Share

บทที่ 2

Author: เหล่าจูจับปลา
ไม่นานน้าชายก็ตอบข้อความกลับมา

“อาชวน ยินดีต้อนรับนะ ที่บ้านมีที่สำหรับนายกับแม่เสมอ ตั๋วเครื่องบินของนายกับแม่ น้าจองไว้ให้เรียบร้อยแล้ว”

เมื่ออ่านข้อความ ขอบตาของผมก็ยิ่งแดงก่ำ ความขมขื่นแล่นตรงเข้าสู่หัวใจ

หลังจากพ่อเสีย แม่ต้องรับงานถึงสิบงานเพียงลำพังเพื่อเลี้ยงดูผมกับเจียงหลีเซิง

ต่อมาพอสวี่อวิ๋นเจิงถูกพ่อแม่ไล่ออกจากบ้าน แม่ก็ต้องดูแลพวกเราสามคน

จนกระทั่งไม่นานมานี้ แม่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะปานกลาง

ทุกวันแม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วย

พอนึกถึงแม่ที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ผมก็เช็ดน้ำตาแล้วเตรียมตัวไปโรงพยาบาล

จู่ ๆ ก็มีเสียงแสดงความยินดีดังขึ้นจากข้าง ๆ หลายเสียง

“คุณหนูเจียงประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ถ้าพ่อแม่เธอได้เห็น ต้องดีใจและภูมิใจมากแน่ ๆ!”

“คนนี้คือคู่หมั้นของเธอเหรอ?”

เจียงหลีเซิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนชี้มาทางผมแล้วอธิบายให้พวกเขาฟัง ส่วนพวกผู้ชายวัยเดียวกันที่อยู่ข้าง ๆ ต่างมองผมทั้งด้วยความอิจฉาและริษยา

สวี่อวิ๋นเจิงแซวพลางเบียดเข้ามาหาผม “อาชวน สายตานายดีจริง ๆ ยัยนี่ก็รู้ความเหมือนกันนะ!”

ผมถอยห่างจากเขาอย่างเย็นชา

วินาทีต่อมา เสียงของเจียงหลีเซิงก็ดังขึ้นจากข้าง ๆ

“คู่หมั้นของฉันเป็นคนจิตใจดี เพื่อเพื่อนสนิทของเขา เขายกโควตาเข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องสอบให้เพื่อน แล้วเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง”

ชั่วขณะนั้น ผมรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่ากลางหัว ลำคอเหมือนถูกบีบไว้แน่น

โควตาเข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องสอบงั้นเหรอ?

ไม่ใช่ว่าผมไม่ผ่านการคัดเลือกหรอกเหรอ?

แล้วทำไมถึงยกให้สวี่อวิ๋นเจิงล่ะ?

ผมจ้องสวี่อวิ๋นเจิงอย่างตะลึงงัน เขารีบอธิบายแก้ตัว แต่ยิ่งกลบเกลื่อนกลับยิ่งมีพิรุธ

“เอ่อ อาชวน ไม่ใช่อย่างนั้นนะ เซิงเซิงแค่เผลอพูดหลุดปาก...”

คำพูดของเขาครั้งนี้ฉุดผมลงสู่นรกโดยสิ้นเชิง

ที่แท้ผมก็ได้โควตาเข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องสอบจริง ๆ

ที่แท้สิ่งที่ผมอดหลับอดนอนอ่านหนังสือและจดโน้ตทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้แม่สบายใจ จนแทบอยากเรียนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น

การที่ผมเหนื่อยจนเป็นลมกลางดึกในหอพัก แม้แต่ตอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลก็ยังถือหนังสือท่องจำ ทั้งหมดนั้นไม่ได้สูญเปล่า

“เจียงหลีเซิง! เธอเอาโควตาเข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องสอบของฉันไปให้สวี่อวิ๋นเจิงใช่ไหม?!”

ผมแทบจะตะโกนประโยคนี้ออกมา

คนรอบข้างได้ยินก็ต่างตกใจและพากันซุบซิบขึ้นมา

สวี่อวิ๋นเจิงทนเสียงซุบซิบเหล่านั้นไม่ไหว ใบหน้าแดงก่ำ ก่อนจะกัดฟันวิ่งออกไป

เจียงหลีเซิงเป็นห่วงจนคิดจะตามเขาไป แต่ผมขวางเธอไว้แน่น

“ฉันต้องการคำอธิบาย!”

