แชร์

บทที่ 6

ผู้เขียน: อาอู้
หลังจากโบกเรียกรถแท็กซี่ เจียงอวิ๋นซีก็มุ่งหน้าตรงไปยังฟู่ซื่อ

ระหว่างทางเธอได้รับสายโทรศัพท์จากเซี่ยเชียนหลานที่ถามว่าเธออยู่ที่ไหน เจียงอวิ๋นซีจึงเอ่ยไปตามตรงโดยไม่คิดมาก

ผลลัพธ์คือเซี่ยเชียนหลานร้อนรนกระวนกระวายจะตามมาที่นี่ให้ได้ โดยบอกว่าเพื่อนสาวคนสนิทต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน อีกฝ่ายจะตามมาช่วยกระหน่ำแทงฟู่เยี่ยนโจวสักสองแผลไปพร้อมกันกับเธอ

เจียงอวิ๋นซีห้ามไม่อยู่ จึงได้แต่ปล่อยตามใจอีกฝ่ายไป

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ตัวรถก็จอดสนิทลงตรงหน้าประตูทางเข้าของตึกสำนักงานใหญ่ฟู่ซื่อ

ท่ามกลางแสงแดดจัด ตึกอันสูงตระหง่านโอ่อ่าสะท้อนประกายแสงเจิดจ้าจนแสบตา เธออดไม่ได้ที่จะต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย

สำนักงานใหญ่ของฟู่ซื่อเมื่อก่อนไม่ได้ตั้งอยู่ที่นี่ นี่คือตึกใหม่

เมื่อห้าปีก่อน ในวันที่ตึกหลังนี้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ฟู่เยี่ยนโจวอารมณ์ดีมากจนดื่มเหล้าไปไม่น้อย หลังจากนั้นก็ผล็อยหลับไปในห้องทำงานประธาน

เธอคอยอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา

ขณะที่เธอกำลังยืนอยู่ตรงหน้าบานหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ยักษ์เพื่อชื่นชมทัศนียภาพยามค่ำคืน จู่ๆ ทางด้านหลังก็มีใครบางคนขยับเข้ามาประชิดตัว

อ้อมแขนคู่หนึ่งยื่นมาจากทางด้านหลัง ก่อนที่เธอจะถูกโอบกอดเข้าไปในอ้อมอกที่อบอุ่น

น้ำเสียงอันอ่อนโยนของฟู่เยี่ยนโจวดังขึ้นที่ข้างใบหู

“มองอะไรอยู่เหรอ?”

“มองลงไปจากตรงนี้ วิวกลางคืนสวยมากเลย”

“วิวกลางคืนที่สวยขนาดนี้ มีแค่เธอเท่านั้นที่คู่ควรจะดูมันร่วมกับฉัน” เขาประทับจูบลงบนแก้มของเธอ “ซีซี เธอต้องอยู่เคียงข้างฉันตลอดไปนะ”

ขนตายาวของเจียงอวิ๋นซีสั่นไหวน้อยๆ ก่อนที่เธอจะละสายตากลับมา แล้วสาวเท้าก้าวฉับๆ เข้าไปในตึกฟู่ซื่อ

ในวินาทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์ โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นทีครั้ง

เป็นข้อความจากฝ่ายบุคคลของฉินรุ่นส่งมา

เพื่อแจ้งให้เธอไปสัมภาษณ์งาน

เจียงอวิ๋นซีเก็บโทรศัพท์มือถือยัดใส่ลงไปในกระเป๋า มุ่งตรงขึ้นไปยังชั้นยี่สิบหกแล้วก้าวเข้าไปในห้องทำงานประธานทันที

ภายในห้องทำงาน ฟู่เยี่ยนโจวกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ บนใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความหงุดหงิดใจ คล้ายกับว่านั่งรอเธออยู่นานแล้ว

เจียงอวิ๋นซีเดินเข้าไปหา แล้ววางกระดาษแผ่นหนึ่งลงตรงหน้าเขาทันที

“ใบลาออกฉันสั่งพิมพ์ออกมาเรียบร้อยแล้ว นายเซ็นชื่อให้หน่อย ฉันจะได้ไปยื่นเรื่องตามขั้นตอนที่ฝ่ายบุคคล”

ฟู่เยี่ยนโจวยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง

“ยังไม่เลิกประชดประชันอีกเหรอ?”

