LOGINแรกทีเดียวมนสิชาตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อตื่นมาพบว่ามีใครบางคนนอนอยู่ข้างกายตัวเองในสภาพไม่สวมใส่เสื้อผ้า นาทีต่อมาความตื่นตกใจนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นโทสะ เพราะเขาบุกรุกเข้ามาในห้องแถมยังกล้าทำเรื่องแบบนั้นกับเธออีก
ครั้นตั้งสติได้หญิงสาวจึงค่อย ๆ กวาดสายตาไปรอบห้อง ก่อนจะพบว่ากระเป๋าเดินทางที่เปิดกางเอาไว้ เสื้อผ้าที่แขวนอยู่ในตู้ หรือแม้แต่ข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะหน้ากระจกไม่ใช่ของของเธอเลยแม้แต่ชิ้นเดียว กระทั่งห้องพักนี่ก็ไม่ใช่
คนที่ผิดที่ผิดทางคือเธอต่างหาก ไม่ใช่เขาที่เธอกล่าวหา นี่เธอขาดสติถึงขั้นเดินหลงเข้ามาในห้องคนอื่นเลยเหรอ
ไหนจะสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับผู้ชายคนนี้อีก หญิงสาวไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดไม่รู้ว่าอาการปวดร้าวตามร่างกายที่กำลังเผชิญอยู่นั้นมีสาเหตุมาจากอะไร
เจ้าตัวถึงได้ไม่กล้าโวยวายใส่ชายหนุ่มมากไปกว่าการไล่ให้เขาไปรอในห้องน้ำ เพราะที่ที่เธอตื่นขึ้นมาคือเตียงนอนในห้องพักของเขา และเธอเดินเข้ามาเอง
ที่แย่ไปกว่านั้นคือต่อให้เธอเร่งมือแค่ไหนเพื่อจะพาตัวเองออกไปก่อนที่คนนอนข้างกันจะตื่นขึ้นมา แต่กลับไม่มีอะไรเป็นใจให้เธอสักอย่าง ทำไมเธอถึงต้องมาเจอเรื่องบ้าบอแบบนี้ด้วย
•
รู้ทั้งรู้ว่าฝ่ายนั้นไม่ได้ทำอะไรผิด แถมยังอุตส่าห์มีน้ำใจเข้ามาช่วยเหลือตอนเธอพลัดตกเตียง หากมนสิชาก็ยังขับไล่ไสส่งและบอกปัดเขาทุกวิถีทาง เพียงเพราะไม่อยากอับอายไปมากกว่านี้
ขอแค่อีกฝ่ายยอมถอย โอกาสที่เธอจะได้ออกจากห้องโดยที่ไม่ต้องเห็นหน้ากันก็ย่อมมีมากขึ้นมิใช่หรือ
แต่ขึ้นชื่อว่าชีวิต อะไร ๆ มันถึงไม่ง่ายดายขนาดนั้น เมื่ออยู่ ๆ คนที่มนสิชาอยากหลบลี้หนีหน้าแทบตาย ดันเปิดประตูพรวดพราดออกมาทั้งที่หญิงสาวยังจัดการกับเสื้อผ้าตัวเองไม่เรียบร้อย
ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์เท่านั้นที่เธอคว้ามาใส่ได้ทัน ในขณะที่ข้างในยังคงโล่งโจ้ง เพราะหาชุดชั้นในที่ถูกอีกฝ่ายถอดทิ้งไปไม่เจอ
“ม่อน…” มนสิชาถอยกรูดเมื่อรามินทร์สาวเท้าเข้ามาจนเกือบถึงตัว ความตื่นกลัวเมื่อรวมกับความอับจนหนทางจึงถูกขับออกมาเป็นหยาดน้ำที่ค่อย ๆ หยดลงอย่างยากที่เจ้าตัวจะบังคับมัน
ท่าทีของชายหนุ่มก็ดูจะสับสนไม่น้อยไปกว่ากัน เขาถึงได้อยากพูดคุยทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าอีกคนกลับไม่ต้องการรื้อฟื้น ขอให้มันจบแค่ที่เธอเดินออกจากห้องเขา ต่างคนต่างแยกย้ายและทำเหมือนเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น
“ช่างมันได้มั้ย เราไม่ได้…” ท้ายที่สุดแล้วมนสิชาก็ยอมเปิดปาก ด้วยไม่คิดว่าความเงียบจะมีประโยชน์อะไรในสถานการณ์เช่นนี้
“จะช่างมันได้ไง” แต่รามินทร์คงยอมให้ไม่ได้ เขาไม่อาจทนเพิกเฉยและปล่อยให้เรื่องมันผ่านไปทั้งที่ “เราทำเธอเจ็บตัวนะม่อน”
