LOGIN
ในมุมอันเงียบสงัดและเย็นเยียบที่สุดของโรงพยาบาล สถานที่ซึ่งความตายถูกชำแหละและวิเคราะห์ภายใต้แสง ไฟนีออนสว่างจ้า คืออาณาจักรของนายแพทย์วาโย อชิระ หมอนิติเวชหนุ่มวัย 35
ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับหลักการ เหตุผล และข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ โลกของเขาคือกล้องจุลทรรศน์ รายงานชันสูตร และความจริงที่สลักอยู่บนร่างไร้วิญญาณเพียงเท่านั้น
สำหรับวาโยเรื่องผีสางสิ่งลี้ลับหรือพลังเหนือธรรมชาติ เป็นเพียงจินตนาการของเรื่องเล่าไร้สาระที่เขาไม่เคยให้ค่า แม้แต่ในยามค่ำคืนที่ความฝันอันพร่าเลือนมักพาป้าอริสาผู้เป็นที่รักซึ่งนอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียูมาพบเจอ
เขาก็ยังปัดมันทิ้งให้เป็นเพียงกลไกซับซ้อนของจิตใต้สำนึกที่โหยหาอดีตและความกังวล ภายใต้บุคลิกเคร่งขรึมและยึดมั่นในหลักการ วาโยคือแพทย์ผู้ทุ่มเทให้กับการค้นหาสาเหตุการตายที่แท้จริงเพื่อมอบความยุติธรรมครั้งสุดท้ายให้กับผู้ล่วงลับ
โดยไม่เคยคาดคิดว่าความจริงบางอย่างอาจเร้นกายอยู่นอกเหนือขอบเขตของมีดผ่าตัดในมือของตน
หากโลกของวาโยคือความจริงที่พิสูจน์ได้ โลกของอัยยา อลิน อาจารย์สอนศิลปะวัย 28 ก็คือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง อัยยามีของขวัญที่เธอไม่เคยต้องการ ดวงตาที่มองเห็นและสัมผัสได้ถึงสิ่งที่คนทั่วไปไม่อาจรับรู้
นั่นคือเธอสามารถมองเห็นวิญญาณของผู้ล่วงลับ ความสามารถนี้ไม่ได้มอบพลังอำนาจแต่กลับสร้างความหวาดกลัวและความขัดแย้งในใจเสมอมาเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับมันให้ได้
อัยยาเลือกหนทางที่ดูบ้าบิ่นที่สุดคือการใช้ "หนามยอกเอาหนามบ่ง" ด้วยการรับงานพิเศษที่เกี่ยวพันกับความตายโดยตรง ทั้งการแต่งหน้าศพให้ดูมีชีวิตชีวาเป็นครั้งสุดท้ายและการรับจ้างเฝ้าศพในยามวิกาล การเผชิญหน้ากับความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือวิธีที่เธอใช้ฝึกฝนจิตใจให้แข็งแกร่งและคุ้นชินตามคำแนะนำของหลวงตา ผู้เป็นญาติคนสุดท้ายบนโลกใบนี้
แม้ว่าบ่อยครั้งการเผชิญหน้าเหล่านั้นจะมาพร้อมกับเสียงกระซิบเยือกเย็น ภาพหลอนชวนขนลุก หรือสัมผัสอันเย็น ยะเยียบที่คอยย้ำเตือนถึงความสามารถที่เธอไม่เคยร้องขอ
แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็นำพาคนสองโลกที่แตกต่างสุดขั้วมาบรรจบกัน อัยยาได้รับโทรศัพท์ว่าจ้างจากครอบครัวผู้มีอันจะกินให้ไปทำหน้าที่เฝ้าศพ ณ คฤหาสน์หรูใจกลางเมืองของร่างไร้วิญญาณของเจ้าบ้านผู้ล่วงลับ
ซึ่งได้ถูกระบุสาเหตุการตายเบื้องต้นว่าเกิดจาก "อาการหัวใจวายเฉียบพลันเพราะตกใจสุดขีด" โดยไม่มีร่องรอยการทำร้ายใด ๆ บนร่างกาย