“ประชด? นายใช้ตาข้างไหนมองว่าฉันกำลังประชดกัน?”

“ถ้าเธอไม่ชอบใจที่อันซีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเธอ ฉันจะสั่งให้หล่อนไปทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มันสบายกว่านี้แทน ส่วนเธอก็ทำหน้าที่ผู้ช่วยพิเศษของเธอต่อไป หล่อนจะไม่มีทางเข้ามารบกวนเธอได้อีก”

ฟู่เยี่ยนโจวรู้สึกว่าตัวเองยอมอ่อนข้อให้แล้ว

ซึ่งเรื่องทำนองนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

เพราะแต่ก่อน ไม่ว่าครั้งไหนก็ล้วนแต่เป็นเจียงอวิ๋นซีที่กุลีกุจอเข้ามาคอยตามงอนง้อเขาทั้งนั้น

อาจเป็นเพราะครั้งนี้เจียงอวิ๋นซีเล่นแง่หนักข้อเกินไปหน่อย ถึงขั้นลาออกไปหางานใหม่จริงๆ จนทำให้เขาเกิดความรู้สึกอึดอัดขัดเคืองราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังหลุดพ้นไปจากการควบคุม

เขาจึงเป็นฝ่ายยอมถอยให้ก้าวหนึ่งก่อน

ทว่าเจียงอวิ๋นซีกลับยังคงไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง

ฟู่เยี่ยนโจวขมวดคิ้วมุ่น “หรือเธอจะบังคับให้ฉันไล่อันซีออกด้วยงั้นเหรอ? เจียงอวิ๋นซี เธออย่าได้คืบจะเอาศอก!”

“ฟู่เยี่ยนโจว” แววตาอันกระจ่างใสของเจียงอวิ๋นซีทอดมองตรงมา “สำหรับนายแล้ว ตกลงว่าฉันเป็นตัวอะไรกันแน่?”

ฟู่เยี่ยนโจวแค่นเสียงหึออกมาครั้งหนึ่ง เดิมทีเขาอยากจะพูดออกไปว่า “ก็แค่ผู้ช่วยพิเศษคนหนึ่งไม่ใช่หรือไง”

แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก เขากลับต้องเงียบงันไปเสียอย่างนั้น

เธอเป็นเพียงแค่ผู้ช่วยพิเศษจริงน่ะหรือ?

แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่

ทว่าหากจะถามว่าเจียงอวิ๋นซีนับเป็นตัวอะไรนั้น คำถามนี้กลับทำให้เขาถึงกับงุนงงไปเลย

เจียงอวิ๋นซีคอยวิ่งตามหลังเขามาตั้งแต่อายุห้าขวบ ตลอดหลายปีมานี้ เธอเปรียบเสมือนเงาตามตัวของเขามาโดยตลอด

เขาเพลิดเพลินกับการถูกเธอเฝ้าติดตามอย่างสบายอกสบายใจ ยามอารมณ์ดีก็เหลียวหลังกลับไปมองเธอสักแวบหนึ่ง ยามอารมณ์ไม่ดีก็ทำตามใจชอบโดยไม่สนใคร

เพราะถึงยังไงเธอก็ไม่มีวันไปจากตนอยู่แล้ว

“เธอถามเรื่องนี้ไปทำไมกัน อยากให้ฉันมอบตำแหน่งฐานะอะไรให้งั้นเหรอ?”