สิ่งที่ชายหนุ่มพ่นออกมาจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ล้วนแล้วแต่ซ้ำเติมให้หญิงสาวยิ่งเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนไม่อยากแม้แต่จะนึกถึง น้ำตาหรือก็เพียรไหลลงมาจนเจ้าตัวต้องคอยเช็ดมันป้อย ๆ
“…ม่อน เรา…” ชายหนุ่มอึกอัก ในขณะที่หญิงสาวตั้งใจเดินหนี เพราะไม่อยากเสียเวลากับเรื่องบ้า ๆ นี่อีกแม้แต่วินาทีเดียว
คนอยากออกจากห้องพยายามกวาดตามองหาอะไรบางอย่าง หากต้องรีบมองเมินเศษซากถุงยางสองสามชิ้นบนพื้นที่ผ่านการใช้งานแล้วไปอย่างรวดเร็ว เพราะมันคือสิ่งที่ตอกย้ำให้ช้ำใจว่าเรื่องเมื่อคืนเธอไม่ได้ฝันไป
หลังเสร็จธุระที่โรงพยาบาล มารดาของชายหนุ่มขอแยกตัวไปเยี่ยมเพื่อนสนิทที่พัทยาต่อ “แม่ไปนะ ดูแลหนูม่อนของแม่ดี ๆ ด้วย” นัยว่าท่านต้องการเปิดโอกาสให้ลูกชายได้ใช้เวลากับแม่ของลูกอย่างเต็มที่ เนื่องจากเย็นนี้ต้องแยกย้ายกันแล้ว กว่าทั้งคู่จะได้เจอกันอีกทีก็ต้องรอถึงวันเสาร์ “ขับรถดี ๆ นะครับคุณนาย” คนเป็นลูกเย้าขึ้นก่อนเปิดประตูรถให้มารดา “ถึงบ้านเพื่อนแล้วโทร. บอกรามด้วย” “จ้า ไว้วันไหนว่าง ๆ แม่มาเยี่ยมหนูใหม่นะลูก ขาดเหลืออะไรกริ๊งกร๊างหาแม่ได้ทุกเวลา หรืออยากกินอะไรเป็นพิเศษก็บอกแม่มาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ คิดซะว่าแม่เป็นแม่ของหนูก็ได้” คุณนายของรามินทร์รับคำลูกชายสั้น ๆ เพียงคำเดียว ในขณะที่กับหญิงสาวข้างกายลูก ท่านกลับแสดงความเป็นห่วงเป็นใยยิ่งกว่าลูกแท้ ๆ แต่ถามว่าเขาอิจฉาไหมก็ไม่ กลับยินดีเสียยิ่งกว่าอะไรที่ได้แบ่งปันความรักส่วนนั้นให้กับมนสิชาด้วย ด้วยความหวังสุดใจว่าความห่วงหาอาทรที่มีให้ จะทลายกำแพงของมนสิชาให้เลิกปิดกั้นตัวเองทั้งจากเขาหรือครอบครัวของเขาได้หมดหัวใจในสักวัน “ขอบคุณนะคะ…คุณแม่” รังรองยิ้มเยื้อนให้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นผู้ใหญ่ใจดีทั่วไป ไม่ได้แสดงออกนอกหน้าว่า
ภายในห้องตรวจของแผนกสูติฯ มนสิชากำลังนอนลืมตามองเพดานสีขาวโดยไม่กล้าสบตากับใครเลย ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอที่กำลังเตรียมความพร้อมให้กับเธอ ด้วยการเลิกชายเสื้อขึ้นและดึงขอบกางเกงลงจนเผยให้เห็นหน้าท้องที่นูนออกมา หรือแม้แต่พ่อของลูกที่ไม่ยอมหลุดโฟกัสไปจากเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับทำอัลตร้าซาวด์สลับกับใบหน้าของเจ้าของท้องนูน ๆ นั่นเลยแม้แต่นิดเดียวอย่างกับกลัวจะพลาดวินาทีสำคัญ คนท้องห้าเดือนต้องสูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อให้จิตใจสงบลง จริงอยู่ที่นัดวันนี้เธอเอ่ยอนุญาตให้รามินทร์ตามเข้ามาเอง หากพอเห็นสายตาที่จับจ้องมองกันไม่วางตาขนาดนี้ทั้งที่เธออยู่ในสภาพค่อนข้างเปิดเผย ก็อดจะประหม่าไม่ได้ตามประสาคนไม่คุ้นเคย “…เห็นน้องมั้ยคะคุณแม่…” ทว่าสุ้มเสียงเจือความอ่อนโยนของคุณหมอที่กำลังเลื่อนหัวตรวจไปมาให้คนในห้องได้เห็นอวัยวะสำคัญ ๆ ของเด็กในท้อง ก็สามารถดึงเธอให้หลุดจากความรู้สึกประหม่าเหล่านั้นได้ในไม่กี่วินาที ก่อนหน้าที่วันนี้จะมาถึง มนสิชาเพียงรับรู้ถึงการมีอยู่ของลูกน้อยด้วยอาการกระตุกที่ท้องของตัวเองเป็นระยะ ๆ เท่านั้น หากแต่ความทันสมัยของเครื่องมือเหล่านี้ ก็ทำให้เธอได้ยลโฉมสิ่งมีชีว
