Share

บทที่ 10

"อยู่ที่ห้องเก็บหลักฐาน หากมึงอยากดูเดี๋ยวกูพาไป" รามิลตอบทันทีไม่มีการอิดออด พลางดันเก้าอี้ทำงานของตัวเองไปด้านหลัง ขยับตัวเตรียมลุกขึ้น เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเพื่อนหมอของตนจะมีความเห็นอย่างไรเมื่อได้เห็นของจริงไม่ใช่แค่ภาพถ่าย

วาโยพยักหน้ารับทันที แววตาฉายความสนใจอย่างปิดไม่มิด "เออ ไปดิ กูอยากเห็น" การได้สัมผัสและอาจจะได้เก็บตัวอย่าง (แม้จะเล็กน้อย) ไปวิเคราะห์เองย่อมดีกว่าการดูแค่รูปถ่ายและผลแล็บเบื้องต้น

"โอเค งั้นตามมา" รามิลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้ากุญแจพวงหนึ่งจากบนโต๊ะ ก่อนจะเดินนำเพื่อนสนิทออกจากห้องทำงานของตนมุ่งหน้าไปยังส่วนที่เก็บรักษาวัตถุพยานของกลาง

วาโยลุกเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ สมองยังคงครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับคราบปริศนานั่น ไขมันซึมจากศพเป็นคำอธิบายที่ใกล้เคียงที่สุดตามลักษณะทางกายภาพและองค์ประกอบเท่าที่รู้

แต่บริบทสภาพแวดล้อมมันค้านกันอย่างสิ้นเชิง การได้เห็นของจริงอาจจะให้คำตอบหรืออย่างน้อยก็อาจจะทำให้เขาตั้งสมมติฐานที่ชัดเจนขึ้นได้

ทั้งคู่เดินไปตามทางเดินของสถานีตำรวจที่เริ่มมีเจ้าหน้าที่และประชาชนพลุกพล่านขึ้นตามเวลาทำการ ผ่านห้องทำงานต่าง ๆ จนกระทั่งมาถึงประตูเหล็กบานหนาที่มีป้ายติดว่า "ห้องเก็บวัตถุพยาน"

รามิลไขกุญแจและผลักประตูเข้าไป ด้านในเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่นัก อุณหภูมิค่อนข้างเย็นและแห้ง มีชั้นเหล็กวางเรียงราย บนชั้นมีวัตถุพยานหลากหลายชนิดบรรจุในถุงพลาสติกใส ติดป้ายระบุรายละเอียดคดีอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นอับของกระดาษและพลาสติกผสมกับกลิ่นจาง ๆ ของสารเคมีลอยอบอวล

"ของกลางในคดีตาอัครเดชอยู่ทางนี้" รามิลเดินนำไปยังชั้นหนึ่ง หยิบถุงซิปล็อคขนาดใหญ่ที่ภายในบรรจุชิ้นส่วนของผ้า ปูที่นอนสีเข้มที่มีคราบปัญหานั่นออกมา มันถูกตัดมาเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอเหมาะสำหรับการตรวจสอบ

วาโยสวมถุงมือยางที่พกติดตัวมาเป็นนิสัย ก่อนจะรับถุงหลักฐานนั้นมาจากมือเพื่อนอย่างระมัดระวัง แสงไฟนีออนในห้องส่องกระทบพื้นผิวของคราบนั้นทำให้เห็นความมันวาวจาง ๆ ที่ภาพถ่ายไม่อาจจับรายละเอียดได้หมด

ดวงตาคมกริบของหมอนิติเวชหนุ่มเพ่งมองอย่างละเอียด พลางเปิดปากถุงซิปล็อคออกอย่างช้า ๆ เพียงเล็กน้อย เพื่อให้กลิ่นที่อาจจะยังคงหลงเหลืออยู่เล็ดลอดออกมา

และทันทีที่ทำเช่นนี้...กลิ่นสาบปนหวานเลี่ยนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ธนกรเคยบรรยายไว้ก็กระทบโสตนาสิกของเขา อย่างจัง!

วาโยชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วขมวดเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว มันเป็นกลิ่นที่... น่าขยะแขยงอย่างประหลาด ไม่เหมือนกลิ่นศพเน่าเปื่อยที่เขาคุ้นเคย

ไม่เหมือนกลิ่นสารเคมีใด ๆ ที่เขารู้จัก มันเป็นกลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณดิบให้ร้องเตือนถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างรุนแรง หวานจนเลี่ยนคล้ายมีส่วนผสมของบางสิ่งที่เคยมีชีวิต... และความตายที่ผิดธรรมชาติ

"ได้กลิ่นไหมวะ?" รามิลถามขึ้นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเพื่อน

วาโยไม่ตอบในทันที เขายังคงสูดกลิ่นนั้นเข้าไปอีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์ พยายามแยกแยะองค์ประกอบของมันในใจ