น้ำเสียงของฟู่เยี่ยนโจวแฝงแววเยาะหยัน

เจียงอวิ๋นซีรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อเอ่ยถามคำนี้ออกไป ทว่ากลับได้รับคำตอบรับเช่นนี้กลับมา

เธอพลันรู้สึกว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี

“เซ็นชื่อซะ นายโยกโย้ปฏิเสธไปเรื่อย หรือว่าเป็นเพราะอาลัยอาวรณ์ฉันกันแน่? แล้วแม่แฟนเด็กคนนั้นของนายรู้เรื่องหรือเปล่าล่ะ?”

“ไม่ต้องมาใช้วิธีพูดจาประชดประชันประชดให้โมโหหรอก เธออยากจะไปก็ไปเลย”

ฟู่เยี่ยนโจวหยิบปากกาขึ้นมา พลางเซ็นชื่อของตัวเองลงไป

“ไปจัดแจงส่งมอบงานสำคัญกับสวีเจ๋อซะ อย่าให้เรื่องส่วนตัวของเธอคนเดียวมาทำเรื่องใหญ่ของบริษัทฉันเสียเรื่อง”

“ได้สิ”

เจียงอวิ๋นซีหยิบใบลาออกขึ้นมา ก่อนจะหันหลังเดินออกไปทางข้างนอก

ท่าทางที่เป็นการเป็นงานเช่นนี้ ทำให้ฟู่เยี่ยนโจวหงุดหงิดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

เขาเอ่ยเสียงเข้มว่า

“เจียงอวิ๋นซี เธอคิดดูให้ดีๆ ก็แล้วกันนะ ก้าวเท้าออกจากประตูบานนี้ไปแล้ว วันข้างหน้าอย่าได้หวังว่าจะได้กลับมาที่ฟู่ซื่ออีกเลย!”

สิ่งที่ตอบกลับเขามา มีเพียงเสียงปิดประตูอย่างหนักหน่วงของเจียงอวิ๋นซี

ฟู่ซื่อ มันไม่มีที่ทางสำหรับเธอตั้งนานแล้ว

“พี่อวิ๋นซีคะ...”

เพิ่งจะเดินพ้นออกมา อันซีก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าเจียงอวิ๋นซีเอาไว้ทันที

บนใบหน้าเล็กๆ อันน่าทะนุถนอมของเธอเต็มไปด้วยความร้อนใจ “พี่จะลาออกจากบริษัทไม่ได้นะคะ บริษัทกำลังต้องการพี่ เมื่อวานตอนที่พี่ไม่อยู่ ความร่วมมือก็เกิดปัญหาขึ้นมาหมดแล้ว พี่อยู่ต่อเถอะนะคะ!”

“ฉันลาออกเรียบร้อยแล้วล่ะ”

“ที่พี่ผิดใจกับประธานฟู่ เป็นเพราะฉันหรือเปล่าคะ...ถ้าอย่างนั้นฉันเป็นฝ่ายลาออกเองก็ได้ค่ะ พี่อย่าไปเลยได้ไหม?”

เจียงอวิ๋นซีมีสีหน้าเรียบเฉย “หลีกไป”

“พี่อวิ๋นซีคะ ถือว่าฉันขอร้องพี่แล้ว พี่อย่าระหองระแหงกับประธานฟู่เพราะฉันเลยค่ะ ทำแบบนี้ฉันจะรู้สึกผิดมากจริงๆ...”

อันซีละล่ำละลักพลางยื่นมือไปเหนี่ยวรั้งมือของเธอไว้

พนักงานจำนวนไม่น้อยที่อยู่ด้านนอกต่างก็มองตรงมาทางนี้แล้ว

เจียงอวิ๋นซีไม่คุ้นชินกับการถูกคนเยอะขนาดนี้มองราวกับเป็นตัวตลก เธอจึงพยายามสะบัดตัวออกเล็กน้อย

ทว่าอันซีกลับเกาะกุมพันธนาการเอาไว้แน่นเหลือเกิน

“ปล่อยนะ”

เจียงอวิ๋นซีสะบัดมือออกด้วยความรู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง ร่างอันบอบบางของอันซีพลันถลาล้มไปด้านข้างอย่างแรง ก่อนจะกระแทกเข้ากับเครื่องพิมพ์เอกสารอย่างจัง

“โอ๊ย!”

