีหน้านิ่งเฉย ผมว่าเขาเป็นไบโพลาร์จริง ๆ อย่างที่คิดในตอนแรกนั่นแหละ นึกอยากยิ้มก็ยิ้ม นึกอย่างขรึมก็ขรึมขึ้นมา
“ขอบคุณ” ถึงจะมีสีหน้าเรียบเฉย แต่อยู่ ๆ คีรีก็พูดขอบคุณพรานพงขึ้นมา ลูกกระจ๊อกคีรีที่อยู่ด้านหลังมองนายท่านของตนเองด้วยความสงสัย ใช่ ผมเองก็สงสัยเขาดูไม่ใช่คนที่จะเอ่ยปากพูดกับใครก่อน ยิ่งคำขอบคุณเมินซะเถอะ เกินคาดไปมากสำหรับผมที่เห็นอะไรแบบนี้
ไม่ใช่ว่าเขาดูหยิ่ง แต่เขาดูน่าเกรงขามจนเหมือนไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกัน ดูเข้าถึงยากเกินไป
“รบกวนนายท่านแล้ว” นายท่านอีกแล้วทำไมทั้งลูกกระจ๊อกทั้งพรานพงถึงเรียกคีรีว่านายท่านกันหมด พวกพี่มีนพาลูกทีมไปนั่งตรงที่พักข้างบ้านไม้มุงจากของพรานพง ระหว่างที่คุยกันเลยไม่มีใครได้ยินนอกจากผม พรานพง คีรี และลูกกระจ๊อกหน้าเหมือนตัวร้ายคนนั้น
“สงสัยเหรอ” คีรีถามเมื่อเราแยกย้ายจากพรานพงไปหาที่พักผ่อนรอเวลาออกเดินทาง บางทีผมรู้สึกเหมือนเขาอ่านใจคนได้จริง ๆ ขณะเดินก้มหน้าก้มตาคิดถึงเรื่องเมื่อครู่ ผมรีบเงยหน้ามองคนถามพยักหน้างึกงักให้เขาทันที
“สงสัยเรื่องอะไรล่ะ”
“คีรีกับพรานพงรู้จักกันมาก่อนใช่มั้ย” ผมแค่ถามลองเชิงเท่านั้นแหละ เรียกกันขนาดนั้นถ้าไม่รู้จักผมยอมใช้หัวเดินแทนเท้าเลย คีรีทำท่าครุ่นคิดจากนั้นยิ้มมุมปาก ไอ้หนุ่มนี่มันยังไงกันแน่นะ ทำตัวมีลับลมคมในเก่งอะไรขนาดนั้น
“ก็ถือว่ารู้จัก แต่รู้จักพ่อของเจ้านั่นมากกว่า”
“เจ้านั่นงั้นเหรอ ดู ๆ แล้วพรานพงน่าจะอายุสี่สิบได้มั้ง เรียกไม่เคารพผู้อาวุโสเลยนะคุณน่ะ” โห กล้าเรียกคนแก่กว่าว่าเจ้านั่น ผมนับถือจริง ๆ ต้องไม่สนโลกไม่สนสังคมขนาดไหน ถึงพูดแบบนั้นได้เต็มปากเต็มคำแบบที่เขาพูดอยู่ตอนนี้
“แล้วณจันทร์รู้เหรอว่าผมอายุเท่าไหร่”
“นั่นสิ คีรีอายุเท่าไหร่ล่ะ”
“ถึงเทวาลัยนั่นณจันทร์จะรู้เอง ไปพักเถอะ” เขาบอกเสร็จก็เดินแยกไปหาลูกกระจ๊อกที่เจอกันมาหลายครั้งหลายครา แต่ไม่เคยรู้จักชื่อเขาเลยสัก หมอนั่นรีบกุลีกุจอเสิร์ฟน้ำให้นายท่านทันทีที่เขาเดินถึงรถ
หมอนั่นเป็นลูกน้องหรือเป็นทาสกันแน่ สปอยล์กันเวอร์วังเกินไปแล้ว
ไม่รู้ผมนินทาคนอื่นไปเพื่ออะไรเพราะพอเดินถึงที่พักผ่อนข้างบ้านพรานพง พี่มีนเสิร์ฟน้ำ ปริมยื่นพัดให้ เมื่อครู่ผมว่าตนเองแน่ ไม่ได้หมายถึงคีรีหรอกที่ถูกสปอยล์ ผมต่างหากที่ถูกสปอยล์มาตลอด
“ว่าไงบ้าง”
“อีกสี่สิบนาทีค่อยเดินทางต่อ พี่กับพวกลูกน้องพักผ่อนกันก่อนเถอะ คืนนี้น่าจะได้พักในป่าเท่าที่พรานพงบอก”