เธอขมวดคิ้วแน่น แต่ยังพยายามข่มอารมณ์แล้วพูดขึ้น

“ใช่ ฉันยกให้สวี่อวิ๋นเจิงเอง เขาเรียนไม่เก่ง ฉันอยากเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับเขา”

“ยังไงนายก็เรียนเก่งอยู่แล้ว ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด ก็แค่เรียนเตรียมสอบใหม่อีกปีไม่ใช่หรือไง?”

“หลีกหน่อย อวิ๋นเจิงดูท่าทางไม่ค่อยโอเค”

ผมมองแผ่นหลังของเธอที่เดินจากไปอย่างไม่อยากเชื่อ หัวใจราวกับถูกค้อนเหล็กทุบจนแหลกละเอียด

น้ำตาไหลทะลักออกมา ช่วงหลายวันที่ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้โควตาเข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องสอบ

ผมเอาแต่โทษตัวเอง วัน ๆ เอาแต่ร้องไห้

เพราะกลัวแม่เป็นห่วง ทุกครั้งที่เจอแม่ ผมจึงต้องสวมหน้ากากหนาหนักเอาไว้

ถึงขั้นเคยเบื่ออาหารและอาเจียน จนมีภาวะวิตกกังวลกระสับกระส่าย

แต่ตอนนี้ เธอกลับบอกผมว่าทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก

ผมทนรับไม่ไหวอีกต่อไป จึงเรียกแท็กซี่ทั้งที่ใจลอยไร้เรี่ยวแรง พยายามรวบรวมสติและจัดการอารมณ์ ก่อนจะไปหาแม่ด้วยใบหน้าซีดเซียว

พอแม่เห็นผม สีหน้าก็เต็มไปด้วยความดีใจ

“อาชวน ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นยังไงบ้าง?”

“จริงสิ แล้วเซิงเซิงล่ะ หลายวันนี้แม่ไม่เห็นเธอเลย พวกลูกทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ?”

เมื่อเห็นผมเอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าพูดอะไร ขอบตาของแม่ก็แดงขึ้นมา

“อาชวน แม่เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว ความปรารถนาเดียวของแม่คืออยากเห็นลูกกับเซิงเซิงจดทะเบียนแต่งงานกัน”

“พวกลูก...”

ยังไม่ทันพูดจบ

จู่ ๆ เสียงคุ้นเคยสองเสียงก็ดังมาจากหน้าประตู

“แม่บุญธรรม!”

เจียงหลีเซิงกับสวี่อวิ๋นเจิง คนหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกคนถือเค้ก

ฝ่ายชายก็เพียบพร้อม ฝ่ายหญิงก็งดงาม ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันเหลือเกิน

ผมเห็นรอยดูดสดใหม่ตรงลำคอของทั้งคู่

ท้องไส้ผมปั่นป่วนขึ้นมาทันที สีหน้าก็เคร่งลงในพริบตา

“พวกเธอมาทำอะไร?”

เจียงหลีเซิงยิ้มพลางจับมือผมไว้

“วันนี้วันเกิดแม่บุญธรรม ฉันเลยพาอวิ๋นเจิงมาฉลองวันเกิดให้แม่น่ะสิ”

แม่ยิ้มจนหุบไม่ลง รีบจับมือทั้งสองคนอย่างเอ็นดู พลางพูดกำชับฝากฝังกับพวกเขาไม่หยุด

ระหว่างที่แม่กำลังพูดอยู่ จู่ ๆ ผมก็สังเกตเห็นแหวนคู่ที่สวมอยู่บนนิ้วกลางของทั้งสองคน

ลมหายใจผมชะงักวูบ ผมลนลานคิดจะห้ามไว้

แต่ไม่ทันแล้ว

แม่ชะงักไปทั้งตัว ก่อนจะถามด้วยเสียงสั่นเครือ

“อวิ๋นเจิง ทำไมนายกับเซิงเซิงถึงใส่แหวนคู่กัน?”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • รักมอดเหลือเพียงเถ้า ไม่เห็นธาตุแท้คนเลว   บทที่ 9