เธอกุมท่อนแขนของตัวเอง พลางลงไปนั่งกองอยู่บนพื้น

ตรงบริเวณท้องแขนปรากฏรอยแผลครูดเป็นทางยาวจนมีเลือดซึมออกมา

“อันซี!”

ประตูทางด้านหลังถูกใครบางคนผลักเปิดออก ฟู่เยี่ยนโจวสาวเท้าก้าวยาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าถึงตัว ยื่นมือเข้าประคองอันซีที่อยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นมา

นัยน์ตาอันเฉียบคมของเขาตวัดมองมาที่เจียงอวิ๋นซี

“ในใจเธอมีความโกรธเคือง ระบายอารมณ์ใส่ฉันยังไม่สาแก่ใจอีกหรือไง ถึงต้องพาลไปลงที่อันซีด้วย?”

“ฉันไม่ได้ทำนะ เป็นเธอเองที่ดึงดันจะมาฉุดรั้งฉันไว้”

เจียงอวิ๋นซีจ้องมองเขาด้วยท่าทีนิ่งเฉย “ฟู่เยี่ยนโจว นายรู้จักฉันมาตั้งหลายปีขนาดนี้ ในสายตาของนาย ฉันเป็นคนใจคอคับแคบที่ชอบพาลใส่คนอื่นขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“ฉันเชื่อแค่สิ่งที่ตาตัวเองมองเห็นเท่านั้น!”

อันซีกอดแขนของฟู่เยี่ยนโจวเอาไว้แน่น “ไม่ใช่แบบนั้นนะ เยี่ยนโจว พี่อวิ๋นซีไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ เป็นเพราะฉันอยากรั้งให้เธออยู่ต่อเอง...”

“ไม่จำเป็นต้องไปรั้งหล่อนไว้ ปล่อยให้หล่อนไสหัวไปซะ!”

“แต่ว่าพี่อวิ๋นซีทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยพิเศษให้คุณมาตั้งหลายปีเลยนะคะ...”

“ก็แค่ผู้ช่วยพิเศษคนหนึ่ง ใช่ว่าจะไม่มีคนอื่นมาทำแทนได้เสียเมื่อไหร่”

งั้นรึ?

ที่แท้แล้วเธอเป็นเพียงแค่คนที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ และใครหน้าไหนก็สามารถเข้ามาแทนที่ได้เสมองั้นสิ?

“ฟู่เยี่ยนโจว ไอ้ชาติหมาเอ๊ย!”

หน้าประตูลิฟต์พลันมีเสียงตวาดลั่นดังขึ้นมาระลอกหนึ่ง

เซี่ยเชียนหลานสวมชุดสูทสไตล์ชาแนล วิ่งพุ่งเข้ามาโดยไม่สนภาพลักษณ์ คว้าตัวเจียงอวิ๋นซีดึงไปไว้ข้างหลัง ชี้ไปที่จมูกของฟู่เยี่ยนโจวแล้วเริ่มด่าทออย่างรุนแรง

“คำพูดเมื่อครู่ของแก ถ้าแน่จริงก็พูดออกมาอีกครั้งสิ!?”

“แกเอ่ยคำพูดแบบนี้ออกมา ไม่กลัวฟ้าผ่าตายรึไง! ฟู่เยี่ยนโจว แกมันสารเลวจนลืมไปแล้วเหรอว่าตอนที่แกเข้ามารับช่วงกิจการฟู่ซื่อใหม่ๆ ยุ่งมากเสียจนหัวหมุน เป็นใครกันแน่ที่อยู่เคียงข้างแกทั้งกลางวันกลางคืน?!”

“ตอนที่แกโหมงานหนักจนโรคกระเพาะกำเริบแล้วมานอนสำออยอยู่ที่นั่นตอนกลางดึก เป็นใครกันฮะที่คอยเฝ้าแกอยู่ทั้งคืน ทั้งคอยรับใช้ประคบประหงม ต้มโจ๊กทำกับข้าวให้แก?!”

