Mag-log inวันที่สามของทริปท่องเที่ยวหลังเรียนจบ ในที่สุดกล้องของเธอ ซึ่งเป็นเพื่อนรักวัยเด็กก็จ่อมาที่ผมสักที ทว่าถ่ายไปได้เพียงไม่กี่นาที คิ้วสวยของเธอก็ขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจพร้อมกับหยุดการบันทึกภาพ “ไม่มีรูปไหนใช้ได้เลยสักรูป” เพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “เอ๋? ตอนเธอถ่ายเจี่ยงจือเหย่ แค่ยกกล้องถ่ายส่ง ๆ ยังออกมาสวยปังทุกรูปเลยนี่นา” ผมกลืนก้อนความขื่นขมลงคออย่างยากลำบาก ซูหยู่เมี่ยววางกล้องในมือลง แล้วหันมาพูดกับผม “พอแล้ว ไม่ถ่ายแล้ว” “อินเนอร์นายมันไม่ได้ ถ่ายยังไงก็ออกมาเหมือนเดิมนั่นแหละ” พูดจบ เธอก็คว้ามือเด็กสาวที่กำลังถือกล้องอยู่ข้างทางคนหนึ่งมา “นี่เพื่อน ช่วยถ่ายรูปให้เขาหน่อยสิ สักพักเดี๋ยวฉันมาจ่ายเงินให้” ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะตอบรับ ซูหยู่เมี่ยวก็อุ้มกล้องวิ่งตรงไปหาเจี่ยงจือเหย่เสียแล้ว ยามที่เลนส์กล้องจดจ่อไปที่เจี่ยงจือเหย่ ปมที่ขมวดมุ่นบนคิ้วของเธอก็คลายออก พร้อมปรากฏรอยยิ้มพรายบนมุมปากทันที “หันหลังกลับมาแล้วก้มหน้าลงนิดหนึ่ง ใช่แบบนั้นแหละ หล่อมาก...” ผมยืนมองการถ่ายภาพที่เข้ากันได้ดีของทั้งคู่อย่างตะลึงงัน แล้วจู่ ๆ ก็หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตอันยาวนานขึ้นมา ผมเคยเอ่ยถามซูหยู่เมี่ยวว่า “ทำไมเธอถึงถ่ายรูปฉันออกมาดูดีได้ขนาดนี้ตลอดเลยล่ะ?” ตอนนั้นเธอยิ้มร่าพลางช่วยจัดทรงผมให้ผมอย่างเบามือ “ก็เพราะเลนส์มีความรัก ถ่ายยังไงก็ดูดีไปหมดไงล่ะ” ที่แท้ ตอนนี้ก็แค่หมดรักกันแล้วสินะ ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วกดเปลี่ยนตัวเลือกมหาวิทยาลัย จากเดิมที่เลือกที่เมืองเป่ยเฉิง ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่ซูหยู่เมี่ยวเลือกไว้ เปลี่ยนไปเมืองหนานกั่งที่อยู่ห่างออกไปไกลหลายร้อยไมล์แทน
view moreเดือนกันยายน มหาวิทยาลัยหนานกั่งเปิดต้อนรับนักศึกษาใหม่อีกครั้งผมในฐานะสมาชิกสโมสรนักศึกษามีหน้าที่คอยช่วยต้อนรับและแนะนำเส้นทางอยู่ตรงประตูหน้ามหาวิทยาลัยยามที่เห็นซูหยู่เมี่ยวถือข้าวของพะรุงพะรังเดินเข้ามา ผมยังนึกว่าตัวเองตาฟาดไปเสียอีกซูหยู่เมี่ยวตาเป็นประกาย เธอรีบสับเท้าก้าวฉับ ๆ ตรงเข้ามาหยุดอยู่ต่อหน้าผม“จั๋วหย่วน! ฉันสอบติดมหาวิทยาลัยหนานกั่งแล้วนะ!”เธอรีบควักใบตอบรับเข้าเรียนออกจากกระเป๋า ส่งสายตาเว้าวอนและคาดหวังจ้องมองมาที่ผม“ฉันใช้เวลาหนึ่งปีเต็ม ๆ ในการก้าวเดินมาหานาย นายเห็นถึงความตั้งใจของฉันหรือยัง?”“หลังจากนี้พวกเราก็จะได้อยู่ด้วยกันเหมือนสิบแปดปีที่ผ่านมาแล้วนะ ไม่ต้องแยกจากกัน”เธอชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือและปนเสียงร้องไห้ “ในเลนส์กล้องของฉัน หลังจากนี้จะมีแค่นายคนเดียวเท่านั้น”ผมขมวดคิ้วแน่น พร้อมถอยหลังหนีออกมาก้าวหนึ่ง“เธอจะดั้นด้นตามมาที่หนานกั่งทำไม? ฉันพูดกับเธอชัดเจนมากแล้ว พวกเราไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว”พอคิดว่าหลังจากนี้เธอจะคอยตามปรากฏตัวอยู่ในชีวิตของผม ความหงุดหงิดระอาใจก็พุ่งพรวดขึ้นมาจนฉุดไว้ไม่อยู่สีหน้าของซูหยู่เม