    แต่ยิ่งฟังต่อไป ใจผมก็ยิ่งเต้นระทึกด้วยความหวาดหวั่น“แต่อาชวน ฉันเต็มใจนะ ฉันรู้ว่านายเกลียดฉันที่ฉันฆ่าแม่บุญธรรม ต่อให้เมื่อเดือนก่อนนายบอกให้ฉันเอามีดแทงท้องตัวเอง ฉันก็ยอม”“หนึ่งสัปดาห์ก่อน นายให้ฉันกระโดดลงมาจากตึก แต่ฉันไม่ตาย มีคนช่วยฉันไว้”“สามวันก่อน นายให้ฉันขับรถไปชน ฉันก็ยังไม่ตายอีก อาชวน นายอย่าโกรธนะ ครั้งหน้าฉันจะทำให้สำเร็จให้ได้”ผมรู้สึกชาวาบไปทั้งหนังศีรษะ ก่อนจะโพล่งออกมา“เจียงหลีเซิง! เธอบ้าไปแล้วเหรอ! นั่นไม่ใช่ฉัน!”“ฉันอยู่ที่ประเทศ M มาตลอด!”ทันทีที่ได้ยินเสียงตอบกลับ ดวงตาของเจียงหลีเซิงก็ขยับไปมาเล็กน้อย“อาชวน ฉันหูแว่วไปหรือเปล่า?”ผมพูดโต้แย้งกับเธออย่างจริงจัง“เจียงหลีเซิง เธอป่วยแล้ว ต้องไปหาหมอเดี๋ยวนี้!”แต่เธอกลับดึงผมเข้าไปกอดไว้แน่นน้ำตาของเธอไหลจนเปียกชุ่มไหล่ผม“อาชวน ในที่สุดนายก็ยอมคุยกับฉันแล้ว ขอโทษนะ ขอโทษ ฉันผิดไปแล้วจริง ๆ เรื่องเมื่อสามปีก่อน...”ตอนนั้นเองผมถึงรู้ว่าเจียงหลีเซิงกำลังแกล้งทำความรู้สึกเหมือนถูกปั่นหัวพลุ่งขึ้นมาในใจผมผลักเธอออกด้วยความรังเกียจ“ไสหัวไป”“ฉันกับเธอไม่เกี่ยวข้องกันอีกแล้ว”แต่เธอก

  • รักมอดเหลือเพียงเถ้า ไม่เห็นธาตุแท้คนเลว   บทที่ 8

    สวี่อวิ๋นเจิงกำลังจะกรีดร้องขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกตีจนหมดสติ ก่อนจะถูกโยนขึ้นรถบรรทุกประตูรถถูกล็อกแน่น ศีรษะของเขามึนงงอย่างหนัก ทั้งร่างมีอาการราวกับถูกวางยานอนหลับ“เจียงหลีเซิง! ปล่อยฉันนะ! เธอจะพาฉันไปไหน! อย่าหวังว่าฉันจะยอม!”ทว่าเจียงหลีเซิงกลับลงมือล็อกประตูขังเขาไว้ด้วยตัวเองเธอมองเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของสวี่อวิ๋นเจิงก่อนจะเอ่ยออกมาเงียบ ๆ เพียงประโยคเดียวแม่บุญธรรม หนี้ชีวิตของแม่ ฉันให้เขาชดใช้คืนให้แล้วนะสามปีต่อมา ผมเรียนจบจากซูเต๋อฮวาเอ่อร์ สถาบันการศึกษาชั้นนำระดับสูงสุดของประเทศ M แล้วเดินทางกลับประเทศตลอดสามปีที่ผ่านมา นอกจากเรียนวิชาเอกแล้ว ผมยังเรียนเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาเสริมด้วยแม้แต่ช่วงวันหยุด ผมก็ไม่กล้าผ่อนคลายตัวเองแม้แต่น้อยผมกลัวเหลือเกินว่าทันทีที่หยุดลง ภาพของแม่ก่อนเสียชีวิตจะผุดขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าน้าชายเป็นห่วงผม จึงตั้งใจพาผมไปที่บริษัทของเขา ค่อย ๆ สอนให้ผมเรียนรู้การบริหารทีละขั้นตอนหลังจากทำโปรเจกต์ใหญ่มากกว่าสิบงาน ผมก็สามารถจัดการงานต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วเต็มที่แล้วครั้งนี้ที่ผมกลับประเทศ ก็เพื่อท