“พี่น้องปัญญาอ่อนพวกนั้นของแกเอาแต่พูดคำว่า ‘พี่สะใภ้’ ติดปากอยู่ทุกวัน แกกลับไม่คัดค้านเลยสักแอะ ตอนนี้เพื่อยัยแอ๊บแบ๊วตาใสคนนี้กลับเริ่มขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์กับซีเป่าแล้วเหรอ!?”

“แม่งเอ๊ย สิบเก้าปีเชียวนะ! ซีเป่าเธอคอยปรนนิบัติเอาใจใส่แกมาสิบเก้าปีแล้ว!”

“สิบเก้าปีนะ ไม่ใช่สิบเก้าวัน แล้วก็ไม่ใช่สิบเก้าเดือนด้วย! ฟู่เยี่ยนโจว แกเสวยสุขจากความรักที่ซีเป่าทุ่มเทให้แกอยู่ฝ่ายเดียวมาตั้งสิบเก้าปีได้อย่างหน้าตาเฉย วันนี้แกทำกับเธอแบบนี้ จิตสำนึกของแกไม่เจ็บปวดบ้างหรือไง?!”

หลังจากที่เซี่ยเชียนหลานระเบิดอารมณ์ออกมายกหนึ่ง ห้องทำงานทั้งชั้นก็เงียบกริบ

ฟู่เยี่ยนโจวมองไปยังเจียงอวิ๋นซี

เธอเองก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน แววตาสั่นไหวเล็กน้อย

คำพูดของเซี่ยเชียนหลาน แทงเข้าไปถึงส่วนลึกที่สุดภายในจิตใจของเธอ นั่นคือคำพูดที่เธออยากจะถามมาโดยตลอดแต่กลับพูดไม่ออก

ฝ่ามือของฟู่เยี่ยนโจวกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย

เขาดึงอันซีเข้ามาข้างกายของตัวเองเล็กน้อย

“เป็นฉันที่ไปอ้อนวอนขอให้เจียงอวิ๋นซีมาคอยเอาอกเอาใจฉันงั้นเหรอ? ฉันไม่เคยยอมรับเลยว่าเธอคือว่าที่คุณนายฟู่!”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • รักนี้สายไป คุณหนูเจียงไม่มีวันให้อภัย   บทที่ 30

    เจียงอวิ๋นซีไม่ลังเลเลยสักนิด “ก็ต้องช่วยคุณอยู่แล้วค่ะ!”“จริงเหรอ?” ฉินสือวั่งยกมุมปากขึ้น “เมื่อครู่เห็นคุณนั่งเหม่ออยู่ในรถ ผมนึกว่าคุณเป็นห่วงว่าฟู่เยี่ยนโจวจะโดนผมซัดเสียอีก”“ฉันไม่ได้เป็นห่วงเขาหรอกค่ะ แค่นึกถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาน่ะ”เจียงอวิ๋นซีเบนหน้าไปทางหน้าต่างรถ แววตาเหม่อลอยไปชั่วครู่การที่ฟู่เยี่ยนโจวสั่งให้เธอขอโทษอันซีในวันนี้ ทำให้เธอหวนนึกถึงช่วงเวลาที่เคยอยู่เคียงข้างเขามีครั้งหนึ่งลูกค้าคนหนึ่งคิดไม่ซื่อกับเธอ พยายามมอมเหล้าเธอไม่หยุด พอเธอไม่ยอมดื่ม ลูกค้าคนนั้นก็โมโหจนฟิวส์ขาด สาดเหล้าทั้งแก้วรดหัวเธอทันที พร้อมด่าทอว่าเธอไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงตอนนั้นฟู่เยี่ยนโจวก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเขาสั่งให้คนขอโทษโดยสั่งให้เธอเป็นฝ่ายขอโทษลูกค้าตอนนั้นเธอต้องสะกดกลั้นความน้อยเนื้อต่ำใจไว้ แล้วเอ่ยคำขอโทษออกไปเบาๆพอกลับมา เธออดไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาฟู่เยี่ยนโจวกลับพูดจาปัดความรับผิดชอบหน้าตาเฉย “ฉันก็นั่งอยู่ข้างๆ เขาจะทำอะไรเธอได้จริงๆ งั้นเหรอ? อวิ๋นซี เธอน่ะรู้ความมาตลอด ลูกค้ารายนี้สำคัญกับเรามาก ล่วงเกินไม่ได้นะ”ทว่าตอนนี้แค่เธอปาเค้กใส่หัวอั