"อืม... ชัดเจน" เขาตอบเสียงเรียบแต่แววตากลับฉายความสับสนและ... ความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความเย็นเยียบแล่นผ่านไขสันหลัง

"แล้วเป็นไง ลักษณะคราบแบบนี้ กลิ่นแบบนี้... มึงพอจะบอกได้ไหมว่ามันคืออะไรกันแน่" รามิลคาดคั้นหลังเห็นสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนักของเพื่อน

หมอนิติเวชหนุ่มวางถุงหลักฐานลงบนโต๊ะโลหะที่อยู่ข้างกัน ก่อนจะถอดถุงมือออกแล้วยกมือขึ้นกุมคาง

"กูยังยืนยันอะไรไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์จนกว่าจะได้ผลวิเคราะห์ที่ละเอียดมากกว่านี้ แต่... ลักษณะทางกายภาพ ทั้งความมัน การซึมลงในเนื้อผ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลิ่น... มันไม่ปกติอย่างมาก"

"ไม่ปกติยังไงวะไอ้หมอ พูดให้เคลียร์ ๆ หน่อยได้ไหม" รามิลเริ่มหงุดหงิดกับความอ้อมค้อมของเพื่อน

วาโยถอนหายใจยาว "ถ้าให้กูเดาจากประสบการณ์และความรู้ที่มี... กลิ่นลักษณะนี้มักจะเกี่ยวข้องกับสารอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการบางอย่างที่เร่งการสลายตัว หรืออาจจะมีส่วนผสมของ... เนื้อเยื่อ... หรือของเหลวจากร่างกาย แต่ไม่ใช่การเน่าเปื่อยตามธรรมชาติ"

เขานิ่งไปครู่หนึ่งมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างจริงจัง "รามิล กูถามมึงจริง ๆ นะ นอกจากคราบนี้ มีอะไรอย่างอื่นที่มึงรู้สึกว่ามันแปลกอีกไหมในที่เกิดเหตุ หรือจากคำให้การของพยานแวดล้อม?"

รามิลนิ่งคิดทบทวนรายละเอียดของคดี "ก็เรื่องเสียงดังโครมครามนั่นแหละ ที่คนในบ้านได้ยินก่อนเจอศพ แต่พอไปถึงก็ไม่มีอะไรเสียหาย... แล้วก็มีเรื่องผู้หญิงคนที่เขาจ้างมาเฝ้าศพ...ชื่อ อัยยา อลิน คนที่ไอ้กรมันเจอว่าไปด้อม ๆ มอง ๆ ซักถามแม่บ้านเรื่องคนในครอบครัวผู้ตายนั่นแหละ"

"อัยยา อลิน..." วาโยทวนชื่อนั้นแผ่วเบา คิ้วขมวดมุ่น "ใครวะ?"

รามิลส่ายศีรษะ ก่อนจะพูดต่อในเรื่องที่ตัวเองรู้สึกคาใจ "ผู้หญิงคนนี้จะว่าไปก็แปลก" วาโยนิ่งฟังอย่างใคร่รู้

"หล่อนมีโปรไฟล์ดีมาก จบปริญญาเอก อีกทั้งยังมีอาชีพหลักเป็นอาจารย์ อืม... ดูเหมือนว่าจะสอนอยู่ที่เดียวกับนายนั่นแหละ"

วาโยเลิกคิ้วเล็กน้อยกับข้อมูลใหม่ "ที่เดียวกับกู?"

"เออ" รามิลพยักหน้า

"เพียงแต่...อาชีพเสริมของหล่อนทำให้ฉันรู้สึกว่ามันพิกล มีอย่างที่ไหน คือหล่อนรับแต่งหน้าศพกับรับเฝ้าศพ นายว่ามันแปลกไหม? อีกอย่างฉันรู้สึกว่าหล่อนมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลว่ะ ท่าทีตอนไอ้กรเจอกับที่มันรายงานว่าเธอไปซักถามเรื่องส่วนตัวของคนในบ้านนั้นมันดูทะแม่ง ๆ"

วาโยฟังแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง สมองประมวลผลข้อมูลทั้งหมด "อืม... ก็แปลกจริง ๆ นั่นแหละ" เขายอมรับ

"คนที่มีโปรไฟล์การศึกษาดี สอนมหาวิทยาลัย แต่กลับเลือกทำงานเสริมที่... ค่อนข้างเฉพาะทางและไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ มันก็น่าคิด"

เขามองหน้าเพื่อน "แล้วที่ว่าเธอไปซักถามเรื่องคนในบ้านน่ะ แม่บ้านว่ายังไงบ้าง?"