ทว่าทันทีที่อัยยาก้าวเข้าสู่บรรยากาศอันโอ่อ่า สถานที่แห่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความเย็นอันชวนขนหัวลุก สัมผัสพิเศษของเธอก็กรีดร้องถึงความไม่ชอบมาพากล พลังงานบางอย่างที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยความอาฆาตยังคงวนเวียน และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากับนายแพทย์วาโย ผู้ทำการชันสูตรศพรายนี้อย่างละเอียดตามหน้าที่
เขายืนยันผลทางวิทยาศาสตร์แต่อัยยากลับแย้งด้วย "ลางสังหรณ์" และ "สิ่งที่เธอเห็น" ซึ่งแน่นอนว่าวาโยไม่เพียงแต่ไม่เชื่อแต่ยังมองเธอเป็นตัวป่วนสติไม่สมประกอบ
แต่การตายปริศนานี้เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง เมื่อมีคดีหายตัวไปของหญิงชรากับชายชรารวมถึงการตายอย่างน่าสงสัยของเหยื่อรายต่อมาค่อย ๆ ถูกเปิดเผยขึ้น โดยทั้งหมดดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกับอดีตอันมืดมนของบ้านเด็กกำพร้าเก่าแก่แห่งหนึ่งที่เคยถูกเพลิงไหม้วอดวายไปเมื่อหลายสิบปีก่อน
คดีเหล่านี้ได้ถูกสั่งให้รื้อขึ้นมาใหม่ โดยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคือ สารวัตรรามิล ภาณุ เพื่อนสนิทของวาโย ในฐานะผู้รับผิดชอบเขาต้องเผชิญกับทางตันเมื่อขาดหลักฐานที่เป็นรูปธรรม
ขณะที่ณัฐฌา ภัทรานิษฐ์ นักข่าวสืบสวนอิสระ เพื่อนสนิทของอัยยาก็ไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปง่าย ๆ
เธอเริ่มขุดคุ้ยข้อมูลอย่างไม่เกรงกลัวท่ามกลางความสับสนและความตายที่คืบคลานเข้ามา สปอตไลท์ของสังคมกลับสาดส่องไปยัง เมฆา เมฆินทร์ ชายหนุ่มรูปงามนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ และอินฟลูเอนเซอร์ด้านโภชนาการที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับทั้งเรื่องอาหารและยาชื่อดังผู้เป็นที่รักของทุกคน
เขาคือผู้ใจบุญที่ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะโดยไม่แสวงหาผลกำไร เพราะเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายภาพเขามักสนับสนุนให้กับมูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าอย่างสม่ำเสมอ
ภาพลักษณ์อันขาวสะอาดและเปี่ยมด้วยเมตตาของเขา ทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าภายใต้หน้ากากนักบุญนั้น อาจซ่อนเร้นความลับอันดำมืดและการแก้แค้นที่รอวันชำระ เขาคือผู้ที่เชื่อมั่นใน "ศาลเตี้ย" เพื่อจัดการกับคนชั่วที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง
บัดนี้วาโยและอัยยาสองชีวิตจากโลกที่แตกต่างจำต้องก้าวข้ามความไม่เชื่อใจและความขัดแย้งเพื่อร่วมมือกันไขปริศนาที่ซับซ้อนเกินกว่าหลักการทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวจะอธิบายได้
พวกเขาต้องไล่ล่าความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากคนดีแข่งกับเวลาและฆาตกรเงาที่ฉลาดล้ำและเลือดเย็น ขณะเดียวกันวิญญาณของป้าอริสาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในความฝันของวาโย พยายามทำหน้าที่แม่สื่อเชื่อมโยงหัวใจสองดวงที่ดูไม่น่าจะรักกันได้...