  • รักนี้สายไป คุณหนูเจียงไม่มีวันให้อภัย   บทที่ 29

    เจียงอวิ๋นซีแทบรักษาสีหน้าไว้ไม่อยู่หลังจากทั้งสองคนเดินออกมาไกลแล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะพูดกระซิบ “ประธานฉิน ทำไมคุณไม่ปฏิเสธล่ะคะ?”“เธอกำลังโหยหาความรักที่สวยงามอยู่นี่นา ผมจะทำลายจินตนาการของเธอลงได้ยังไง”“ต่อจากนี้...คุณอย่าล้อเล่นแบบนี้อีกเลยนะคะ”ได้ยินแบบนั้น รอยยิ้มของฉินสือวั่งก็จางลง“ได้”เจียงอวิ๋นซีก้มหน้าอยู่ จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าความกดอากาศรอบตัวชายหนุ่มต่ำลงเธอเดินเข้าไปในห้องตรวจ พอตรวจเสร็จตามขั้นตอนทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด คือเธอไม่เป็นอะไรเลยจากนั้นก็ไปตรวจแผนกอื่นๆ ต่อผลก็ออกมาปกติดีทุกอย่าง ไม่มีปัญหาอะไรตอนที่เธอออกมา ฉินสือวั่งกำลังพิงกำแพงดูใบตรวจร่างกายของเธอทีละใบปอยผมระหน้าผากทำให้ใบหน้าหล่อเหลานั้น ดูมีความเศร้าสร้อยบางอย่างคนรอบข้างจำนวนไม่น้อยต่างพากันแอบมองเขาเจียงอวิ๋นซีเดินเข้าไป “ประธานฉิน เห็นไหมคะ ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่เป็นอะไร”“อืม แข็งแรงดี อายุยืนเป็นร้อยปีแน่นอน”ฉินสือวั่งเก็บใบตรวจให้เธอ “ไปเถอะ”เจียงอวิ๋นซีเดินตามหลังเขาทั้งคู่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินตรงเข้ามาฟู่เยี่ยนโจวขมวดคิ้วแน่น ท่าทางดูเจ็บป