“…คุณมนสิชา ณกานต์พิทักษ์ค่ะ คุณมนสิชาอยู่มั้ยคะ” ชื่อของคนที่กำลังคุยอย่างออกรสออกชาติถูกเปล่งออกมาจากปากของพยาบาลสาวคนหนึ่ง “อยู่ค่ะ” เจ้าของชื่อค่อย ๆ ยันตัวลุกจากเก้าอี้ ความตื่นเต้นส่งผลให้หัวใจสูบฉีดเลือดเร็วขึ้นจนรู้สึกได้ อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้วสินะที่เธอจะได้เจอเด็กที่อุ้มท้องมากว่าห้าเดือน หากใจหนึ่งก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะพบความผิดปกติ ซึ่งเธอก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เกิดอะไรกับเด็กคนนี้เลย เหมือนว่าคนที่มาด้วยจะรับรู้ถึงความกังวลที่ว่าเช่นเดียวกับที่เขากำลังรู้สึก จึงขยับตัวลุกตามมาโอบว่าที่คุณแม่ไว้หลวม ๆ แล้วพากันเดินไปยังทิศทางที่พยาบาลสาวคนนั้นชี้บอกให้ไปรอหน้าห้อง ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั้งโพรงอกของว่าที่คุณแม่ที่กังวลไปสารพัด การได้เกาะเกี่ยวใครสักคนไว้ในยามว้าวุ่น ต้องการพลังใจ มันรู้สึกดีเช่นนี้เอง • ลูกชายคุณนายรังรอง (6) รังรอง : @RM เจอหมอรึยัง รังรอง : แม่อุตส่าห์จะมาเซอร์ไพรส์ซะหน่อย รังรอง : ดันมาไม่ทันซะได้ รังรอง : ทำไมเค้าไม่ทำที่จอดรถให้มันเยอะๆนะ รังรอง : แม่ต้องถ่อไปจอดซะไกลลิบลับ รังรอง : กว่าจะเดินมาถึงขาแทบขวิด รังรอง : รู้งี้นั
การเดินทางจากหอพักอิ่มอกอิ่มใจ อะพาร์ตเมนต์ที่มนสิชาพักอยู่ถึงโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์ไว้ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ถึง ทว่าการวนหาที่จอดรถเป็นอะไรที่นานกว่านั้นมากนัก สุดท้ายรามินทร์ต้องขับรถไปจอดที่หน้าตึกเพื่อให้มนสิชาลงไปกดบัตรคิวก่อน แล้วค่อยวนรถไปหาที่จอดอีกที ถึงอย่างนั้นกว่าเจ้าตัวจะเจอที่ว่างให้จอดได้ ก็ต้องเดินไกลทีเดียวกว่าจะถึงตัวตึกที่ว่า เล่นเอาเหงื่อซกเลยทีเดียว ‘ร้อนฉิบหาย รู้งี้ใส่แขนสั้นมาก็ดี’ คนร้อนจนเหงื่อไหลบ่นอุบเพราะดันแต่งตัวมามาซะไม่ดูฟ้าดูฝนเลย แต่เพราะเขามักจะติดนิสัยใส่เสื้อแขนยาวเพื่อปกปิดรอยสักที่แขนอยู่แล้วตั้งแต่ตอนคบกับแฟนเก่า จนมนสิชาเข้ามา ชายหนุ่มก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี กับการเปิดเผยลวดลายเหล่านั้นให้หญิงสาวเห็น “จอดรถตรงไหน” รามินทร์ชี้นิ้วไปยังจุดที่เห็นอยู่ไกลลิบ ๆ แทนการบอกกล่าว เพราะตอนนี้เจ้าตัวหอบแฮกเสียจนพูดอะไรไม่ออก ‘ไม่ใช่แค่เดินทางราบอย่างเดียวแต่ยังต้องขึ้นบันไดอีก ท่ามกลางความร้อนอบอ้าวของแดดยามเที่ยงและฝนทำท่าจะตก ไม่หอบก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว’ หญิงสาวหยิบซองกระดาษทิชชู่เช็ดหน้ากับกระบอกน้ำเก็บความเย็นส่งให้คนที่ยืนหน้าดำหน้าแดงเพราะแดดเ
เหลือเวลาอีกสองชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงเวลานัดหมาย เขาเลยบอกมนสิชาว่าจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่โรงแรมก่อนแล้วค่อยกลับมารับเธออีกที แต่หญิงสาวยืนยันว่าจะไปพร้อมกัน เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาขับรถย้อนไปย้อนมา มนสิชาขึ้นห้องไปพร้อมกับเขา กระทั่งได้เวลาว่าที่คุณพ่อคุณแม่จึงลงจากห้องที่ชายหนุ่มจองทิ้งไว้เก็บเสื้อผ้าเล่น ๆ ในขณะที่เจ้าตัวไปนอนค้างที่อื่น มาขึ้นรถที่จอดไว้ด้านหน้าของโรงแรม “ตื่นเต้นมั้– / ตื่นเต้นจัง” รามินทร์ได้คำตอบพอดีกับที่มนสิชาหันมาสารภาพกับเขาด้วยสีหน้าแบบเดียวกับที่เธอเอ่ยออกมา “เธออะ” คนตื่นเต้นถามกลับบ้าง “มาก ไม่เชื่อจับดู ใจเต้นตึก ๆๆๆ เลย” ไม่ว่าเปล่าแต่คนที่บอกว่าใจเต้นยังจับมือเธอไปวางทาบบนหน้าอกด้านซ้ายของตัวเอง โดยไม่ยี่หระเลยว่าคนถูกดึงมือไปดื้อ ๆ พยายามจะชักมือกลับแค่ไหน “เชื่อยัง” มนสิชาไม่กล้าแม้แต่จะค้นให้ลึกลงไปกว่านั้น ว่าหัวใจที่เต้นยังกะรัวกลองแข่งกับรามินทร์อยู่นี้ เป็นเพราะจะได้เจอหน้าลูกครั้งแรก หรือเพราะเจ้าของฝ่ามือที่กุมมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย ค่อย ๆ ก้มลงมาจนสันจมูกเขากำลังจะแตะแก้มเธอกันแน่ • รามินทร์ไม่แน่ใจนักว่าระหว่างรอยยิ้มสุกสกาวข
“ม่อน…” คนกลัวเกินเหตุเรียกเสียงอ่อย “หือ ว่าไง” ในขณะที่คนขานรับยังก้มหน้าก้มตาอยู่กับอาหารที่ซื้อมา จึงไม่ทันเห็นสายตาสื่อความรู้สึกหลากหลายของคนเรียก กระทั่ง “อย่าหายไปไม่บอกอีกนะ…” น้ำเสียงจริงจังที่ค่อย ๆ แผ่วลงในตอนท้าย สะกิดให้คนได้ยินเอะใจจนต้องเงยหน้าขึ้น “…เราเป็นห่วง” “อื้ม” สบนัยน์ตาของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่พยักหน้ายอมรับความหวังดีนั้นด้วยความเต็มใจ ก่อนจะงึมงำใส่ว่า “ไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้ออกมากินก๋วยจั๊บ กำลังร้อน ๆ เลย” หญิงสาวละสายตาจากจานชามบนโต๊ะได้เพียงไม่กี่นาทีก็ต้องก้มหน้างุดกลับไปดังเดิม เพราะจนถึงตอนนี้คนที่ใส่กางเกงเลตัวเดียวนอน ยังอยู่ในสภาพเดิมกับที่เธอเห็นตอนเช้ามืดเปี๊ยบ ขณะเดียวกันแสงยามสายที่ส่องสว่างไปทั่วห้อง ก็เผยให้เห็นริ้วสีจาง ๆ บนโหนกแก้มของคนก้มหน้าได้ชัดเจนเช่นกัน ปฏิกิริยาดังกล่าวสะกิดใจให้เขาก้มลงสำรวจสภาพเปลือยท่อนบนของตัวเอง ก่อนจะผลิยิ้มมุมปากออกมา มนสิชาไม่ได้ไม่อยากเสวนากับเขาอย่างที่เคยเข้าใจ เธอก็แค่หลบเลี่ยงเพราะเขาแต่งตัวไม่เรียบร้อยเท่านั้น คนอยากพิสูจน์สันนิษฐานของตัวเองจึงอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอ คว้าต้นแขนบอบบางทั้งสองข้า