  • รักมอดเหลือเพียงเถ้า ไม่เห็นธาตุแท้คนเลว   บทที่ 7

    ประโยคสุดท้ายราวกับลูกศรอาบยาพิษที่พุ่งปักกลางหัวใจของเจียงหลีเซิงเธอจ้องประโยคนั้นอย่างเหม่อลอย สมองว่างเปล่า ร่างทั้งร่างสั่นเทาอย่างรุนแรงตายอะไรกัน? แม่บุญธรรมเพิ่งผ่าตัดเสร็จไม่ใช่เหรอ? เมื่อไม่กี่วันก่อนหมอยังบอกว่าผลการรักษาดีอยู่เลยไม่ใช่หรือไง?ทั้งที่สวี่อวิ๋นเจิงถูกแม่บุญธรรมตบจนสมองกระทบกระเทือน แล้วทำไมคนที่ตายถึงเป็นแม่บุญธรรม?เธอลนลานวิ่งเซออกจากห้องนอนมายังห้องรับแขก แล้วรีบโทรหาหมอหลิว แพทย์เจ้าของไข้ของแม่บุญธรรม“หมอหลิว! แม่บุญธรรมของฉันยังมีชีวิตอยู่... ใช่ไหมคะ?”เสียงไม่พอใจของหมอหลิวดังมาตามสาย“คุณยังรู้อยู่อีกเหรอว่าเธอเป็นแม่บุญธรรมของคุณ! ตอนเธอเสียชีวิตเมื่อสามวันก่อน ลูกชายของเธอร้องไห้ตามหาคุณเพื่อขอความช่วยเหลือ แล้วทำไมคุณถึงหลอกพยาบาลให้ไปช่วยผู้ชายอีกคนที่ไม่ได้เป็นอะไรเลย!”“ช่วงเวลาที่จะช่วยชีวิตคนไข้ผ่านไปนานแล้ว เพราะถูกถ่วงเวลาจนเธอต้องตายอยู่ในอ้อมกอดของลูกชายตัวเอง!”“แล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลของเรา คุณจะชดใช้ยังไง!”เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทีละชั้นอย่างหมดเปลือกต่อหน้าเจียงหลีเซิงหัวใจของเธอก็แตกสลายไปทั้งดวงโทรศัพ

  • รักมอดเหลือเพียงเถ้า ไม่เห็นธาตุแท้คนเลว   บทที่ 6

    มือของเจียงหลีเซิงที่กำลังพิมพ์ข้อความชะงักค้างอยู่กลางอากาศนิ้วมือของเธอค่อย ๆ สั่นอย่างรุนแรง เส้นเอ็นและข้อนิ้วแต่ละข้อเริ่มปวดขึ้นมาเล็กน้อยซ่งหลิ่นชวนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนปกติต่อให้ทั้งคู่โกรธกันแค่ไหน เขาก็แค่ร้องไห้โวยวายแล้วเรื่องก็จบลงแต่วันนี้กลับผิดไปจากนิสัยของเขาอย่างสิ้นเชิงเจียงหลีเซิงเริ่มร้อนใจ เธอรีบโทรแจ้งตำรวจทันทีตำรวจรับปากว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ออกไปช่วยตามหาแต่เจียงหลีเซิงไม่เชื่อใจพวกตำรวจ เธอจึงขับรถออกตามหาตั้งแต่บริษัทตระกูลเจียงไปจนถึงบ้านตระกูลเจียงทว่าทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ภาพตรงหน้าก็ทำให้เธอตะลึงค้างเธอลากขาที่หนักอึ้งราวกับมีของหนักนับพันชั่งถ่วงไว้ ก้าวเข้าไปในห้องรับแขกเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างยังอยู่ครบ แต่รูปถ่ายครอบครัวที่วางอยู่ด้านหลังโทรทัศน์กลับถูกฉีกจนขาดวิ่นรูปของสวี่อวิ๋นเจิงถูกฉีกแยกออกไปต่างหากส่วนซ่งหลิ่นชวนยังอยู่ในรูปกับพ่อแม่ของเขาทว่าใบหน้าของเจียงหลีเซิงกลับถูกกรีดด้วยมีดนับครั้งไม่ถ้วน ราวกับคนลงมือระบายความเกลียดชังทั้งหมดลงบนรูปของเธอแม้แต่ใบหน้าของเธอก็ยังถูกปากกาหมึกดำขีดทับจนมิดส่วนร่างในรูปถูกฉีกจนแหลก