ในสมรภูมิที่ความจริงปะทะลวงตาเหตุผลชนสิ่งลี้ลับ และความยุติธรรมถูกตั้งคำถาม ความรักจะสามารถก่อกำเนิดขึ้นท่ามกลางเงามืดและความตายได้หรือไม่? หรือทั้งหมดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า? ขอนักอ่านทุกท่านเข้ามาเปิดประสบการณ์ใหม่ไปด้วยกันใน "รักนี้ผีช่วยผลักค่ะ!!"
ย้อนกลับไปในคืนจู่โจมบนดาดฟ้าเรือยอชต์ปลายฟ้า "คิดว่าจะหนีไปง่าย ๆ เหรอ เมฆา!" รามิลตะโกนขึ้น "อย่างน้อย...มึงก็ต้องอยู่คุยกับกูก่อน!" เมฆาที่ยืนอยู่บนราวกันตกหันกลับมามองภาพความโกลาหลเบื้องหลัง...ไม่ว่าจะตำรวจที่กำลังคุมเชิง แสงไฟวับวาบจากเรือที่ล้อมอยู่ และเสียงคลื่นลมที่บ้าคลั่ง...เขารู้ดีว่าเกมของตัวเองจบลงแล้วและเขาก็ไม่คิดจะหลบหนีอย่างที่นายตำรวจหนุ่มเข้าใจ... ในขณะนั้นเมฆาได้ทอดสายตามองเลยผ่านทุกคนไป... ไปยังพื้นที่ว่างเปล่าข้างเสากระโดงเรือ...ที่ซึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น...ร่างโปร่งแสงของปลายฟ้า ม่านมุก พี่สาวสุดที่รักของเขากำลังยืนอยู่ตรงนั้น... ดวงตาของเธอไม่ได้มีความพึงพอใจในชัยชนะของเกมการแก้แค้น แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้าและความสงสาร...และเธอยังคงถูกจองจำอยู่ซึ่งมาจากบ่วงที่เธอไม่คิดจะปล่อย&
นับตั้งแต่วันที่อริสาฟื้นคืนสติราวปาฏิหาริย์...โลกที่เคยหม่นหมองของวาโยก็ค่อย ๆ ถูกเยียวยา ชายหนุ่มรู้สึกว่าความสุขของตนเองได้กลับคืนมาแล้วอย่างแท้จริงและดูเหมือนว่าจะมากขึ้นเมื่อมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิต ภายในเย็นวันหนึ่ง กลางสวนสวยในบ้านของอัยยา...อริสาซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้นมากจนสามารถออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถเข็นที่ระเบียงโดยมีณัฐฌาคอยเล่าข่าวสารต่าง ๆ ในสังคมให้ฟังอย่างสนุกสนาน ส่วนที่สนามหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่...วาโยและอัยยากำลังนั่งอยู่บนชิงช้าไม้ด้วยกันตามลำพัง วันนี้เป็นวันที่หญิงวัยกลางคนสั่งให้วาโยพาเธอมาเลี้ยงขอบคุณอัยยาอย่างเป็นทางการที่บ้านของหญิงสาวเอง บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองไม่ได้น่าอึดอัดเหมือนเช่นเคยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสบายใจ&
หลายสัปดาห์ผ่านไปหลังจากมรสุมลูกใหญ่พัดผ่าน...เรื่องราวของบ้านเบญจรงค์และโศกนาฏกรรมทั้งหมดก็ได้ถูกเปิดโปงสู่สังคม ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกวงการ และคดีความยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย แม้ว่าผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องหลักจะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่สำหรับทีมเฉพาะกิจแล้ว ภารกิจที่หนักหน่วงนี้ในที่สุดก็ได้สิ้นสุดลงเสียที ชีวิตของทุกคนเริ่มกลับคืนสู่ความปกติ...หรืออย่างน้อยก็เป็นความปกติในรูปแบบใหม่ บ่ายวันหนึ่งในขณะที่อากาศแจ่มใส อัยยาได้เดินทางมายังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอส อีกครั้ง มันกลายเป็นกิจวัตรใหม่ของเธอไปแล้วที่จะต้องแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร่างที่ยังคงหลับใหลของอริสา เธอไม่ได้มาเพื่อหาเบาะแสอะไรเพิ่มเติม...แต่มาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนดวงวิญญาณที่แสนดี ที่คอยช่วยเหลือเธอมาโดยตลอด