  • รักนี้สายไป คุณหนูเจียงไม่มีวันให้อภัย   บทที่ 28

    เธอกำลังจะเดินออกมา พอดีกับที่ฉินสือวั่งผลักประตูเข้ามาเขาสวมชุดสูทสั่งตัดสีดำสนิท ไม่ผูกเนคไท กางเกงสแล็คสีเดียวกันเน้นให้เห็นเรียวขายาวดูสมบูรณ์แบบ ท่าทางเย็นชาแฝงไปด้วยความรู้สึกสบายๆ“ประธานฉิน”เจียงอวิ๋นซีคลี่ยิ้ม “ฉันเอาอาหารเช้ามาให้คุณแล้วค่ะ”ฉินสือวั่งเดินเข้ามาใกล้พอเห็นโจ๊กกุ้งที่แพ็คมาอย่างดีบนโต๊ะ เขาก็ทำเสียงจิ๊ในลำคอ“ผู้ช่วยพิเศษเจียงทำโจ๊กได้ประณีตจริงๆ เหมือนซื้อมาจากร้านที่ชั้นล่างตึกเป๊ะเลย บังเอิญจังนะ ทั้งหีบห่อ ทั้งโลโก้บนถุงเหมือนกันทุกอย่าง”“…”เจียงอวิ๋นซีอธิบายว่า “เดิมตั้งใจจะทำมาให้คุณค่ะ แต่เช้านี้เกิดเหตุขัดข้อง โจ๊กหกหมดเลยต้องซื้อมาแทน พรุ่งนี้ฉันจะทำให้คุณทานเองค่ะ”“คุณเป็นอะไรไหม?”“หา?”เจียงอวิ๋นซีถึงได้รู้ตัวว่าเขาเป็นห่วง “ฉันไม่เป็นไรค่ะ แค่โดนรถเฉี่ยว แต่ไม่ได้ชนตัวฉัน กระติกเก็บความร้อนเลยตกพื้นไปเท่านั้นเอง”ของที่เพิ่งซื้อใหม่แท้ๆ น่าเสียดายชะมัดฉินสือวั่งจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันหลังกลับ “ไป”เจียงอวิ๋นซีเดินตามหลังเขา“ไปไหนคะ ประธานฉิน พบลูกค้าเหรอคะ?”ฉินสือวั่งไม่ตอบจนกระทั่งเจียงอวิ๋นซีขึ้นรถไปกับเขา ฉินสือวั

  • รักนี้สายไป คุณหนูเจียงไม่มีวันให้อภัย   บทที่ 27

    เช้าวันถัดมา เจียงอวิ๋นซีตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเริ่มจัดเตรียมอาหารเช้าในตู้เย็นมีผักสดที่เธอเพิ่งซื้อมาเก็บไว้จำนวนไม่น้อย รวมถึงเนื้อหมูไร้มันชั้นดีด้วยเธอเตรียมวัตถุดิบจนพร้อม แล้วลงมือต้มโจ๊กหมูสับหม้อหนึ่ง หลังจากตักใส่กระติกเก็บความร้อนอย่างประณีตระมัดระวัง แล้วก็เดินทางไปบริษัททันทีที่มาถึงแถวบริษัทและกำลังจะเดินข้ามถนน จู่ๆ ก็มีรถแลนด์โรเวอร์คันหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากด้านข้าง แล้วแล่นเฉียดฉิวผ่านตัวเธอไปอย่างแรงเจียงอวิ๋นซีตกใจสะดุ้ง พลันก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งตามสัญชาตญาณตัวเธอไม่ได้รับอันตรายอะไร ทว่ากระเป๋าในมือกลับกระแทกเข้ากับรถแลนด์โรเวอร์จนหลุดปลิวลอยไป ส่งผลให้โจ๊กในกระติกเก็บความร้อนหกเลอะเทอะกระจายเต็มพื้นรถแลนด์โรเวอร์เบรกกะทันหัน จากนั้นคนขับก็เลื่อนกระจกหน้าต่างรถลง แล้วหยิบเงินปึกหนึ่งโยนลงบนพื้น“พวกเรากำลังรีบ นี่เงินที่คุณชายของเราให้คุณ ถือว่าเป็นค่าชดเชยก็แล้วกัน!”เจียงอวิ๋นซีเดินเข้าไปหาช้าๆ ก้มลงเก็บเงินที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา ก่อนจะเดินตรงไปที่หน้ารถแลนด์โรเวอร์คันนั้นคนขับรถกำลังจะเหยียบคันเร่งออกไป ทว่าทันใดนั้นเจียงอวิ๋นซีก็ยกมือขึ้น แล้วฟาดเงิ