“งั้นหนูจันก็พักผ่อนเถอะ เดินทางไกลจะไม่ไหวเอา” พี่มีนแตะไหล่บอกเบา ๆ ใช่สิ ผมมันอ่อนแอที่สุดในนี้แล้ว ถ้าไม่พักผ่อนกลัวจะกลายเป็นภาระคนอื่นเอา ปลงได้เลยนั่งลงเอนตัวนอนตักพี่มีน
“จันของีบสักสิบนาทีเพื่อสมองที่ปลอดโปร่งและร่างกายที่กระปรี้กระเปร่า”
“นอนเถอะ ถีงเวลาพี่จะเรียก”
สิบห้านาทีพอดิบพอดีพี่มีนก็สะกิดไหล่ ช่างเป็นผู้หญิงที่ตรงเวลาเป๊ะจริง ๆ ให้นอนเลยเวลาสักหน่อยก็ไม่ได้ ผมใช้มือขยี้ตา มือควานหาหมวกสีขาวทรงบักเก็ตข้างตัวมาสวมไว้
“นายท่านบอกว่าให้เดินทางก่อนเวลา อีกยี่สิบนาทีที่นี่จะมีฝนหนัก ถนนออกหมู่บ้านอาจจะถูกตัดขาด ถ้าไม่ไปก็ออกไปไม่ได้” ลูกกระจ๊อกของคีรีบอกกับผม เหมือนเขารู้ว่าผมตื่นแล้วเพราะพอตื่นปุ๊บหมอนี่ก็เดินมาทันที ผมยังรู้สึกเมาขี้ตาอยู่เลย
“บอกว่าฝนจะตกเนี่ยนะ ใครจะไปเชื่อฟ้าโปร่งขนาดนี้” หนึ่งในลูกทีมใหม่ที่ลุงเฉินหามาพูดขึ้น ผมเองก็คิดเหมือนเขา ใครจะมารู้ดีได้ขนาดนั้นแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเพราะอยู่ในช่วงงัวเงีย
“นายท่านบอกไม่เชื่อก็ไปกันเอง”
“ไปกันเถอะคุณ ก่อนจะไปไม่ได้” พอพรานพงเดินมาบอกก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธอีกแล้ว
“ไปเถอะหนูจัน” พี่มีนพยักหน้าให้เห็นด้วยกับที่พรานพงบอก ผมที่รู้สึกตาสว่างคิดทบทวนเรื่องเมื่อครู่ จากนั้นจึงโบกมือส่งสัญญาณโอเคเพราะตอนนี้ยังคงอ้าปากหาวหวอด ๆ อยู่
“ทุกคนเดินทาง”
บทส่งท้ายบันทึกพิเศษ : คีรีตลอดเวลาที่ถูกผนึกอยู่หลังกำแพงแก้วผมไม่รู้สึกเจ็บปวดที่ถูกสูบเลือดเพื่อยับยั้งพลังวิญญาณร้ายเลยสักนิด ไม่มีสักวินาทีที่ไม่คิดถึงเด็กหน้าขาว ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างนอกจากยิงปีนที่ชื่อณจัน อย่าว่าแต่ณจันแปลกใจที่ผมทำแบบนี้ เพราะแม้แต่ผมเองก็แปลกใจเหมือนกันที่ยอมถูกผนึกในกำแพงแก้วตั้งสิบสามปี เพื่อแลกกับอิสรภาพและชีวิตของเด็กคนนั้นไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนที่ผมเริ่มฝันเห็นเด็กหน้าขาวคนหนึ่ง ในฝันผมเด็กคนนั้นมักจะยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาเสมอ ผมฝันอยู่แบบนั้นเกือบสิบปี จำได้แค่ใบหน้าและรอยยิ้ม พอฝันบ่อยเข้ามันก็กลายเป็นผูกพันเหมือนเราทั้งสองสนิทกัน ทั้งที่ความเป็นจริงเราไม่เคยรู้จักกันเลยแม้แต่น้อย กระทั่งวันที่ผมได้เจอเด็กคนนั้นในบ้านตนเอง และเป็นวันเดียวกับที่ผมได้รับรู้ว่าณจันคือทายาทผู้ช่วงชิงตราแต่เดิมผมต้องลงโทษเพื่อให้ทายาทผู้ช่วงชิงชดใช้ความผิด แต่แค่เห็นหน้าเด็กคนนั้นผมก็ทนทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ผมเลยอยากพาเด็กนั้นไปและค่อย ๆ เล่าเรื่องให้ฟัง