ในเวลานี้พิพิธภัณฑ์สายลมแห่งอิสระที่เคยดูสว่างและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ได้ถูกปิดลงชั่วคราวและตกอยู่ในความเงียบภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยที่ทีมเฉพาะกิจทั้งสี่คนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางผลงานศิลปะที่บัดนี้ดูหม่นหมองลงไปถนัดตา พวกเขาตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเมฆาบนชั้นบนสุด มันเป็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา ทุกอย่างดูขาวสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย...สะอาดเกินไปจนน่าผิดสังเกต "ไม่มีอะไรเลย..." รามิลพึมพำอย่างหัวเสียหลังจากที่ทีมของเขาค้นหาอยู่พักใหญ่ "ไม่มีเอกสารส่วนตัว ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอะไรที่จะบ่งบอกถึงตัวตนของเขาได้เลย" ในขณะที่ทุกคนกำลังจะหมดหวัง...อัยยาที่เดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่เล็ดลอดออกมาจากผนังห้องด้านหนึ่ง...ผนังที่ดูเรียบสนิทและไม่มีอะไรผิดปกติ 'พี่อ
ทางด้านรามิลและทีมของเขา เมื่อพวกเขาขึ้นมาถึงดาดฟ้าเรือก็ได้พบกับภาพที่น่าประหลาดใจ...เมฆา เมฆินทร์ กำลังยืนพิงราวกันตกอยู่ โดยที่เขาได้ยืนหันหน้าชมท้องทะเลในยามค่ำคืนอย่างไม่ทุกข์ร้อนแม้จะรู้ดีว่าเรือทั้งลำได้ถูกตำรวจล้อมไว้หมดแล้วก็ตาม โดยด้านข้างของชายหนุ่มคือหญิงวัยกลางคนที่กำลังยืนตัวสั่น...และเมื่อรามิลเห็นใบหน้าของเธออย่างชัดเจน เจ้าตัวก็จำได้ทันทีว่าเธอคือแม่บ้านของตระกูลกิตติไพศาลสกุล "เมฆา เมฆินทร์!" รามิลตะโกนขึ้น เสียงของเขาดังก้องไปทั่วดาดฟ้าเรือที่เงียบสงัด "เกมจบแล้ว! ยอมมอบตัวซะดี ๆ!" เมฆาค่อย ๆ หันกลับมามอง เขาไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแต่อย่างใด แต่กลับหัวเราะออกมาในลำคอ "ฮะ ๆ ๆ... จบแล้วเหรอครับสารวัตร?" เขายิ้มอย่างเหนือกว่า "ผมว่า...มันยังเหลืออีกนิดหน่อยนะครับ"
ท่ามกลางการต่อสู้...ของทั้งสองฝ่ายที่อีกฝ่ายกำลังจู่โจมกับศัตรูกับอีกฝ่ายคือการต่อสู้เพื่อยื้อชีวิต "กลับมาสิอัยยา! ได้ยินไหม! กลับมา!" เสียงตะโกนที่สิ้นหวังของวาโยดังก้องอยู่ท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเล เขาทำการกดหน้าอกและผายปอดให้อัยยาอย่างไม่คิดชีวิต ทุกวินาทีที่ผ่านไปยาวนานเป็นอย่างมาก...แต่ร่างของหญิงสาวก็ยังคงนิ่งสนิทและเย็นเฉียบ... ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง...ในห้วงมโนสำนึกของอัยยาความรู้สึกเจ็บปวด.. ความหนาวเย็น...และความหวาดกลัว...ได้หายไปหมดแล้ว... เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีขาวที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าเป็นสีทองอร่าม บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสงบอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต&n