  • รักนี้สายไป คุณหนูเจียงไม่มีวันให้อภัย   บทที่ 26

    ฟู่ม่านปิดประตูรถเสียงดังปัง รถมายบัคแล่นจากไปอย่างรวดเร็วอันซียืนนิ่งอยู่ริมถนนอยู่นานโดยไม่ขยับไม่ไกลกันนัก เฉิงเจี่ยนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็เกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา“นิสัยของม่านม่านนี่มันทำร้ายจิตใจคนเกินไปหน่อยนะ ดูๆ ไปอันซีก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวผมไปส่งเธอเองดีกว่า”เฉิงเย่คว้าตัวเขาไว้“อย่าไปยุ่งกับหล่อนเชียว”“เป็นอะไรไปครับพี่ ปกติพี่เป็นสุภาพบุรุษจะตายไม่ใช่เหรอ?”เฉิงเย่หรี่ตาลงเล็กน้อย “อันซีไม่ต้องการให้คนอย่างนายช่วยหรอก ยัยนั่นไม่ใช่คนใสซื่ออย่างที่นายคิดหรอกนะ”“พี่รู้ได้ยังไง?”“ฉันมองคนขาดน่ะสิ อย่างตอนที่ฉันมองปราดเดียวก็รู้เลยว่านายมันไอ้ทึ่มไง แม่นสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะ?”“…”ทำไมจู่ๆ ถึงด่ากันซะงั้นล่ะ?…ฟู่ม่านพาร่างของฟู่เยี่ยนโจวมาส่งที่วิลล่าของเขา หลังจากกำชับป้าจางให้คอยดูแลเขาเป็นอย่างดีแล้ว เธอก็เดินทางกลับฟู่เยี่ยนโจวนอนฟุบบนเตียง มองวิลล่าอันเงียบเหงาอ้างว้าง ในใจพลันรู้สึกว่างเปล่าเหมือนมีบางอย่างขาดหายไปเขาอาศัยฤทธิ์เหล้าล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วกดโทรออกไปยังเบอร์หนึ่งภายในอพาร์ตเมนต์เจียงอวิ๋นซีเพิ่งเตรียมตัวจะพักผ่อ

  • รักนี้สายไป คุณหนูเจียงไม่มีวันให้อภัย   บทที่ 25

    ฟู่ม่านกลอกตาใส่เขาไปทีหนึ่ง“ยุ่งน่า”“ฉันน่ะพูดในฐานะผู้เสียหาย ขอเตือนสติเธอไว้คำหนึ่ง ฉินสือวั่งอันตรายยิ่งกว่าพี่โจวเสียอีก เธออย่าคิดจะเข้าไปใกล้เขาได้ง่ายๆ เชียว”“ขอแค่เขาไม่ได้ตาบอดเหมือนพี่ชายฉันก็พอแล้ว”ฟู่ม่านตวัดสายตามองอันซีที่อยู่ไม่ไกลนัก ความโกรธก็พุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง“ไม่เข้าใจพี่เลยจริงๆ เพื่อนสนิทฉันอย่างหลินมู่หย่าดีกว่ายัยผู้หญิงคนนี้ตั้งเยอะ แต่เขากลับไม่ยอมตกลง”“หลินมู่หย่าน่ะเหรอ?”เฉิงเจี่ยนขมวดคิ้วมุ่น “พอเถอะน่า คราวก่อนตอนไปงานเลี้ยง หล่อนยังพูดจาเหน็บแนมประชดประชันใส่เจียงอวิ๋นซีอยู่เลย ฉันล่ะไม่ชอบยัยนั่นเอาซะเลย”“หุบปากไปเลยนะ เธอชอบพี่ชายฉัน พอเห็นว่ามีผู้หญิงอื่นอยู่ข้างกายพี่ชายฉันแล้วจะรู้สึกไม่พอใจ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือไง ผู้ชายอย่างพวกนายจะไปเข้าใจอะไร!”เฉิงเจี่ยนยักไหล่แล้วหุบปากเอาเถอะ เขาไม่เข้าใจก็แล้วกันแต่เขามีสามัญสำนึกปกติ แยกแยะดีชั่วออกก็พอหลังจากคุยกับเฉิงเย่ ฟู่เยี่ยนโจวก็แทบไม่ได้พูดอะไรอีกเลย เขาไม่สนใจอันซีที่นั่งอยู่มุมห้อง เอาแต่ดื่มเหล้าแก้วแล้วแก้วเล่าจนกระทั่งงานเลิก เขาก็เมามายจนแทบไม่ได้สติแล้

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status