42ผมไม่ยอม“หยุดเดี๋ยวนี้นะคีรี” ร่างโชกเลือดตรงหน้าไม่อยู่ในสายตาอีกต่อไป หลังจากได้ยินคำว่าลาก่อนจากปากคน ๆ นั้น ผมตะโกนสั่งเขาเสียงเข้มพร้อมกับออกวิ่งสุดชีวิตเพื่อไปให้ถึงกำแพงแก้ว“เมื่อกี้คุณหมายความว่ายังไง ทำไมถึงพูดว่าลาก่อนกับผม ว่ายังไง?” ผมไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร แต่คิดว่าทั้งหมดต้องเกี่ยวกับตราทองพวกนี้ ผมเลยแย่งตราทองในมือเขามาถือเอาไว้ซึ่งคีรีก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ผมถามย้ำเพราะเขาอึกอักไม่ยอมตอบ“ผมขอร้อง อย่าให้ผมไม่รู้อะไรอยู่แบบนี้เลย” ดูเหมือนคีรีจะใจอ่อนกับน้ำเสียงเศร้าสร้อยของผม“ผมเคยบอกณจันแล้วว่าตราทองใช้ปิดผนึกวิญญาณร้ายในเทวาลัย ซึ่งของสิ่งนั้นอยู่หลังกำแพงแก้วนี่ หากทำลายสลักด้วยการใส่ตราทองกลับด้านจะปลดปล่อยวิญญาณร้ายออกมา และวิญญาณร้ายนั่นจะมอบสิ่งตอบแทนให้สามอย่าง”“...”“เทวทูตมีหน้าที่ปกป้องไม่ให้วิญญาณร้ายหลุดออกจากเทวาลัยและมีหน้าที่ตามหาผู้ครอบครองเทวาลัยตัวจริง
41เป็นตาย“ณจันเจ็บหรือเปล่า” เขาถามเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนต่างจากประโยคคำสั่งเมื่อครู่ลิบลับ ผมส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ ไม่นานทีมของพวกเราก็วิ่งกระหืดกระหอบตามมา ทั้งสองฝ่ายจ่อปากกระบอกปีนหากันไม่มีใครยอมใคร“ปล่อยหนูจันเดี๋ยวนี้” พี่มีนตะคอกเสียงใส่นายเปรม ผมรู้เลยว่าเธอกำลังกังวลมากแค่ไหนในตอนนี้ แต่เธอต้องควบคุมสติให้ได้มากที่สุด“ลองใช้ตาและสติให้ดีว่าตอนนี้ใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ พวกฉันก็มีเยอะกว่า อาวุธเยอะกว่า แล้วนี่ตัวประกันใครที่มีสิทธิ์สั่งพวกแกคิดดูสิ” นายเปรมตอบพี่มีนพลางใช้ปีนชี้ไปชี้มา ไม่มีความเกรงกลัวเลย พวกนายเปรมเยอะกว่าเราแค่เล็กน้อย สภาพสะบักสะบอมกว่าแต่อาวุธครบมือ และที่สำคัญมันมีตัวประกัน แค่คิดตามนี้พวกมันก็มีภาษีมากกว่าจริง ๆ“แล้วแกจะเอายังไง ของก็ได้ไปแล้ว” มันได้ของไปแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องการ เลยหันไปถามมันเด้วยตนเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะเอาผมไป
40จุดหมายสุดท้ายเดินเท้าต่ออีกครึ่งวันเราก็มาถึงน้ำตกที่คีรีบอก น้ำตกสูงไม่มีชั้น เป็นเทือกเขาหินสูง มีช่องว่างหนึ่งช่องให้น้ำตกลงมา ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่น้ำใสสีฟ้าครามไหลไปตามลำธารกว้าง ดูงดงามแปลกตาไม่น้อยมันคือน้ำตกที่ผมเคยเห็นในฝันไม่ผิดแน่ที่นี่แหละ...คีรีให้พวกเราข้ามลำธารไปอยู่อีกฝั่ง งูพวกนั้นไม่น่าจะตามเราข้ามน้ำไปอีกฝั่ง ฉะนั้นการอยู่อีกฝั่งจึงถือเป็นการระวังภัยที่ดีที่สุดพอข้ามฝั่งมาได้ก็นั่งพักกันอยู่ริมน้ำ พรานพงกับคีรีพากันเดินสำรวจรอบ ๆ น้ำตก ว่ามีปากทางเข้าอยู่ตรงไหนหรือเปล่า ไปไม่นานสองคนนั้นก็เดินกลับมา“ไปพักซอกภูเขาหินนั่นดีกว่า ไม่ใกล้ไม่ไกลน้ำตกมากไป” เขาว่าจบคนอื่นก็พยักหน้า หยิบกระเป๋าเดินไปตามพรานพง มีแค่ผมที่นั่งอยุ่ริมแอ่งน้ำตกมองนาฬิกาเข็มทิศที่ปริมเคยใส่ ไม่มีน้ำตา ผมไม่คิดจะร้องไห้แต่ก็รู้สึกทำใจไม่ได้เมื
39เสียงสั่งลาผมนั่งพูด คีรีนั่งฟัง ตอบบ้างแสดงความคิดเห็นบ้างเป็นบางครั้งครึ่งค่อนคืนนี้มันทำให้ผมอยู่มาได้โดยไม่ง่วงเลย ถึงจะบอกว่าคุยกันแต่ผมกลับพูดคนเดียวซะส่วนใหญ่ รอบบริเวณไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากความเงียบ เงียบ และเงียบ นั่นทำให้ผมยิ่งพูดมากขึ้นเพราะกลัวว่าถ้าเผลอเงียบไปด้วยจะหลับ“ณจัน” เดี๋ยวนี้แค่เขาเรียกผมด้วยเสียงเข้มคำเดียว ผมก็รับรู้แล้วว่ามีบางอยางผิดปกติไป สัญชาตญาณบอกผมว่ามีบางอย่างอันตรายผมรีบขยับตัวไปชิดคีรี มองซ้ายมองขวาหาว่าอะไรกันที่ผิดปกติ โดยลืมไปว่าตนเองได้ยินเสียงได้ไกลไม่เท่าคีรี“มีอะไรหรอคีรี”“เสียงงู” เข้าป่าหนึ่งอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คืองูจริง ๆ แต่เราเจอมันบ่อยไปหรือเปล่า ผมเบะปากขึ้นมาเมื่อคิดถึงงูหลากหลายชนิดที่เราเจอ พอฟังเสียงเสร็จคีรีก็รีบฉุดผมลุกจากพื้นเพื่อสั่งงาน“ณจันไปบอกคนอื่นเตรียมตัวเก็บข้าวของ ถึงม
38หมู่บ้านดินพี่มีนยังไม่ทันตอบอะไร ชาก็ชักเกร็ง เลือดไหลออกมาตามหู ตา จมูก สุดท้ายก็แน่นิ่งไป เขายังไม่ทันได้พูดสั่งเสียงอะไรเลยด้วยซ้ำ คงจะเป็นจริงอย่างพรานพงบอกถ้าโดนกัดเกินสามครั้ง ภายในครึ่งชั่วโมงไม่มีทางรอดผมรู้สึกผิดมากจนน้ำตาที่คิดว่าจะไหลก็ไม่ไหลลงมาสักหยด ผมใช้มือลูบปิดดวงตาที่เหลือกโปนปิดลงช้า ๆ“เราฝังเขาก่อนค่อยไปได้มั้ยพี่มีน” พี่มีนพยักหน้าเป็นคำตอบ สองสามคนช่วยกันแบกชาเดินตามผมไปตรงมุมหนึ่ง เราช่วยกันใช้พลั่วขุดหลุมบนดินที่เพิ่งราดน้ำลงไป ขุดกันอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอให้ฝังร่างเขาลงดิน“ผมขอโทษที่พาคุณมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ แต่ผมสัญญาจะดูแลครอบครัวคนข้างหลังของคุณเป็นการตอบแทน” หลังกลบฝังเสร็จผมก็ยกมือไหว้หลุมศพจำเป็นของเขา บอกกับเขาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยจากนั้นลุกเดินตามคนอื่นไปข้างหน้าต่อถัดมาจากป่าและโขดหินนั้นก็เป็น