สามเดือนต่อมา ผมกับเจียงเค่ออีก็ได้คบหากันเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมาก ไม่ได้มีพิธีสารภาพรักอลังการงานสร้างอะไรเพียงแค่มีอยู่วันหนึ่งหลังจากกลับมาจากถ่ายรูปนอกสถานที่ ผมเดินไปส่งเธอที่ใต้หอพัก แล้วจู่ ๆ เธอก็เขย่งเท้าขึ้นมาจูบผมเบา ๆผมตะลึงไปหนึ่งวินาที ก่อนจะยิ้มแล้วคว้าเธอเข้ามารวบไว้ในอ้อมกอดทว่าในวันถัดมา ข้อความไลน์ข้อความหนึ่งที่ได้รับ กลับทำลายอารมณ์สดใสของการเพิ่งเริ่มสวีตหวานในฐานะคู่รักลงจนหมดสิ้นเพื่อนมัธยมปลายที่ค่อนข้างสนิทกันคนหนึ่งทักแชตมาถามผม: “จั๋วหย่วน นายเคยบอกว่าแตกหักกับซูหยู่เมี่ยวไปแล้วไม่ใช่เหรอ? พวกนายกลับมาคบกันอีกแล้วเหรอ?”ผมขมวดคิ้วแน่น ส่งสติ๊กเกอร์เครื่องหมายคำถามตอบกลับไปเขาเลยส่งภาพแคปหน้าจอภาพหนึ่งมาให้ในฟีดโซเชียลของซูหยู่เมี่ยว การอัปเดตในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งหมดล้วนเป็นรูปถ่ายและคลิปวิดีโอของผมทั้งสิ้นเพื่อนคนเดิมส่งข้อความมาอีก: “ปกติฉันไม่ค่อยไถฟีดน่ะ วันนี้ไถมาเจอเลยลองย้อนเข้าไปดูถึงได้เห็นพวกนี้น่ะ”เขาแคปภาพส่งมาให้อีกหลายภาพแม้แคปชันประกอบแต่ละโพสต์ของซูหยู่เมี่ยวจะแค่สั้น ๆ แต่มันกลับเลี่ยนและชวนคลื่นไส้จน
ผมกับเจียงเค่ออีแลกคอนแท็กกัน ช่วงที่ผมเพิ่งมาถึงมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ แล้วมีเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าใจ พอทักไปถามเธอ ก็มักจะได้รับการตอบกลับและช่วยแก้ปัญหาให้อย่างทันท่วงทีเสมอสัปดาห์นี้ชมรมถ่ายภาพจะออกไปถ่ายรูปนอกสถานที่กันที่เมืองข้างเคียง แต่ขาดนายแบบอยู่คนหนึ่ง เจียงเค่ออีเลยลองถามผมดูว่าอยากไปเที่ยวด้วยกันไหม[ค่าเดินทางชมรมออกให้ ออกค่าอาหารกลางวันให้ด้วยมื้อนึง]ผมตอบตกลงโดยแทบไม่ได้หยุดคิดเธอเคยช่วยตอบคำถามให้ผมตั้งหลายครั้ง ผมเองก็ควรจะหาโอกาสตอบแทนเธอสักหน่อยตลอดทั้งวันของการถ่ายทำ ทำให้ผมได้รู้จักและเข้าใจตัวตนของเจียงเค่ออีลึกซึ้งยิ่งขึ้นตอนที่เธอสอนสมาชิกใหม่ เธอจะใช้น้ำเสียงพอดิบพอดี ค่อย ๆ แนะนำการปรับตั้งค่ากล้องทีละจุด แนะนำการใช้พร็อปประกอบฉากตอนถ่ายรูปให้สมาชิกที่อาสามาเป็นนายแบบนางแบบ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะรูปร่างหน้าตาแบบไหน หรือจะมีประสบการณ์มาก่อนหรือไม่ เธอไม่เคยขมวดคิ้วใส่เลยแม้แต่ครั้งเดียวผมยืนมองอยู่ข้าง ๆ พลันนึกย้อนไปถึงการพบกันครั้งแรกที่ชายหาดเมื่อตอนฤดูร้อนความรักในเลนส์กล้อง... แท้จริงแล้วสามารถเป็นไปได้หลายรูปแบบไม่ได้มีเพียงความรักแบบคู่รักเท่านั
สุดสัปดาห์ ซูหยู่เมี่ยวเดินทางมาถึงเมืองหนานกั่งเมื่อผมได้รับข้อความจากเธอ ก็ไม่ได้ลังเลที่จะเดินลงมาจากหอพักยังไงก็ต้องพูดคุยและเคลียร์ทุกอย่างให้ชัดเจนเธอยืนรอผมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในมือถือถุงของขวัญมาจำนวนหนึ่งยามที่เห็นหน้าผม ความดีใจก็ฉายชัดขึ้นมาแทนที่ความอ่อนล้าบนใบหน้าของเธอ“จั๋วหย่วนไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”เธอยืนลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะก้าวขาเดินเข้ามาหาผมสองก้าวการไม่ได้เจอกันนานถึงสองเดือน นั่นนับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดที่เราเคยต้องแยกจากกันจริง ๆผมกับซูหยู่เมี่ยวเกิดในห้องคลอดเดียวกัน เรียนรู้วิธีการก้าวเดินมาด้วยกัน เติบโตเรียนหนังสือมาด้วยกัน...เดิมทีผมเคยคิดว่า พวกเราจะได้สร้างครอบครัวด้วยกันเสียอีก“ทำไมล่ะ?”เธอมองผมด้วยสายตาน้อยเนื้อต่ำใจ และเอ่ยทำลายความเงียบผมสบตากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและเสียใจของเธอตรง ๆ“ซูหยู่เมี่ยว เธอจำได้ไหมว่าเธอถ่ายรูปให้ฉันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? ไม่ใช่ตอนทริปท่องเที่ยวจบการศึกษานะ ครั้งนั้นเธอไม่ได้ถ่ายเลยด้วยซ้ำ หมายถึงช่วงก่อนหน้านั้นน่ะ”ซูหยู่เมี่ยวเผยอปากขึ้น พยายามจะตอบอย่างร้อนรนแต่กลับคิดคำตอบไม่ออกผ