"อยู่ที่ห้องเก็บหลักฐาน หากมึงอยากดูเดี๋ยวกูพาไป" รามิลตอบทันทีไม่มีการอิดออด พลางดันเก้าอี้ทำงานของตัวเองไปด้านหลัง ขยับตัวเตรียมลุกขึ้น เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเพื่อนหมอของตนจะมีความเห็นอย่างไรเมื่อได้เห็นของจริงไม่ใช่แค่ภาพถ่าย
วาโยพยักหน้ารับทันที แววตาฉายความสนใจอย่างปิดไม่มิด "เออ ไปดิ กูอยากเห็น" การได้สัมผัสและอาจจะได้เก็บตัวอย่าง (แม้จะเล็กน้อย) ไปวิเคราะห์เองย่อมดีกว่าการดูแค่รูปถ่ายและผลแล็บเบื้องต้น
"โอเค งั้นตามมา" รามิลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้ากุญแจพวงหนึ่งจากบนโต๊ะ ก่อนจะเดินนำเพื่อนสนิทออกจากห้องทำงานของตนมุ่งหน้าไปยังส่วนที่เก็บรักษาวัตถุพยานของกลาง
วาโยลุกเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ สมองยังคงครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับคราบปริศนานั่น ไขมันซึมจากศพเป็นคำอธิบายที่ใกล้เคียงที่สุดตามลักษณะทางกายภาพและองค์ประกอบเท่าที่รู้
แต่บริบทสภาพแวดล้อมมันค้านกันอย่างสิ้นเชิง การได้เห็นของจริงอาจจะให้คำตอบหรืออย่างน้อยก็อาจจะทำให้เขาตั้งสมมติฐานที่ชัดเจนขึ้นได้
ทั้งคู่เดินไปตามทางเดินของสถานีตำรวจที่เริ่มมีเจ้าหน้าที่และประชาชนพลุกพล่านขึ้นตามเวลาทำการ ผ่านห้องทำงานต่าง ๆ จนกระทั่งมาถึงประตูเหล็กบานหนาที่มีป้ายติดว่า "ห้องเก็บวัตถุพยาน"
รามิลไขกุญแจและผลักประตูเข้าไป ด้านในเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่นัก อุณหภูมิค่อนข้างเย็นและแห้ง มีชั้นเหล็กวางเรียงราย บนชั้นมีวัตถุพยานหลากหลายชนิดบรรจุในถุงพลาสติกใส ติดป้ายระบุรายละเอียดคดีอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นอับของกระดาษและพลาสติกผสมกับกลิ่นจาง ๆ ของสารเคมีลอยอบอวล
"ของกลางในคดีตาอัครเดชอยู่ทางนี้" รามิลเดินนำไปยังชั้นหนึ่ง หยิบถุงซิปล็อคขนาดใหญ่ที่ภายในบรรจุชิ้นส่วนของผ้า ปูที่นอนสีเข้มที่มีคราบปัญหานั่นออกมา มันถูกตัดมาเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอเหมาะสำหรับการตรวจสอบ
วาโยสวมถุงมือยางที่พกติดตัวมาเป็นนิสัย ก่อนจะรับถุงหลักฐานนั้นมาจากมือเพื่อนอย่างระมัดระวัง แสงไฟนีออนในห้องส่องกระทบพื้นผิวของคราบนั้นทำให้เห็นความมันวาวจาง ๆ ที่ภาพถ่ายไม่อาจจับรายละเอียดได้หมด
ดวงตาคมกริบของหมอนิติเวชหนุ่มเพ่งมองอย่างละเอียด พลางเปิดปากถุงซิปล็อคออกอย่างช้า ๆ เพียงเล็กน้อย เพื่อให้กลิ่นที่อาจจะยังคงหลงเหลืออยู่เล็ดลอดออกมา
และทันทีที่ทำเช่นนี้...กลิ่นสาบปนหวานเลี่ยนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ธนกรเคยบรรยายไว้ก็กระทบโสตนาสิกของเขา อย่างจัง!
วาโยชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วขมวดเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว มันเป็นกลิ่นที่... น่าขยะแขยงอย่างประหลาด ไม่เหมือนกลิ่นศพเน่าเปื่อยที่เขาคุ้นเคย
ไม่เหมือนกลิ่นสารเคมีใด ๆ ที่เขารู้จัก มันเป็นกลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณดิบให้ร้องเตือนถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างรุนแรง หวานจนเลี่ยนคล้ายมีส่วนผสมของบางสิ่งที่เคยมีชีวิต... และความตายที่ผิดธรรมชาติ
"ได้กลิ่นไหมวะ?" รามิลถามขึ้นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเพื่อน
วาโยไม่ตอบในทันที เขายังคงสูดกลิ่นนั้นเข้าไปอีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์ พยายามแยกแยะองค์ประกอบของมันในใจ
"อืม... ชัดเจน" เขาตอบเสียงเรียบแต่แววตากลับฉายความสับสนและ... ความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความเย็นเยียบแล่นผ่านไขสันหลัง
"แล้วเป็นไง ลักษณะคราบแบบนี้ กลิ่นแบบนี้... มึงพอจะบอกได้ไหมว่ามันคืออะไรกันแน่" รามิลคาดคั้นหลังเห็นสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนักของเพื่อน
หมอนิติเวชหนุ่มวางถุงหลักฐานลงบนโต๊ะโลหะที่อยู่ข้างกัน ก่อนจะถอดถุงมือออกแล้วยกมือขึ้นกุมคาง
"กูยังยืนยันอะไรไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์จนกว่าจะได้ผลวิเคราะห์ที่ละเอียดมากกว่านี้ แต่... ลักษณะทางกายภาพ ทั้งความมัน การซึมลงในเนื้อผ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลิ่น... มันไม่ปกติอย่างมาก"
"ไม่ปกติยังไงวะไอ้หมอ พูดให้เคลียร์ ๆ หน่อยได้ไหม" รามิลเริ่มหงุดหงิดกับความอ้อมค้อมของเพื่อน
วาโยถอนหายใจยาว "ถ้าให้กูเดาจากประสบการณ์และความรู้ที่มี... กลิ่นลักษณะนี้มักจะเกี่ยวข้องกับสารอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการบางอย่างที่เร่งการสลายตัว หรืออาจจะมีส่วนผสมของ... เนื้อเยื่อ... หรือของเหลวจากร่างกาย แต่ไม่ใช่การเน่าเปื่อยตามธรรมชาติ"
เขานิ่งไปครู่หนึ่งมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างจริงจัง "รามิล กูถามมึงจริง ๆ นะ นอกจากคราบนี้ มีอะไรอย่างอื่นที่มึงรู้สึกว่ามันแปลกอีกไหมในที่เกิดเหตุ หรือจากคำให้การของพยานแวดล้อม?"
รามิลนิ่งคิดทบทวนรายละเอียดของคดี "ก็เรื่องเสียงดังโครมครามนั่นแหละ ที่คนในบ้านได้ยินก่อนเจอศพ แต่พอไปถึงก็ไม่มีอะไรเสียหาย... แล้วก็มีเรื่องผู้หญิงคนที่เขาจ้างมาเฝ้าศพ...ชื่อ อัยยา อลิน คนที่ไอ้กรมันเจอว่าไปด้อม ๆ มอง ๆ ซักถามแม่บ้านเรื่องคนในครอบครัวผู้ตายนั่นแหละ"
"อัยยา อลิน..." วาโยทวนชื่อนั้นแผ่วเบา คิ้วขมวดมุ่น "ใครวะ?"
รามิลส่ายศีรษะ ก่อนจะพูดต่อในเรื่องที่ตัวเองรู้สึกคาใจ "ผู้หญิงคนนี้จะว่าไปก็แปลก" วาโยนิ่งฟังอย่างใคร่รู้
"หล่อนมีโปรไฟล์ดีมาก จบปริญญาเอก อีกทั้งยังมีอาชีพหลักเป็นอาจารย์ อืม... ดูเหมือนว่าจะสอนอยู่ที่เดียวกับนายนั่นแหละ"
วาโยเลิกคิ้วเล็กน้อยกับข้อมูลใหม่ "ที่เดียวกับกู?"