"ไอ้กรมันบอกว่าแม่บ้านดูอึดอัด ตอบแบบขอไปทีแล้วก็รีบหนีไป คงไม่ได้ข้อมูลอะไรมาก แต่พฤติกรรมของยัยผู้หญิงคนนี้มันน่าสงสัยว่าทำไปทำไม"

วาโยพยักหน้าอย่างใช้ความคิด "บางทีเธออาจจะแค่อยากรู้อยากเห็น หรืออาจจะมีเหตุผลอื่น... มึงลองให้ไอ้กรหรือตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบสักคนลองเข้าไปตีสนิทหรือหาจังหวะพูดคุยกับเธอดูไหมล่ะ? แบบไม่ให้รู้ว่าเป็นตำรวจ ลองดูว่าเธอจะพูดถึงเรื่องนี้ยังไง ทำไมถึงได้ไปถามเรื่องคนในบ้านนั้น บางทีการเข้าไปพูดคุยแบบไม่รู้ว่าใครเป็นใครอาจจะเจออะไรที่ไม่คาดคิดก็ได้"

รามิลครุ่นคิดตามคำแนะนำของเพื่อน "เออ ก็น่าสนใจ ให้คนของเราลองทำทีเป็นสนใจเรื่องงานแต่งหน้าศพ หรืออยากปรึกษาเรื่องทำนองนี้ แล้วลองชวนคุยดู... อาจจะได้เรื่องมากกว่าส่งคนไปซักถามตรง ๆ"

"ใช่" วาโยเห็นด้วย "ถ้าเธอมีเจตนาไม่ดีจริง การเข้าหาแบบเป็นมิตรอาจจะทำให้เธอเผยไต๋ออกมาง่ายกว่า หรือถ้าเธอแค่สอดรู้สอดเห็นเราก็จะได้รู้"

"โอเค เดี๋ยวกูจัดการเรื่องนี้เอง...ว่าแต่มึงไม่มาเป็นตำรวจเหมือนกูเลยวะ" รามิลรับปากพลางสัพยอก

วาโยยักไหล่ "กูไม่ค่อยชอบเรื่องวุ่นวายมากเท่ากับอยู่กับศพ" คำตอบของเขาทำให้รามิลนิ่งไปก่อนจะปัดเรื่องนี้ทิ้ง

"สรุปว่าเรื่องคราบน้ำมันนี่ มึงยังยืนยันคำเดิมใช่ไหมว่ามันไม่ปกติ และควรจะส่งตรวจเพิ่มเติมแบบละเอียด"

"ใช่" วาโยตอบเสียงหนัก "ให้ไอ้กรมันลองหาแล็บข้างนอกที่เชี่ยวชาญเรื่องสารประกอบอินทรีย์ที่ซับซ้อนหรือหายากดูด้วยก็ดี กูว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าที่ผลแล็บเบื้องต้นบอกเรา"

"ได้เลยเพื่อน ขอบใจมากว่ะที่มาช่วยดูให้" รามิลตบบ่าเพื่อนเบา ๆ "อย่างน้อยก็ทำให้กูมั่นใจขึ้นว่าที่กูสงสัยมันไม่ได้ บ้าไปคนเดียว"

วาโยเพียงพยักหน้ารับ เขารู้สึกว่าตัวเองถูกดึงเข้ามาพัวพันกับคดีนี้มากกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก และบางที... การไขปริศนาคราบน้ำมันนี้อาจจะนำไปสู่ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวกว่าที่ใครจะคาดคิด

ขณะเดียวกันนั้นเอง ที่คฤหาสน์กิตติไพศาลสกุล ฉับพลันอัยยาก็รู้สึกขนลุกขนชันอย่างประหลาด
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • รักนี้ผีข่วยผลัก!!   บทที่ 90

    เรื่องราวเริ่มต้นจากความไว้ใจและสุดท้ายก็จบที่คำว่าไว้ใจ...หากจะเล่าเรื่องนี้ก็คงต้องย้อนกลับไปสมัยที่พ่อของเขายังเด็ก...ซึ่งพ่อของเขาก็เป็นเด็กถูกทอดทิ้งและเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในอดีต สถานที่ซึ่งชายคนนี้ได้เข้ามามีบทบาทเป็นทั้งเพื่อนและพี่ชาย ความสนิทและความผูกพันนี้ขอ

  • รักนี้ผีข่วยผลัก!!   บทที่ 89

    ย้อนกลับไปในคืนจู่โจมบนดาดฟ้าเรือยอชต์ปลายฟ้า "คิดว่าจะหนีไปง่าย ๆ เหรอ เมฆา!" รามิลตะโกนขึ้น "อย่างน้อย...มึงก็ต้องอยู่คุยกับกูก่อน!" เมฆาที่ยืนอยู่บนราวกันตกหันกลับมามองภาพความโกลาหลเบื้องหลัง...ไม่ว่าจะตำรวจที่กำลังคุมเชิง แสงไฟวับวาบจากเรือที่ล้อมอยู่ และเสียงคลื่นลมที่บ้าคลั่ง...เขา