  • รักมอดเหลือเพียงเถ้า ไม่เห็นธาตุแท้คนเลว   บทที่ 5

    ภายในห้องผู้ป่วย เจียงหลีเซิงตักซุปกระดูกที่เคี่ยวนานกว่าสิบชั่วโมงป้อนถึงปากสวี่อวิ๋นเจิงแต่เขากลับปัดช้อนทิ้ง ก่อนจะตำหนิเธอด้วยสีหน้าผิดหวังระคนขัดใจ“เซิงเซิง สามวันแล้วนะ ทำไมเธอยังไม่ไปหาอาชวนอีก โทษฉันเอง ถ้าตอนนั้นฉันไม่ยอมให้เธอมายั่วฉัน เรื่องคงไม่กลายเป็นแบบนี้ อาชวนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน แม่บุญธรรมก็ดีกับพวกเราขนาดนั้น แต่เธอกลับหักหลังพวกเขาแบบนี้ มันไม่ถูกเลย!”พูดจบ สวี่อวิ๋นเจิงก็ก้มหน้าลง ขอบตาแดงก่ำ ดูราวกับหมาป่าแสนเชื่องตัวหนึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อน เจียงหลีเซิงคงปวดใจและใจอ่อนยวบไปนานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้พอเห็นเขาเป็นแบบนี้ ในใจกลับเกิดความหงุดหงิดและรำคาญขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุเธอมองรอยแดงจากแผลลวกบนแขน ก่อนจะนึกถึงสมัยเรียนขึ้นมาตอนนั้นเธอมักมีเรื่องชกต่อยกับพวกอันธพาลนอกโรงเรียน คอยจัดการพวกคนพาล รอยแผลเป็นบนร่างกายจึงเพิ่มขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนเธอชินเสียแล้วแต่ทุกครั้งที่เธอชินชาจนแทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดซ่งหลิ่นชวนมักจะขอบตาแดง จมูกแดงก่ำ พยายามกลั้นเสียงสะอื้นพลางดุเธอ“เจียงหลีเซิง! เธอช่วยห่วงตัวเองหน่อยได้ไหม จำไว้นะ! พ่อฉันเป็นค

  • รักมอดเหลือเพียงเถ้า ไม่เห็นธาตุแท้คนเลว   บทที่ 4

    เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!ยังไม่ทันที่ผมจะคิดต่อ เธอก็มีสีหน้าหลงใหล มือใหญ่ลูบไล้ใบหน้าและลำคอของผม ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนต่ำลงไปผมตกใจจนเสียงสั่นเทา“ซูเหยียน! เธอไม่กลัวติดคุกหรือไง! คู่หมั้นของฉันคือเจียงหลีเซิงนะ!”พอซูเหยียนได้ยินชื่อนี้ รูม่านตาก็หดวูบ ก่อนจะตบเข้าที่แก้มทั้งสองข้างของผมอย่างแรงผมถูกตบจนแก้วหูแทบทะลุ เลือดไหลซึมออกจากหูแต่เธอกลับยิ้มอย่างวิปริตจนน่ากลัว“อาชวน นายเป็นของฉัน เจียงหลีเซิงมีอะไรดีนักหนา นายยังไม่รู้สินะ สวี่อวิ๋นเจิงกับเธอจูบกันต่อหน้าพวกเรามาตั้งนานแล้ว!”ผมชะงักงัน การดิ้นขัดขืนหยุดลงทันทีที่แท้แม้แต่คำสารภาพนั้น ก็ยังเป็นเรื่องโกหกเมื่อเห็นผมเหมือนยอมนอนนิ่ง ซูเหยียนก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง พยายามถอดเสื้อผ้าของผม ผมดิ้นสุดแรง จนกระทั่งแทบจะสิ้นหวังเจียงหลีเซิงก็พาคนถีบประตูบุกเข้ามาซูเหยียนถูกบอดี้การ์ดจับตัวไว้ เจียงหลีเซิงจึงคว้ารองเท้าส้นสูงขึ้นมาฟาดลงไปอย่างแรงราวกับไม่คิดชีวิตเลือดกระเซ็นเปื้อนใบหน้าของเจียงหลีเซิง จนกระทั่งซูเหยียนหมดสติไปเธอถึงได้กอดผมแน่นด้วยความหวาดผวา เสียงสั่นเครือ“ไม่เป็นไรแล้วนะ อาชวน ฉันมาแล้ว ไม่ต้องก

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status