"เออ" รามิลพยักหน้า
"เพียงแต่...อาชีพเสริมของหล่อนทำให้ฉันรู้สึกว่ามันพิกล มีอย่างที่ไหน คือหล่อนรับแต่งหน้าศพกับรับเฝ้าศพ นายว่ามันแปลกไหม? อีกอย่างฉันรู้สึกว่าหล่อนมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลว่ะ ท่าทีตอนไอ้กรเจอกับที่มันรายงานว่าเธอไปซักถามเรื่องส่วนตัวของคนในบ้านนั้นมันดูทะแม่ง ๆ"
วาโยฟังแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง สมองประมวลผลข้อมูลทั้งหมด "อืม... ก็แปลกจริง ๆ นั่นแหละ" เขายอมรับ
"คนที่มีโปรไฟล์การศึกษาดี สอนมหาวิทยาลัย แต่กลับเลือกทำงานเสริมที่... ค่อนข้างเฉพาะทางและไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ มันก็น่าคิด"
เขามองหน้าเพื่อน "แล้วที่ว่าเธอไปซักถามเรื่องคนในบ้านน่ะ แม่บ้านว่ายังไงบ้าง?"
"ไอ้กรมันบอกว่าแม่บ้านดูอึดอัด ตอบแบบขอไปทีแล้วก็รีบหนีไป คงไม่ได้ข้อมูลอะไรมาก แต่พฤติกรรมของยัยผู้หญิงคนนี้มันน่าสงสัยว่าทำไปทำไม"
วาโยพยักหน้าอย่างใช้ความคิด "บางทีเธออาจจะแค่อยากรู้อยากเห็น หรืออาจจะมีเหตุผลอื่น... มึงลองให้ไอ้กรหรือตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบสักคนลองเข้าไปตีสนิทหรือหาจังหวะพูดคุยกับเธอดูไหมล่ะ? แบบไม่ให้รู้ว่าเป็นตำรวจ ลองดูว่าเธอจะพูดถึงเรื่องนี้ยังไง ทำไมถึงได้ไปถามเรื่องคนในบ้านนั้น บางทีการเข้าไปพูดคุยแบบไม่รู้ว่าใครเป็นใครอาจจะเจออะไรที่ไม่คาดคิดก็ได้"
รามิลครุ่นคิดตามคำแนะนำของเพื่อน "เออ ก็น่าสนใจ ให้คนของเราลองทำทีเป็นสนใจเรื่องงานแต่งหน้าศพ หรืออยากปรึกษาเรื่องทำนองนี้ แล้วลองชวนคุยดู... อาจจะได้เรื่องมากกว่าส่งคนไปซักถามตรง ๆ"
"ใช่" วาโยเห็นด้วย "ถ้าเธอมีเจตนาไม่ดีจริง การเข้าหาแบบเป็นมิตรอาจจะทำให้เธอเผยไต๋ออกมาง่ายกว่า หรือถ้าเธอแค่สอดรู้สอดเห็นเราก็จะได้รู้"
"โอเค เดี๋ยวกูจัดการเรื่องนี้เอง...ว่าแต่มึงไม่มาเป็นตำรวจเหมือนกูเลยวะ" รามิลรับปากพลางสัพยอก
วาโยยักไหล่ "กูไม่ค่อยชอบเรื่องวุ่นวายมากเท่ากับอยู่กับศพ" คำตอบของเขาทำให้รามิลนิ่งไปก่อนจะปัดเรื่องนี้ทิ้ง
"สรุปว่าเรื่องคราบน้ำมันนี่ มึงยังยืนยันคำเดิมใช่ไหมว่ามันไม่ปกติ และควรจะส่งตรวจเพิ่มเติมแบบละเอียด"
"ใช่" วาโยตอบเสียงหนัก "ให้ไอ้กรมันลองหาแล็บข้างนอกที่เชี่ยวชาญเรื่องสารประกอบอินทรีย์ที่ซับซ้อนหรือหายากดูด้วยก็ดี กูว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าที่ผลแล็บเบื้องต้นบอกเรา"
"ได้เลยเพื่อน ขอบใจมากว่ะที่มาช่วยดูให้" รามิลตบบ่าเพื่อนเบา ๆ "อย่างน้อยก็ทำให้กูมั่นใจขึ้นว่าที่กูสงสัยมันไม่ได้ บ้าไปคนเดียว"
วาโยเพียงพยักหน้ารับ เขารู้สึกว่าตัวเองถูกดึงเข้ามาพัวพันกับคดีนี้มากกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก และบางที... การไขปริศนาคราบน้ำมันนี้อาจจะนำไปสู่ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวกว่าที่ใครจะคาดคิด
ขณะเดียวกันนั้นเอง ที่คฤหาสน์กิตติไพศาลสกุล ฉับพลันอัยยาก็รู้สึกขนลุกขนชันอย่างประหลาด