  • รักนี้ผีข่วยผลัก!!   บทที่ 88

    นับตั้งแต่วันที่อริสาฟื้นคืนสติราวปาฏิหาริย์...โลกที่เคยหม่นหมองของวาโยก็ค่อย ๆ ถูกเยียวยา ชายหนุ่มรู้สึกว่าความสุขของตนเองได้กลับคืนมาแล้วอย่างแท้จริงและดูเหมือนว่าจะมากขึ้นเมื่อมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิต ภายในเย็นวันหนึ่ง กลางสวนสวยในบ้านของอัยยา...อริสาซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้นมากจนสามารถออก

  • รักนี้ผีข่วยผลัก!!   บทที่ 87

    หลายสัปดาห์ผ่านไปหลังจากมรสุมลูกใหญ่พัดผ่าน...เรื่องราวของบ้านเบญจรงค์และโศกนาฏกรรมทั้งหมดก็ได้ถูกเปิดโปงสู่สังคม ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกวงการ และคดีความยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย แม้ว่าผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องหลักจะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่สำหรับทีมเฉพาะกิจแล้ว ภาร

  • รักนี้ผีข่วยผลัก!!   บทที่ 86

    อัยยาลืมตาขึ้น ใบหน้าของเธออาบไปด้วยน้ำตา เธอหันไปมองทุกคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด "พวกเขา...พวกเขาถูกขังไว้ที่นี่ค่ะ...ในภาพวาดพวกนี้" เธอพูดเสียงสั่น "เมฆา...เขาน่าจะให้อาจารย์คนนั้นใช้มนต์ดำผนึกวิญญาณของเด็ก ๆ ทุกคนไว้กับภาพวาดแห่งความทรงจำเหล่านี้...พวกเขาต้องการให้เราช่วยปล

  • รักนี้ผีข่วยผลัก!!   บทที่ 85

    ในเวลานี้พิพิธภัณฑ์สายลมแห่งอิสระที่เคยดูสว่างและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ได้ถูกปิดลงชั่วคราวและตกอยู่ในความเงียบภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยที่ทีมเฉพาะกิจทั้งสี่คนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางผลงานศิลปะที่บัดนี้ดูหม่นหมองลงไปถนัดตา พวกเขาตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเมฆาบนชั้นบนสุด มันเป็นห้

  • รักนี้ผีข่วยผลัก!!   บทที่ 83

    ท่ามกลางการต่อสู้...ของทั้งสองฝ่ายที่อีกฝ่ายกำลังจู่โจมกับศัตรูกับอีกฝ่ายคือการต่อสู้เพื่อยื้อชีวิต "กลับมาสิอัยยา! ได้ยินไหม! กลับมา!" เสียงตะโกนที่สิ้นหวังของวาโยดังก้องอยู่ท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเล เขาทำการกดหน้าอกและผายปอดให้อัยยาอย่างไม่คิดชีวิต ทุกวินาทีที่ผ่านไปยาวนา

  • รักนี้ผีข่วยผลัก!!   บทที่ 78

    คำพูดของอริสาทำให้หัวใจของอัยยาเย็นเยียบ...เธอถูกลักพาตัวมาไกลถึงชลบุรี! และโอกาสที่ตำรวจจะตามหาเธอเจอในเร็ววันนี้แทบจะเป็นศูนย์! แอด... เสียงบานพับประตูห้องดังขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนตามมาด้วยร่างสูงสง่าของเมฆาก้าวเข้ามาในห้องเก็บของใต้ท้องเรือที่เธอถูกขังอยู่ รอยยิ

  • รักนี้ผีข่วยผลัก!!   บทที่ 73

    หลายวันผ่านไปหลังจากที่ทีมเฉพาะกิจได้ข้อสรุปที่น่าตกตะลึงเกี่ยวกับเมฆา เมฆินทร์...สำหรับอัยยาแล้วทุกอย่างดูเงียบสงบลงอย่างน่าประหลาด รามิลไม่ได้ติดต่อมาเพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม และเธอก็พยายามจะกลับไปใช้ชีวิตอาจารย์มหาวิทยาลัยตามปกติ แต่ลึก ๆ แล้ว เธอกลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

  • รักนี้ผีข่วยผลัก!!   บทที่ 69

    เมื่ออัยยากลับออกมาสมทบกับวาโยและเมฆาที่ยืนรออยู่ในห้องจัดแสดงภาพอีกห้อง เมฆาก็ส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้เธอทันที แต่ในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยการสังเกตและจับผิด "เจอไหมครับคุณอัยยา สร้อยข้อมือของคุณ" เขาเอ่ยถาม อัยยาแสร้งทำเป็นถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางยกสร้อยข้อมือขึ้นมาให้ดู "ขอบค

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status